| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทศพลญาณ (๔)
![]()
ทศพลญาณ (๔)
โดย ประณีต ก้องสมุทร
จาก วารสารชีวิต มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
ปีที่ ๒๐ (๒๕๒๐) ฉบับที่ ๒ ปีที่ ๒๑ (๒๕๒๑) ฉบับที่ ๓
ตอนที่ผ่านมา
ทศพลญาณ ข้อที่ ๒
ทศพลญาณข้อที่ ๒ ได้แก่ ญาณรู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุของพระตถาคต
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า
๑. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อัน คติสมบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๒. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อัน อุปธิสมบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๓. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อัน กาลสมบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๔. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อัน ปโยคสมบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๕. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อาศัย คติวิบัติ จึงให้ผลก็มี
๖. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อาศัย อุปธิวิบัติ จึงให้ผลก็มี
๗. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อาศัย กาลวิบัติ จึงให้ผลก็มี
๘. กัมมสมาทาน อันเป็นบาปบางอย่าง อาศัย ปโยควิบัติ จึงให้ผลก็มี
๙. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่าง อัน คติวิบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๑๐. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่าง อัน อุปธิวิบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๑๑. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่าง อัน กาลวิบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๑๒. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่างอัน ปโยควิบัติ ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
๑๓. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่าง อาศัย คติสมบัติ จึงให้ผลก็มี
๑๔. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่าง อาศัย อุปธิสมบัติ จึงให้ผลก็มี
๑๕. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่าง อาศัย กาลสมบัติ จึงให้ผลก็มี
๑๕. กัมมสมาทาน อันเป็นบุญบางอย่าง อาศัย ปโยคสมบัติ จึงให้ผลก็มี
นี้ชื่อว่า ญาณรู้วิบากของกัมมสมาทานที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
โดย ศาลาธรรม [8 ก.พ. 2551 , 09:34:34 น.] ( IP = 125.26.38.28 : : )
สลักธรรม 1
ในทศพลญาณข้อที่ ๒ นี้ ท่านอรรถกถถาจารย์อธิบายขยายความไว้อย่างละเอียด ดังนี้
คำว่า กัมมสมาทาน ได้แก่ การกระทำที่เป็นกุศลและอกุศล
คำว่า คติสมบัติ ในที่นี้ได้แก่ คติที่สมบูรณ์ คือ เทวโลก และมนุษยโลก
คำว่า คติวิบัติ ได้แก่ คติที่เสีย คือ อบายภูมิ ๔ มี นรก เปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน
คำว่า อุปธิสมบัติ ได้แก่ ความสำเร็จแห่งอัตภาพ คือมีอวัยวะครบถ้วน รูปร่างกายงดงาม
คำว่า อุปธิวับัติ ได้แก่ ความมีอัตภาพทราม คือมีรูปร่างกายน่าเกลียด พิกลพิการ
คำว่า กาลสมบัติ ได้แก่ กาลเวลาที่สมบูรณ์ คือ มีพระราชาหรือผู้ปกครองประเทศดี ประชาชนก็ดี (เป็นส่วนมาก)
คำว่า กาลวิบัติ ได้แก่ กาลเวลาที่วิบัติ คือ มีพระราชาหรือผู้ปกครองประเทศที่ชั่ว ประชาชนก็ชั่ว (เป็นส่วนมาก)
คำว่า ปโยคสมบัติ ได้แก่ ความพยายามชอบ
คำว่า ปโยควิบัติ ได้แก่ ความพยายามผิด
โดย ศาลาธรรม [8 ก.พ. 2551 , 09:35:19 น.] ( IP = 125.26.38.28 : : )
สลักธรรม 2
บรรดาคติสมบัติ และคติวิบัติเหล่านั้น คนบางพวกมีกรรมชั่วมาก กรรมชั่วเหล่านั้นจะพึงให้ผลแก่เขาผู้อยู่ในคติวิบัติ แต่เขาบังเกิดเสียในคติสมบัติคือเทวโลกหรือมนุษยโลก ด้วยกรรมดีบางอ่าง ก็ในฐานะเช่นนั้น กรรมชั่ว (ที่จะให้ผลในคติวิบัติ) นั้นย่อมไม่มีโอกาสให้ผล มีแต่โอกาสของกุศล เมื่อเป็นเช่นนั้นพึงทราบว่า บาปกรรมเหล่านั้นถูกคติสมบัติขัดขวาง คือห้ามไว้ จึงยังให้ผลไม่ได้
แต่อีกคนหนึ่ง มีกรรมชั่วมาก กรรมชั่วนั้นจะพึงให้ผลแก่เขาผู้ดำรงอยู่ในอุปธิวิบัติ (คือจะให้ผลแก่เขาเมื่อเขามีรูปร่างกายน่าเกลียด พิกลพิการ) แต่เขาตั้งอยู่ในอุปธิสมบัติ มีรูปร่างงดงามสมส่วน ด้วยอำนาจของกรรมดีอย่างหนึ่ง แม้ว่าเขาจะเกิดเป็นลุกทาส นายของเขาก็ไม่ยอมให้เขาทำงานต่ำ ๆ เพราะเห็นว่าไม่เหมาะกับรูปร่างหน้าตาที่สวยงามของเขา กลับตั้งให้เขาทำงานในหน้าที่สูง ๆ เช่นดูแลทรัพย์สมบัติเป็นต้นถ้าเป็นหญิงก็ให้เป็นนางต้นห้อง เป็นต้น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนายก็จะหาผ้าที่เนื้อละเอียดสีสวนน่าดูมาให้สวมใส่
เล่ากันมาว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าภาติกราช พวกราชบุรุษได้จับคนที่กินเนื้อโคเป็นจำนวนมากไปถวายให้พระราชาทรงตัดสิน พระราชาตรัสถามว่ามีเงินค่าปรับไหม คนเหล่านั้นเมื่อกราบทูลว่าไม่มี ได้ถูกให้ใช้ทำความสะอาดพระลานหลวง ในพวกคนเหล่านั้น คนหนึ่งมีธิดา รูปร่างหน้าตางดงามน่าดู พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงพอพระทัย ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่โปรดปราน แม้ญาติทั้งหลายของหญิงนั้นก็อยู่เป็นสุข ด้วยอานุภาพของหญิงนั้น
ก็เพราะกรรมชั่วไม่อาจให้ผล ในขณะที่ถึงพร้อมด้วยอุปธสมบัติเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กรรมชั่วบางอย่างอันอุปธิสมบัติห้ามเสียแล้ว ย่อมไม่ให้ผล
คนบางคนมีกรรมชั่วมาก กรรมชั่วนั้นจะให้ผลแก่เข้าผู้อยู่ในกาลวิบัติ แต่เขาไปเกิดเสียในกาลสมบัติ ในสมัยที่พระราชาทรงทศพิธราชธรรม และประชาชน ก็ตั้งอยู่ในสุจริตเป็นส่วนใหญ่ ทั้งอยู่ในสมัยที่มนุษย์มีอายุยืนยาว กรรมชั่วนั้นจึงยังไม่ได้โอกาสให้ผลแก่เขาผู้เกิดในกาลสมบัติเช่นนั้น กรรมดีเท่านั้นมีโอกาสให้ผล พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า กรรมชั่วบางอย่างอันกาลสมบัติห้ามเสียแล้ว ย่อมไม่ให้ผล
อีกคนหนึ่งทำกรรมชั่วไว้มาก กรรมชั่วเหล่านั้นจะพึงให้ผลแก่เขาผู้ดำรงอยู่ในปโยควิบัติ แต่เขาดำรงอยู่เสียในปโยคสมบัติ เว้นจากปาณาติบาต เป็นต้น บำเพ็ญแต่กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต เมื่อเป็นเช่นนั้น กรรมชั่วนั้นย่อมไม่อาจให้ผลได้กุศลเท่านั้นมีโอกาส เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า กรรมชั่วบางอย่างอันปโยคสมบัติห้ามเสียแล้ว ย่อมไม่ให้ผล
โดย ศาลาธรรม [8 ก.พ. 2551 , 09:36:03 น.] ( IP = 125.26.38.28 : : )
สลักธรรม 3
อีกคนหนึ่งทำกรรมชั่วไว้มาก บาปกรรมเหล่านั้นไม่พึงให้ผลแก่เขาผู้ตั้งอยู่ใน คติสมบัติ แต่เขาเกิดอยู่ในคติวิบัติด้วยบาปกรรมอย่างหนึ่ง บาปกรรมเหล่านั้นให้ผลแก่เขาผู้เกิดอยู่ในคติวิบัตินั้น บางคราวทำให้เกิดในนรก บางคราวเกิดในเดรัจฉาน บางคราวเกิดในเปราตวิสัย บางคราวเกิดในอสุรกาย ไม่ยอมให้เขาพ้นไปจากอบายตลอดกาลยาวนาน พระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดว่า บาปกรรมทั้งหลายเมื่อไม่อาจให้ผลเพราะถูกคติสมบัติห้ามไว้ แต่พอมาได้คติวิบัติย่อมให้ผลได้ดังกล่าวมาแล้ว เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า บาปบางอย่างอาศัยคติวิบัติ จึงไห้ผล
บางคนทำกรรมชั่วมาก กรรมชั่วนั้นไม่พึงให้ผลแก่เขาผู้ดำรงอยู่ในอุปธิสมบัติแต่เขาดำรงอยู่ในอุปธิวิบัติด้วยบาปกรรมอย่างหนึ่ง มีผิวพรรณทราม รูปร่างขี้ริ้ว น่าเกลียด ถ้าเขาเกิดเป็นลูกทาส นายย่อมใช้ให้เขาทำแต่งานต่ำ ๆ เช่นการเทขยะ เป็นต้น บางคนแม้จะเป็นถึงลูกคนมั่งมี คนอื่นก็เข้าใจว่าเป็นลูกทาส เหมือนหญิงแม่เรือนของเศรษฐีผู้หนึ่งในบ้านโกตละวาปีที่ถูกพวกราชบุรุษคร่าตัวไปทำพลีกรรม เพราะเข้าใจว่าเป็นนางทาสี พระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดอย่างนี้ว่า บาปกรรมบางอย่างไม่อาจให้ผลได้ เพราะถูกอุปธิสมบัติห้ามไว้ แต่เมื่อบาปกรรมนั้นอาศัยอุปธิวิบัติแล้ว ย่อมให้ผลได้
ส่วนอีกคนหนึ่งทำกรรมชั่วไว้มาก กรรมชั่วนั้นไม่พึงให้ผลแก่เขาผู้อยู่ในกาลสมบัติ แต่เขาบังเกิดในกาลวิบัติ ด้วยบาปบางอย่าง ในสมัยที่พระราชาทรงปกครองแผ่นดินโดยมิชอบธรรม กดขี่ข่มเหงประชาชน พืชพันธุ์ธัญญาหารก็ปราศจากรสอร่อยแม้เขาจะเกิดเป็นมนุษย์ แต่ก็ได้รับความทุกข์ยาก เดือดร้อน ราวกะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ในสมัยกาลวิบัติเช่นนั้น กุศลไม่มีโอกาสส่งผลแก่เขา อกุศลเท่านั้นมีโอกาสพระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดอย่างนี้ว่า บาปกรรมบางอ่างเมื่อไม่อาจให้ผล เพราะถูกกาลสมบัติขัดขวางไว้ แต่อาศยกาลวิบัติแล้วย่อมให้ผล
บางคนทำบาปกรรมไว้มาก บาปกรรมเหล่านั้นจะไม่พึงให้ผลแก่เขาผู้ตั้งตนอยู่ในปโยคสมบัติ ประกอบความเพียรในการงานโดยชอบธรรม แต่เขาตั้งตนอยู่ในปโยควิบัติทำอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น เจ้าหน้าที่จับเขานำไปลงโทษ บางคนก็ถึงกับถูกประหารชีวิต พระผู้มีพระภาคทรงทราบชัดว่า บาปกรรมเมื่อสามารถให้เพราะถูกปโยคสมบัติขัดขวางไว้ ย่อมให้ผลได้ เพราะอาศัยปโยควิบัติ
บาปกรรมถูกสมบัติ ๔ อย่างขัดขวางไม่ให้ให้ผล แต่อาศัยวิบัติ ๔ อย่างย่อมให้ผล ด้วยประการดังกล่าวมานี้
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย ศาลาธรรม [8 ก.พ. 2551 , 09:36:19 น.] ( IP = 125.26.38.28 : : )
สลักธรรม 4ขออนุโมทนา และ ขอบพระคุณมากค่ะ
โดย Au (asomsopon) [9 ก.พ. 2551 , 01:41:23 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )
สลักธรรม 6ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณศาลาธรรมค่ะ ที่นำความรู้มาฝากค่ะ
โดย เซิ่น (เซิ่น) [11 ก.พ. 2551 , 14:53:27 น.] ( IP = 203.146.147.13 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |