มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องนั่งเล่น ..เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กุมภา







ห้องนั่งเล่น ..เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กุมภา


เช้าวันนี้ ก่อนที่จะสวดมนต์ทำวัตรเช้า เสียงเพลงสองฝั่งคลองได้ถูกเปิดขึ้นมาเพื่อน้อมนำอารมณ์ของบุคคลที่รอร่วมกระทำกิจกรรมอันเป็นกุศลประจำเช้าวันอาทิตย์ให้ระลึกนึกถึงความเป็นจริงของชีวิตโดยผ่านบทเพลงที่มีเนื้อหาว่า

"ชีวิตคนช่างมีหลากหลาย ดีชั่วมีมากมายปะปน เปรียบสายน้ำในลำคลอง...เหมือนชีวิตคน ฉันก็คงเป็นหนึ่งในนั้น
ฝั่งนี้คือฝั่งเริ่มชีวิต จุดหมายคือสุดปลายความฝัน อาจชนะหรือแพ้พ่าย...ร้ายก็เป็นกัน ฝันกันไปต่างๆ นานา
หากน้ำในคลอง...ดังหนึ่งการเริ่มต้น สายน้ำพาวน...วนสู่ห่วงปัญหา
รู้อย่างเดียว...คือตั้งใจฟันฝ่า ยากใดหยุดอ่อนล้า...เหมือนดังฆ่าตัวตาย
สุดท้ายคือขึ้นยังฝั่งนั้น ยังไม่รู้ว่ามันวันไหน มีชีวิตก็ดิ้นรน...ค้นจนสิ้นใจ ชีวิตคนก็คล้าย...สองฝั่งคลอง "

ท่านอาจารย์ได้บอกกับทุกคนว่า ...เพลงที่จบลงไปนี้เป็นการสาธยายว่าชีวิตของเรานั้นเรายังกำหนดไม่ได้ ที่บอกว่ากำหนดไม่ได้ก็เพราะว่าเราก็รู้แล้วว่าสังสารวัฏก็เหมือนฝั่งหนึ่งซึ่งเราจะต้องเดินทางไป ส่วนมรรคผลนิพพานก็เหมือนฝั่งที่อยู่ตรงกันข้ามก็คือหยุดการเวียนว่ายตายเกิด ขณะนี้ชีวิตของเราก็เหมือนอยู่ในเรือลำหนึ่งซึงมีคลื่นลมมีพายุโหมกระหน่ำตลอดเวลาทำให้เรือหมุนเคว้งคว้าง

ถามว่า เราเลือกฝั่งหรือยัง
ตอบว่า ยัง เพราะว่าเรามีแต่เป้าหมายแต่เรายังไม่มีเจตนาที่มั่นคงที่จะฟันฝ่าอุปสรรคผ่านไปถึงตรงนั้นได้

ถามว่าเราอยากเกิดไหม
ตอบว่าไม่อยากเกิดแล้ว แต่เราก็ยังเลือกวัฏฏสงสาร เราจึงยังเคว้งคว้างอยู่ในนทีที่โหมกระหน่ำ

หลวงพ่อได้เคยสอนว่า เราไม่สามารถกำหนดชีวิตของเราได้เพราะอนิมิต ซึ่งก็หมายถึงว่า ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไร ไม่รู้ว่าจะตายที่ไหน ไม่รู้ว่าจะตายด้วยโรคอะไร และไม่รู้ว่าตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร นี่คือชีวิตที่เลือกไม่ได้ เป็นภัยอันน่ากลัวของชีวิต เป็นภัยของวัฏฏะ ที่เราต้องทำให้ชีวิตของเราต้องร่อนเร่พเนจร

แต่ถึงกระนั้นหลวงพ่อท่านก็ยังเมตตามาให้ข้อคิดสร้างความรู้สึกที่ดีให้เรามีหลักในการกำหนดชีวิตว่า..

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 ก.พ. 2551 , 15:48:42 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ยามใดก็แล้วแต่ที่เราได้เห็นพระลักษณะอันงดงามจากองค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระประธานในห้องนี้ หรือ พระสุนทรีวาณีที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า ก็ให้ดื่มด่ำประทับภาพไว้กับความงดงามนั้น

หรือเมื่อมองถัดมาทางขวาก็จะเห็นพระบรมฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะทำให้เราระลึกได้ว่าพระบารมีเปี่ยมล้นพระเมตตาเหลือคณา เพราะเมื่อนึกขึ้นมาแล้วก็จะรู้โครงการพระราชดำริมากมาย ล้วนแต่เป็นการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแด่มหาชนชาวสยาม

หากมองเลยต่อไปอีกสักหน่อยก็จะเห็นรูปปั้นของพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ผู้เป็นประธานบุกเบิกก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินี้ขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงด้วยใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ สละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม

เพราะท่านอาจารย์บุญมีท่านเป็นผู้ค้นคิดและเป็นเจ้าของกิจการชอล์ก- ดินน้ำมันตราช้าง ที่เราเคยได้ใช้กันในสมัยที่ยังเรียนอยู่ แต่ท่านได้ละทิ้งประโยชน์ส่วนตนตรงนั้นโดยมอบให้น้อง ๆ ของท่านดูแลกิจการ แล้วท่านก็มุ่งมาที่การเรียนการสอนพระอภิธรรมจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายที่ท่านก็ได้ฝากเตือนมายังลูกศิษย์ทุกคนว่า ฝากบอกทุกคนด้วยอย่าเผลอสติ

ฉะนั้นการที่เรามองเห็นพระพุทธรูปก็ดี พระบรมฉายาทิสลักษณ์ก็ดี รูปท่านพระอาจารย์บุญมีก็มี หากเรารู้จักคิดนึกให้ได้เราก็จะมีคติอารมณ์ที่ดีมีความรู้สึกที่ดี ๆ เก็บเอาไว้ เพราะเมื่อเราเลือกมองอะไรก็แล้วแต่ การมองนั้นจะทำให้เราเกิดความคุ้นและเป็นคติอารมณ์กรรมอารมณ์ให้แก่เราได้ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม

ในชาติหนึ่ง ๆ นี้ เมื่อใครก็แล้วแต่สามารถรักษาอารมณ์ให้มีกุศล ให้มีคติอารมณ์ที่ดีได้ ก็ไม่ต้องกลัวอนิมิตเหล่านั้น .. นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อท่านบอกมา

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:49:11 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 2



วันนี้ ไม่ว่าเรือชีวิตของเราจะอยู่ตรงกลางน้ำในขณะไหน แม้จะถูกคลื่นซัดหนักเท่าใดก็ให้เหลียวไปมองฟากฝั่งพระนิพาานอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็เตือนใจตนเองไว้เสมอว่า .. ถ้าเราไม่เกิดเสียอย่างเดียว สิ่งที่เรากำลังรับกระทบอยู่นี้ก็จะไม่มีเลย ..

การเจริญสติปัญญาเพื่อหยุดความเพลิดเพลินความอยาก หยุดอภิฌชาโทมนัสลงไปได้บ้างยังดีกว่าหยุดไม่ได้เลย การกระทำเช่นนี้คือการเหลียวมองหาฝั่งแห่งสันติสุข ซึ่งก็เหมือนกับมองสิ่งที่มีค่าหรือนึกในสิ่งที่มีค่า และเมื่อนึกถึงอยู่เรื่อย ๆ จิตใจเราก็จะพูนทวีขึ้นในสิ่งที่ดี

ฉะนั้น การที่มีโอกาสมองและการมีโอกาสทำในสิ่งที่ดี ย่อมจะเป็นสมบัติติดตัวไป และในเช้าวันนี้ ความตั้งใจในการสวดมนต์ไหว้พระอันเป็นกรรมดี ก็จะเป็นการสร้างกรรมอารมณ์ให้เราได้เช่นเดียวกัน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 ก.พ. 2551 , 15:49:28 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 3



หลังจากการสวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวสวัสดีกับทุกคนอีกครั้งและทักทายกับลูกศิษย์ทุกคนว่า ..

กราบสวัสดีและอนุโมทนากุศลกับทุกท่าน พร้อมทั้งหอบกุศลผลบุญ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม หอบมาด้วยใจรัก หอบมาด้วยใจภักดี มาให้ทุกคนอนุโมทนา

เราไม่ได้พบกันมา ๑ อาทิตย์ เพราะได้พาสมาชิกของมูลนิธิอีก ๖ ท่านเดินทางไปประเทศพม่าเพื่อไปทำบุญ..ไปไหว้พระที่พม่า .. เพราะอยากจะคืนกำไรให้แก่ชีวิตของผู้ที่เสียสละให้มูลนิธิบ้างอย่าง พี่ดา คุณเล็ก ครูฝน ซึ่งทั้งสามคนนี้ไม่เคยไปพม่ามาก่อนเลย คงต้องบอกว่า หลายปีแล้วที่น้อง ๆ เขาเหนื่อยมากในฐานะผู้สอน เพราะชีวิตของผู้สอนเหนื่อยจริง ๆ แม้จะมีลูกศิษย์มองว่าผู้สอนนั้นเก่ง มีความรู้มาก แต่ผู้สอนก็คือผู้ทำงานต้องทำงานมากโดยเฉพาะการค้นคว้าและการตอบคำถาม เมื่อทำงานมากก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา เพราะตัวเองก็อยู่ในความเหนื่อยนั้นมานาน

และการสอนธรรมะนั้นยากกว่าการสอนวิชาทางโลก เพราะเป็นการสอนเรื่องชีวิตซึ่งทุกคนก็มีชีวิต วิชาทางโลกที่เราเคยเรียนอย่างวิชาสังคม หรือวิทยาศาสตร์ก็ตามล้วนเป็นวิชาที่สอนตามหลักสูตร มีคำตอบที่วางไว้ให้แล้วโดยเฉพาะ แต่วิชาธรรมะเป็นการสอนเรื่องชีวิต ฉะนั้นผู้เรียนทุกคนจงมีสิทธิ์เอาชีวิตของตนในแง่มุมต่างๆ มาตั้งคำถามได้มากมาย ผู้สอนจึงต้องตอบให้ได้และให้ตรงกับเรื่องชีวิต ไม่ใช่ตอบออกไปนอกชีวิต การตอบคำถามธรรมะจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง

ประกอบกับแต่ละคนก็มีไหวพริบปฏิภาณต่างกันบางคนก็คิดคำถามอย่างนั้นอย่างนี้ไปแปลกๆ ธรรมะจึงเป็นเรื่องยากแห่งการสอน เพราะเครื่องหมายจิต เจตสิก รูปที่ปรากฏบนกระดานนั้น เป็นเพียงรูปแบบสัญลักษณ์หรือแบบฟอร์มที่จะต้องใช้คำอธิบายที่ไม่ใช่แบบฟอร์ม เพราะเรื่องราวของความจริงจะต้องหาความรู้และความเข้าใจด้วยการค้นคว้าและพิสูจน์ด้วยตนเองก่อน

ด้วยเหตุนี้ การสอนจึงเหนื่อย เหนื่อยมาก ๆ เลยอยากจะมอบอะไรตอบแทนให้น้อง ๆ เขาบ้าง จึงตั้งใจพาไปไหว้พระแม้จะไปไกลสักนิดหนึ่ง คือไปถึงประเทศพม่าก็ตาม

คงต้องบอกว่า หลังจากผ่าตัดกระดูกสันหลังครั้งที่สองเมื่อปี ๒๕๔๖ นั้น ตอนแรกก้มหลังแทบไม่ได้เลย จึงไปตั้งจิตอธิษฐานต่อพระบรมสารีริกธาตุที่ท้องสนามหลวงในงานวิสาขบูชาว่า ขอให้สามารถก้มกราบพระได้ เพราะถ้าสิบนิ้วก้มกราบทศบารมีไม่ได้ ก็เหมือนชีวิตจะบกพร่องอย่างมาก ซึ่งหลังจากอธิษฐานแล้วก็ตั้งใจก้มกราบครั้งที่ ๑ ก็ยังกราบไม่ได้มากนัก พอครั้งที่ ๒ ก็ก้มได้มากขึ้น และครั้งที่ ๓ ก้มกราบได้แนบพื้น

นอกจากจะเป็นการคืนกำไรแล้ว หลวงพ่อท่านบอกว่า การได้อยู่ด้วยกันจะทำให้คุ้นกัน และเมื่ออยู่ในที่แคบ ๆ เช่นในรถหรือในห้อง ก็จะมีโอกาสคุยกันในเรื่องต่างๆ และเปิดเผยความจริงใจต่อกันได้ว่าแต่ละคนเราเป็นอย่างไร ความสมัครสมานสามัคคีก็จะมีเกิดขึ้นได้อย่างแน่นแฟ้น

สำหรับตัวเองนั้นตัวเองไม่มีมาดไม่มีอะไรทั้งสิ้นมีแต่ความรักความจริงใจ เพราะว่าในชีวิตต้องบอกว่า ไม่มีอะไรจะให้รักได้เท่ากับทุกคนตรงนี้ ตั้งคำถามตัวเองว่ายังรักอะไรอยู่ มันไม่มีคำตอบเพราะว่ารักทุกคน ซึ่งสิ่งที่รักมากกว่านี้ก็ไม่มีแล้ว และเมื่อรักแล้วก็อยากจะภักดีด้วย เล่นด้วย คลุกคลีด้วย คือจริงใจ เข้าใจกัน อภัยกัน อุปสรรคไม่มี

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:49:52 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 4



ดังนั้น เมื่อออกเดินทางด้วยกันไปอย่างนี้ทุกคนก็เข้าใจกัน แล้วก็มีความสุขตั้งแต่ไปเจอน้อง ๆ ที่สุวรรณภูมิ เพราะว่าทางที่เราจะเดินไปนั้นไม่ใช่ทางแห่งหายนะแต่เป็นทางแห่งความดี และเป็นทางที่ควรดำเนินด้วยเพราะมีทานมัยเป็นหลัก

ในวันนี้ที่พวกเราได้สวดมนต์กันหลายบทมากขึ้นก็เพราะระลึกนึกถึงบรรยากาศของการเดินทาง ๕ วัน ๔ คืนนั้น ที่ตื่นเช้าขึ้นมาชีวิตของเราก็มีแต่การสวดมนต์กับมือที่พนมไหว้พระรัตนตรัยอยู่ สายตาก็มองเห็นแต่สิ่งที่เป็นมงคล

เมื่อกลับมาแล้วสิ่งเหล่านั้นก็ขาดหายไปด้วยความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน เพราะประชาชนที่อยู่ในประเทศพม่านั้นเป็นชีวิตที่คลุกคลีในบุญจริง ๆ จากการไปมา ๔ ครั้งแล้วก็ยังเห็นภาพของการกระทำเหล่านั้นอยู่ และในการไปครั้งนี้ชีวิตของพวกเราก็มีความกุลีกุจออยู่ในบุญกันจริงๆ

เพราะพอเข้าโรงแรมก็รีบเอาของเก็บเข้าห้องพักแล้วก็ไปนมัสการพระเจดีย์กลางน้ำ จากนั้นก็ไปในที่ต่างๆ ซึ่งแต่ละวันทุกคนต่างก็กุลีกุจอกันตลอดเพราะเห็นว่าไปทำบุญจริง ๆ และก็ทำกันอย่างตั้งใจ จึงเป็นวงจรของกุศลที่ได้ทำบุญอย่างเต็มที่ด้วย

เพราะค่าเงินของพม่าถูกกว่าของเรามาก ๑๐๐ บาทแลกเงินของเขาได้ ๓,๐๐๐ จั๊ต ซึ่งได้เทคนิคไปว่อย่าไปคอยคูณเทียบค่าเงินอยู่ เมื่อเราแลกได้แบงก์ ๑๐๐๐ เราก็ใส่แบงก์ ๑๐๐๐ ฉะนั้น เมื่อเราไปพม่าเราจึงได้กลายเป็นเศรษฐีกุศลกันจริง ๆ แล้วไม่มีโอกาสแฉลบไปในอกุศล

เช่น อยากกิน หรืออยากซื้ออะไรระหว่างทาง ทุกคนจึงบริจาคเงินใส่ตู้รับบริจาคที่ตั้งไว้อย่างดารดาษในวิหารหรือเจดีย์ต่างๆ ด้วยความอิ่มเอมใจ โจรภัยในประเทศพม่าก็หาได้ยากจึงไม่ต้องกลัวเลยเรื่องการถือเงินจำนวนมากๆ เดินไปเดินมา แต่ถ้าเป็นบ้านเมืองเราก็ต้องระวังกันมากกว่านี้ ดังนั้น การไปไหว้พระในครั้งนี้จึงสร้างความประทับใจกับอีก ๖ ท่านได้มาก

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:50:10 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 5



และก่อนที่จะไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวน คณะของเราได้มีโอกาสทำบุญครั้งใหญ่โดยได้โทรไปจองเพื่อถวายภัตตาหารเพลแด่พระทั้งวัดจำนวนพันกว่ารูปซึ่งเป็นพระนักเรียนทั้งสิ้น

นอกจากนี้คณะของเรายังโชคดีไม่น้อยที่ได้มีโอกาสเทินพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระอัครสาวกไว้บนศีรษะ ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มมากถึงสิริมงคลที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ๆ

จนกระทั่งวันสุดท้าย เป็นการไปกราบเยี่ยมเจ้าอาวาสวัดพญาจีใต้ซึ่งเป็นพระสหายของพระครูศรีโชติปาโล (พระมหาแสวง) ด้วย เพราะท่านฝากคำบอกมากับท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณว่า คิดถึงลูกสาวของพระมหาแสวง อยากพบก่อนที่จะจะสุขภาพแย่ไปกว่านี้ ซึ่งในครั้งนี้ได้มีโอกาสถวายเงินใส่ย่ามของท่าน ๓๙๐,๐๐๐ ด้วย

โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว วัดนี้นอกจากจะมีพระพุทธรูปงามที่สุดในความรู้สึกแล้ว ยังเป็นวัดที่น่าศรัทธาเพราะเป็นสำนักเรียนพระอภิธรรม และที่วัดนี้เราได้ไปถวายเพลพระจำนวนสามร้อยกว่ารูป พร้อมทั้งถวายปัจจัยรูปละ ๒,๐๐๐ จั๊ต ตั้งทุนไว้เป็นค่าน้ำ-ค่าไฟอีกประมาณหนึ่งล้านเจ็ดแสนจั๊ต รวมทำบุญไปสามล้านเศษ

และก็ได้ถวายของที่ทุกคนฝากไปถวาย คือ ยาหม่อง ยาดม ยาลม ดินสอ ปากกา น้ำพริก ฯลฯ จึงได้หอบกุศลผลบุญเหล่านั้นให้ท่านอนุโทนาในกุศลเหล่านี้

" ขอทานบารมีอันเป็นอริยทรัพย์ที่ปลูกฝังไว้ในพระพุทธศาสนา และกับผู้ที่สืบทอดพระพุทธศาสนา จงได้เป็นปฏิพรย้อนไปคุ้มครองทุกท่านให้มีสุขภาพพลามัยแข็งแรง ให้มีจิตมั่นคงในทาน ศีล ภาวนา ให้ความเลื่อมใสและความศรัทธายังประโยชน์ให้ทุกท่านก้าวเดินไปด้วยอำนาจของกุศลคือมีบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เป็นที่ตั้ง ขอให้เป็นคนอายชั่วกลัวบาป ขอให้ทุกคนมีเมตตาจิตอาบหัวใจ และขอให้ทางที่ดำเนินไปนั้น หลุดพ้นจากวัฏฏสงสารได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน"

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:50:32 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 6



หลังจากนั้นท่านอาจารย์ก็ได้ให้ผู้ที่ร่วมเดินทางไปได้ออกมากล่าวถึงความรู้สึกที่ประทับใจ และแจกบุญที่ได้ทำไปให้ผู้ที่รับฟังร่วมอนุโมทนาอันเป็นปัตติทานมัยและปัตตานุโมทนามัยต่อไป

ซึ่งในความรู้สึกของผู้ร่วมเดินทางนั้นต่างก็มีความสุขและมีความประทับใจที่ได้ไปทำบุญโดยการนำของท่านอาจารย์ในครั้งนี้ บางท่านถึงขนาดเปลี่ยนความรู้สึกที่มีในด้านลบต่อประเทศพม่ากลับกลายเป็นด้านบวกไปได้อย่างสิ้นเชิง

และโดยที่มิได้นัดหมายกันมาล่วงหน้าต่างก็แสดงความรู้สึกตรงกันว่า ..ภูมิใจที่มีท่านอาจารย์เป็นผู้นำในการเดินทาง ได้ทำกุศลต่างๆ อย่างมีความสุข และได้อธิษฐานในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถกล่าวด้วยตนเองได้อย่างครบถ้วนและมีสาระเช่นนี้ และภูมิใจที่มาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิและไม่ขอพลัดพรากจากไป ..

หลังจากที่ทุกคนได้แสดงความรู้สึกกันครบถ้วนแล้วท่านอาจารย์ได้สรุปความรู้สึกให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่า ..การเดินทางไปครั้งนี้ได้บอกทุกคนว่า พระภิกษุที่ได้พบนั้นเราสามารถแสดงความเคารพคือกราบได้อย่างสนิทใจเพราะท่านเหล่านั้นมีชีวิตเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น

อย่างในครั้งที่ผ่านมาที่ได้มากับหลวงพ่อแสวงนั้นได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมพระผู้ทรงพระไตรปิฎก ซึ่งในขณะนั้นดวงตาของท่านมองแทบไม่เห็นแล้ว แต่ท่านก็ออกมาต้อนรับเป็นอย่างดี ไปถึงแล้วก็รู้สึกประทับใจมากเพราะที่อยู่หรือกุฏิของท่านนั้นปราศจากเครื่องประดับประดาที่รุงรัง และก็ไม่มากพิธีรีตอง เมื่อท่านรับประเคนของที่นำมาถวายอย่างมากมายแล้วทั้งปัจจัยด้วยท่านก็เลื่อนของออกไปแล้วเลิกสนใจของเหล่านั้น

จากนั้นท่านก็จะคุยกับหลวงพ่อแสวงในเรื่องหลักธรรมต่างๆ ด้วยภาษาบาลีอย่างเอาจริงเอาจังไม่สนใจของที่มาถวายเลยว่าเป็นอะไรบ้าง ต้องบอกว่าหลวงพ่อแสวงท่านเก่งมาก สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นพระผู้ใหญ่ของพม่าต้องนั่งเครื่องบินเดินทางมาหาท่านเพื่อจดคำอธิบายในโยชนาที่ตีความไม่ออกมีแต่หลวงพ่อแสวงเท่านั้นที่เข้าใจ

ดังนั้น ท่านก็จะคุยกันเพราะต่างก็เป็นขุมทรัพย์ทั้งสองท่าน คือรูปหนึ่งทรงพระไตรปิฎกอีกรูปหนึ่งก็เป็นขุนคลังแห่งความเข้าใจ เมื่อถึงเวลาที่จะลากลับแล้วพวกเราก็ได้ดูข้าวของกันอีกครั้งแล้วก็พบว่ากล่องที่ใส่ปัจจัยถวายนั้นหายไป ก็ถามหากันใหญ่เลย แต่พระผู้ทรงพระไตรปิฎกนั้นท่านบอกว่า ไม่เป็นไร ท่านรับแล้ว พวกโยมที่มาถวายก็ได้กุศลแล้ว อย่าไปสนใจของที่หายไปแต่ให้สนใจในสิ่งที่ได้ทำดีกว่า..นี่จึงเป็นความรู้สึกที่ประทับใจจริงๆ กับพระพม่า

ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ในวัดแรกที่ไปถวายภัตตาหารนั้นเจ้าอาวาสก็เป็นชั้นรองสมเด็จเช่นกัน และท่านก็ยังอาพาธอยู่แต่ท่านก็ให้พระเณรพยุงออกมาฉันอาหารร่วมกับพระลูกวัดทั้งพันกว่ารูป ที่วัดนี้ก็ได้ถวายปัจจัยไปเป็นแสนเหมือนกัน แต่เมื่อท่านรับประเคนแล้วท่านก็อนุโมทนาแต่ไม่ได้ไปสนใจเลยว่าจะมีจำนวนเท่าใด

ที่วัดพญาจีใต้ก็เหมือนกัน เมื่อถวายปัจจัยสามแสนเก้าหมื่นจั๊ตแล้ว แม้จะมีคนบอกให้ท่านเจ้าอาวาสหาที่เก็บปัจจัยก่อน ท่านก็ไม่ได้สนใจเลย แม้กระทั่งพระภิกษุรูปอื่นหรือเณรน้อยที่มาฉันภัตตาหาร ท่านก็ไม่ได้สนใจอยากรู้อากเห็นกับซองปัจจัยหรือข้าวของที่เรานำไปถวายเลย ท่านทำหน้าที่รับแล้วก็อนุโมทนาเท่านั้นเอง เพราะชีวิตของท่านเหล่านั้นอยู่เพื่อเรียนไม่ได้อยู่เพื่อกินเพื่อใช้ ..ด้วยเหตุนี้จึงได้บอกว่า กราบท่านเหล่านั้นได้เลยแบบสนิทใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:51:20 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 7



ซึ่งหลังจากนั้นช่วงของการพูดคุยในห้องสวดมนต์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านอาจารย์กล่าวว่า สิ่งดีๆ ที่ทำได้นี้เป็นเพราะได้รับการสอนจากหลวงพ่อ หลายคนที่มีความประพฤติดีที่การดำเนินชีวิตที่ดีได้ก็เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนจากหลวงพ่อเช่นกัน อย่างเรื่องการใช้ชีวิตของเรานั้นไม่ยากเลยถ้าหากเราเข้าใจ

เพราะในเมื่อเรายังละกิเลสเป็นสมุจเฉทไม่ได้ จึงเป็นธรรมดาที่เราจะต้องมีพฤติกรรมของชีวิตที่เป็นไปในความโลภ โกรธ หลง ..เราจึงอย่าไปเครียดหรือไปห้ามเพราะไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่เราต้องปรับปรุงใจไม่ให้ความโลภ โกรธ หลงเหล่านั้น ประกอบไปด้วยความทุจริต

และก็ต้องรู้จักหันมาใช้ชีวิตอยู่ในฝั่งของกุสลคือวิปัสสนากรรมฐานให้มากๆ เพราะในขณะที่เจริญสติปัญญาก็ห่างไกลจากความโลภ โกรธ หลงเหล่านั้นไปในขณะเดียวกัน ซึ่งหากเราบริหารชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างนี้แล้ว ชีวิตของเราก็จะมีความสบายและประกอบไปด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เป็นการบีบบังคับตนเองจนเกินไปหรือหลอกตนเอง

นอกจากนี้ท่านอาจารย์บอกว่า หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่มีความละเอียดลึกซึ้งมากและมีหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิตด้วย ..ท่านอาจารย์เล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนมีครั้งหนึ่งที่มีผู้มีจิตศรัทธามาถวายปัจจัยจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับในสมัยนั้นเพื่อสร้างวัด เมื่อเวลาล่วงเลยมาหลายเดือนแล้วผู้บริจาคท่านนั้นได้แวะมาดูความคืบหน้า ซึ่งได้ถามหลวงพ่อว่า สร้างเสร็จหรือยัง? หลวงพ่อท่านตอบไปว่า เสร็จแล้ว

เมื่อฟังคำตอบแล้วผู้ปริจาคทรัพย์ท่านนั้นก็เดินไปดูอาคารที่ทำการก่อสร้างแล้วก็เดินกลับมาต่อว่าหลวงพ่อว่า ยังสร้างไม่เสร็จเลยแล้วทำไมบอกว่าเสร็จแล้ว?

หลวงพ่อท่านอธิบายว่า ที่บอกว่าเสร็จแล้วก็คือ ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วก็มี เช่นเสาและพื้นที่เสร็จแล้ว ส่วนที่ยังไม่เสร็จก็มีคือเพดานหรือหลังคาที่กำลังจะสร้างต่อไป การที่โยมบอกว่ายังไม่เสร็จก็เพราะโยมไม่มองในสิ่งที่เสร็จไปแล้ว หากมองในสิ่งที่เสร็จไปแล้วด้วยก็จะรู้ว่าส่วนที่สร้างเสร็จแล้วยังมีอยู่

ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับการทำความดีที่ในวันนี้อาจจะยังเป็นความดีที่ยังไม่ชัดเจน แต่ความดีที่ได้ทำไปแล้วแต่ละครั้งนั้นล้วนสำเร็จหรือเสร็จเป็นกรรมแล้วทั้งสิ้น การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เช่นกัน การกำหนดลงไปในแต่ละขณะนั้นต่างก็เป็นการกระทำความดีที่เสร็จลงแล้วในแต่ละครั้ง ซึ่งเรามีหน้าที่ที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ ให้มีปริมาณมากขึ้นจนวันหนึ่งก็จะมีปริมาณมากจนสามารถประหารกิเลสลงได้อย่างสิ้นเชิง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:51:46 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 8



เมื่อฟังคำอธิบายจากท่านอาจารย์ถึงหลักปรัชญาในการทำความดีทำความดีของหลวงพ่อแล้ว ทำให้นึกถึงคำอธิษฐานที่ท่านอาจารย์บอกว่าได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อมาให้มาอธิบายให้พวกเราฟังว่า ..

" เมื่อพูดถึงวัฏฏะแล้ว ..อนิมิตนั้นเป็นของยืดยาวสุดจะประมาณได้ หลวงพ่อท่านจึงให้เราทำนิมิตให้เกิด แม้กระทั่งนิมิตในช่วงสั้นคือชาติหนึ่งชาติหนึ่ง และเมื่อจะถึงอนิมิตคือถึงแก่ความตายก็ไม่ต้องไปสนใจเพราะเราแก้ไขไม่ได้ แต่นิมิต ที่เป็นคตินิมิต กรรมนิมิต และกรรมอารมณ์นั้นทุกคนสร้างได้ ก็ทำให้เกิดอยู่เนืองๆ เช่นการเห็นพระเจดีย์นี้เราก็เก็บภาพประทับไว้ คือเลือกดูสิ่งดี และเลือกทำดี

เมื่อใดที่ชีวิตเลือกดูสิ่งดี และเลือกทำสิ่งดีได้เป็นอาจิณ ก็ไม่ต้องกลัวอนิมิตเหล่านั้น เพราะช่วงระยะสั้นที่จะผลักเราไปนั้นเราไปดีแน่ หลวงพ่อท่านบอกว่า เหมือนกับการถักโครเช ที่ต้องถักวงต่อวงไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะยาวเอง ฉะนั้น สังสารวัฏของเราก็คือโซ่ แต่เรากำลังทำโซ่ทองของนิมิตด้วยการคล้องกุศลไปเรื่อยๆ ในที่สุดโซ่สีทองเหล่านี้ก็จะเป็นการสร้างเส้นทางสายใหม่ให้แก่ชีวิตนั่นเอง

ต่อหน้าองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองที่ว่า แม้ว่าสังสารวัฏจะหมุนไป แต่การทำความดีของเราทุกครั้งก็เหมือนกับการสร้างวงจรใหม่ที่จะเรียงร้อยกุศลที่เราได้ทำแต่ละขณะให้ยาวเป็นนิมิตที่ดี เพื่อที่จะมีหนทางแห่งชีวิตที่เจริญและพ้นไปจากสังสารวัฏได้ในที่สุด.."

แม้ว่าในวันนี้จะไม่มีห้องนั่งเล่นแห่งความรักอย่างเป็นทางการ แต่ความรักจากหลวงพ่อก็ได้มาเบิกบานอยู่ในใจของพวกเราอย่างพรั่งพร้อมทั่วหน้ากันทุกคน



โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:52:16 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )


  สลักธรรม 9

ขออนุโมทนา และขอขอบพระคุณมากค่ะ

โดย Au (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.พ. 2551 , 01:31:21 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )


  สลักธรรม 10


กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่นำความรักจากหลวงพ่อให้มาเบิกบานอยู่ในใจของพวกเราอย่างพรั่งพร้อมทั่วหน้ากันทุกคนอีกครั้งแม้จะไม่เป็นทางการเฉกเช่นทุกครั้งก็ตาม

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในกุศลจิตของน้องกิ๊ฟที่กระทำเป็นอาจิณในการนำความรักความอบอุ่นในห้องนั่งเล่นมาเผื่อแผ่ให้เพื่อนๆได้รับไออุ่นนั้นๆเป็นประจำด้วยค่ะ....สาธุ...สาธุ...สาธุ

โดย พี่ดา (พี่ดา) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 ก.พ. 2551 , 09:13:53 น.] ( IP = 124.121.175.48 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org