| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องนั่งเล่น ..เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กุมภา
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ยามใดก็แล้วแต่ที่เราได้เห็นพระลักษณะอันงดงามจากองค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นพระประธานในห้องนี้ หรือ พระสุนทรีวาณีที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า ก็ให้ดื่มด่ำประทับภาพไว้กับความงดงามนั้น
หรือเมื่อมองถัดมาทางขวาก็จะเห็นพระบรมฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะทำให้เราระลึกได้ว่าพระบารมีเปี่ยมล้นพระเมตตาเหลือคณา เพราะเมื่อนึกขึ้นมาแล้วก็จะรู้โครงการพระราชดำริมากมาย ล้วนแต่เป็นการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขแด่มหาชนชาวสยาม
หากมองเลยต่อไปอีกสักหน่อยก็จะเห็นรูปปั้นของพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ผู้เป็นประธานบุกเบิกก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินี้ขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงด้วยใจที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ สละประโยชน์สุขส่วนตัวเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม
เพราะท่านอาจารย์บุญมีท่านเป็นผู้ค้นคิดและเป็นเจ้าของกิจการชอล์ก- ดินน้ำมันตราช้าง ที่เราเคยได้ใช้กันในสมัยที่ยังเรียนอยู่ แต่ท่านได้ละทิ้งประโยชน์ส่วนตนตรงนั้นโดยมอบให้น้อง ๆ ของท่านดูแลกิจการ แล้วท่านก็มุ่งมาที่การเรียนการสอนพระอภิธรรมจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายที่ท่านก็ได้ฝากเตือนมายังลูกศิษย์ทุกคนว่า ฝากบอกทุกคนด้วยอย่าเผลอสติ
ฉะนั้นการที่เรามองเห็นพระพุทธรูปก็ดี พระบรมฉายาทิสลักษณ์ก็ดี รูปท่านพระอาจารย์บุญมีก็มี หากเรารู้จักคิดนึกให้ได้เราก็จะมีคติอารมณ์ที่ดีมีความรู้สึกที่ดี ๆ เก็บเอาไว้ เพราะเมื่อเราเลือกมองอะไรก็แล้วแต่ การมองนั้นจะทำให้เราเกิดความคุ้นและเป็นคติอารมณ์กรรมอารมณ์ให้แก่เราได้ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม
ในชาติหนึ่ง ๆ นี้ เมื่อใครก็แล้วแต่สามารถรักษาอารมณ์ให้มีกุศล ให้มีคติอารมณ์ที่ดีได้ ก็ไม่ต้องกลัวอนิมิตเหล่านั้น .. นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อท่านบอกมา
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:49:11 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 2
วันนี้ ไม่ว่าเรือชีวิตของเราจะอยู่ตรงกลางน้ำในขณะไหน แม้จะถูกคลื่นซัดหนักเท่าใดก็ให้เหลียวไปมองฟากฝั่งพระนิพาานอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็เตือนใจตนเองไว้เสมอว่า .. ถ้าเราไม่เกิดเสียอย่างเดียว สิ่งที่เรากำลังรับกระทบอยู่นี้ก็จะไม่มีเลย ..
การเจริญสติปัญญาเพื่อหยุดความเพลิดเพลินความอยาก หยุดอภิฌชาโทมนัสลงไปได้บ้างยังดีกว่าหยุดไม่ได้เลย การกระทำเช่นนี้คือการเหลียวมองหาฝั่งแห่งสันติสุข ซึ่งก็เหมือนกับมองสิ่งที่มีค่าหรือนึกในสิ่งที่มีค่า และเมื่อนึกถึงอยู่เรื่อย ๆ จิตใจเราก็จะพูนทวีขึ้นในสิ่งที่ดี
ฉะนั้น การที่มีโอกาสมองและการมีโอกาสทำในสิ่งที่ดี ย่อมจะเป็นสมบัติติดตัวไป และในเช้าวันนี้ ความตั้งใจในการสวดมนต์ไหว้พระอันเป็นกรรมดี ก็จะเป็นการสร้างกรรมอารมณ์ให้เราได้เช่นเดียวกัน
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 ก.พ. 2551 , 15:49:28 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 3
หลังจากการสวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวสวัสดีกับทุกคนอีกครั้งและทักทายกับลูกศิษย์ทุกคนว่า ..
กราบสวัสดีและอนุโมทนากุศลกับทุกท่าน พร้อมทั้งหอบกุศลผลบุญ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม หอบมาด้วยใจรัก หอบมาด้วยใจภักดี มาให้ทุกคนอนุโมทนา
เราไม่ได้พบกันมา ๑ อาทิตย์ เพราะได้พาสมาชิกของมูลนิธิอีก ๖ ท่านเดินทางไปประเทศพม่าเพื่อไปทำบุญ..ไปไหว้พระที่พม่า .. เพราะอยากจะคืนกำไรให้แก่ชีวิตของผู้ที่เสียสละให้มูลนิธิบ้างอย่าง พี่ดา คุณเล็ก ครูฝน ซึ่งทั้งสามคนนี้ไม่เคยไปพม่ามาก่อนเลย คงต้องบอกว่า หลายปีแล้วที่น้อง ๆ เขาเหนื่อยมากในฐานะผู้สอน เพราะชีวิตของผู้สอนเหนื่อยจริง ๆ แม้จะมีลูกศิษย์มองว่าผู้สอนนั้นเก่ง มีความรู้มาก แต่ผู้สอนก็คือผู้ทำงานต้องทำงานมากโดยเฉพาะการค้นคว้าและการตอบคำถาม เมื่อทำงานมากก็ต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา เพราะตัวเองก็อยู่ในความเหนื่อยนั้นมานาน
และการสอนธรรมะนั้นยากกว่าการสอนวิชาทางโลก เพราะเป็นการสอนเรื่องชีวิตซึ่งทุกคนก็มีชีวิต วิชาทางโลกที่เราเคยเรียนอย่างวิชาสังคม หรือวิทยาศาสตร์ก็ตามล้วนเป็นวิชาที่สอนตามหลักสูตร มีคำตอบที่วางไว้ให้แล้วโดยเฉพาะ แต่วิชาธรรมะเป็นการสอนเรื่องชีวิต ฉะนั้นผู้เรียนทุกคนจงมีสิทธิ์เอาชีวิตของตนในแง่มุมต่างๆ มาตั้งคำถามได้มากมาย ผู้สอนจึงต้องตอบให้ได้และให้ตรงกับเรื่องชีวิต ไม่ใช่ตอบออกไปนอกชีวิต การตอบคำถามธรรมะจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้ง
ประกอบกับแต่ละคนก็มีไหวพริบปฏิภาณต่างกันบางคนก็คิดคำถามอย่างนั้นอย่างนี้ไปแปลกๆ ธรรมะจึงเป็นเรื่องยากแห่งการสอน เพราะเครื่องหมายจิต เจตสิก รูปที่ปรากฏบนกระดานนั้น เป็นเพียงรูปแบบสัญลักษณ์หรือแบบฟอร์มที่จะต้องใช้คำอธิบายที่ไม่ใช่แบบฟอร์ม เพราะเรื่องราวของความจริงจะต้องหาความรู้และความเข้าใจด้วยการค้นคว้าและพิสูจน์ด้วยตนเองก่อน
ด้วยเหตุนี้ การสอนจึงเหนื่อย เหนื่อยมาก ๆ เลยอยากจะมอบอะไรตอบแทนให้น้อง ๆ เขาบ้าง จึงตั้งใจพาไปไหว้พระแม้จะไปไกลสักนิดหนึ่ง คือไปถึงประเทศพม่าก็ตาม
คงต้องบอกว่า หลังจากผ่าตัดกระดูกสันหลังครั้งที่สองเมื่อปี ๒๕๔๖ นั้น ตอนแรกก้มหลังแทบไม่ได้เลย จึงไปตั้งจิตอธิษฐานต่อพระบรมสารีริกธาตุที่ท้องสนามหลวงในงานวิสาขบูชาว่า ขอให้สามารถก้มกราบพระได้ เพราะถ้าสิบนิ้วก้มกราบทศบารมีไม่ได้ ก็เหมือนชีวิตจะบกพร่องอย่างมาก ซึ่งหลังจากอธิษฐานแล้วก็ตั้งใจก้มกราบครั้งที่ ๑ ก็ยังกราบไม่ได้มากนัก พอครั้งที่ ๒ ก็ก้มได้มากขึ้น และครั้งที่ ๓ ก้มกราบได้แนบพื้น
นอกจากจะเป็นการคืนกำไรแล้ว หลวงพ่อท่านบอกว่า การได้อยู่ด้วยกันจะทำให้คุ้นกัน และเมื่ออยู่ในที่แคบ ๆ เช่นในรถหรือในห้อง ก็จะมีโอกาสคุยกันในเรื่องต่างๆ และเปิดเผยความจริงใจต่อกันได้ว่าแต่ละคนเราเป็นอย่างไร ความสมัครสมานสามัคคีก็จะมีเกิดขึ้นได้อย่างแน่นแฟ้น
สำหรับตัวเองนั้นตัวเองไม่มีมาดไม่มีอะไรทั้งสิ้นมีแต่ความรักความจริงใจ เพราะว่าในชีวิตต้องบอกว่า ไม่มีอะไรจะให้รักได้เท่ากับทุกคนตรงนี้ ตั้งคำถามตัวเองว่ายังรักอะไรอยู่ มันไม่มีคำตอบเพราะว่ารักทุกคน ซึ่งสิ่งที่รักมากกว่านี้ก็ไม่มีแล้ว และเมื่อรักแล้วก็อยากจะภักดีด้วย เล่นด้วย คลุกคลีด้วย คือจริงใจ เข้าใจกัน อภัยกัน อุปสรรคไม่มี
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:49:52 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 4
ดังนั้น เมื่อออกเดินทางด้วยกันไปอย่างนี้ทุกคนก็เข้าใจกัน แล้วก็มีความสุขตั้งแต่ไปเจอน้อง ๆ ที่สุวรรณภูมิ เพราะว่าทางที่เราจะเดินไปนั้นไม่ใช่ทางแห่งหายนะแต่เป็นทางแห่งความดี และเป็นทางที่ควรดำเนินด้วยเพราะมีทานมัยเป็นหลัก
ในวันนี้ที่พวกเราได้สวดมนต์กันหลายบทมากขึ้นก็เพราะระลึกนึกถึงบรรยากาศของการเดินทาง ๕ วัน ๔ คืนนั้น ที่ตื่นเช้าขึ้นมาชีวิตของเราก็มีแต่การสวดมนต์กับมือที่พนมไหว้พระรัตนตรัยอยู่ สายตาก็มองเห็นแต่สิ่งที่เป็นมงคล
เมื่อกลับมาแล้วสิ่งเหล่านั้นก็ขาดหายไปด้วยความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน เพราะประชาชนที่อยู่ในประเทศพม่านั้นเป็นชีวิตที่คลุกคลีในบุญจริง ๆ จากการไปมา ๔ ครั้งแล้วก็ยังเห็นภาพของการกระทำเหล่านั้นอยู่ และในการไปครั้งนี้ชีวิตของพวกเราก็มีความกุลีกุจออยู่ในบุญกันจริงๆ
เพราะพอเข้าโรงแรมก็รีบเอาของเก็บเข้าห้องพักแล้วก็ไปนมัสการพระเจดีย์กลางน้ำ จากนั้นก็ไปในที่ต่างๆ ซึ่งแต่ละวันทุกคนต่างก็กุลีกุจอกันตลอดเพราะเห็นว่าไปทำบุญจริง ๆ และก็ทำกันอย่างตั้งใจ จึงเป็นวงจรของกุศลที่ได้ทำบุญอย่างเต็มที่ด้วย
เพราะค่าเงินของพม่าถูกกว่าของเรามาก ๑๐๐ บาทแลกเงินของเขาได้ ๓,๐๐๐ จั๊ต ซึ่งได้เทคนิคไปว่อย่าไปคอยคูณเทียบค่าเงินอยู่ เมื่อเราแลกได้แบงก์ ๑๐๐๐ เราก็ใส่แบงก์ ๑๐๐๐ ฉะนั้น เมื่อเราไปพม่าเราจึงได้กลายเป็นเศรษฐีกุศลกันจริง ๆ แล้วไม่มีโอกาสแฉลบไปในอกุศล
เช่น อยากกิน หรืออยากซื้ออะไรระหว่างทาง ทุกคนจึงบริจาคเงินใส่ตู้รับบริจาคที่ตั้งไว้อย่างดารดาษในวิหารหรือเจดีย์ต่างๆ ด้วยความอิ่มเอมใจ โจรภัยในประเทศพม่าก็หาได้ยากจึงไม่ต้องกลัวเลยเรื่องการถือเงินจำนวนมากๆ เดินไปเดินมา แต่ถ้าเป็นบ้านเมืองเราก็ต้องระวังกันมากกว่านี้ ดังนั้น การไปไหว้พระในครั้งนี้จึงสร้างความประทับใจกับอีก ๖ ท่านได้มาก
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:50:10 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 5
และก่อนที่จะไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวน คณะของเราได้มีโอกาสทำบุญครั้งใหญ่โดยได้โทรไปจองเพื่อถวายภัตตาหารเพลแด่พระทั้งวัดจำนวนพันกว่ารูปซึ่งเป็นพระนักเรียนทั้งสิ้น
นอกจากนี้คณะของเรายังโชคดีไม่น้อยที่ได้มีโอกาสเทินพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระอัครสาวกไว้บนศีรษะ ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มมากถึงสิริมงคลที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ๆ
จนกระทั่งวันสุดท้าย เป็นการไปกราบเยี่ยมเจ้าอาวาสวัดพญาจีใต้ซึ่งเป็นพระสหายของพระครูศรีโชติปาโล (พระมหาแสวง) ด้วย เพราะท่านฝากคำบอกมากับท่านเจ้าคุณพระราชปฏิภาณโสภณว่า คิดถึงลูกสาวของพระมหาแสวง อยากพบก่อนที่จะจะสุขภาพแย่ไปกว่านี้ ซึ่งในครั้งนี้ได้มีโอกาสถวายเงินใส่ย่ามของท่าน ๓๙๐,๐๐๐ ด้วย
โดยความรู้สึกส่วนตัวแล้ว วัดนี้นอกจากจะมีพระพุทธรูปงามที่สุดในความรู้สึกแล้ว ยังเป็นวัดที่น่าศรัทธาเพราะเป็นสำนักเรียนพระอภิธรรม และที่วัดนี้เราได้ไปถวายเพลพระจำนวนสามร้อยกว่ารูป พร้อมทั้งถวายปัจจัยรูปละ ๒,๐๐๐ จั๊ต ตั้งทุนไว้เป็นค่าน้ำ-ค่าไฟอีกประมาณหนึ่งล้านเจ็ดแสนจั๊ต รวมทำบุญไปสามล้านเศษ
และก็ได้ถวายของที่ทุกคนฝากไปถวาย คือ ยาหม่อง ยาดม ยาลม ดินสอ ปากกา น้ำพริก ฯลฯ จึงได้หอบกุศลผลบุญเหล่านั้นให้ท่านอนุโทนาในกุศลเหล่านี้
" ขอทานบารมีอันเป็นอริยทรัพย์ที่ปลูกฝังไว้ในพระพุทธศาสนา และกับผู้ที่สืบทอดพระพุทธศาสนา จงได้เป็นปฏิพรย้อนไปคุ้มครองทุกท่านให้มีสุขภาพพลามัยแข็งแรง ให้มีจิตมั่นคงในทาน ศีล ภาวนา ให้ความเลื่อมใสและความศรัทธายังประโยชน์ให้ทุกท่านก้าวเดินไปด้วยอำนาจของกุศลคือมีบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ เป็นที่ตั้ง ขอให้เป็นคนอายชั่วกลัวบาป ขอให้ทุกคนมีเมตตาจิตอาบหัวใจ และขอให้ทางที่ดำเนินไปนั้น หลุดพ้นจากวัฏฏสงสารได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน"
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:50:32 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 6
หลังจากนั้นท่านอาจารย์ก็ได้ให้ผู้ที่ร่วมเดินทางไปได้ออกมากล่าวถึงความรู้สึกที่ประทับใจ และแจกบุญที่ได้ทำไปให้ผู้ที่รับฟังร่วมอนุโมทนาอันเป็นปัตติทานมัยและปัตตานุโมทนามัยต่อไป
ซึ่งในความรู้สึกของผู้ร่วมเดินทางนั้นต่างก็มีความสุขและมีความประทับใจที่ได้ไปทำบุญโดยการนำของท่านอาจารย์ในครั้งนี้ บางท่านถึงขนาดเปลี่ยนความรู้สึกที่มีในด้านลบต่อประเทศพม่ากลับกลายเป็นด้านบวกไปได้อย่างสิ้นเชิง
และโดยที่มิได้นัดหมายกันมาล่วงหน้าต่างก็แสดงความรู้สึกตรงกันว่า ..ภูมิใจที่มีท่านอาจารย์เป็นผู้นำในการเดินทาง ได้ทำกุศลต่างๆ อย่างมีความสุข และได้อธิษฐานในสิ่งที่ตนเองไม่สามารถกล่าวด้วยตนเองได้อย่างครบถ้วนและมีสาระเช่นนี้ และภูมิใจที่มาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิและไม่ขอพลัดพรากจากไป ..
หลังจากที่ทุกคนได้แสดงความรู้สึกกันครบถ้วนแล้วท่านอาจารย์ได้สรุปความรู้สึกให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่า ..การเดินทางไปครั้งนี้ได้บอกทุกคนว่า พระภิกษุที่ได้พบนั้นเราสามารถแสดงความเคารพคือกราบได้อย่างสนิทใจเพราะท่านเหล่านั้นมีชีวิตเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น
อย่างในครั้งที่ผ่านมาที่ได้มากับหลวงพ่อแสวงนั้นได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมพระผู้ทรงพระไตรปิฎก ซึ่งในขณะนั้นดวงตาของท่านมองแทบไม่เห็นแล้ว แต่ท่านก็ออกมาต้อนรับเป็นอย่างดี ไปถึงแล้วก็รู้สึกประทับใจมากเพราะที่อยู่หรือกุฏิของท่านนั้นปราศจากเครื่องประดับประดาที่รุงรัง และก็ไม่มากพิธีรีตอง เมื่อท่านรับประเคนของที่นำมาถวายอย่างมากมายแล้วทั้งปัจจัยด้วยท่านก็เลื่อนของออกไปแล้วเลิกสนใจของเหล่านั้น
จากนั้นท่านก็จะคุยกับหลวงพ่อแสวงในเรื่องหลักธรรมต่างๆ ด้วยภาษาบาลีอย่างเอาจริงเอาจังไม่สนใจของที่มาถวายเลยว่าเป็นอะไรบ้าง ต้องบอกว่าหลวงพ่อแสวงท่านเก่งมาก สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นพระผู้ใหญ่ของพม่าต้องนั่งเครื่องบินเดินทางมาหาท่านเพื่อจดคำอธิบายในโยชนาที่ตีความไม่ออกมีแต่หลวงพ่อแสวงเท่านั้นที่เข้าใจ
ดังนั้น ท่านก็จะคุยกันเพราะต่างก็เป็นขุมทรัพย์ทั้งสองท่าน คือรูปหนึ่งทรงพระไตรปิฎกอีกรูปหนึ่งก็เป็นขุนคลังแห่งความเข้าใจ เมื่อถึงเวลาที่จะลากลับแล้วพวกเราก็ได้ดูข้าวของกันอีกครั้งแล้วก็พบว่ากล่องที่ใส่ปัจจัยถวายนั้นหายไป ก็ถามหากันใหญ่เลย แต่พระผู้ทรงพระไตรปิฎกนั้นท่านบอกว่า ไม่เป็นไร ท่านรับแล้ว พวกโยมที่มาถวายก็ได้กุศลแล้ว อย่าไปสนใจของที่หายไปแต่ให้สนใจในสิ่งที่ได้ทำดีกว่า..นี่จึงเป็นความรู้สึกที่ประทับใจจริงๆ กับพระพม่า
ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ในวัดแรกที่ไปถวายภัตตาหารนั้นเจ้าอาวาสก็เป็นชั้นรองสมเด็จเช่นกัน และท่านก็ยังอาพาธอยู่แต่ท่านก็ให้พระเณรพยุงออกมาฉันอาหารร่วมกับพระลูกวัดทั้งพันกว่ารูป ที่วัดนี้ก็ได้ถวายปัจจัยไปเป็นแสนเหมือนกัน แต่เมื่อท่านรับประเคนแล้วท่านก็อนุโมทนาแต่ไม่ได้ไปสนใจเลยว่าจะมีจำนวนเท่าใด
ที่วัดพญาจีใต้ก็เหมือนกัน เมื่อถวายปัจจัยสามแสนเก้าหมื่นจั๊ตแล้ว แม้จะมีคนบอกให้ท่านเจ้าอาวาสหาที่เก็บปัจจัยก่อน ท่านก็ไม่ได้สนใจเลย แม้กระทั่งพระภิกษุรูปอื่นหรือเณรน้อยที่มาฉันภัตตาหาร ท่านก็ไม่ได้สนใจอยากรู้อากเห็นกับซองปัจจัยหรือข้าวของที่เรานำไปถวายเลย ท่านทำหน้าที่รับแล้วก็อนุโมทนาเท่านั้นเอง เพราะชีวิตของท่านเหล่านั้นอยู่เพื่อเรียนไม่ได้อยู่เพื่อกินเพื่อใช้ ..ด้วยเหตุนี้จึงได้บอกว่า กราบท่านเหล่านั้นได้เลยแบบสนิทใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:51:20 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 7
ซึ่งหลังจากนั้นช่วงของการพูดคุยในห้องสวดมนต์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านอาจารย์กล่าวว่า สิ่งดีๆ ที่ทำได้นี้เป็นเพราะได้รับการสอนจากหลวงพ่อ หลายคนที่มีความประพฤติดีที่การดำเนินชีวิตที่ดีได้ก็เพราะได้รับการอบรมสั่งสอนจากหลวงพ่อเช่นกัน อย่างเรื่องการใช้ชีวิตของเรานั้นไม่ยากเลยถ้าหากเราเข้าใจ
เพราะในเมื่อเรายังละกิเลสเป็นสมุจเฉทไม่ได้ จึงเป็นธรรมดาที่เราจะต้องมีพฤติกรรมของชีวิตที่เป็นไปในความโลภ โกรธ หลง ..เราจึงอย่าไปเครียดหรือไปห้ามเพราะไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในชีวิตเพราะมันเป็นไปไม่ได้เลย แต่เราต้องปรับปรุงใจไม่ให้ความโลภ โกรธ หลงเหล่านั้น ประกอบไปด้วยความทุจริต
และก็ต้องรู้จักหันมาใช้ชีวิตอยู่ในฝั่งของกุสลคือวิปัสสนากรรมฐานให้มากๆ เพราะในขณะที่เจริญสติปัญญาก็ห่างไกลจากความโลภ โกรธ หลงเหล่านั้นไปในขณะเดียวกัน ซึ่งหากเราบริหารชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมได้อย่างนี้แล้ว ชีวิตของเราก็จะมีความสบายและประกอบไปด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เป็นการบีบบังคับตนเองจนเกินไปหรือหลอกตนเอง
นอกจากนี้ท่านอาจารย์บอกว่า หลวงพ่อท่านเป็นผู้ที่มีความละเอียดลึกซึ้งมากและมีหลักปรัชญาในการดำเนินชีวิตด้วย ..ท่านอาจารย์เล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนมีครั้งหนึ่งที่มีผู้มีจิตศรัทธามาถวายปัจจัยจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับในสมัยนั้นเพื่อสร้างวัด เมื่อเวลาล่วงเลยมาหลายเดือนแล้วผู้บริจาคท่านนั้นได้แวะมาดูความคืบหน้า ซึ่งได้ถามหลวงพ่อว่า สร้างเสร็จหรือยัง? หลวงพ่อท่านตอบไปว่า เสร็จแล้ว
เมื่อฟังคำตอบแล้วผู้ปริจาคทรัพย์ท่านนั้นก็เดินไปดูอาคารที่ทำการก่อสร้างแล้วก็เดินกลับมาต่อว่าหลวงพ่อว่า ยังสร้างไม่เสร็จเลยแล้วทำไมบอกว่าเสร็จแล้ว?
หลวงพ่อท่านอธิบายว่า ที่บอกว่าเสร็จแล้วก็คือ ส่วนที่สร้างเสร็จแล้วก็มี เช่นเสาและพื้นที่เสร็จแล้ว ส่วนที่ยังไม่เสร็จก็มีคือเพดานหรือหลังคาที่กำลังจะสร้างต่อไป การที่โยมบอกว่ายังไม่เสร็จก็เพราะโยมไม่มองในสิ่งที่เสร็จไปแล้ว หากมองในสิ่งที่เสร็จไปแล้วด้วยก็จะรู้ว่าส่วนที่สร้างเสร็จแล้วยังมีอยู่
ซึ่งไม่ต่างอะไรเลยกับการทำความดีที่ในวันนี้อาจจะยังเป็นความดีที่ยังไม่ชัดเจน แต่ความดีที่ได้ทำไปแล้วแต่ละครั้งนั้นล้วนสำเร็จหรือเสร็จเป็นกรรมแล้วทั้งสิ้น การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เช่นกัน การกำหนดลงไปในแต่ละขณะนั้นต่างก็เป็นการกระทำความดีที่เสร็จลงแล้วในแต่ละครั้ง ซึ่งเรามีหน้าที่ที่จะทำต่อไปเรื่อยๆ ให้มีปริมาณมากขึ้นจนวันหนึ่งก็จะมีปริมาณมากจนสามารถประหารกิเลสลงได้อย่างสิ้นเชิง
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:51:46 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อฟังคำอธิบายจากท่านอาจารย์ถึงหลักปรัชญาในการทำความดีทำความดีของหลวงพ่อแล้ว ทำให้นึกถึงคำอธิษฐานที่ท่านอาจารย์บอกว่าได้รับคำแนะนำจากหลวงพ่อมาให้มาอธิบายให้พวกเราฟังว่า ..
" เมื่อพูดถึงวัฏฏะแล้ว ..อนิมิตนั้นเป็นของยืดยาวสุดจะประมาณได้ หลวงพ่อท่านจึงให้เราทำนิมิตให้เกิด แม้กระทั่งนิมิตในช่วงสั้นคือชาติหนึ่งชาติหนึ่ง และเมื่อจะถึงอนิมิตคือถึงแก่ความตายก็ไม่ต้องไปสนใจเพราะเราแก้ไขไม่ได้ แต่นิมิต ที่เป็นคตินิมิต กรรมนิมิต และกรรมอารมณ์นั้นทุกคนสร้างได้ ก็ทำให้เกิดอยู่เนืองๆ เช่นการเห็นพระเจดีย์นี้เราก็เก็บภาพประทับไว้ คือเลือกดูสิ่งดี และเลือกทำดี
เมื่อใดที่ชีวิตเลือกดูสิ่งดี และเลือกทำสิ่งดีได้เป็นอาจิณ ก็ไม่ต้องกลัวอนิมิตเหล่านั้น เพราะช่วงระยะสั้นที่จะผลักเราไปนั้นเราไปดีแน่ หลวงพ่อท่านบอกว่า เหมือนกับการถักโครเช ที่ต้องถักวงต่อวงไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะยาวเอง ฉะนั้น สังสารวัฏของเราก็คือโซ่ แต่เรากำลังทำโซ่ทองของนิมิตด้วยการคล้องกุศลไปเรื่อยๆ ในที่สุดโซ่สีทองเหล่านี้ก็จะเป็นการสร้างเส้นทางสายใหม่ให้แก่ชีวิตนั่นเอง
ต่อหน้าองค์พระมหาเจดีย์ชเวดากองที่ว่า แม้ว่าสังสารวัฏจะหมุนไป แต่การทำความดีของเราทุกครั้งก็เหมือนกับการสร้างวงจรใหม่ที่จะเรียงร้อยกุศลที่เราได้ทำแต่ละขณะให้ยาวเป็นนิมิตที่ดี เพื่อที่จะมีหนทางแห่งชีวิตที่เจริญและพ้นไปจากสังสารวัฏได้ในที่สุด.."
แม้ว่าในวันนี้จะไม่มีห้องนั่งเล่นแห่งความรักอย่างเป็นทางการ แต่ความรักจากหลวงพ่อก็ได้มาเบิกบานอยู่ในใจของพวกเราอย่างพรั่งพร้อมทั่วหน้ากันทุกคน
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [11 ก.พ. 2551 , 15:52:16 น.] ( IP = 125.26.42.230 : : )
สลักธรรม 9
ขออนุโมทนา และขอขอบพระคุณมากค่ะ
โดย Au (asomsopon) [12 ก.พ. 2551 , 01:31:21 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |