มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ทศพลญาณ (๑๑)








ทศพลญาณ (๑๑)
โดย ประณีต ก้องสมุทร
จาก วารสารชีวิต มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
ปีที่ ๒๐ (๒๕๒๐) ฉบับที่ ๒ – ปีที่ ๒๑ (๒๕๒๑) ฉบับที่ ๓

ตอนที่ผ่านมา

ในทศพลญาณข้อที่ ๖ นี้ มีอรรถาธิบายดังต่อไปนี้

สัตว์ทั้งหลายย่อมอาศัย คือว่าย่อมอยู่อาศัยในที่ใด ที่นั้นชื่อว่าเป็นที่อยู่ หรือเป็นความเห็นผิด หรือเป็นญาณที่รู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ของสัตว์ทั้งหลาย นี้ชื่อว่า อาสยะ

กิเลสที่นอนเนื่องอยู่อันสัตว์ทั้งหลายยังละไม่ได้ ชื่อว่า อนุสัย

อธิมุตติได้แก่อัธยาศัย หรือัชฌาสัยของสัตว์

คำว่า ผู้มีกิเลสคือธุลีน้อย เป็นต้นนั้น มีอธิบายว่า ธุลีคือ ราคะ โทสะ และ โมหะ ในดวงตาที่สำเร็จด้วยปัญญา (ปัญญาจักษุ) ของสัตว์เหล่านั้นมีน้อย คือนิดหน่อย สัตว์นั้นชื่อว่ามีธุลีคือกิเลสในดวงตาน้อย

สัตว์ทั้งหลายที่ชื่อว่ามีธุลีในดวงตามาก เพราะมีราคะ โทสะ โมหะ มากนั้นเอง

สัตว์เหล่าใดมีอินทรีย์ คือศรัทธาเป็นต้นแก่กล้า สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีอินทรีย์กล้า

สัตว์เหล่าใดมีอาการ คือ อาสยะเป็นต้นดี สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีอาการดี

สัตว์เหล่าใดย่อมกำหนดซึ่งเหตุอันท่านกล่าวไว้แล้วได้ คือเป็นผู้สามารถเพื่อจะแนะนำให้ทราบได้ง่าย สัตว์เหล่านั้นชื่อว่า แนะนำให้รู้ง่าย

สัตว์ที่ตรงข้าม ชื่อว่า แนะนำให้รู้ได้ยาก

สัตว์เหล่าใดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัยอันสมควรแก่การบรรลุอริยมรรค สัตว์เหล่านั้นเป็นภัพพบุคคล เป็นผู้ควรแก่การตรัสรู้

สัตว์ผู้ตรงกันข้าม จัดเป็นอภัพพบุคคล เป็นผู้ไม่ควรแก่การตรัสรู้

โดย ศาลาธรรม ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:24:08 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตั้งหัวข้อธรรมแห่งทศพลญาณที่ ๖ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว เมื่อจะทรงจำแนกหัวข้อธรรมออกไปตามลำดับ จึงได้ตรัสว่า “อาสยะของสัตว์ทั้งหลาย เป็นไฉน” ดังนี้เป็นต้น

ในบรรดามาติกาบทเหล่านั้น คำว่า ภวทิฎฐิ ได้แก่ สัสสตทิฎฐิ ความเห็นว่าเที่ยง คำว่า วิภวทิฎฐิ ได้แก่ อุจเฉททิฎฐิ ความเห็นว่าสูญ เพราะเหตุที่ทิฎฐิทุกอย่าง ท่านสงเคราะห์เข้าใน สัสสตทิฎฐิ และอุจเฉททิฎฐิ

สัตว์ที่มีทิฎฐิเหล่านี้แม้ทั้งหมด เป็นผู้อาศัยทิฎฐิ ๒ อย่างนี้เท่านั้น ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า “ดูกรกัจจายนะ สัตว์โลกอาศัยทิฎฐิ 2 อย่างนี้แล คือความมี และความไม่มีโดยมาก ในสองอย่างนี้ ความเที่ยงชื่อว่า มี ความขาดสูญ ชื่อว่า ไม่มี

นี้เป็นอาสยะของสัตว์ผู้เป็นปุถุชนซึ่งอาศัยวัฎฎะ

โดย ศาลาธรรม (ศาลาธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:24:44 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 2



เมื่อพระผู้มีพระภาคจะทรงแสดงอาสยะของสัตว์ทั้งหลายผู้บริสุทธิ์ เพื่ออาศัยวิวัฎฎะ จึงตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปอาศัยส่วนสุดทั้งสองนี้ ดังนี้เป็นต้น

คำว่า ส่วนสุดทั้งสอง คือ สัสสตทิฎฐิ และอุจเฉททิฎฐิ

คำว่า อนุโลมขันติ คือ วิปัสสนาญาณ

คำว่า ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัยของกันและกัน และอาศัยกันและกัน เกิดขึ้น ได้แก่ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัย และในธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้น

คำว่า ญาณความรู้ตามความเป็นจริง ได้แก่ มรรคญาณ

วิปัสสนาญาณใดอันบุคคลได้แล้ว เพราะไม่อิงอาศัยส่วนสุดคือ สัสสตทิฎฐิ และอุจเฉททิฎฐิสองอย่างนั้น ในปฎิจจสมุปปาท และในปฎิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย และในมรรคญาณอันสูงยิ่งนี้

นี้เป็นอาสยะของสัตว์ทั้งหลายที่ไม่ได้อาศัยวัฎฎะ (คืออาศัยวิวัฎฎะ)

โดย ศาลาธรรม (ศาลาธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:25:03 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 3



ก็พระผู้มีพระภาคทรงทราบอยู่ซึ่งอาสยะของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบแม้ในขณะที่ไม่เป็นไปแห่งทิฎฐิทั้งหลาย และแห่งวิปัสสนาญาณและมรรคญาณของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้

สมดังที่ตรัสไว้ว่าตถาคตย่อมทราบบุคคลซึ่งเสพกามทั้งหลายนั้นแลว่าบุคคลนี้หนักในกาม อาศัยกามน้อมไปในกาม ย่อมทราบบุคคลผู้เสพเนกขัมมะว่า บุคคลนี้หนักในเนกขัมมะ อาศัยเนกขัมมะ น้อมไปในเนกขัมมะ ฯลฯ บุคคลนี้หนักในอาโลกสัญญา อาศัยอาโลกสัญญา น้อมไปในอาโลกสัญญา

ในเรื่องอนุสัย มีวินิจฉัยว่า กามราคะด้วยเป็นอนุสัยเพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า กามราคานุสัย แม้อนุสัยที่เหลือก็มีนัยนี้

อารมณ์ใดเป็นอารมณ์ที่มีชาติน่ารักในโลกนี้ อารมณ์นั้นชื่อว่า ปิยรูปในโลก

อารมณ์ใดเป็นอารมณ์ที่มีชาติน่าปลี้มใจในโลกนี้ ได้แก่อิฎฐารมณ์ที่เป็นที่ตั้ง แห่งอัสสาทะคือความยินดี อารมณ์นั้น ชื่อว่า สาตรูปในโลก

ชื่อว่า กามาราคานุสัย เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลายยังละไม่ได้ กามราคานุสัยนี้ ย่อมนอนเนื่องในอิฎฐารมณ์ทั้งสองนี้ อุปมาเหมือนบุคคลดำลงไปในน้ำ ข้างล่าง ข้างบน และโดยรอบย่อมมีแต่น้ำเท่านั้นฉันใด ความบังเกิดขึ้นแห่งราคะในอิฎฐารมณ์เป็นสภาพอันสัตว์สั่งสมแล้วฉันนั้น

โดย ศาลาธรรม (ศาลาธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:25:20 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 4



การเกิดขึ้นแห่งปฎิฆะในอนิฎฐารมณ์ก็อย่างนั้น

ส่วนอวิชชา ย่อมเกิดขึ้นในอิฎฐารมณ์และอนิฎฐารมณ์ทั้งสองนั้น เพราะว่าอวิชาเป็นธรรมที่สัมบปยุตกับกามราคะ และปฎิฆะ จึงชื่อว่าตกไปแล้วในธรรมทั้งสองนี้ ด้วยสามารถกระทำให้เป็นอารมณ์

ส่วนมานะ ทิฎฐิ และวิจิกิจฉา ที่กล่าวว่าตั้งอยู่ในที่แห่งเดียวกับอวิชชานั้นเพราะเกิดพร้อมกับอวิชชา มานะนั้นมี ๙ อย่าง ทิฎฐิมี๖๒ อย่าง วิจิกิจฉามีเหตุให้เกิด ๘ อย่าง

แต่ในที่นี้ ภวราคานุสัย ท่านสงเคราะห์เข้ากับกามราคานุสัย

โดย ศาลาธรรม (ศาลาธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:25:36 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 5



ในเรื่องของ จริต มีอธิบายดังนี้

เจตนา ๑๓ ดวง เป็นปุญญาภิสังขาร (คือ มหากุลศล ๘, รูปาวจรกุศล ๕)
เจตนา ๑๒ ดวง เป็นอปุญญาภิสังขาร (คือ อกุศล ๑๒ )
เจตนา ๔ ดวง เป็นอเนญชาภฺสังขาร (คือ อรูปาวจรกุศล ๔)

บรรดาอภิสังขาร ๓ อย่างนั้น อภิสังขารที่เป็นกามาวจร (คือมหากุศล ๘ และอกุศล ๑๒) เป็นปริตตภูมิ เพราะมีผลน้อย

อภิสังขารที่เหลือ (คือรูปาวจรกุศล ๕ และอรูปปาวจรกุศล ๔) เป็นมหาภูมิเพราะมีผลมาก

ในเรื่องของสัตว์ทั้งหลายที่มีอาการชั่วและอาการดีนั้น เพราะเหตุที่อนุสัยที่ชื่อว่าอนุสัยดี ไม่มี พระพุทธองค์จึงไม่ตรัสไว้ในฝ่ายสัตว์ทั้งหลายที่มีอาการดี

โดย ศาลาธรรม (ศาลาธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:25:54 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 6



ในเรื่องของสัตว์ทั้งหลายผู้ควรและไม่ควรแก่การตรัสรู้นั้น มีอธิบายว่า

คำว่า เครื่องกางกั้นคือกรรม นั้นได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ อย่าง

คำว่า เครื่องกางกั้นคือกิเลส ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฎฐิ

คำว่า เครื่องกางกั้นคือวิบาก ได้แก่ ปฎิสนธิด้วยอเหตุกปฎิสนธิ

การบรรลุอริยมรรค ย่อมไม่มีแก่ สัตว์ผู้ปฎิสนธิด้วย ทวิเหตุกะเพราะฉะนั้นทวิเหตุกปฎิสนธิ เป็นเครื่องกางกั้นคือวิบากด้วย

โดย ศาลาธรรม (ศาลาธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:26:14 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 7



คำว่า ไม่มีศรัทธา ได้แก่ ไม่มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นต้น

คำว่า ไม่มีฉันทะ ได้แก่ ไม่มีความพอใจในกุศล

คำว่า ปัญญทราม ได้แก่ เสื่อมแล้วจากภวังค์ปัญญา

ก็ภวังค์ของบุคคลใดไม่เป็นบาทแห่งโลกุตตระ แม้จะได้ภวังคปัญญาที่บริบูรณ์ (คือประกอบด้วยไตรเหตุ) บุคคลนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาทรามอยู่นั้นเอง

คำว่า ไม่ควรเพื่อจะหยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรม ทั้งหลาย ได้แก่ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่อริยมรรค

เป็นอันว่าในทศพลญาณข้อที่ ๖ นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงจำแนกญาณสอง คือ อินทริยปโรปริยัตติญาณ และอาสยานุสยยาณ โดยรวมญาณทั้งสองนี้เข้าไว้เป็นพลญาณข้อเดียวกัน ดังอธิบายมาแล้ว

จบ ทศพลญาณข้อที่ ๖


โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ศาลาธรรม (ศาลาธรรม) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 09:26:34 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณและอนุโมทนากับคุณศาลาธรรมค่ะ ที่ได้นำความรู้มาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 19:52:17 น.] ( IP = 58.8.55.133 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org