มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ละชั่ว ทำดี ทำใจ..ในห้องนั่งเล่น







เพ็ญมาฆะฤกษ์แจ้ง.............................มรรคา
เอหิภิกขุมา............................................พบพร้อม
อรหันต์อภิญญา.....................................ทั้งหมด
พันกับสองร้อยห้าสิบน้อม....................นบเกล้าฟังธรรม

โอวาทปาฏิโมกข์นั้น..............................หัวใจ
พุทธศาสตร์สู่สมัย..................................ไม่คว้าง
ทรงสอนสั่งบทไว้...................................ประกาศ
กอปรจิตตนเร่งสร้าง...............................สุขแท้นิพพาน

ปวงข้ากราบบาทเบื้อง.............................บรมครู
อีกสงฆ์ผู้เชิดชู.........................................หลักอ้าง
สืบธรรมพรั่งธารพรู................................ตามแก่น
ชาวพุทธมิโรยร้าง...................................เร่งย้ำทำดี

อีกนบบุญน้อมเกล้า...............................ทำมา
คือหนึ่งปฏิบัติบูชา.................................จิตแจ้ง
สองอามิสบุญญา....................................ทั้งหมด
บวงสรวงมิเสกแสร้ง..............................สยบใต้พระคุณ







ละชั่ว ทำดี ทำใจ..ในห้องนั่งเล่น


เช้าวันนี้ไม่มีสาส์นรักจากหลวงพ่ออีกหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้น หลังจากที่ท่านอาจารย์นำสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว จึงได้มีการใช้เวลาทำสมาธิกันมากกว่าปกติ โดยในการทำสมาธินี้ใช้วิธีการสงบจิตอยู่กับการฟังเสียงบรรยายที่เปิดเทปคาสเสท

ซึ่งเป็นเทปที่คณะศิษย์มูลนิธิในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จัดทำขึ้นเพื่อแสดงมุทิตาสักการะในโอกาสครบรอบวันเกิดของท่านอาจารย์วิชิต ธรรมรังษี ซึ่งนอกจากจะเป็นลำนำคำกล่าวที่บรรจุไว้ซึ่งพระคุณของท่านที่มีต่อคณะศิษย์แล้ว ยังได้กล่าวถึงความเสียสละและความเหนื่อยยากของท่านซึ่งเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างที่ตั้งแห่งใหม่ของมูลนิธิจนสำเร็จเป็นอาคารสถานที่อย่างงดงาม

แต่แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงสิบเจ็ดปีแล้ว แต่อาคารสถานที่ที่ท่านได้สร้างไว้ก็ยังคงความงดงามสะดวกสบายแก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรม เพราะท่านยังคงรับภาระการดูแลและบูรณะสถานที่มาอย่างต่อเนื่องทั้งด้วยกำลังทรัพย์ของตนเองและจากคณะศิษย์ที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค โดยผลงานแห่งความประทับใจชิ้นล่าสุดของท่านก็คือการบูรณะปฏิสังขรณ์พระประธานของมูลนิธินั่นเอง

ดังนั้น ในระยะเวลาที่ล่วงเลยมาอย่างยาวนานนี้ คนรุ่นหลังที่เข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมในมูลนิธิจึงยังไม่มีโอกาสได้ทราบถึงการกระทำที่เสียสละเหล่านี้ของท่านเพราะไม่ได้มีการพูดถึงจากผู้ใด จึงมีผู้ขอโอกาสที่จะนำเทปม้วนนี้มาเปิดให้นักศึกษารุ่นใหม่ได้รับฟัง เพื่อร่วมรับรู้ในประวัติความเป็นมาของมูลนิธิ และมีจิตรักใคร่ในอาคารสถานพร้อมที่จะรับการงานเพื่อดูแลสืบไปในวันข้างหน้า

ท่านอาจารย์บอกว่า ...อยากให้โลกน่าอยู่กว่านี้ เป็นโลกที่เราฝันใฝ่ จะสวยอย่างไรเป็นได้ด้วยมือของเรา มันอยู่ที่เราแล้วล่ะ เพราะคิดว่าสร้างสถานที่แห่งนี้มาเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังน้อง ๆ ที่ตามกันมานี้ แล้วก็ใช้อาคารสถานที่ ได้ใช้ทุกอย่างเพื่อทำให้ชีวิตมีคุณค่า แต่จะสวยอย่างไรหรือจะอยู่ได้หรือไม่เป็นได้ด้วยมือของเราทุกคน

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:31:58 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



และหลังจากที่เสร็จสิ้นจากการทำสมาธิแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความรู้สึกของหลวงพ่อที่มีต่อลูกๆ ให้ฟังว่า ..

มันเป็นจริงลูกของพ่อชอบจดแต่ไม่ชอบทำ แต่ถ้าเมื่อใดชอบทำ เมื่อนั้นก็จะมีความสุข...
ลูกของพ่อส่วนมาก พอได้รับรู้เรื่องดีๆ ได้อ่านเรื่องดี ๆ ได้การอธิบายเข้าใจดี ๆ จะรู้สึกสบายใจ
แต่พ่อไม่อยากให้ลูกพ่อมีแค่สบายใจ พ่ออยากให้ลูกพ่อใจสบาย

เพราะความสบายใจเป็นอิฏฐารมณ์ คืออารมณ์ที่พอใจ อารมณ์ที่พอใจนั้นมันมีมาก็มีดับ แล้วก็เกิดความไม่พอใจเพราะวิบากที่มีมาตลอดเวลาทั้งกุศลและอกุศล

ฉะนั้น เมื่อเราได้รับอิฏฐารมณ์คือความพอใจเราก็พอใจเพราะเราสบายใจ ซึ่งมันแน่นอนที่ต้องมีอนิฏฐารมณ์ด้วย

แต่เมื่อใดลูกพ่อสามารถพาตนเองไปสู่ความใจสบายได้ ไม่ว่าวิบากใด ๆ เข้ามา ก็สามารถสบายใจได้ ...

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:37:04 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 2



ท่านอาจารย์บอกว่า ... หลวงพ่อท่านสอนบ่อย ๆ ว่าทำอย่างไรใจจะสบาย และสัปดาห์หน้าก็จะถึงวันมาฆบูชาแล้ว คือในวันที่ ๒๑ นี้ คือตรงกับวันพฤหัสบดี ก็หวังว่าแต่ละท่านมีวันหยุดก็คงจะได้มีโอกาสไปทำบุญตักบาตร ไปเวียนเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไปหาที่ฟังเทศน์ฟังธรรมกัน หรือหากอยู่ที่บ้านก็คงจะปฏิบัติธรรมทำชีวิตให้มีคุณค่าละมีคุณภาพของชีวิตมากขึ้น

เพราะว่า ในวันสำคัญเช่นวันมาฆบูชานี้ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงมอบพระโอวาทปาติโมกข์ไว้ให้เป็นแนวทางแห่งความประพฤติด้วยก็คือ ละชั่ว ทำความดี ประพฤติจิตใจให้ผ่องแผ้ว ดังคำว่า

ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา
น หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต
อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต
ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร
มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง
ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง
อะธิจิตเต จะ อาโยโค
เอตัง พุทธานะ สาสะนัง


พระคาถานี้เป็นโอวาทที่สำคัญซึ่งเราก็ทราบกันมานานแล้ว แม้ในวันพฤหัสบดีนี้เราจะไม่ได้พบกัน ก็ขอให้แต่ละท่านทำตามพระโอวาทได้ด้วยตนเอง และขออนุโมทนาล่วงหน้ากับผู้ที่จะกระทำบุญและบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะทุกท่าน

คำว่า "ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา" ขันติ คือ ความอดกลั้น ความอดทน

ทุกวันนี้ถ้าหากเราไม่ใช้ความอดทน ก็จะมีชีวิตอยู่ได้ยากลำบาก เพราะโลกนี้อยู่ยาก เราจึงต้องอดทนต่อความลำบากให้ได้ ทั้งความลำบากกายและใจ เรื่องของความลำบากกายนั้นคงพอจะทนกันไหว แต่ความลำบากใจนี่น่าอึดอัด จริง ๆ จึงต้องมีขันติธรรมอยู่มาก ๆ ในใจ

การอดกลั้นต่อความลำบากกายลำบากใจ คือ อดกลั้นต่ออารมณ์ต่าง ๆ เมื่อเราอดกลั้นได้แล้ว ก็หมายถึงว่า ขันติได้มาเป็นตบะเครื่องเผากิเลสแล้วนั่นเอง

เมื่อพูดถึงเครื่องเผากิเลสก็ให้นึกถึงเบ้าหลอมพระ เราก็จะเห็นแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นนาก แม้กระทั่งแหวน เงิน ทอง หรือทองคำแท่ง ที่ใส่ลงไปในเบ้าหลอม ซึ่งเบ้าหลอมนั้น ที่ละลายทุกอย่างให้เป็นน้ำไปหมด เช่นเดียวกับขันติ คือตบะที่เป็นเบ้าหลอมละลาย กิเลส ตัณหา ราคะ ของเรา ให้ย่อยยับไป

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:38:50 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 3



ฉะนั้น เมื่อเรามีความอดกลั้น อดทนต่อความลำบากได้ ก็จะก้าวหน้าไปสู่ "นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา"

คือสิ่งที่ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าพระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง ท่านเหล่านั้นไม่ได้กล่าวอย่างอื่นเลย เพราะเมื่อเราอดกลั้นต่ออารมณ์ที่เกิดอภิชฌาและโทมนัสโดยเฉพาะในการเจริญสติปัฏฐานสี่ หรือการพยายามฝึกชีวิตให้อดทนโดยทำความเข้าใจว่า ที่กระทบคือวิบาก ที่กระทำคือกรรม เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง

ซึ่งตอนนี้สำหรับพวกเราทั้งหลายต้องเติมคำเพิ่มลงไปว่า เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง ... เราโกรธไม่ได้นะ เขาไม่ได้ทำให้เราโกรธ เราต้องหยุดให้ได้นะ เพราะเราไม่ได้อยู่อนุบาลกันแล้ว

ที่ผ่านมาหลวงพ่อท่านจะสอนลูกศิษย์ชั้นอนุบาลว่า เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ เราโกรธเอง ..แต่ตอนนี้เราเลื่อนชั้นแล้วเพราะรู้ว่า .. เราโกรธไม่ได้นะ เพราะโกรธเป็นโทสะ โทสะนำสู่นรก .. เราจึงต้องคอยเตือนตัวเอง เพื่อให้ตัวเองมีพลังขับเคลื่อนเพื่อจะเผาผลาญกิเลสให้หมดไปจากใจเรา

ในการปฏิบัติธรรมเราจึงต้องอดกลั้นต่อความลำบาก เช่น ความลำบากอย่างไร คือ จะกินก็ต้องรู้ จะยืนก็ต้องรู้ก่อน จะนอนก็ต้องรู้ก่อน ว่าทำไปเพื่ออะไร ไม่ทำได้ไหม? นั่นคือสติปัฏฐาน หรือเรียกว่าวิปัสสนานั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:41:02 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 4



ปกตินั้นจะทำอะไรนี่ เราจะด่วนได้แต่ฉิบหายช่างมัน พอมาปฏิบัตินี้ต้องรู้ก่อนลุก ไม่ใช่ลุกแล้วรู้ ทุกวันนี้เราลุกก่อนรู้ กินแล้วรู้ รู้อิ่ม รู้พอใจ รู้อยู่แค่นี้ ทุกวันนี้ชีวิตเรามีรู้ รู้พอใจกับไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้เป็นโลกธรรมแล้วทำให้วัฏฏสงสารนั้นเนิ่นนาน

แต่เมื่อมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะรู้พอใจกับไม่พอใจไม่ได้ ต้องหยุดรู้ ๒ ตัวนี้ เพื่อมารู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไร มีอะไรเกิดขึ้น คือรูปหรือนาม

ฉะนั้น การที่เรามีความอดทนต่อความลำบากต่าง ๆ อดทนต่ออารมณ์เหล่านี้ ท่านผู้รู้กล่าวว่า มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นไปเพื่ออะไร ทำไปเพื่ออะไร คือมุ่งหวังอย่างเดียวคือทำไปเพื่อนิพพาน คือการสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด

นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ...ผู้รู้ทั้งหลายจึงกล่าวว่าพระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง ส่วนธรรมนอกจากนั้นต้องบอกว่า มีความสำคัญลดหลั่นกัน เช่นเดียวกับขั้นบันได เมื่อบอกว่าเป็นขั้นสูงสุดแล้วขั้นที่สูงกว่านั้นก็จะไม่มี และขั้นสูงสุดนี้ก็คือพระนิพพาน

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าประกาศมา ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้นมีมากมายหลายเรื่องหลายนัย ซึ่งสามารถแยกแยะและสรุปออกมาโดย พระอนุรุทธาจารย์ พระธรรมโกศาจารย์ และอีกหลาย ๆ ท่านนั้นก็ไม่ใช่ธรรมอันยิ่ง แต่ธรรมที่เป็นยอดยิ่งมหาอมตะ นั่นคือพระนิพพาน เมื่อเราจะต้องมุ่งหวังไปตรงนี้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:41:38 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อพระพุทธองค์ ได้วางโอวาทปาติโมกข์เพื่อ ให้ผู้รู้ทั้งหลายรู้ว่าพระนิพพานเป็นธรรมอัน สูงสุดแล้ว ทรงบอกต่อว่า "น หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี" ผู้กำจัดสัตว์อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย

นั่นก็คือ หยุดการฆ่า หยุดการเบียดเบียนสัตว์ เราก็เช่นเดียวกันเราเป็นพุทธมามกะ เราต้องเลิกการเบียดเบียน การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดปด การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ การพูดคำหยาบต่างๆ ให้ได้

เรื่องของศีลนี้ถ้าพูดรวมๆ แล้วก็ดูจะทำได้ยาก แต่ถ้าหากเรามองเห็นถึงพระอัจฉริยะภาพก็จะยิ่งสรรเสริญพระพุทธเจ้า เพราะการไม่ละเมิดศีลนั้นเป็นการควบคุมเรื่องที่อยู่นอกตัวเราโดยไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อน

ฉะนั้น เมื่อเข้าห้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแล้ว เราจะละเว้นการฆ่าสัตว์ไปได้ ไม่มีการฆ่าแล้วเพราะมีที่หลีกออกจากสิ่งภายนอก เราไม่เสี่ยงต่อการลักทรัพย์แล้ว ในห้องปฏิบัติไม่มีการประพฤติผิดในกาม

ก็จะเห็นว่า ศีลที่ท่านวางไว้นี้ล้วนเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ซึ่งเมื่อนึกถึงแล้วก็ต้องใช้คำว่าประเสริฐยิ่งจนต้องก้มกราบในพระปัญญาธิ คุณ พระเมตตาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ

ส่วนคำว่า "สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต" ผู้ทำร้ายสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย ก็เป็นการวางหลักการในเรื่องของศีลเพื่อเป็นแนวทางควบคุมทั้งพระและเณร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:41:57 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 6



นอกจากนั้นท่านยังวางทางวินัยธรรมให้กับพุทธศาสนิกชน คือ

อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย

ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร สำรวมในพระปาติโมกข์

มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง การเป็นผู้ประมาณในโภชนาการ

อะธิจิตเต จะ อาโยโค กา รหมั่นประกอบในการทำใจให้ดีขึ้น

เอตัง พุทธานะ สาสะนัง ธรรม ๖ ประการนี้ คือโอวาทปาติโมกข์ เป็นคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในวันเพ็ญมาฆฤกษ์ที่จะมาถึงนี้ นอกจากมีหลักในการดำรงชีวิตไปสู่พระนิพพานแล้ว ยังเป็นวันปลงพระชนมาอายุสังขารของพระพุทธองค์เมื่อทรงพระชนมายุ ๘๐ พรรษาอีกด้วย

เพราะเมื่อท่านวางหลักให้แล้ว พุทธบุตรมีทางเดินแล้ว แล้วก็ทรงทราบด้วยว่าถ้าพุทธศาสนิกชนเดินไปตามทำนองคลองธรรมนี้แล้วต้องพ้นทุกข์แน่ ดังนั้น ภาระของท่านเบาแล้ว จึงได้ปลงพระชนมายุสังขาร

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:42:15 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 7



วันมาฆบูชา ..เป็นวันที่เราซึ้งในคำสอน สลดในการจาก

ซึ้งในคำสอน คือ การวางหลักแนวทางในกระประพฤติปฏิบัติ แล้วก็ต้องสลดในการถูกพลัดพราก เพราะมาจนถึงวันนี้ เรานั่นเองที่เป็นผู้เหลือตกค้างอยู่สต๊อกยังไม่พ้นทุกข์ไปได้สักที จึงเหมือนกับเรากำลังถูกทอดทิ้งเพราะความไม่เอาไหนของเราเองจึงอยู่ในวัฏฏะจนถึงทุกวันนี้

แต่พระพุทธเจ้าท่านวางใจ วางมือ และวางการช่วยเหลือแล้ว เพราะท่านช่วยเหลือมาแล้ว แต่พวกเรามันเป็นพวกที่ช่วยเหลือไม่ได้ เป็นพวกเหลือบ่ากว่าแรง ส่วนผู้อื่นนอกนั้นท่านไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะขนได้สู่ความพ้นทุกข์ได้

ฉะนั้น ในขณะที่ยังมีพระพุทธศาสนาอยู่ เราก็ควรที่จะปฏิบัติให้เต็มที่ ขอให้เพียรพยายามและวางเป้าหมายของตัวเองให้ได้เสียทีว่า เราอยู่เพื่ออะไร? มามูลนิธินี้มาเพื่ออะไร?

ต้องหาตัวเองให้เจอ และเมื่อหาตัวเองเจอแล้ว ก็พิจารณาว่า สิ่งที่ตัวเองเจอนี้มันช่วยตัวเองได้ไหม? ถ้าหากช่วยไม่ได้ก็ให้เลิกเสีย เพราะเรามีชีวิตอยู่กันสั้น ๆ เดี๋ยวก็ตายกันแล้ว ไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้เราไม่ได้เลยสักคนเดียว นั่งห้องนี้ไม่มีใครเป็นที่พึ่งให้ใครได้เลย เพราะเรามาคนเดียว อยู่คนเดียว ใช้สมบัติส่วนตัวคนเดียว แล้วก็ไปคนเดียว จริง ๆ

ใครช่วยจะให้เราไม่เกิด.. ไม่ได้เลย

ใครจะช่วยให้เราไม่แก่ .. ไม่ได้เลย

ใครจะช่วยให้เราไม่เจ็บ.. ไม่ได้เลย

ใครจะช่วยให้เราไม่ตาย.. ก็ไม่ได้เลย

ฉะนั้น เราจึงไม่มีที่พึ่งใดได้เลย นอกจากพระธรรมเท่านั้น ที่เป็นสรณะที่พึ่งอันประเสริฐสุด

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:42:32 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 8



และก่อนที่จะจบการสนทนาในช่วงเช้า ท่านอาจารย์ได้มอบความจริงใจด้วยการอบรมใจให้แก่ทกคนอีกครั้งหนึ่งว่า ...

ที่ท่านศึกษาธรรมกันมาจนจะจบปริเฉทที่ ๙ แล้ว แต่ก็ขอพูดตรง ๆ กับพี่ๆ น้อง ๆ ว่า อย่านึกว่าจบนะ อย่านึกว่ารู้มากแล้วนะ เพราะพระอภิธรรม ๙ ปริจเฉทนี้เป็นเพียงธรรมะนิ้วก้อยเท่านั้น เมื่อชูมือขึ้นมาดูแล้วก็จะเห็นว่านิ้วก้อยนั้นเล็กมาก และยังเหลือนิ้วที่ใหญ่กว่าอีกตั้ง ๔ นิ้ว เหมือนกับเหลือสิ่งที่เราจะต้องทำอีก ๔ อย่างนั่นเอง

สิ่งที่ต้องปฏิบัติอีก ๔ อย่างคืออะไร? คือ ..

๑. ทุกข์เป็นของที่ควรกำหนดรู้

๒. สมุทัยเป็นสิ่งที่ทำให้ละ

๓. นิโรธต้องทำให้แจ้ง

๔. มรรค เป็นสิ่งที่ต้องดำเนิน

เมื่อทำได้ครบ ๕ นิ้วแล้วขันธ์ ๕ ดับลงแน่ ..ธรรมะนิ้วก้อยจึงจะประโยชน์ทำให้เกิดอริยสัจธรรมทั้ง ๔ คือ เดินถูกได้ ถ้ามีแต่นิ้วก้อย ส่วนอีก ๔ นิ้วด้วนหายไปท่านก็หยิบจับลำบาก และถ้านิ้วก้อยด้วน ท่านก็ยังมีอีก ๔ นิ้วที่จะหยิบจับอะไรได้อีกสารพัดก็คือ หยิบจับเครื่องมือมากำจัดกิเลส นั่นเอง ฉะนั้น ธรรมะนิ้วก้อยก็คือปริยัติศาสนา แต่อย่าลืมว่าปฏิบัติศาสนานั้นอยู่ในนิ้วที่เหลือนี้

อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั้นจึงอยู่ที่ตัวท่านเองที่จะเป็นผู้ทำให้ได้

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:42:59 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 9



แม้วันนี้จะจบเรื่องวิปัสสนาญาณ ๑๖ แล้ว ก็ดูน่าภูมิใจอยู่ แต่ให้ถามตัวเองว่า ท่านถึงญาณไหนบ้างแล้ว .. ถ้าหากยังไม่ถึงเลย ก็เดินต่อไป ..เดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต .. คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป

เพราะวันนี้เราก็แก่กันมากแล้ว ผู้ที่มาสอนก็แก่ คนที่จะมาคอยกระตุ้นก็แก่ เพราะ ต่างมีความแก่เป็นของธรรมดา และไปสู่ด่านหน้าคือความตาย ที่เราต้องพลัดพรากจากกันแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราจึงต้องมีเป้าหมายว่า เราทำเพื่ออะไร ?

บางคนหรือบางท่านนั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า ยังไม่รู้ตัวเองเลยว่าจะอยู่เพื่ออะไร จะมาที่นี่เพื่ออะไร จะทำไปเพื่ออะไร และถ้าไม่รู้หรือหาไม่เจอแล้ว มันเหมือนนั่งอยู่ในเรือซึ่งเป็นเรือที่ไม่มีไม้พาย เป็นเรือที่ลอยไปอย่างไร้ทิศทาง และลองคิดดูซิว่า อะไรที่จะพาเรือนั้นไป ก็คือแรงของคลื่นและลม

คลื่น..ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนเป็นวิบากไม่ดี ที่มากระแทกให้ไปไกลออกไป.. ไกลออกไป

ลม.. ถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนเป็นวิบากดี ที่พัดเข้ามา แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะมีคลื่นกระทบออกไปอีก

โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:43:14 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )


  สลักธรรม 10



เราได้กระทบอารมณ์กับพอใจกับไม่พอใจในวัฎฏสงสารอยู่อย่างนี้ จึงหาชีวิตแน่นอนไม่ได้ ฉะนั้น ความวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่หยุดที่ตน และต้องหยุดที่ตัวเองให้ได้จริง ๆ

ในสถานที่นี้เราเล่นกันได้ เราสนุกกันได้ เราทำอะไรกันก็ได้ เพราะที่นี่ไม่ได้บังคับสงบและเงียบ แต่ที่นี่เราจะมีรอยยิ้ม เรามีเสียงหัวเราะ เพราะเสียงหัวเราะนั้นเกิดขึ้นจากใจที่ดี ไม่ใช่ใจที่ร้าย หากใครที่ยังมีใจที่ร้าย เรื่องที่ร้าย ๆ สิ่งร้ายๆ ให้สลัดออกจากไปใจให้หมด

และให้ถือว่ามาฆฤกษ์นี้เป็นฤกษ์ที่ดี ในวันเพ็ญเดือน ๓ นี้ เราจะทำความงามสามประการให้ได้ ก็คือ หยุดความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำให้จิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากสิ่งเศร้าหมอง ..ทำให้ได้

นี่คือสิ่งที่อยากจะบอกกับท่านในวันนี้ แล้วอยากจะมาปิดคอร์สให้กับท่านด้วยว่า วิปัสสนาญาณที่ท่านเรียนนี้ จะทำให้ท่านอันตรธานจากความไม่รู้ เพราะเมื่อมีความไม่รู้แล้ว ก็ไปกำหนดรูปนามแบบไม่รู้มันก็จะไปอย่างไม่รู้นั่นเอง

ดังนั้น จึงขอความรู้ในพระปริยัติเป็นปัจจัยสำคัญให้ท่านรู้แนวทางไปปฏิบัติ และหัดตนเองให้ไกลจากกิเลสเหตุเศร้าหมองและถึงมรรคผลนิพพานได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ อนุโมทนา...


โดย น้องกิ๊ฟ ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 ก.พ. 2551 , 12:43:32 น.] ( IP = 125.26.42.219 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org