| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อำนาจกรรม
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เรื่องของกรรมนั้นมีขั้นตอนของการให้ผล และเป็นไปด้วยอำนาจของเหตุผลที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เพราะมิได้อยู่ในอำนาจดลบันดาลของผู้ใด ผู้ศึกษามีความเข้าใจแล้วก็จะหายสงสัย แล้วจะมีความสุขกาย สุขใจเพิ่มขึ้น เพราะทราบดีว่าเมื่อกระทำกรรมลงไปแล้วมันจะต้องให้ผลอย่างแน่นอนโดยขอเวลาให้มันเท่านั้น
เรื่องของกรรมนั้นเป็นเรื่องใหญ่ในพระพุทธศาสนา แต่แม้จะยิ่งใหญ่หรือจะลึกซึ้งประการใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สามารถที่จะแสดงได้ และมีบทพิสูจน์อยู่ทั่วไปทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้เกรงผู้ใดที่จะเข้ามาค้นคว้าศึกษาหาความจริงแล้วไม่พบความจริง แต่พระองค์ก็เกรงอยู่บุคคลหนึ่งเหมือนกัน คือผู้ช่างพูดช่างเจรจา แต่ไม่ยอมศึกษาหาความรู้จริงจัง แม้ในครั้งพุทธกาล พระองค์ตรัสว่า พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ ก็ยังมีบุคคลแลบลิ้นให้ เพราะไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงไปได้อย่างไร แน่นอนทีเดียว พระอภิธรรมนั้น ผู้ไม่ตั้งใจศึกษาหรือมิได้วางตำราทางโลกเอาไว้ก่อน เฝ้าแต่คิด เฝ้าแต่คัดค้าน ทั้ง ๆ ที่ยังศึกษาไปได้ไม่ถึงไหน แล้วจะให้เข้าถึงความลึกซึ้งได้อย่างไร
ธรรมชาติของจิตนั้นย่อมรับอารมณ์อยู่เสมอไม่เห็นก็ได้ยิน ไม่ได้ยินก็คิดนึก มิได้มีหยุดเลย ไม่ว่าเวลานอนหลับหรือเวลาตื่น แต่เวลานอนหลับ การรับอารมณ์ในขณะนี้ก็เป็นไปอีกแบบหนึ่ง
ธรรมชาติของจิตนั้นย่อมจะเก็บสั่งสมอารมณ์ที่รับมาเอาไว้ภายในจิตใจอยู่ตลอดเวลา มิได้สูญหายไปไหน และอารมณ์เหล่านั้นได้ก่อให้เกิด โลภะ,โทสะ,โมหะ, อโลภะ, อโทสะ, อโมหะ ซึ่งเป็นบาปและเป็นบุญ ดังนั้น ในแต่ละอารมณ์ที่ผ่านไป จึงหนีบาปหนีบุญไปได้แสนยากยิ่ง
ธรรมชาติของจิตนั้น ย่อมเห็น ย่อมได้ยิน ย่อมสั่งสมบาปและบุญต่างๆ เอาไว้ แต่บาปและบุญที่เก็บสะสมเอาไว้เหล่านั้นเมื่อได้โอกาส ได้เหตุ ได้ปัจจัยมันก็แสดงออกมาได้ และแสดงออกมาอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่ศึกษาและพิจารณาด้วยดีก็จะพิสูจน์ได้ โดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 07:31:35 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 2
คำว่า "กรรม" ได้แก่การกระทำ หรือพฤติกรรมที่แสดงออกทางกาย ทางวาจา และทางใจ หรือการกระทำคือ เห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น, ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสทางกาย และได้คิดนึก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงว่า เจตนา หํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิซึ่งแปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนา ก็คือกรรม
เจตนา ก็ได้แก่เจตนาเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตตามอารมณ์ต่าง ๆ โดยมากก็แปลว่าความตั้งใจ หรือความจงใจ
เจตนานั้นเกิดกับจิตทุกประเภท แต่จิตที่เกิดขึ้นมาทุกประเภทหาได้เป็นกรรมไปทั้งหมดไม่ คือจิตที่เป็นบาปได้แก่ โลภมูลจิต ๘ โทสมูลจิต ๒ โมหมูลจิต ๒ จิตที่เป็นบุญได้แก่ มหากุศลจิต ๘ มีการบริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จิตที่ทำสมาธิโดยเพ่งรูปได้ตั้งแต่ฌานที่ ๑ ขึ้นไปถึงฌานที่ ๕ และจิตที่ทำสมาธิโดยไม่เพ่งรูป แต่เพ่งความว่าง เช่น เพ่งอากาศเป็นอารมณ์ เป็นต้น อีก ๔ รวมเป็น ๒๙ ประเภท
เจตนาเกิดในจิตทุกประเภท แต่เจตนาในจิตทั้ง ๒๙ นี่เองที่ได้ชื่ว่า เป็นกรรม คือการกระทำ ที่เหลือนอกนั้นก็เป็นจิตที่เกิดขึ้นมาเป็นผลของกรรมบ้าง เป็นกิริยาบ้าง เป็นจิตที่ปราศจากกิเลส คือจิตของพระอรหันต์บ้าง
รายละเอียดเรื่องของกรรมทั้ง ๒๙ นั้นเป็นเรื่องใหญ่ ต้องศึกษากันนาน จะอธิบายโดยใช้หนังสือเล่มนี้คงจะไม่ได้ จึงขอแสดงแต่เฉพาะที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชื่อหนังสือเล่มนี้โดยตรงเท่านั้น
เมื่อกรรมคือการกระทำ หรือเจตนา ได้เกิดขึ้นมา หรือจะพูดง่าย ๆ ว่า อารมณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว อารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาก็จะเก็บสะสมเอาไว้ในจิตใจ เมื่อได้โอกาสเมื่อใดอำนาจกรรมที่เก็บเอาไว้นั้นก็ย่อมจะแสดงออกมาได้เสมอ ขอให้มีอำนาจและมีเวลาเพียงพอเท่านั้น
เมื่อเราเหวี่ยงก้อนดินขึ้นไปบนอากาศ ก้อนดินก็จะลอยสูงขึ้นไปตามแต่กำลังอำนาจคือแรงเหวี่ยงของเรามากหรือน้อย ถ้าแรงเหวี่ยงมากกก้อนดินก็ลอยขึ้นไปสูง ถ้าแรงเหวี่ยงน้อยก้อนดินก็ลอยขึ้นไปไม่สูง ขอได้โปรดพิจารณาว่า ในขณะที่เราเหวี่ยงก้อนดินขึ้นไปบนอากาศนั้น เป็นตอนที่เราออกแรง แต่เมื่อดินหลุดจากมือของเราไปแล้ว เหตุไฉนก้อนดินจึงได้ลอยขึ้นและลอยขึ้นไปอยู่อีกเรื่อย ๆ ไปเล่า ทั้ง ๆ ที่เราปล่อยก้อนดินให้หลุดออกจากมือไปแล้ว เมื่อมันลอยขึ้นไปจนถึงที่สุดจนหมดแรงเหวี่ยงแล้วมันจึงตกลงมา
แน่นอนทีเดียว มันจะต้องมีที่เราเหวี่ยงในครั้งแรกช่วยผลักดันให้มันลอยขึ้นไปได้ แม้ความดึงดูดของโลกก็ยังยับยั้งมันไม่ไหว แต่ถ้าหมดแรงดันส่งเมื่อใดมันจึงจะตกลงได้เมื่อนั้น
แต่เรามองเห็นแรงที่ส่งมันขึ้นไปหรือ เรามองไม่เห็นแรงที่ส่งก้อนดินขึ้นไปเลยแม้แต่น้อย ถึงกระนั้นเราก็ตัดสินใจได้ว่า แรงส่งครั้งแรกเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดอำนาจจะผลักดันกันต่อไปจนถึงที่สุด ตามอำนาจกำลังแรงของมือที่เหวี่ยง ดังนั้น การดูหมิ่นอะไร อะไรที่เรามองไม่เห็น ตัวเป็นการสมควรหรือโดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 07:39:41 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 3
ท่านสาธุชนที่เคารพ แล้วความรักเล่า มันมีตัวมีตนหรือความรักรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เราก็อธิบายไม่ได้ แต่ความรักมันก็มีอำนาจมากอย่างเหลือเกิน มันสามารถทำให้โลกหวั่นไหวสั่นคลอนได้ และแม้จะทำให้โลกทะลายลงไปเป็นพัทธุลีก็ตาม
ถ้าชายหนุ่มไปผูกสมัครรักใคร่หญิงสาวสวยจริง ๆ แล้ว อำนาจของความรักที่มองไม่เห็นตัวนั้น มันก็จะแสดงบทบาทของมันทันที มันจะบังคับเจ้าหนุ่มให้เดินผ่านหน้าบ้านหญิงสาวที่ตนรักบ่อย ๆ มันจะบังคับให้ตามไปโรงเรียน ตามไปที่ทำงาน และพยายามสร้างคำหวานหรือสรรค์หาหนทางที่จะทำให้พูดคุยกับคนที่รักให้ได้ ถ้าไปถึงบ้านคนที่แสนรักได้ก็จะต้องไป แม้ตะพดอันใหญ่ ๆ ของพ่อตาในอนาคตก็ไม่มีความหวั่นไหว ถ้ามีเจ้าหนุ่มหน้าใหม่เข้ามาขวาง ดีไม่ดีก็อาจจะฆ่ากันตายก็ได้
ความรักที่มองไม่เห็นตัว แต่มีอำนาจมากนี้ ได้ฝังมันอยู่ในจิตใจ แล้วอำนาจของความรักมันจึงบงการหรือชี้นิ้วให้กระทำ และให้กระทำทุกอย่างตามที่มันปรารถนา คนโบราณเขาจึงได้กล่าวว่า แม้ขอบฟ้ามาป้องป่าไม้มาบัง ก็ยังจะฟันฝ่าไป
แต่ละคนเมื่อเติบโตขึ้นมาก็มีความรัก "เงิน" เป็นชีวิตจิตใจ ทุ่มโถมตัวเองลงไปทุก ๆ ทางที่จะหาเงินมาใช้จ่ายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อย่างชนิดที่พูดกันว่า ยอมเป็นยอมตาย เมื่อแต่ละคนต่างก็มีความปรารถนาเหมือน ๆ กัน จึงยื้อแย่งแข่งดีและช่วงชิงผลประโยชน์กันอย่างหนักหน่วงรุนแรง ทั้งโดยทางตรง ทางอ้อม ทางซื่อ หรือทางคด กล้าที่จะทำได้ทั้งนั้น จึงก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายกันไปทั้งประเทศ และบางทีก็ทั้งโลก เมื่อสงครามเศรษฐกิจเกิดความกำเริบมากขึ้นจนระงับยับยั้งไม่ไหว สงครามมหาประลัยสงครามล้างโลกก็ติดตามมาโดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 07:43:56 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 4
ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงว่า ความโลภ ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ ทั้ง ๖ ทวาร ความรักดังที่ได้ยกตัวอย่างขึ้นมาเป็นตัวอย่างหนึ่งก็เป็นความโลภ ในที่บางแห่งก็ใช้คำว่า ตัณหา แต่องค์ธรรมก็ได้แก่โลภเจตสิก
พระองค์ได้เน้นหนักในเรื่องของโลภะ ตัณหา นี้มาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ เพราะเป็นตัวการก่อให้เกิดความวุ่นวายสารพัดอย่าง เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดจนถึงสงครามมหาประลัย ที่จะทำให้โลกทะลายเป็นตัวก่อทุกข์โทษภัยอย่างร้ายกาจให้แก่ชีวิตทุก ๆ ชีวิต สุดที่จะพรรณนาได้ นอกจากนี้แล้วมันยังเป็นตัวการก่อให้เกิดภพชาติหน้าและข้างหน้าเรื่อย ๆ ไป มันให้เราต้องแก้ปัญหาไม่รู้จักจบสิ้นลงได้ชาติแล้วชาติเล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้แสดงว่ามันเป็นต้นเหตุของทุกข์ เป็นตัวสมุทัยเป็นสมุทยสัจจะ ความจริงที่สำคัญประการหนึ่งคือความทุกข์ (ขอเชิญอ่านเรื่องความมหัศจรรย์ของชีวิต แสงสว่างของชีวิต และชีวิตภายหลังความตาย หรือตายแล้วเกิดได้อย่างไร และเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน)
เท่าที่ผมได้แสดงมาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายได้มองเห็นอำนาจของกรรม อำนาจของเจตนาที่เกิดขึ้นมาวันละนับไม่ไหว ว่าเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะประทับสั่งสมเอาไว้ในจิตใจ แล้วกรรมที่ได้เก็บเอาไว้เหล่านั้นมันก็แสดงตัวออกมาได้เพราะมันมีอำนาจอย่างไร
การที่เราทราบว่าเป็นสีแดงได้ก็เพราะยกเอาของเก่าที่ฝังประทับอยู่ในจิตใจเอามาเปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจ การที่เราจำหน้าสามา ภรรยา บุตร ธิดา และจำบ้านที่อาศัยของตนเองได้ก็เพราะได้เก็บเอาสิ่งเหล่านั้นไว้ในจิตใจ แล้วเอาออกมาเปรียบเทียบตัดสิน และการที่เราสอบไล่ได้ ก็เพราะเราเอาวิชาเก่า ๆ ที่เราเก็บเอาไว้ในใจออกมาตอบ แม้แต่ตัว ก.ไก่ ข.ไข่ เป็นอย่างไรเราก็เคยเก็บเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็ก ๆ แล้ว เอาออกมาใช้บ่อย ๆ
ถ้าดังนี้แล้ว ยังจะมีท่านผู้ใดอีกหรือ ที่เชื่อถืออย่างมั่นคงว่ากรรมที่ได้ทำลงไปแล้ว คือทั้งบุญและบาปเก็บเอาไว้ในจิตใจไม่ได้ แล้วแสดงออกมาก็ไม่ได้ด้วย บางคนพูดล้อ ๆ ว่ากรรมมองไม่เห็นตัวทำแล้วก็แล้วกันไป บางคนก็ว่า กำมือ แบมือ
ถ้าเขาไม่เชื่อเรื่องกรรมที่ทำไปแล้วเก็บเอาไว้ และให้ผลได้ก็ขอให้เขาลองยกตัวอย่างขึ้นมาสักอารมณ์หนึ่งจะได้ไหมเพราะจิตเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสทางกาย และจิตที่คิดนึก จะเกิดขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีอดีตกรรมร่วมด้วยเสมอไป
เมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นแล้ว ก็ต้องมีเวทนาเจตสิก คือรู้ทุกข์ สุข หรือไม่ทุกข์ ไม่สุข จะไม่มีเวทนาเลยจะได้หรือไม่ แล้วเวทนาเจตสิกนั้นมาจากไหน
เมื่อรับอารมณ์แล้วจะต้องเก็บอารมณ์เอาไว้เสมอไป เราจึงจำอะไร ๆ ได้ ถ้ารับอารมณ์แล้วจำได้เช่นนี้ ไม่มีสัญญาเจตสิก แล้วจะจำได้อย่างไร แล้วสัญญาคืออะไร อธิบายได้ไหม?
และเมื่อรับอารมณ์แล้วก็จะต้องเกิดยินดีติดใจอันเป็นโลภะ ไม่ชอบใจก็เป็นโทสะ และเฉย ๆ ก็จะเป็นโมหะ อันเป็นฝ่ายอกุศล หรือจะจิตจะเป็นกุศลก็ได้ คือ อโลภะ อโทนะ อโมหะ ความโลภ โกรธ หลง และไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง เหล่านี้มาจากไหน
พ่อแม่เคยสอนตั้งแต่อยู่ในท้องหรือจึงแสดงออกมาได้ ถ้ามันไม่ได้ติดมาตั้งแต่อดีตชาติ แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?โดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 07:52:28 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 5ตั้งแต่ยังเด็กเล็ก ๆ ก็ชอบดนตรี ชอบช่างเขียน ช่างปั้น ชอบร้องรำทำเพลง ชอบการแสดงละเม็งละครตลอดจนสัญชาตญาณต่าง ๆ มีรู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักหลบหลีกภัย ถ้าไม่ใช่ความสันทัดจัดเจนที่เคยสั่งสมอบรมมาแต่ในอดีตชาติแล้ว มันจะเกิดขึ้นมาเองได้อย่างไร ผู้ใดเล่าเป็นคนสั่งสอน พ่อแม่สั่งสอนลูกในท้องได้หรือ หากจะแก้ว่าถ่ายทอดตามสายเลือด สายเลือดมันก็เป็นรูปเป็นสสารจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดได้อย่างไร?
การหมิ่นประมาทคนโบราณว่าเพ้อฝันไปในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และผีสางเทวดานั้นก็เป็นการหมิ่นประมาทควาามตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เพราะพระองค์ได้แสดงเอาไว้ในทั้ง ๓ ปิฎก และไม่ใช่ ๑๐๐ หรือ ๒๐๐ เรื่อง และถ้าท่านผู้นี้เป็นพระในพุทธศาสนา ก็จะเป็นพระในพุทธศาสนาไม่ได้ พระบางท่านพยายามอธิบายว่า เปรตก็คือพวกมนุษย์ที่อด ๆ อยาก ๆ แล้วประพฤติไม่ดี และเทวดาก็ได้แก่พวกมนุษย์ที่ดี มีศีลธรรม พูดดังนี้ก็เพราะศึกษาเรื่องลึกซึ้งเข้าไปไม่ไหวนั่นเอง จึงตัดสินเอาง่าย ๆ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า มีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่งที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกลับ ไม่มีผู้ใดมองเห็นได้ นอกจากผู้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณทั้งหลายเท่านั้น ธรรมชาตินี้มันสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ถ้ามิได้มีเหตุปัจจัยคืออารมณ์มากระทบแล้วมัจะเกิดขึ้นมาเองหาได้ไม่
ธรรมชาติที่ว่านั้นเกิดจากการกระทำ หรือการแสดงออกของสัตว์ทั้งหลายอันเกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลง แล้วก็จมอยู่ยังก้นบึ้งของจิตใจ เมื่อมีเหตุอันสมควรจึงจะเกิดขึ้นมาได้ ธรรมชาตินั้นชื่อว่า "อนุสัย"โดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 07:57:49 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 6
อำนาจของกรรมนำผลให้บังเกิดขึ้นให้เห็น ได้ยิน ที่ดี ๆ หรือไม่ดี เป็นสุข เป็นทุกข์ ร่ำรวย ยากจน อายุยืน รูปสวน ขี้ริ้ว ขี้เหล่ ก็ได้ทุกอย่าง ผู้ศึกษามีความเข้าใจก็จะหายสงสัยได้อย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ต้องขอเน้นความสำคัญของกรรมที่ทำแล้วในอีดตแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นให้ผลไม่ได้ และกรรมในปัจจุบันอย่างเดียวก็เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกัน ด้วยเหตุดังนี้เอง เมื่อเราแก้กรรมในอดีตไม่ได้ เราก็ต้องทำกรรมในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ เพราะว่าถ้าได้รับกรรมที่ดีก็จะได้ผลดีมากขึ้น แต่ถ้าได้รับผลร้ายก็จะได้ไม่ร้ายแรงจนเกินไป และเรื่องอำนาจของกรรมนี้ ท่านจะได้ทราบอีกในบทที่ว่าด้วยเรื่องรูป
อำนาจของกรรมเป็นตัวการที่จะทำให้รูปเกิดขึ้นมาได้และรูปที่เกิดขึ้นมาจากกรรมนั้นมี ๑๘ ประเภท เรียกว่า กรรมชรูป ในที่นี้ก็หมายถึงว่า เจตนาคือ กรรม อันได้แก่การกระทำอันแสดงออกมาทางกาย วาจา และใจที่เป็นบุญหรือที่เป็นบาป ที่ทำมาแล้วในชาติก่อน ๆ หรือที่ทำมาแล้วในชาตินี้ก็ตาม เป็นตัวการที่จะทำให้เกิดรูปขึ้นมาได้
ที่ว่ากรรมทำให้เกิดรูปขึ้นมานั้น หาใช่ว่ากรรมจะทำให้เป็นรูปใหม่โดยตรงเหมือนกับถ้อยคำราวกับว่ามีรูปขึ้นมาหรือมีของล่องลอยตกลงมาจากท้องฟ้าโดยไม่มีเหตุมีผล หากแต่ว่า รูปนั้น ๆ มีอยู่แล้ว และอำนาจกรรมได้ไปทำให้รูปนั้นค่อย ๆ ผันแปรเป็นรูปใหม่ทีละน้อย ๆ
อำนาจหรือความสามารถของกรรมไปทำให้รูปนั้น ๆ ส่วนใดส่วนหนึ่งค่อย ๆ ผันแปรเป็นรูปใหม่ขึ้นมาได้
เหมือนในขณะที่ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ในขณะแรกเกิดในครรภ์ของมารดาเรียกว่ากลละ เป็นจุดน้ำใสเล็ก ๆ จุดหนึ่ง ในขณะนั้น เซลล์ของบิดามารดารวมกันอยู่แล้ว หรือรูปมีอยู่แล้วอำนาจของกรรมของเด็กที่มาปฏิสนธิมีความสามารถทำให้รูปดังกล่าวผันแปรให้เป็นระบบปราสาทกาย และเป็นปรมณูที่เป็นเพศหญิงหรือเพศชาย เป็นต้น
กรรมที่เป็นสมุฎฐานให้รูปเกิดขึ้นมานั้น นอกจากจะทำหน้าที่ ทำให้รูปในขณะปฏิสนธิแล้ว ในปวัตติคือภายหลังจากการปฏิสนธิไปจนถึงแก่ความตายอำนาจของกรรมก็ทำรูปต่อ ๆ กันไปไม่ขาดสายด้วยเหมือนกัน
จิตที่เกิดขึ้นมาแล้วเป็นกรรมที่จะมีความสามารถทำให้รูปเกิดขึ้นมาได้ที่เรียกว่า กรรมสมุฎฐานนั้น ได้แก่ กรรม ๒๕ ได้แก่เจตนาในอกุศลจิต ๑๒ เจตนาในมหากุศลจิต ๘ และเจตนาในรูปาวจรจิต ๕
ความจริงเจตนาที่เรียกว่า เป็นกรรมนั้นมีทั้งหมด ๓๓ ประเภท แต่เป็นกรรมที่ไม่สามารถเป็นสมุฎฐานให้เกิดรูปเสีย ๘ คือ อรูปาวจรกุศลกรรม ๔ และโลกุตตรกุศลกรรม ๔ เพราะเจริญอรูปกรรมฐานไม่ปรารถนารูป และโลกุตตรกุศลกรรมปรารถนาทำลายภพชาติ ทำลายการเวียนว่ายตายเกิดโดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 08:04:26 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 7
กรรมชรูป คือรูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฎฐานนั้นได้แก่ มหาภูตรูป คือธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย รูปที่ทำให้เป็นสีต่าง ๆ กลิ่น รส เพศหญิง เพศชาย รูปอันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิต ชีวิตรูป (ตัวการควบคุมยึดโยงรูปรมาณูอันเกิดจากอำนาจกรรม) อาหารชรูปและปริจเฉทรูป (ช่องว่างระหว่างปรมาณู)
รูปต่าง ๆ ที่เกิดจากอำนาจกรรมนี้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลายที่มีรูปขันธ์ เช่น มนุษย์สัตว์เดรัจฉาน และสัตว์เดรัจฉานที่มีร่างกายเป็นปรมาณู และผีสางเทวดา เป็นต้น สำหรับผู้ที่ศึกษาโดยละเอียดในเรื่องนี้ก็จะค่อย ๆ คลายความสงสัยลงไปได้ในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
กรรมชรูป คือกรรมที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงรูปนี้จะเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ไปทุก ๆ ขณะที่จิตเกิดขึ้น กรรมชรูปจะไม่สามารถผันแปรรูปได้เฉพาะแต่ผู้ที่จุติ คือกำลังดับหรือกำลังตายไปจากภพชาตินั้นมียกเว้นบ้าง เพราะกรรมชรูปจะไม่ทำงานผันแปรรูปต่อไป ทั้งนั้โดยนับถอยหลังจากจุติจิตไปอีก ๑๗ ขณะ เพราะจิตที่ว่านี้มีกำลังอ่อน และมีเหตุผลอีกมากที่จะต้องอธิบายซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ศึกษาต่อ ๆ ไป
ความวิจิตรพิสดารของการตายการเกิดนั้นมีมากมายยิ่งนัก ผู้ศึกษาก็จะทราบได้ว่าทำไปสัตว์ทั้งหลายจึงตาย เหตุใดจุติจิตคือความตายจึงต้องเกิดขึ้น ถึงที่แล้วตายจริงหรือไม่ แล้วทำไปจึงต้องเกิดใหม่ ในขณะกำลังตาย กำลังเกิดนั้นมีการงานอะไรกันบ้าง (ขอเชิญอ่านหนังสือชื่อ ชีวิตภายหลังความตาย เป็นปาฐกถาของผมเองรวม ๑๒ ครั้ง)
อำนาจของกรรมชรูปย่อมจะทำให้สัตว์ทั้งหลายมีรูปกายแปลกประหลาดพิสดารอย่างที่ไม่มีผู้ใดคาดฝันได้ หรือไม่น่าจะเป็นไปได้เลย เช่น เกิดเป็นเปรตที่มีแต่ก้อนเนื้อ เปตรที่มีแต่โครงกระดูก หรือเปรตที่ไฟลุกท่วมตัว ความเป็นอยู่ความเป็นไปก็แสนจะกันดาร
(เปรตที่ไฟลุกท่วมตัวนั้น ไม่ใช่ไฟที่หุงข้าวต้มแกง ดังที่เรามองเห็น หากแต่เป็นไฟกรด ผู้ทำสมาธิ หรือถูกสะกดจิตก็จะเห็นได้) ถ้าเกิดเป็นเทวดาก็มีรูปร่างสวยงาม สีสรรค์วรรณะ และมีรังษีแพรวพราวน่าอัศจรรย์ใจ สุดแต่เป็นเทวดาชั้นไหน ความเป็นอยู่ความเป็นไปก็แสนจะก่อให้เกิดความรื่นรมย์ใจโดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 08:09:32 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 8
การเกิดมาเป็นมนุษย์ อำนาจของกรรมก็ทำให้เป็นไปได้ต่าง ๆ ให้พิกลพิการ มีรูปกายแปลก ๆ จนผู้พบเห็นน่าเกลียดน่ากลัวหรือน่าอัศจรรย์ใจ หรือให้สวยสดงดงามเป็นที่น่ารักน่าปรารถนาของผู้ที่เข้ามาใกล้ก็ได้ ทั้งในปฏิสนธิกาลและในปวัตติกาล
ทั้งนี้ก็แล้วแต่อำนาจของเจตนาคือ กรรมของสัตว์ทั้งหลายที่ได้ทำเอาไว้ ที่ได้สะสมจนรวมกันอยู่ในจิตใจ อาจจะทำให้รูปกายของสัตว์มีรูปกายแปลก ๆ น่าอัศจรรย์จนไม่มีผู้ใดคิดว่าจะเป็นไปได้ เช่น สัตว์เดรัจฉานที่เราเห็น ๆ กันอยู่ทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้เคยกล่าวว่า ถ้าชาลล์ดาวินส์ นักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ที่แสดงว่า สัตว์ทั้งหลาย ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปเพราะอำนาจของกาลเวลาและสิ่งแวดล้อมค่อย ๆ บังคับให้มันเป็นไปได้มาศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ก็จะต้องเอาเรื่องกรรมเข้าไปร่วมด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้ทำสมาธิ ผู้ถูกสะกดจิตที่มีความสามาถพิเศษบางท่านจะได้เห็น เพราะได้อาศัยอำนาจโอปปาติกะ ซึ่งเป็นเทวดที่มีอำนาจทำให้ได้เห็นสัตว์ที่มีรูปกายเป็นปรมาณูต่างๆ มากมายสุดที่จะพรรณนาได้ ไม่ว่าจะเป็นผีสางเทวดา ไม่ว่าจะเป็นเทวดาที่เราพากันเรียกว่า ยักษ์ หรือสัตว์เดรัจฉานมีพญาครุฑ ราชสีห์ กินนร และสัตว์ต่าง ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน มีแสดงอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แยกประเภทเอาไว้ให้เป็นหมวดหมู่ในพระอภิธรรมมีแสดงมากมาย และที่อภิธรรมมูลนิธิก็เขียนภาพเอาไว้เพื่อแสดงประกอบด้วย
ในปัจจุบันนี้โลกเจริญมากในทางวัตถุ ดังนั้น มนุษย์ทั้งหลายไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอย่างไร ก็ไว้วางใจกันยากเหลือเกิน เขาจะทำบาปได้ง่าย ๆ ความเมตตากรุณาต่างก็พากันหนีหน้าไป เพราะโดยมากเขาไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ไม่เชื่อเรื่องกรรมและผลของกรรม จึงได้กล้ากระทำอะไร ๆ ที่คิดไปไม่ค่อยถึงว่าจะทำได้โดยมิได้หวั่นเกรงอันตราย และเขาจะไม่ยอมศึกษาแม้ผู้ใดจะว่าอย่างไรก็ตาม เพราะเชื่ออย่างมั่นคงอย่างดื้อรั้น ว่าเกิดหนเดียว ตายหนเดียวนั่นเอง
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 08:16:50 น.] ( IP = 58.9.143.33 : : )
สลักธรรม 9กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะที่มีคณค่าของท่านพระอาจารย์บุญมีมาฝาก
ท่านสามารถถ่ายทอดได้อย่างน่าติดตาม และเป็นธรรมะที่มีประโยชน์ได้ทุกๆสมัยโดย น้องอุ๊ [27 ก.พ. 2551 , 10:09:14 น.] ( IP = 71.175.130.6 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |