มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๑)








ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๑)


เจริญสุขทุก ๆท่าน ..พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บำเพ็ญบารมีจนเปี่ยมพร้อมจนได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณ แล้วจึงได้ประกาศคำสอนที่พระองค์ทรงตรัสรู้ให้แก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย พวกเราก็ได้รู้จากพระพุทธประวัติมาว่าพระปัญจวัคคีย์ทั้งหลายได้มีดวงตาเห็นธรรมเป็นพวกแรก จากนั้นก็ได้ขยายเครือข่ายความรู้ที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นกว้างออกไปจนสามารถปลุกปั้นชีวิตที่ไร้ทางให้มาห่างจากความไม่รู้ จนกระทั่งพิชิตชัยชนะสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลได้มากมาย

ตราบจนมาถึงคืนเพ็ญมาฆฤกษ์ พระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายได้มีความระลึกนึกถึงในพระบรมศาสดา ต่างตั้งใจกันมาเองที่จะมาเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ของผู้ที่ทำให้ชีวิตของท่านเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐแล้วหยุดการเกิดได้ จึงมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย แล้วในคืนนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงวางหลักการดำรงชีวิตให้ ... ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขาฯ ซึ่งสรุปจากพระคาถาได้ว่า พระองค์ทรงให้หลักการ อุดมการณ์ และวิธีการในการเผยแผ่พระศาสนาต่อไป

ทรงให้หลักการว่า การที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ได้รับประโยชน์นั้น ไม่ว่าจะไปอบรมผู้ใด หรือให้แนวทางชีวิตของใครก็แล้วแต่ หรือให้เดินในทางที่ดีได้นั้นจะต้องใช้ชีวิตอย่างไร คือ ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา

ให้อุดมการณ์ว่า ผู้ที่อยากจะพ้นทุกข์นั้นต้องมีอุดมการณ์.. นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา ให้กินน้อย กินเพื่ออยู่อย่าอยู่เพื่อกิน.. มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ให้อุดมการณ์ว่า เราจะต้องมีชีวิตสันโดษ คือยินดีในสิ่งที่พอมีพอได้ กินเพื่อแก้ทุกข์ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก หาเพื่อแก้ทุกข์ไม่ใช่หาเพื่อแก้อยาก ในโลกนี้ หรืออร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน แล้วให้นอนในที่ที่ สงัดสงบ ไม่พกและก็ไม่พาอะไรไป มีแต่สลัดออก สลัดคราบนอกแล้วก็สลัดคราบใน .. ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง

และให้วิธีการ คือให้มรรคอันมีองค์ ๘ เป็นปฐมเหตุ เพื่อจะให้เกิดวิปัสสนากุศลปฐมชวนะเกิดขึ้นให้ได้ อะธิจิตเต จะ อาโยโค นี่สิ่งที่พระพุทธเจ้าพยายามให้ ครบกระบวนการ มาฆฤกษ์

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [27 ก.พ. 2551 , 08:26:47 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



วันนี้ ก็ได้เรียนมาจนจบทั้ง ๙ ปริเฉท ทั้งไม่มีปริญญารับรองและมีปริญญารับรอง อย่างน้อยที่สุดเราก็รู้อยู่แล้วว่าจิตคืออะไร เมื่อเรียนให้เกิดความเข้าใจก็จะรู้ว่าชีวิตคืออะไร เมื่อเราได้ศึกษาเรียนมาแล้ว เราก็จะต้องลองพิจารณาดูให้ดีที่ตัวเองนี่แหละว่า

ทุกคนที่มานี้ไม่ได้ต่างอะไรจากคนเดินทางไกลเลย เราต้องเดินทางไกลกันมามาก ภพมนุษย์ที่ได้กันอยู่วันนี้เป็นที่พักระหว่างทางเพียงชั่วคราว เดี๋ยวก็ต้องจากไปแล้ว เขาเรียกจอดป้ายเติมน้ำมันเพื่อจะเดินทางต่อ แล้วการเดินทางของพวกเราทุกคนนี้เป็นทางไกลเหลือเกินและไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าหากจะถามว่าแต่ละคนมาจากไหน? แล้วต้องออกเดินทางไปนี้จะไปสิ้นสุดตรงไหน? ไม่มีใครตอบได้แม้กระทั่งพระพุทธญาณเองยังกำหนดรู้ไม่ได้เลย

ที่เราได้ศึกษามานี้ต่างทราบกันว่า ญาณวิสัยของพระองค์นั้นหยั่งรู้ทั่ว เกิดมากี่ครั้งพระองค์หยั่งรู้หมด ที่เราได้อ่านชาดกต่างๆ ว่าพระองค์เสวยชาติเป็นอะไร ๆ กรรมอะไรที่ทำไว้ในนี้แล้วพระองค์ก็ย้อนไปไประลึกได้

และที่พระองค์เล่ากับพระสารีบุตร พระอานนท์ ไปถึงเรื่องต่าง ๆ นั้น ก็เพราะพระองค์สามารถมีพุทธญาณหยั่งรู้ไปในอดีตอันประมาณมิได้ นั่นเป็นความสามารถรู้ได้ของพระพุทธญาณ

แต่จะรู้ว่าสัตว์ที่อยู่ต่อหน้าพระองค์ หรือสัตวโลกทั้งหลายจะมีวันสุดท้ายในวัฏฏะเมื่อใดเมื่อไร พุทธญาณก็หยั่งรู้ไม่ได้ นี่คือความไกลของสังสารวัฏ เป็นความไกลที่น่ากลัวมากกระทั่งพระพุทธญาณยังหยั่งรู้ไม่ได้เลย

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:27:16 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 2



ชีวิตที่ต้องมีอย่างยืดยาวหาที่สุดและบื้องต้นไม่ได้ มาจากไหนนับไปไม่รู้ จะไปไหนไม่รู้ จึงใช้คำว่าหาที่สุดและเบื้องต้นไม่ได้ในสังสารวัฏ ก็คือการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ

ที่ได้ศึกษาหาความรู้กันมาแล้วก็คงรู้ว่าในสังสารวัฏนั้นเราก็เกิดมาคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องหรือมิตรสหายตามมาส่งแม้คนเดียว สมบัติพัสสถานก็ไม่มีติดตัวมา เป็นชีเปลือยมาหมด ทรัพย์สมบัติ บ้านที่มีอยู่ เงินฝากในบัญชี ของพวกนี้มีมาหาเอาทีหลัง ที่ได้มานี้คือมนุษยสมบัติเป็นตัวของเราที่ได้มาลำพังจัดเป็นทรัพย์ภายใน สิ่งต่างๆที่เป็นบริขารบริวารทั้งหลายก็จัดเป็นทรัพย์ภายนอกที่ไม่จีรังยั่งยืน

ฉะนั้นเราจึงต้องศึกษาหาความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้ไปจากความหายนะให้ได้ ท่านอาจารย์บุญมีท่านได้ริเริ่มและก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธินี้ขึ้นมาเพื่อมุ่งประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับชีวิต คือ สิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิดตามพระพุทธประสงค์ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้วก็จะไม่มีเส้นทางสายนี้ชีวิตก็จะลำบาก เพราะร่างกายของเราที่เกิดมาเป็นหญิงเป็นชายนี้เป็นภาระที่ต้องบริหาร เพราะต้องคอยดูแลรักษา คอยพยุงให้ลุก ให้นั่ง ให้กิน ให้ดื่ม ให้เดินยืนนั่งนอน ต้องถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ

รวมความว่า ทั้งหมดนี้เป็นภาระของชีวิตที่เราครอบครองอยู่ ฉะนั้น ทุกวันนี้เราครอบครองอะไรกัน เราครอบครองภาระ แล้วก็หลงว่าชีวิตนี้ดีแต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการครอบครองภาระ แล้วก็เป็นภาระส่วนตัวที่ใครมาช่วยไม่ได้ ต้องถ่ายเองจะฝากใครถ่ายแทนได้ไหม? ไม่ได้ หิวน้ำก็ต้องดื่มเองจะฝากใครดื่มแทนได้ไหม? ไม่ได้ ถึงจะให้เขาไปวื้อมาวางใกล้จมูกใกล้ปากแต่ถ้าเราไม่อ้าปาก ตักใส่ และกลืนเองแล้วจะอิ่มได้ไหม? ไม่ได้ ชีวิตจึงเป็นภาระอย่างยิ่งและเป็นภาระที่หนักยิ่งกว่าภาระอื่น ๆ

เราจะมีลูกหลานเลี้ยงลำบากอย่างไร แต่พอเขาโตขึ้นมามีครอบครัวขึ้นมาก็หมดหน้าที่ของเรา แต่ถามว่าเรายังต้องกิน ต้องเดิน ต้องยืน ต้องขับถ่ายต่อไหม? เราต้องทำไปจนวันสุดท้ายของชีวิต จึงเป็นภาระที่หนักที่สุด พระอริยเจ้าท่านจึงกล่าวว่า ภาราหเว ปัญจักขันธา หมายความว่า ขันธ์ห้าเป็นภาระอันหนักแล อย่าไปหนักเน้ออย่างเดียว เพราะคำว่า หนักเน้อนั้นฟังแล้วดูเป็นเรื่องนอกตัวไป แต่ถ้าใช้คำว่า หนักแลก็จะเป็นคำที่สะกิดใจให้รู้ว่าเป็นภาระที่หนักอยู่ในตัวเองนี่แหละที่จะต้องแลดูตัวเองบ้าง

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:27:34 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 3



ทรัพย์ภายนอกเช่นแก้วแหวนเงินทองเรือกนาไร่สวนนี้ เป็นทรัพย์ที่จำเป็นที่จะต้องหาต้องมีเพื่อประทัง หล่อเลี้ยง อุปถัมภ์ชีวิต ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ไม่อดอยากยากจน ไม่ลำบาก พูดง่ายๆ ก็คือว่า เราทำมาหากินกันเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ชีวิตของเรากินดีอยู่ดี หากไม่เสาะแสวงหาแล้วชีวิตก็จะต้องลำบาก เช่น ไม่มีเงินซื้อข้าว ไม่มีค่าเช่าไปจ่าย เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อหาทรัพย์มาได้แล้วก็คลายความลำบากไปได้เปลาะหนึ่งคือมีเงินซื้ออาหารกิน มีค่าน้ำค่าไฟค่าที่อยู่อาศัย เพียงแค่นี้เราก็นึกว่าสบายแล้ว แต่มันสบายเพียงแค่ตรงนั้นแล้วก็ตามมาด้วยความลำบาก เพราะต้องคอยดูแล

เช่น มีบ้านขึ้นมากเราก็ไม่ต้องนอนกลางถนนแล้ว.. ก็สบายนึกว่าหมดภาระแล้ว แต่เมื่อมีบ้านแล้วเราก็ต้องคอยดูแลรักษา ฉะนั้นจึงบอกว่า ตัวเราเองนั้นก็เป็นภาระข้างในคือภาระส่วนตัว และก็ยังมีทรัพย์ภายนอกเป็นภาระอีกที่ต้องดูแล เช่น ปลูกต้นไม้ ก็ต้องคอยรดน้ำ คอยใส่ปุ๋ยเร่งดอก

ทุกอย่างที่มีเกิดขึ้นล้วนเป็นภาระ แต่มากหรือน้อยเท่านั้นเอง และสังคมทุกวันนี้ ต่างก็ไปยึดถือเอาลาภยศสรรเสริญสุขว่ามีความสำคัญ ต่อชีวิตมาก คนใดขาดสมบัติที่กล่าวถึงสี่ข้อนี้เขาจะถือว่าเป็นชีวิตที่อาภัพอับเฉา แต่หลักของพระพุทธศาสนานั้นท่านแบ่งสมบัติไว้สองชนิด คือ สมบัติภายใน กับสมบัติภายนอก

สมบัติภายในนั้นมีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นต้น เป็นสมบัติส่วนตัว การที่เราสมาทานศีลมาเป็นข้อวิรัตินั้นเป็นสิ่งที่ควรทำไปเถอะ เพราะเมื่อเราได้อบรมศีลไว้มากๆ ก็จะเป็นสีลูปนิสสัย คือศีลจะฝังเข้าไปในนิสัยทำให้เราเกิดหิริโอตตัปปะ เมื่อมีหิริโอตตัปปะขึ้นมาก็จะไม่ไปทำบาปหยาบช้า ไม่ฆ่าไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดล่วงเกินใคร

ผู้ที่สามารถรักษาศีลและมีใจชอบในศีลนั้นก็เพราะได้มาจากอดีตที่ได้สร้างสมเอาไว้ ท่านเรียกว่า สีลูปนิสสัย ได้นิสัยเป็นผู้มีศีลมีธรรมและเมื่อได้ทำปัจจุบันเติมไปอีกก็จะเป็นสีลูปนิสสัยต่อไปในชาติหน้า เช่นนี้ก็คือทรัพย์ภายใน

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:27:49 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 4



ทรัพย์ภายนอกก็คือแก้ว แหวน เงิน ทอง ที่ดิน สมบัติพัสถานต่างๆ เป็นต้น ที่มีแต่ความวิบัติและหายนะได้ง่ายๆ ถึงแม้จะไม่ได้หายนะไปเพราะการถูกลักขโมยปล้นชิงไป แต่ก็หายนะไปจากชีวิตได้ง่ายเพราะว่า เราไม่จากมันไป มันก็จากเราไป

จะเห็นได้ว่า คนตายที่มีนับไม่ถ้วนทั้งที่เรารู้จักว่าร่ำรวยขนาดไหนเขาก็ทิ้งสมบัติไว้ เขาแบมือให้ดูด้วยว่าไม่มีอะไรสักอย่างเดียว จะนำอะไรไปใส่มือให้ก็ไม่กำแล้ว มือที่แบก็เหมือนกับการแบไต๋ว่า ไม่มีอะไรไปเลยแม้แต่น้ำที่เขานำมารด

น้ำที่พยายามปรุงให้หอมเพื่อมาดับกลิ่นใส่ทั้งกลีบมะลิกลีบกุหลาบลอยลงไป เมื่อเขานำมารดให้มือนั้นก็ไม่ได้กระดุกกระดิกสะบัดมือพรมน้ำหอมๆนั้นใส่ตัวเองเลยแม้แต่หยดเดียว ศพนั้นจึงไม่มีทางหยิยอะไรไปได้เลย

เมื่อเป็นเช่นนี้เราต้องคอยนึกว่า เราใช้สมบัติที่มีอยู่ทั้งในชีวิตและของนอกชีวิตได้ดีหรือยัง ได้คุ้มค่าแล้วหรือไม่ ?

การที่ได้มนุษย์สมบัติมานี้เราได้ใช้ชีวิตร่างกายเดินไปทำดี เดินไปในที่ดี ใช้วาจาพูดดีเจรจาดีแล้วหรือยัง ?

ถ้าหากทำได้แล้วจะทำมากกว่านี้ได้ไหม?

ถ้าคิดว่า ได้ ก็ต้องทำให้ได้

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:28:07 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 5



และเมื่อพูดถึงความสุขแล้วใครๆ ก็อยากได้ พระพุทธศาสนาก็สอนไว้อีกว่า ความสุขของฆราวาสนั้นมี ๔ อย่าง คือ

สุขจากการมีทรัพย์
สุขจากการได้ใช้จ่ายทรัพย์ตามหลักของศีลธรรมจรรยา
สุขจากการไม่เป็นหนี้เป็นสิน
สุขด้วยการประกอบการงานโดยปราศจากโทษ

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มีหลักการในการดำรงชีวิตอย่างนี้ และยังได้ตรัสถึงธรรมะคือหลักการที่เป็นเหตุให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตไว้ถึงสามขั้น ประโยชน์ขั้นแรกก็คือประโยชน์ในปัจจุบัน ขั้นที่สองคือประโยชน์ในอนาคต ขั้นที่สามคือประโยชน์สูงสุด

ประโยชน์ในปัจจุบันชาตินั้น พระองค์ทรงสอนให้ขยันหมั่นเพียรประกอบการงานในทางที่ชอบเว้นมิจฉาชีพ และทรงสอนให้รู้จักรักษาทรัพย์ที่ได้มาโดยจัดสรรออกไปเป็นส่วนๆ

ส่วนที่หนึ่งให้ใช้เลี้ยงตนเองและครอบครัวให้มีความสุข ส่วนที่สองเลี้ยงดูบิดามารดาผู้มีพระคุณให้ได้รับสุข ส่วนที่สามเป็นเป็นทุนเอาไว้เปลื้องทุกข์แก่ชีวิจตนเองและญาติพี่น้องซึ่งเป็นกฎธรรมดาของโลก ทำไมจึงต้องมีข้อนี้? เพราะคนแก่นั้นเห็นโรคชัด

ถามว่าเด็กเมื่อยขาไหม? เมื่อย เขาก็เปลี่ยนอิริยาบถเหมือนเรา แต่ความที่ร่างกายของเขาแข็งแรงพอเมื่อยแล้วจึงหายเร็ว เหนื่อยก็หายเร็ว แต่พอสูงวัยแก่ขึ้นมาก็จะรู้สึกเหนื่อยปางตาย.. เหนื่อยแล้วไปตาย พอเมื่อยก็เมื่อยจัดและจะเปลี่ยนอิริยาบถทีก็ร้องโอดโอย ..จึงเห็นโรคชัด

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:28:25 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 6



ส่วนที่สี่ท่านบอกว่าเอาไว้ทำบุญสุนทาน เพื่อจะได้เปลี่ยนทรัพย์ภายนอกให้เป็นทรัพย์ภายในที่จะติดตามชีวิตของเราไปได้

นี่คือส่วนหนึ่งในหลักการที่พระพุทเจ้าทรงสอนไว้ เป็นหลักธรรมของฆราวาสที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจและทำให้เป็น เมื่อมีเงินก็ต้องแบ่งออกเป็นสี่ส่วนเช่นนี้ ถ้าหากใครทำได้ชีวิตก็จะมีความสุขและอยู่ได้อย่างสบายไปตลอด

นอกจากการรู้จักแบ่งทรัพย์แล้ว การที่จะมีความสุขโดยปราศจากโทษก็ต้องรู้จักใช้จ่ายทรัพย์ในทางที่ชอบ และรู้จักสมาคมกับมิตรที่ดีเว้นมิตรที่เทียม ดังคำที่ว่า คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:28:39 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 7



ขั้นที่สองประโยชน์ในโลกหน้าที่พระพุทธองค์ทรงสอนก็คือ

ประการแรกต้องปลูกฝังศรัทธา แล้วศรัทธาคืออะไร? ศรัทธาก็คือความเชื่อโดยเชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องผลของกรรม เชื่อว่าเราต่างมีกรรมเป็นของตน เชื่อในการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกว่า ศรัทธา ๔

ประการที่สอง เมื่อสอนให้มีศรัทธาแล้วทรงสอนให้มีศีล คือให้ระวังรักษากาย วาจา ให้บริสุทธิ์สะอาด

ประการที่สาม เมื่อศรัทธามีศีลแล้วท่านให้มีจาคะ คือการเสียสละแบ่งปัน เสียสละทรัพย์และกิเลสที่เป็นข้าศึกต่อความดีออกไป

ประการที่สี่ ท่านให้มีปัญญา คือความรอบรู้ในการรักษาชีวิต และรอบรู้ในสภาวธรรมตามความเป็นจริง

นี่คือหลักที่สร้างประโยชน์ในขั้นที่สอง

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:28:57 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 8



ส่วนขั้นที่สามก็คือหลักในการสร้างประโยชน์สูงสุด

ธรรมะที่เป็นเหตุให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้นเรียกว่า ปรมัตถประโยชน์ คือ มรรคผลนิพพาน ซึ่งได้แก่มัชฌิมาปฏิปทาหรือที่เรารู้จักกันคือทางสายกลาง และถ้าพูดโดยตรงเลยก็คือ สติปัฏฐานสี่นั่นเอง

นี่คือวงจรชีวิตที่พระพุทธเจ้าเห็นสัตวโลกเห็นการเวียนว่ายตายเกิด ท่านอุปมาไว้ว่า เหมือนกับเอาคนตัวสูงใหญ่มางอตัวโค้งจนมือจรดอเวจีมหานรกส่วนแผ่นหลังนั้นโค้งไปถึงภวัคคพรหม การที่อยู่ในอ้อมโค้งของเขานี่แหละคือที่เกิดของเรา

ฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใดแม้จะเป็นภวัคคพรหมก็เรียกว่ายังไม่พ้นไปจากอุ้งมือมารก็คือมัจจุมาร..ความตาย และเมื่อตายแล้วก็ต้องเกิด แมื่อเกิดก็ต้องเกิดอยู่ซ้ำซากในความทุกข์และโทมนัสอย่างหาที่สุดไม่ได้

ทางเดินของชีวิตจึงต้องระวังและรักษาให้มีความรู้และความเข้าใจในการดำรงชีวิต ทางเดินของมนุษย์นั้นมีอยู่สามทาง คือ ทางที่หนึ่งไปสู่อบายมีนรกเป็นต้น (เหฏฐิมสังสาระ ) ทางที่สองไปสู่มนุษย์และเทวดา(มัชฌิมสังสาระ) ทางที่สามไปสู่พรหมและอรูปพรหม(อุปริมสังสาระ) ทั้งสามทางนี้เป็นทางเวียนอยู่ในโลกที่เรียกว่า วัฏฏะ

โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:29:22 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 9



เหฏฐิมสังสาระ หมายถึงทางที่ทำให้มนุษย์ไปเกิดในอบาย ๔ ได้แก่บาปอกุศล ผู้ที่จะไปเกิดในทางนี้ก็คือเป็นผู้ที่มีการทำผิดศีล ๕ มีการทำผิดในอกุศลกรรมบถ ๑๐ เมื่อตายแล้วก็ต้องท่องเที่ยวไปรับผลของกรรมที่ตนเองได้ทำไว้วนเวียนไปเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานไปอยู่ในภูมิเบื้องต่ำจนกว่าจะหมดแรงกรรมที่ตนเองทำไว้แล้วก็ตายและก็เกิด

มัชฌิมสังสาระ หมายถึงทางที่ทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ก็ดีเป็นเทวดาอีก ๖ ชั้นก็ดี สำหรับกรรมที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดานั้นก็ได้แก่ ศีล ๕ กุศลกรรมบถ ๑๐ หรือเรียกว่า ทาน ศีล ภาวนาที่เป็นกามาวจรกุศล ตรงนี้ต้องพูดองค์ธรรมเสียหน่อยเพราะเรียนกันมาถึง ๙ ปริจเฉทแล้ว กามวจรกุศลนั้นจะส่งให้ผู้ปฏิบัติตามแรงคุณธรรมได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ก็ไปเกิดเป็นเทวดา

มนุษย์แปลว่าเป็นผู้มีใจสูง มีโอกาสกระทำคุณงามความดีได้มากมาย หรือจะเรียกอีกอย่างว่ามนุษย์สมบัติ ฉะนั้นเมื่อเกิดมาแล้วก็พร้อมด้วยสุขภาพพลามัยที่จะทำความดีทำการงานได้สะดวก แต่ถ้าหากมีความบกพร่องขึ้นมาก็จะทำกุศลไม่สะดวกแล้ว และขณะนี้แต่ละท่านก็ยังมีมนุษย์สมบัติที่ยังไม่บกพร่องถึงขนาดที่ทำไม่ได้ จึงต้องรีบทำเพราะใครทำใครได้ เพราะทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว..มันอยู่ที่ตัวเราเองทั้งสิ้น

อุปริมสังสาระ เป็นทางที่สามที่ทำให้ไปเกิดเป็นพรหมอรูปพรหมนั้นเราจะต้องคิดก่อนว่า ไม่ใช่ทางที่ทำให้มีความสุข ไม่ได้เป็นที่ที่น่าอภิรมย์หรือน่าไป ก็เพราะว่า ไม่พ้นไปจากวัฏฏะ เพราะผู้ที่ไปเป็นพรหมหรืออรูปพรหมนั้นเขาต้องมีการกระทำมีเจตนาเป็นกัมมวัฏ ในขณะที่กระทำนั้นก็เป็นกิเลสวัฏเพราะมีความอยาก และเมื่อตายไปแล้วสิ่งที่เกิดก็คือรูปต่างๆ และนามนั้นๆ ก็เป็นวิปากวัฏ จึงหนีไม่พ้นวงกลมสามเปลาะไปได้

ท่านจึงบอกว่าวงกลมสามเปลาะนี้ไม่สามารถทะลุออกไปได้ง่ายๆ จึงจะต้องทำความเข้าใจอย่างที่ลูกๆ ทุกคนเรียน พอเรียนแล้วก็ทำความรู้จักด้วยความเข้าใจเพื่อจะได้พ้นไปจากวัฏฏะสงสาร เพราะวัฏฏะสงสารนั้นน่ากลัว ไม่มีใครช่วยใครได้ถ้าเราไม่ช่วยตนเอง

นี่คือข้อหนึ่งที่เพิ่งพูดถึงเรื่องมาฆบูชาเท่านั้นเอง คือ หลักการ อุดมการณ์ และวิธีการ ก็จะหยุดตรงนี้ก่อนเพื่อที่จะให้ทุกคนมีโอกาสได้คุยกัน และอยากจะถามปัญหาหรือหารืออะไรก็เชิญได้

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย น้องกิ๊ฟ [27 ก.พ. 2551 , 08:29:41 น.] ( IP = 125.26.40.28 : : )


  สลักธรรม 10

เณรจิ๋วขออนุญาตเข้ามาปูเสื่อจองที่อ่าน และขอเข้ามาขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟที่ช่วยนำมาเผยแพร่ให้กับพวกเราก่อนเลยนะขอรับ

เนื่องด้วยวิบากกรรมไม่อำนวย เณรจิ๋วก็เลยเฝ้ารออ่านอยู่ตั้งแต่วันอาทิตย์แล้ว จะใช้เวลาอ่านและพิจารณาอย่างช้าๆ พร้อมทั้งติดตามตอนต่อไปอย่างจดจ่อครับ

โดย เณรจิ๋ว [27 ก.พ. 2551 , 08:52:48 น.] ( IP = 137.111.159.35 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org