| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ทศพลญาณ (๑๒)
![]()
![]()
ทศพลญาณ (๑๒)
โดย ประณีต ก้องสมุทร
จาก วารสารชีวิต มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ
ปีที่ ๒๐ (๒๕๒๐) ฉบับที่ ๒ ปีที่ ๒๑ (๒๕๒๑) ฉบับที่ ๓
ตอนที่ผ่านมา
ทศพลญาณข้อที่ ๗
ในทศพลญาณข้อที่ ๗ ได้แก่ ญาณรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ตามความเป็นจริงของพระตถาคต
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก ชื่อว่า ฌายี คือ
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่ายังไม่ได้มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญผิดซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่าได้แล้วก็มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตนได้แล้วว่าได้แล้วก็มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ย่อมสำคัญถูกซึ่งฌานที่ตนยังไม่ได้ว่า ยังไม่ได้ก็มี
เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌาน ๔ จำพวก
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:26:35 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 1
ยังมีโยควาจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก คือ
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานช้าออกเร็วก็มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็วออกช้าก็มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานช้าออกช้ามี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน เข้าฌานเร็วออกเร็วก็มี
เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก
ยังมีโยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวกคือ
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิ แต่ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิก็มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี
โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานบางคน ไม่ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ และไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสมาธิก็มี
เหล่านี้ชื่อว่า โยคาวจรบุคคลผู้เจริญฌานอีก ๔ จำพวก
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:27:01 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 2
คำว่า ฌาน ได้แก่ฌาน ๔ คือ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน
คำว่า วิโมกข์ ได้แก่วิโมกข์ ๘ คือ
๑. โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย
๒. โยคาวจรบุคคลผู้ได้รูปฌานโดยทำบริกรรมในรูปภายนอก ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก
๓. โยคาวจรบุลคลผู้น้อมจิตใจ (ในกสิณ) ว่างามแท้
๔. เพราะก้าวล่วงรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะความดับไปแห่งปฎิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการซึ่งมานัตตสัญญา โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอาการสานัญจายตนฌานโดยบริกรรมว่า อากาศไม่มีที่สุด ดังนี้อยู่
๕. เพราะก้าวล่วงอากาสานัญจายตนะโดยอาการทั้งปวง โยคาวจรบุคคล จึงบรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณไม่มีที่สุด ดังนี้อยู่
๖. เพราะก้าวล่วงวิญญานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุอากิญจัญญายตนฌาน โดยบริกรรมว่า วิญญาณน้อยหนึ่งมี ดังนี้อยู่
๗. เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
๘. เพราะก้าวล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง โยคาวจรบุคคลจึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:27:21 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 3
คำว่า สมาธิ ได้แก่สมาธิ ๓ คือ สวิตกักสวิจารสมาธิ อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ อวิตักกอวิจารสมาธิ
คำว่า สมาบัติ ได้แก่อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ คือ ปฐมฌานสมาบัติ ทุติยฌานสมาบัติ ตติยฌานสมาบัติ จตุตถญานสมาบัติ อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายสตสมาบัติ เนวสัญญานสัญญายตนสมาบัติ สัญญาเทวยิตนิโรธสมาบัติ
คำว่า ความเศร้าหมอง ได้แก่ธรรมข้างฝ่ายเสื่อม
คำว่า ความผ่องแผ้ว ได้แก่ธรรมข้างฝ่ายวิเศษ (คือโวทาน)
คำว่า ความออก ได้แก่แม้ความผ่องแผ้ว (คือโวทาน) ก็ชื่อว่า ความออกแม้ความออกจากสมาธินั้น ๆ ก็ชื่อว่า ความออก (คือวุฎฐาน)
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:27:39 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 4
จากข้อความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสและอธิบายไว้นี้ อรรถกถายังอธิบายเพิ่มเติมต่อไปอีกดังนี้
คำว่า ฌายี ได้แก่ผู้มีปกติเพ่ง (อารมณ์)
ในจำพวกที่ได้ฌาน ๔ จำพวกแรก
บุคคลที่ ๑ เป็นผู้มีปกติได้สมาบัติอยู่นั่นเอง ย่อมสำคัญกัมมัฎฐานที่มีอยู่นั้นแลว่า ไม่ใช่กัมมัฎฐาน เพราะสำคัญว่าเราไม่ได้ (สมาบัติ) บุคคลนี้พึงทราบว่าเป็นผู้มีปกติได้ฌานที่ยังไม่คล่องแคล่ว
บุคคลที่ ๒ เป็นผู้ไม่ได้สมาบัติ สัญสิ่งที่ไม่ใช่กัมมัฎฐานที่มีอยู่นั้นแลว่าเป็นกัมมัฎฐาน ด้วยเข้าใจว่าเราเป็นผู้ได้สมาบัติ บุคคลนี้ชื่อว่ามีปกติเพ่งความหลับ คือหลับแล้วตื่นขึ้นย่อมเข้าใจอย่างนี้
บุคคลที่ ๓ เป็นผู้มีปกติได้สมาบัติ มีความสำคัญกัมมัฎฐานนั้นเอง ซึ่งมีอยู่ว่าเป็นกัมมัฎฐาน ด้วยเข้าใจว่าเราได้สมาบัติ บุคคลนี้พึงทราบว่าเป็นผู้ได้ฌานที่คล่อง
บุคคลที่ ๔ ไม่ได้ฌานเลย สำคัญธรรมที่ไม่ใช่กัมมัฎฐานนั้นแลว่าไม่เป็นกัมมัฎฐาน ด้วยคิดว่าเราไม่ได้ฌาน
ในบรรดาบุคคลทั้ง ๔ ประเภทนี้ บุคคล ๒ จำพวกที่ไม่ได้ฌาน (คือพวกที่ ๒ และพวกที่ ๔) พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า ฌายี ผู้มีปกติเพ่ง เพราะเข้าไปในภายใน แห่งบุคคลผู้มีปกติเพ่งทั้งหลาย (คือเพราะรวมเข้าในพวกที่ได้ฌาน)
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:27:56 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 5
ในจำพวกที่ได้ฌาน ๔ จำพวก พวกที่ ๒ มีอธิบายว่า
พระโยคาวจรข่มอยู่ซึ่งธรรมที่เป็นข้าศึกต่อสมาธิได้ด้วยจิตที่เป็นสสังขาริกมีปโยคะชื่อว่าเข้าฌานได้ช้า
พระโยคาวจรตั้งอยู่แล้วในวาระจิตที่ ๑ และ ๒ แล้วออกโดยพลัน ชื่อว่าย่อมออกโดยฉับพลัน
ส่วนพระโยคาวจรผู้ชำระธรรมที่เป็นข้าศึกแก่สมาธิได้โดยง่ายทีเดียว ชื่อว่าย่อมเข้าโดยฉับพลัน
พระโยคาวจรไม่ออกตามกาลที่กำหนด ต่อล่วงกาลที่กำหนดแล้วจึงออก ชื่อว่าย่อมออกช้า
พระโยคาวจร ๒ จำพวกนอกนี้ พึงทราบคำอธิบายโดยนัยนี้
ชนแม้ทั้ง ๔ พวกนี้ เป็นผู้มีปกติได้สมาบัติ
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:28:11 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 6
ในพวกที่ได้ฌาน ๔ จำพวก พวกที่ ๓ มีอธิบายดังนี้
บุคคลที่ฉลาดกำหนดองค์อย่างนี้ว่า ฌานนี้มีองค์ ๕ ฌานนี้มีองค์ ๔ เป็นต้นชื่อว่า ฉลาดกำหนดสมาธิในสมาธิ
บุคคลที่ข่มนิวรณ์ทั้งหลายแล้ว ไม่ฉลาดเพื่อตั้งจิตไว้ในหีบแห่งจิต ชื่อว่า ไม่ฉลาดกำหนดสมาบัติในสามาธิ
บุคคลอีก ๓ จำพวก นอกนี้ พึงทราบคำอธิบายโดยนัยนี้
บุคคล ๔ จำพวกแม้นี้ เป็นผู้มีปกติได้สมาบัติโดยแท้
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:29:22 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 7
บัดนี้ เพื่อจะแสดงฌานทั้งหลายที่บุคคลผู้ได้ฌานเหล่านี้อาศัย พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ฌาน ๔
ในคำว่า วิโมกข์ ๘ นั้น วิโมกข์ ๗ ตามลำดับชื่อว่าวิโมกข์ (พ้น) เพราะพ้นแล้วจากธรรมอันเป็นข้าศึกในขณะที่แนบแน่นและแนบแน่น และเพราะพ้นจากอารมณ์ (ที่เป็นข้าศึก) แต่วิโมกข์ที่ ๘ คือสัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อว่าวิโมกข์ไปปราศแล้ว เพราะพ้นแล้วจากสัญญาและเวทนาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง
รายละเอียดในเรื่องวิโมกข์ ๘ นี้ ท่านอธิบายไว้แล้วในอัฎฐสาลินีอรรถกถา
ในสมาธิทั้งหลาย ทั้งที่เป็นจตุกนัยและปัญจกนัย ปฐมฌานสมาธิชื่อว่ามีวิตกมีวิจาร ในสมาธิที่เป็นปัญจกนัย ทุติยฌานสมาธิชื่อว่าสมาธิที่ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร ส่วนสมาธิในฌานเบื้อบน ๓ แม้ในจตุกนัยและปัญจกนัยชื่อว่าสมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร
จริงอยู่ในบรรดาสมาบัติทั้งหลาย สมาบัติ ๘ ตามลำดับชื่อว่าสมาบัติบ้างชื่อว่าสมาธิบ้าง
ถามว่า เพราะเหตุไร
ตอบว่า เพราะมีสภาพที่จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียว (เอกัคคตาจิต) แต่นิโรธสมาบัติ ไม่ชื่อว่าสมาธิ เพราะไม่มีสภาพที่จิตตั้งมั่นในอารมณ์เดียว
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:29:39 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 8
คำว่า ความเศร้าหมอง ได้แก่ทานภาคิยธรรม คือธรรมข้างฝ่ายเสื่อม อธิบายว่า เมื่อบุคคลออกจากปฐมฌานที่ยังไม่คล่องแคล่ว สัญญาและมนสิการเข้าไปหากามเป็นต้น
คำว่า ความผ่องแผ้ว ได้แก่วิเสสภาคิยธรรม คือธรรมข้างฝ่ายวิเศษ อธิบายว่าเมื่อบุคคลออกจากปฐมฌานเป็นต้น สัญญาและมนสิการย่อมแล่นเข้าไปพาทุติยฌานเป็นต้น
ในคำว่า ความออก พระผู้มีพระภาคตรัสถึงการออกจากฌานที่คล่องแคล่วเพราะว่าฌานที่คล่องแคล่วในเบื้องต้น ย่อมเป็นปทัฎฐานแห่งฌานที่สูงขึ้นในเบื้องบน
คำว่า แม้ความออกจากสมาธินั้น ๆ พระผู้มีพระภาคตรัสหมายถึงภวังคจิต ก็การออกจากฌานทุกอย่างย่อมมีด้วยภวังค์
แต่การออกจากนิโรธสมาบัติย่อมมีด้วยผลจิต นี้เป็นการกล่าวถึงการออกที่นอกพระบาลี
พระตถาคตทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างดังกล่าวมานี้ตามความเป็นจริงด้วยพลญาณที่ ๗ ด้วยประการฉะนี้.
จบ ทศพลญาณข้อที่ ๗
โปรดติดตามตอนต่อไป ![]()
โดย ศาลาธรรม [28 ก.พ. 2551 , 10:29:57 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 9
ขอพระคุณมากค่ะคุณศาลาธรรม
อ่านแล้วก็ยิ่งซาบซึ้งในพระปัญญาธิคุณของพระองค์ค่ะ
บุคคลล้วนมีมากมายจริงๆโดย น้องอุ๊ (asomsopon) [29 ก.พ. 2551 , 08:42:27 น.] ( IP = 96.227.102.184 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |