| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๒)
![]()
![]()
ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๒)
ตอนที่ผ่านมา
ลูกศิษย์ ในฐานะที่เพิ่งได้พบหลวงพ่อเป็นครั้งแรก จึงอยากได้คำตักเตือนจากหลวงพ่อ อยากให้หลวงพ่ออบรม
หลวงพ่อ เมื่อสักครู่ที่อารัมภบทไปทั้งหมดนั้นเป็นการอารัมภบทถึง "ชีวิต" ที่มันน่ากลัว เมื่อยอมรับความน่ากลัวนั้นแล้วต้องมาใส่ใจเพื่อจะหนีออกจากความมีชีวิตนั้น และสิ่งที่จะยุติความทุกข์โทมนัสต่างๆ ลงไปได้นั้นก็คือการทำงาน ..ชีวิตต้องมีงาน และต้องเป็นงานที่พระพุทธเจ้าสอนให้ด้วย ที่พระขีณาสพท่านพ้นทุกข์ไปอย่างมากมายนั้นท่านก็ได้ทำงานที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั่นเอง
สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้มีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ซึ่งมากมายก่ายกอง แต่ที่เรานำมาเรียน ๙ ปริจเฉทนั้นเป็นเพียงกองนิดเดียว แต่ความนิดเหล่านี้สามารถทำให้ชีวิตยิ่งใหญ่ได้ คือใหญ่เหนือกิเลสได้ถ้าเรามีความเข้าใจด้วยความศรัทธา
ฉะนั้น ที่อยากจะให้ตักเตือนนั้นก็จะเตือนให้ทำความดี โดยเฉพาะความดีที่ดีมากก็คือทำงาน..วิปัสสนา ด้วยการศึกษาให้เข้าใจเพราะเมื่อเข้าใจแล้วก็จะได้ปฏิบัติถูก
การเรียนพระอภิธรรมทั้ง ๙ ปริจเฉทมีจิต เจตสิก รูป นิพพาน เมื่อเรียนแล้วก็จะต้องรู้ถึงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างปริยัติกับปฏิบัติด้วย เพราะทั้งสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย
ทำไมพูดอย่างนี้? เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความจำไปนั้นไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการพิสูจน์
เราเรียนธรรมะแล้วเราจำได้ว่า อย่างนี้เรียกรูปนั่ง .. อันนี้ทุกข์บังคับให้เปลี่ยน .. นี่เรียกว่า จำเอามา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความจำ ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการพิสูจน์
ฉะนั้น ความจำกับการพิสูจน์จึงต่างกัน
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [28 ก.พ. 2551 , 10:32:46 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เราจึงต้องรู้หัวเลี้ยวหัวต่อด้วยว่าเป็นอย่างไร จะใช้ความเพียรเพียงอย่างเดียวให้พ้นทุกข์ไปไม่ได้ จะมุ่งเอาแต่เข้าปฏิบัติบ่อยขนาดไหนก็พ้นทุกข์ไปไม่ได้ แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อน เพราะพระพุทธองค์ทรงวางหลักไว้ว่า ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้จะต้องอาศัยพลธรรม ๕ ประการให้เสมอกัน คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา
ก็จะเห็นว่า จะใช่แต่วิริยะอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาที่ไม่เหลื่อมล้ำกัน และผู้ปฏิบัติต้องมีปัญญาบารมีให้ครบสามประการถึงจะพาชีวิตไปพ้นทุกข์ได้ ปัญญาทั้งสามประการนั้นก็คือ
๑. จะต้องมี สหชาติปัญญา มีมูลฐานปัญญามาแต่เกิด คือบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีเหตุสาม (อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ) แห่งการปฏิสนธิ
๒. จะต้องมี ปาริหาริกปัญญา คือ มีโยนิโสมนสิการอย่างดี
๓. ทั้ง สหชาติปัญญา และปาริหาริกปัญญา เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดปัญญาอย่างที่สาม คือ วิปัสสนาปัญญา และเมื่อวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นมาได้แล้วก็จะพิสูจน์ความจริงได้เอง
ที่ยกอันนี้ขึ้นมาก็เพื่อเป็นการตักเตือนที่จะให้ทุกคนรู้ว่า ต้องมีปัญญาทั้งสามอย่างครบและให้ผลในขณะนั้นผู้นั้นก็จะเป็นพระอรหันต์ได้แน่
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:33:09 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 2
ในเรื่องของ สหชาติปัญญา คือเป็นผู้ที่มีเหตุสาม (อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ) มาแต่กำเนิด ฉะนั้น ก็คอยเตือนตนเองว่าประมาทไม่ได้แล้ว แต่ไม่ต้องไปว่าตัวเองว่าสงสัยเราไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นผู้มีเหตุสาม ..ใช่ อันนั้นคิดถูก แต่ต้องทำให้ถูกด้วย เมื่อเราคิดได้เราก็ต้องทำใหม่ให้ได้โดยการสะสมบารมีเข้าไป เพราะชาติหน้ายังอยู่ ชาติโน้นยังมี หรือชาตินู้นอาจทำได้จากการที่เราสะสม อโลภะ อโทสะ อโมหะไว้
เพราะเมื่อเราสะสมเสบียงเพื่อเอาไว้ใช้ข้างหน้า ข้างหน้าก็จะมีเสบียงรองรับ เมื่อเราไม่นิ่งเฉยต่อการสะสมแล้วพร้อมที่จะสะสางความชั่ว เราก็เป็นผู้สร้างเหตุให้มีไตรเหตุ ..นี่คือเครื่องตักเตือนตนเองว่า อย่าปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์ ศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ต้องเพียรหาความชำนิชำนาญในการปฏิบัติธรรมไป ถึงชาตินี้ญาณปัญญาจะยังไม่เกิด แต่เราก็มีโอกาสที่กำลังทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดได้ในอนาคต
ในเรื่องของ ปาริหาริกปัญญา คือ ต้องมีโยนิโสมนสิการอย่างดี คำว่า "โยนิโสมนสิการ" คือ ปัญญา "อย่างดี" คือ ปัญญาสม่ำเสมอ อันนี้ก็อาจเป็นเรื่องทุลักทุเลสำหรับลูกสักหน่อย เพราะสมัยนี้กับสมัยต้นกัปนั้นต่างกันมาก สมัยนี้ยิ่งกว่าสำนวนคนโบราณที่ว่า "ปากกัดตีนถีบ" เพราะอยู่ยาก ต้องสู้ชีวิต ดังนั้นโอกาสที่จะมาสร้างสมปัญญามีโยนิโสนั้นวันหนึ่งก็แทบไม่มีเลย
แต่เมื่อเราถูกตักเตือนแล้วว่า เราจะพ้นทุกข์โดยที่ไม่มีทุนไม่ได้เลย จึงต้องแบ่งเวลาชีวิตให้เป็น คือ งานทางโลก..ทำ งานทางธรรม..อย่าเสีย ต้องเก็บสะสมไว้
เช่น มือที่เคยนอนก่ายหน้าผากทอดหุ่ย ก็เอาเวลานั้นแหละมาเจริญวิปัสสนาบ้าง ต้องแบ่งเวลาชีวิตเพื่อสร้างสมโยนิโสมนสิการให้มาก ต้องหมั่นทำหมั่นประพฤติดีประพฤติชอบ เมื่อทำได้แล้วชีวิตก็ประกอบหรือสัมปยุตไปด้วยกุศลที่มีปัญญา และกุศลนี้แหละจะเป็นเสบียงด้วย เป็นทั้งกำลังดันให้เราดีไปข้างหน้า และเป็นทั้งกำลังดึงให้เราออกไปจากวัฏฏะสงสาร ..เราจึงต้องทำเอง
ในโลกนี้ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าเราไม่ช่วยตัวเอง พระพุทธองค์ก็ทรงอาศัยความเพียรของพระองค์เองมาเป็นเครื่องช่วยชีวิตจนกระทั่งพ้นจากความไม่รู้และตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วก็เผยแผ่พระสัทธรรม พระองค์ทรงทำเองทั้งสิ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:33:29 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 3
ลูกศิษย์ สนใจที่หลวงพ่อพูดถึงเรื่องพละ ๕ จึงสงสัยในการปรับอินทรีย์ปรับพละทั้ง ๕ สมมติว่าเรามีศรัทธามากๆ เช่น เราศรัทธาคำสอนของพระพุทธองค์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติควรศึกษาให้มากๆ การมีศรัทธามากๆ อย่างนี้จะไปเกี่ยวข้องกับปัญญาไหม? เพราะมีคนบอกว่าศรัทธามากๆ แล้วปัญญาจะน้อย หรือถ้าเกิดมีวิริยะมากๆ สมาธิก็จะน้อย ไม่ทราบว่าตรงนี้เป็นอย่างไร
หลวงพ่อ ที่น้อยๆ มากๆ นี้ใช่ไหม ..ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เขาเรียกว่า พละ ๕ ถ้าหากเคยศึกษาเรื่องโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ก็จะเห็นหมวดหมู่ต่างๆ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้
เมื่อมาพูดถึงตรงที่ว่า การที่จะพ้นทุกข์นั้นอาศัยวิริยะอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องอาศัยพลธรรมทั้ง๕ ประการควบคู่กันไป คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
เป็นเรื่องจริงที่ศรัทธามาก ปัญญาน้อย ..นี่เป็นของคู่กัน ทำไมคู่กันเล่า? เพราะเราจะเห็นได้เลยว่า จิตใจของมนุษย์ปุถุชนนั้นพร้อมที่จะเชื่อแล้วก็ทุ่มเทจิตใจให้กับสิ่งที่ตนเองยินดีและพอใจ คือ เชื่อง่ายแต่ปัญญาเกิดยาก เช่นอย่างไร? ถ้าบอกว่าตรงนี้มีพระลอยอยู่เต็มเลย แล้วก็มีปรากฏจริงๆ ผู้ดูก็เกิดศรัทธาแล้วอาจร้องว่า "โอ้โฮ" แค่นี้ก็เกิดศรัทธาแล้ว
ใครก็แล้วแต่ที่มีความเก่งวิเศษกว่าเรา เราก็พร้อมจะศรัทธาแล้วง่ายๆ และเมื่อได้รับในสิ่งที่ตนตื่นเต้นสนใจไปแล้ว ถามว่าที่ได้รับไปดีใจไหม? ดีใจ มีความสุขไหม? มี
จากตัวอย่างนี้ก็จะเห็นว่า ตอนที่ได้รับของที่ดีไปนั้นมีความสุขใจก็เสพอยู่กับสุขนั้น แต่ยากนักหนาที่เราได้รับอะไรมาที่เป็นวิบากนี้เราจะมองไปถึงว่า นี่เป็นวิบากดี ..เห็นไหมว่า ตรงนี้ไม่มีปัญญาเข้ามา
ฉะนั้น ศรัทธาที่มันนำโด่งขึ้นมาโดยปราศจากการคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญในเหตุผลนั้น ศรัทธากับปัญญาจึงไม่ได้มาคู่กันเสมอ ถ้าศรัทธามาก..เราก็เรียนมาแล้วว่า จิตนั้นไวเมื่อรับอารมณ์แล้วก็เกิด-ดับ พอได้รับอะไรไปแล้วก็คร่ำครวญเกิดความรู้สึกขึ้นมาแต่ไม่รู้จริงว่า นั่นคือวิบากของเราเอง ดังนั้น พระท่านจึงบอกว่า อย่าให้อะไรมากกว่ากันนะในศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:33:48 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 4
ทำความเข้าใจเรื่องศรัทธากับปัญญาไปแล้ว เรื่องวิริยะกับสมาธิก็ต้องระวัง และสิ่งเดียวที่อยู่ตรงกลางก็คือสติ เช่นเปรียบกับนิ้วมือของเรา ก็จะเห็นว่านิ้วกลางคือสตินั้นสูงกว่าอย่างอื่นและไม่มีคู่ปรับ แต่อย่างอื่นนั้นต้องปรับด้วยการต้องคอยมีสติระลึกรู้ว่า ขณะนี้ศรัทธาแรงไหม?
เช่นขณะที่ปฏิบัติอยู่นี้มีความมุ่งที่จะปฏิบัติด้วยความศรัทธาหรือเปล่า เช่น เดินเอาเป็นเอาตาย นั่งเอาเป็นเอาตาย หรือกำหนดรูปนามยิ่งกว่าสอยเข็มถี่ๆ จนละเอียดยิบ คือมีความศรัทธาในรูปนามมาก ถามว่าไปศรัทธาทำไม รูปนามเป็นของน่าเกลียดเป็นทุกข์ แต่มีแค่ให้รู้เท่านั้น
ต้องมีสติคอยระลึกรู้ว่าในขณะนี้ตนเองมีวิริยะมากไปไหม? มีปัญญามากหรือน้อยไปไหม? ฉะนั้น สติที่มันโด่งขึ้นมานี้ก็จะเป็นตัวดึงทุกอย่างให้เข้ามาสมดุลกันได้เพื่อให้มีกำลัง สติจึงเป็นการตัวทั้งกองทัพให้มาทำงานพร้อมกันไม่มากน้อยหรืออ่อนแก่กว่ากันได้ เพราะเป็นการทำงานไปทั้งกองทัพ
เหมือนกับผลส้มที่มีลักษณะกลม แต่ละกลีบของส้มต้องมีความสมดุลกันจึงจะประกอบกันเป็นลูกกลมๆ ได้ ถ้ามีกลบไหนสูงกว่ากลีบอื่นมากส้มผลนั้นก็คงไม่กลมและอาจต้องเรียกชื่อเป็นผลไม้อย่างอื่น
ฉะนั้น ทุกอย่างเมื่ออยู่ด้วยกันจึงต้องกลมกลืนกันได้ นี่คือสิ่งหนึ่งที่อยากจะมาพูดให้ฟังว่า เรื่องอินทรีย์นั้นไม่ใช่ "ใคร" ที่ไหนมาพูด แต่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และเป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยสตินี่แหละที่จะมาระลึกรู้สึกตัวว่า ขณะนี้การกระทำของเราเป็นอย่างไร
ในขณะที่รู้ว่า ตอนนี้สมาธิมากไป ปัญญาน้อยไป ..เมื่อเรารู้แล้ว สติที่ระลึกขึ้นมากนี้ก็จะปรับระดับดึงอำนาจต่างๆให้มาเกิดขึ้นใหม่ คือพลธรรมทั้ง ๕ ก็เข้ามาสู่ชีวิตได้ง่าย ...การปรับอินทรีย์จึงหมายความถึงอย่างนี้
ลูกศิษย์ หมายถึงว่า เราควรเจริญสติให้มากๆ ใช่หรือไม่ เพื่อที่จะได้รู้ว่า ธรรมอีกสองคู่นั้นมีอะไรมากน้อยกว่ากัน
หลวงพ่อ ใช่ คือต้องมีสติระลึกรู้สึกตัว แต่ไม่ต้องไปมุ่งเจริญสติอย่างเดียวให้มากๆ แต่ต้องมีสติคอยระลึกรู้สึกตัวมากๆ เพื่อจะได้กลมกลืน แต่ถ้าจะพูดรวมๆแล้วอย่างที่ถามมาก็ถูกต้องเพราะอย่างไรก็ทิ้งสติไปไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:34:06 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 5
ลูกศิษย์ อยากจะถามว่า จิตในจิตภายใน กับจิตในจิตภายนอกในมหาสติปัฏฐานสูตรเป็นอย่างไร และต่างกันอย่างไร
หลวงพ่อ ขอถามก่อนทำไมไปสนใจสติปัฏฐานสูตรล่ะ
ลูกศิษย์ เพราะได้อ่านและตั้งใจว่าจะเปรียบเทียบการปฏิบัติตนเองด้วยส่วนหนึ่ง
หลวงพ่อ คำถามนี้เป็นคำถามที่ลึกเกินไปสำหรับความรู้ของผู้ถาม เพราะตอนแรกนี้จะต้องศึกษาพระอภิธรรมและวิปัสสนาภูมิเสียก่อน เมื่อศึกษาแล้วก็จะรู้เลยว่า อะไรคือภายใน อะไรคือภายนอก ทั้งรูปภายในรูปภายนอก ซึ่งจะเข้าใจไม่ยาก
แต่ถ้าหากเราไม่มีพื้นความรู้ตรงนี้แล้วกระโดดข้ามไปถามถึงตรงนั้น ก็คงต้องอธิบายกันตั้งแต่เรื่องจิต เจตสิก รูป เพราะมันมีทั้งภายในภายนอกซึ่งไม่ใช่เรื่องยากแต่จะใช้เวลาไปมากมายเลยซึ่งไปพอแก่เวลาที่เรามีอยู่กันในขณะนี้ ฉะนั้น คำถามนี้จะไปตอบในภายหลัง
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:34:24 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 6
ลูกศิษย์ กราบนมัสการหลวงพ่อ เมื่อสักครู่ได้ยินคำว่าวิปัสสนา จึงอยากให้หลวงพ่ออธิบายเพียงสองข้อเท่านั้น คือ สัมมาทิฏฐิกับสัมมาสังกัปปะเพื่อความดับทุกข์โดยแท้จริงครับ
หลวงพ่อ ไม่เอามรรคครบด้วยซ้ำนะนี่ คำถามนี้ก็จะตอบคำถามที่แล้วได้ด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะ หรือกายในกายจิตในจิตต่างๆนี้ ล้วนเป็นการสร้างทางพ้นทุกข์ทั้งสิ้น หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการสร้างที่พึ่งแห่งชีวิต เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นที่พึ่งที่แท้จริง
แต่ตอนนี้มาพูดถึงเรื่องของความบริสุทธิ์กันก่อนซึ่งมีอยู่ในธรรมวินัย พระพุทธองค์ตรัสว่าเมื่อเราตถาคตปรินิพพานแล้วธรรมวินัยเหล่านี้แหละจะเป็นศาสดาของเธอ ธรรมวินัยก็คือ หลักการ อุดมการณ์ และวิธีการ พระธรรมวินัยนี้มุ่งไปถึงเรื่องจิตใจมากกว่าเรื่องร่างกาย เพราะร่างกายนี้ไม่มีใครสามารถทำให้บริสุทธิ์ได้เลย อาบน้ำกันมากี่ครั้งแล้วก็ยังเหม็นกันอยู่ ไม่อาบก็ไม่ได้ แปรงฟันมาแล้วกี่ครั้ง ผมสระมาแล้วกี่ครั้ง ก็ไม่มีทางทำให้บริสุทธิ์ได้ ต้องทำอย่างนี้ไปจนตาย
เพราะร่างกายเต็มไปด้วยของปฏิกูลน่าเกลียด หรือพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าไม่มีส่วนไหนในร่างกายที่ไม่เป็นของปฏิกูลน่าเกลียด นอกจากน่าเกลียดแล้วก็ยังเป็นที่ตั้งของโรคร้ายนานาชนิดที่รักษายาก ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายนี้เป็นบ่อเกิดกิเลสเกิดตัณหาได้อย่างมากมายสำหรับผู้ที่เข้าใจผิด เช่น ไปหลงรูป หลงเสียงสารพัด และร่างกายนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องคอยแก้ปัญหาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตายไม่มีวันรู้จักจบสิ้น
พระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของการทำงานทางจิตใจ การรักษาจิตใจ และการแก้ไขจิตใจโดยตรง และเป็นเรื่องของความศรัทธาและปัญญาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เรื่องของคนที่ไม่มีศรัทธาและไม่มีปัญญา หรือจะพูดอีกหย่างหนึ่งก็คือว่า คนที่ไมฉลาดหรือไม่มีปัญญานี้แม้จะเข้ามาพบพระพุทธศาสนาก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรไปเลย เพราะเขาไม่มีศรัทธา แต่เมื่อมีความศรัทธาแล้วก็จะทำให้เข้ามาหาประโยชน์จากพระพุทธศาสนาได้
เรื่องของการสร้างความบริสุทธิ์หมดจดนี้ สัมมาทิฏฐิ คือการทำความเห็นให้บริสุทธิ์ สัมมาสังกัปปะก็คือการดำริทุกอย่างเพื่อความบริสุทธิ์เพื่อความหมดจด ถ้าหากจะตั้งคำถามว่า บริสุทธิ์อะไร? หมดจดอะไร? แล้วที่ไม่บริสุทธิ์เป็นอย่างไร? ไม่หมดจดเป็นอย่างไร?
เมื่อเราค้นไปก็จะพบว่าพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่ามี ๑๐ อย่างที่เรียกตามโวหารว่า กิเลส ๑๐ คือ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฏฐิ มานะ โทสะ ถีนะ วิจิกิจฉา ตัวกิเลสทั้ง ๑๐ อย่างนี้แหละเป็นที่ทำให้ไม่หมดจด คนที่จะบริสุทธิ์หมดจดได้จะต้องพ้นจากกิเลสพ้นจากมลทินเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ให้ดีว่ากิเลสทั้ง ๑๐ นี้มันเป็นโรคร้าย เป็นเชื้อโรคอย่างไร
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:34:43 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 7
ใน ๑๐ ตัวนี้ถ้าหากคิดจะจำก็รู้สึกยาก ท่านก็แบ่งกลุ่มออกมาให้เลยเป็นสามชนิด คือ กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด
กิเลสอย่างหยาบ เป็นการแสดงออกทางกาย ทางวาจา เช่น การฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ กิเลสอย่างหยาบนี้เป็นการกระทำที่ล่วงออกมาทางกายกรรม ๓ ทางวจีกรรม ๔ ส่วนกิเลสอย่างกลางนั้นยังไม่ล่วงออกมาทางกายทางวาจา และกิเลสอย่างละเอียดก็อยู่ในส่วนลึกของใจ
ทำไมจึงจะต้องทำความเข้าใจ? เพราะเรากำลังพูดถึงทางให้ถึงความบริสุทธิ์ จึงต้องเข้าใจทางไม่บริสุทธิ์เสียก่อน เมื่อเรามาพูดถึงทางที่ทำให้บริสุทธิ์ตามนัยคัมภีร์วิสุทธิมรรค ฉบับ มจร. หน้าที่ ๒ พระพุทธโฆษาจารย์ท่านได้อธิบายไว้ว่าหมายถึง พระนิพพานคือไม่มีมลทินเป็นธรรมที่บริสุทธิ์เท่านั้น ไม่มีวิธีการอื่นเลยที่จะผลักดันให้พ้นมลทินไปได้
ฉะนั้น จึงจะต้องมีความเข้าใจและการปฏิบัติว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ องค์มรรคทั้งสองนี้มีคุณค่าอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร สัมมาทิฏฐิเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะวางทิศทาง เหมือนการเดินเรือที่เราจะต้องวางทิศทางว่าจะไปทางไหนเพื่อจะได้ไปถูก
สัมมาทิฏฐิองค์ที่เป็นอริยมรรคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาได้ง่ายๆ แต่จะเกิดขึ้นโดยอาศัยพระปริยัติธรรมมาก่อนคืออาศัยการเรียนให้รู้ เพราะทิฏฐิที่เรามีอยู่ทุกวันนี้เป็นทิฏฐิที่เห็นผิด เห็นไม่ตรงต่อความเป็นจริง สรุปง่ายๆ ก็คือ เห็นว่าเป็นคนเป็นสัตว์ แท้ที่จริงคนและสัตว์ไม่มี เมื่อกระจายชีวิตออกไปแล้วก็มีจิต มีเจตสิก มีรูป และภายใต้จิต เจตสิก รูปนี้ก็มีลักษณะพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาที่ปกคลุมอยู่
และเราก็ต้องศึกษาว่าจิตแต่ละประเภทนี้ต่างกันอย่างไร เพราะเมื่อจิตต่างกันผลมันก็ต่างกัน ท่านจึงมีกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต มรรคจิต ผลจิต วิบากจิต กิริยาจิต ซึ่งจิตเหล่านี้เป็นแผนผังทำให้เราเห็นโครงสร้างของชีวิตของสัตวโลกทั้งหลายว่า มีสภาพแตกต่างกันเพราะมีกรรมแตกต่างกัน
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:35:01 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 8
เมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วเราก็จะสามารถปรับทิฏฐิของเราได้ส่วนหนึ่งแล้วว่า เขากับเราไม่เหมือนกันแน่ เขากับเราต่างมีกรรมเป็นของตน สภาพจิตนั้นก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน
เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ก็จะสามารถแยกแยะออกมาได้ว่า นอกจากการกระทำที่มีผลต่างกันนี้ แล้วก็ล้วนตกอยู่ภายใต้พระไตรลักษณ์เหมือนกัน เมื่อไม่พ้นไปจากระไตรลักษณ์แล้วชีวิตนี้จึงยึดเอาเป็นแก่นสารไม่ได้ ยึดมาครองไม่ได้ เมื่อยึดไม่ได้แล้วยังเป็นไปตามอำนาจกรรมอีก และกรรมก็มีทั้งดีและชั่ว
กรรมชั่วให้ผลเป็นวิบากอกุศล กรรมดีให้ผลเป็นวิบากกุศล สัตวโลกจึงได้รับความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น เมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจระดับหนึ่งแล้วทิฏฐิก็ปรับแล้ว แทนที่เราจะเห็นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องฟ้าบันดาลสวรรค์ลิขิตนั้นไม่ใช่ เพราะมาบันดาลไม่ได้แต่กรรมบันดาล
และเมื่อมีความเห็นถูกเป็นทฤษฎีแล้วพอมาปฏิบัติเราก็จะสามารถกระทำให้ตรงต่อสภาวะได้ กำหนดสภาวะได้ เรียกว่าการปฏิบีติวิปัสสนานี้คือการไปกำหนดสภาวะ แล้วสภาวะคืออะไร ? ก็คือความจริงจากที่เราเรียนมาว่า ไม่รูปก็นาม เราก็สามารถไปกำหนดได้ทันตามสภาวะที่เกิดขึ้นนั้นๆ มีรูปเกิดขึ้นก็รู้ มีนามเกิดขึ้นก็รู้ เรียกว่า มีสัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะท่านบอกว่าเป็นความดำริชอบ ดำริออกจากอะไร ออกจากความโง่ความเห็นผิด ดำริออกจากตัณหาอุปทาน ด้วยการกำหนดรู้ในการกระทำชีวิตว่า ต้องรู้เสียก่อนว่า จะทำไปทำไม? จะเดินทำไม? จะนั่งทำไม? จะยืนทำไม? ต้องรู้เหตุจำเป็นนั้นก่อนเพื่อจะได้เห็นความจริงว่า รูปที่กำหนดอยู่ นามที่รู้อยู่นี้ ต่างมีสภาพที่ทนอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ มีทุกข์บีบคั้นให้ต้องเปลี่ยนแปลงไป
นี่คือหน้าที่ของสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ทั้งสององค์ที่ถามมา
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:35:20 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 9
ลูกศิษย์ ยังติดใจเรื่องปัญญากับศรัทธาอยู่ สมมติว่าเราศรัทธาในพระพุทธเจ้าแล้วก็เชื่อทุกสิ่งทุกอย่างตามที่พระไตรปิฎกเขียนไว้ เมื่อศรัทธามากๆ อย่างนี้จะจัดว่ามีปัญญาน้อยไหม?
หลวงพ่อ ไม่ เพราะในเรื่องของศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญานั้นท่านมุ่งถึงในขณะกำลังปฏิบัติธรรม แต่ในขณะเรียนนี้ต้องมีศรัทธามากเพราะถ้าไม่มีศรัทธาถีนะก็เข้า อย่างที่บ่ายหลับกันน่ะ เพราะศรัทธามันตก
จึงต้องแยกว่าขณะนี้เรียนปริยัติก็ต้องมุ่งเอาเลยว่าต้องมีวิริยะ ต้องมีความตั้งใจมากๆ ให้มากเอาไว้ดีในการเรียน
ลูกศิษย์ ขอบคุณครับ
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:35:38 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : )
สลักธรรม 10
หลวงพ่อ สิ่งที่ลูกเคารพเทิดทูนไม่ใช่พ่อ เพราะชีวิตพ่อเป็นรองเท้าแตะให้ลูกเท่านั้นเอง ให้สวมใส่เข้าไว้กันเหยียบขวากหนามชีวิต ขอเป็นเพียงแค่รองเท้าเท่านั้นเองไม่ใช่ให้เป็นที่บูชา ขอตั้งปวารณาเลยว่ากายใจนี้เปรียบเสมือนรองเท้าข้างซ้ายและข้างขวาให้ลูกใส่แล้วเดินไป อย่าไปเหยียบของเหม็น อย่าไปเล่นของร้อน
แล้วก็เดินก้าวไปตามทางที่พระชินสีห์ศากยมุนีทรงวางไว้ให้เราเรียนรู้แล้วเข้าใจว่า ชีวิตนั้นเป็นของน่ากลัว ไม่ว่าจะทรัพย์สินเงินทอง เรือกนาไร่สวนหรือของขลัง ตายแล้วก็เหมือนกันคือต้องเกิด แล้วเกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ ตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ตายด้วยโรคอะไรก็ไม่รู้ ตายที่ไหนก็ไม่รู้ เป็นอนิมิตอย่างที่พูดอยู่เสมอ
สิ่งเหล่านี้เป็นการเวียนว่ายตายเกิด แล้วชีวิตก็มีแค่นี้ คือเกิดมาก็พบอะไรมากมาย พบแล้วก็เพ้อว่าสวยว่าดีแล้วก็ชอบ เช่น อิสตรีไปสนใจชาย ชายไปสนใจอิสตรี พบแล้วก็เพ้อกันไปว่าสวยว่ารวยว่าดีว่าอะไรต่ออะไร แล้วก็เพียรผูกกันเข้าไว้ออกเรือนด้วยกันมีลูกด้วยกันอยู่ด้วยกันเป็นครัวเดียวกัน ผูกอะไร..ผูกเงื่อนตายชีวิต
พบเพ้อเพียรผูกในที่สุดก็พลัดพราก เขาไม่ตายจากเรา เราก็ตายจากเขา แล้วใครล่ะจะดีถาวร? ถามคนที่มีครอบครัวสิว่า คนที่เขาคิดว่าดีนั้นดีถาวรไหม? ไม่มี ดีเป็นบางขณะๆ คือ ขณะที่เขาอยากดี หรือเราก็เหมือนกันเช่นวันนี้เราอยากจะดีก้ทำกับข้าวเอง วันไหนไม่อยากดีก็ให้ไปซื้อกินเอา นี่เห็นไหมว่ามันดีตามใจเรา
ฉะนั้น ใครจะมาเอาใจเราได้ไหว ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าหากเราไม่ช่วยตัวเอง และสิ่งที่ลูกเป็นทุกข์แบกกันอยู่นี่ก็ทุกข์เรื่องลูก ทุกข์เรื่องบ้าน ทุกข์เรื่องป่วยเจ็บ ทุกข์เรื่องแม่ เรื่องพ่อ เรื่องน้า ทุกข์ทุกอย่างที่มีอยู่นี้ก็เพราะว่ามันเกิดขึ้นมาหลังชีวิต
โดย น้องกิ๊ฟ [28 ก.พ. 2551 , 10:35:53 น.] ( IP = 125.26.41.59 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |