| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๓)
![]()
![]()
ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๓)
ตอนที่ผ่านมา
หลวงพ่อ ในการกระทำชีวิตก็ขอพูดสักนิดหนึ่งว่า คนเราที่จะพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ใครดลบันดาลหรือจะพาใครไปได้ แต่ต้องทำเอง โดยเฉพาะหนทางพ้นทุกข์นั้นเรียกว่า สติปัฏฐานสี่ หรือเรียกว่า มรรคอันมีองค์แปด หรือเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นในการศึกษาจึงต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอะไรคือรูปนาม
ทำไมจึงต้องเป็น "รูปนาม" ? จะเป็นหนอเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ? ต้องบอกว่า ไม่ได้ เพราะในชีวิตปกติของเรานี้ เช่น เวลาที่ดูทีวีแล้วมีโฆษณา เราก็รู้ว่านี่โฆษณา พอมีหนังเราก็รู้ว่าขณะนี้หนังกำลังฉาย ดังนั้น เวลาที่มีโฆษณาต้องบอกไหมว่า โฆษณาหนอ?
ฉะนั้น เมื่อชีวิตเราปกติไม่ต้องบอกในเรื่องเหล่านี้ แล้วเวลาปฏิบัติทำไมต้องไปบอกด้วยล่ะ ..นี่เราพูดความจริงซึ่งไม่ได้ไปห้ามหรือไปค้านใคร แต่ถามว่าชีวิตปกติเรานี้ เราได้ยินอะไรก็ได้ยินเลย เช่นมีเสียงรถผ่านหน้าเราทั้งมีควันดำ ทั้งมีกลิ่นเหม็น พอเราได้ยินและรู้แล้วเราก็เช็ดหน้าเลย
แต่ถ้าหากรู้ว่ามีควันดำแล้วเรามาตั้งใจบอกว่า เห็นหนอ กลิ่นเหม็นมันก็จะถูกเราสูดเข้าไปแล้วและอาจเป็นโรคปอด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริง เพราะเรื่องเหล่านั้นมันถูกรู้ไปแล้วและชีวิตจริง ๆ เราไม่ได้บอก ฉะนั้น ชีวิตปฏิบัติก็ไม่ต้องไปบอก การปฏิบัติเพื่อจะพ้นทุกข์นี้อยู่ที่การวางใจ
เรียกว่า การวางใจในการปฏิบัติวิปัสสนาต้องถูกต้อง ซึ่งท่านมีหลักอยู่ ๑๕ ข้อ ดังนี้ โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [29 ก.พ. 2551 , 11:32:56 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 1
๑. ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม คำว่าเตรียมตัวให้พร้อมนี้ไม่ได้หมายถึงเตรียมข้าว กะปิ เสื้อกันหนาว ผ้านวม วิทยุ กาแฟ โอวัลติน หรือเตรียมทุกอย่างที่ตนเองชอบเข้าไปเมื่อรู้ว่าที่นั่นไม่มีอะไร ..ไม่ใช่เตรียมอย่างนี้ แต่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องเตรียมความรู้ความเข้าใจ คือรู้จักภูมิวิปัสสนาเสียก่อน ภูมิของวิปัสสนาได้แก่ นามและรูป สองอย่าง
ก่อนจะเข้าปฏิบัติวิปัสสนา จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องของนามและรูปทั้งสองนี้ให้ดีว่า อะไรคือรูปอะไรคือนาม และให้เข้าใจด้วยว่า ทำไมต้องรู้ เพราะว่าทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายนั้น มีสิ่งที่รู้คือรูป ผู้รู้คือนาม เช่นทางตาสิ่งที่เห็นคือรูป ผู้เห็นคือนาม ไม่ใช่กลับไปบอกผิดว่า ผู้เห็นเป็นรูป จึงต้องงเข้าใจถูกต้องว่าอะไรคือรูป อะไรคือนาม
เพราะนามรูปนี้จะเป็นวัตถุที่ถูกพิจารณาคือถูกเพ่งเพื่อให้ปัญญาเข้าไปพบความจริงให้ได้ นามและรูปนี้เป็นตัวกรรมฐานของวิปัสสนาโดยตรง ฉะนั้นจึงต้องเข้าใจเรื่องรูปและนาม ไม่ใช่เขาถามว่า ปฏิบัติแบบไหน? ปฏิบัติแบบรูปนาม นั่นไม่ใช่ แต่รูปนามเป็นตัวกรรมฐานให้ปัญญาเป็นตัวเพ่งนั่นเอง
๒. เมื่อทำความเข้าใจเรื่องรูปนามดีแล้ว ลงมือกำหนดรูปนามในขณะปัจจุบันเสมอ ไม่เอารูปนามในอดีต ไม่เอารูปนามในอนาคต ฉะนั้นรูปนามที่เอามาเป็นที่ตั้งของการกำหนดรู้นี้คือรูปนามที่ปรากฏกับตัวเราเอง คือต้องรู้สภาวะ คือรู้ความจริงที่ปรากฏอยู่ที่ตน
สภาวะในทางปริยัตินั้นมีมาก อย่างเจตสิกเป็นสภาวะไหม? เป็น แต่สภาวะธรรมในการปฏิบัติมีอยู่สองอย่างคือรูปกับนาม เมื่อรู้อย่างนี้แล้วท่านให้ลงมือกำหนดรูปนามในขณะปัจจุบัน คือ ในขณะที่กำลังเกิด หรือที่กำลังปรากฏอยู่กับตัวเราเอง โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:33:26 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 2
๓. ขณะกำหนดดูรูปดูนามอยู่นี้ ผู้ปฏิบัติจะต้องรู้สึกเสมอว่า ขณะนั้นกำหนดนามอะไรหรือรูปอะไร หมายความว่าผู้เจริญวิปัสสนานั้นต้องมีนามรูปรับรองความรู้สึกอยู่เสมอในขณะทำกรรมฐานนั้น คือมีรูปนามเป็นตัวถูกรู้ซึ่งจะเป็นนามหรือรูปอะไรก็ได้ แต่ถ้าขณะใดไม่กำหนดรูปนามแม้จะมีสติรู้อยู่ก็ให้ทราบเถอะว่านั่นตกไปจากปัจจุบันแล้ว
จึงต้องมีการระลึกรู้สึกตามรูปตามนามตลอดเวลา ทำไมพูดแบบนี้? ก็เพราะว่า จะมีสติในการเดิน ยืน นั่ง นอน อย่างเดียวไม่ได้ แต่มีสติระลึกรู้ในขณะรูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอนได้
ยกตัวอย่างเช่น ให้ใครคนหนึ่งในห้องนี้ออกมาร้องเพลงชาติไทยให้ฟังหน่อย เมื่อคนนั้นจะออกมาร้องเพลงจะต้องมีเนื้อร้องใช่ไหม..จึงจะเรียกว่าร้องเพลง แต่ตอนเช้าที่เราได้ยินทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นดนตรีนั้นเขาไม่เรียกว่าร้องเพลง แต่เรียกว่าทำนอง
ฉะนั้นในเพลงก็จะมีทั้งเนื้อร้องและทำนอง แต่ถ้าไม่มีเนื้อร้องเขาก็เรียกว่าทำนองเพลงนั้น ฉะนั้น สติเหมือนทำนอง ปัญญาที่รู้รูปนามเหมือนเนื้อร้อง ในการปฏิบัติก็เหมือนกับการต้องร้องเพลง ฉะนั้น จะมัวแต่ฮัมทำนองมีแต่สติอย่างเดียวจึงไม่ได้ ต้องรู้ด้วยว่าเป็นรูปอะไร เป็นนามอะไรให้เด่นชัดลงไปเลย
ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องมีรูปนามรับรองความรู้สึกอยู่เสมอ เหมือนกับการให้ร้องเพลงที่จะต้องมีเนื้อร้องรับรองอยู่เสมอจึงเป็นเพลงออกมาได้ โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:33:50 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 3
๔. ขณะกำหนดดูรูปดูนามอยู่นี้ ผู้ปฏิบัติต้องระวังอย่าให้มีความรู้สึกต้องการ หรือมีความรู้สึกว่ากำหนดเพื่ออะไรให้เกิดขึ้น หมายถึงว่า ในขณะที่ผู้ทำกรรมฐานกำลังกำหนดหรือดูรูปดูนามอยู่นี้ ในเวลานั้นถ้าหากมีความรู้สึกว่ากำหนดเพื่ออะไร หรือกำหนดเพื่อต้องการอะไร เช่น ต้องการเห็นรูป ต้องการเห็นนาม ต้องการเห็นรูปหรือนามเกิดดับ
การปฏิบัติให้เกิดวิปัสสนาเช่นนี้เป็นการกระทำผิดไปแล้ว.. ใช้ไม่ได้ เพราะเราไปปฏิบัติเพื่อจะหยุดความอยากคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่เรามีความปรารถนาอยากโดยที่เราไม่รู้ตัว จึงต้องคอยสังเกตใจว่าเราทำไปเพื่ออะไร เช่นออกไปเดินเพื่ออยากจะดูรูป อย่างนี้ไม่ได้ ..แต่เดินเพื่ออะไรเพราะขณะนี้เมื่อยล้าจากการนั่งจึงจำเป็นจะต้องเดิน
๕. ไม่ให้กำหนดรูปนามไปพร้อมกัน ขณะใดกำหนดรูปอยู่ก็ต้องกำหนดเฉพาะรูป ขณะใดกำหนดนามอยู่ก็กำหนดเฉพาะนาม จะกำหนดรูปกับนามไปพร้อมๆ กันไม่ได้ เพราะผิดหน้าที่ เช่น วงดนตรีวงหนึ่งประกอบไปด้วยแซกโซโฟน ทรัมเป็ต เบส ไวโอลิน ซึ่งทุกคนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเอง นักร้องก็ร้องไป เพลงนี้ก็จะสำเร็จเป็นทีมเวิร์คขึ้นมาเพราะไม่ก้าวก่ายหน้าที่กัน
ผู้ที่เล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหนก็รับผิดชอบหน้าที่นั้นคือเล่นอย่างเดียวโดยทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไม่ให้เกินหน้าที่คือไม่ได้กำหนดรูปนามไปพร้อมกัน ขณะรู้ที่รูปก็ต้องรู้อยู่ที่รูป ไม่ใช่..รูปนั่งนามรู้ รูปเดินนามรู้ หรือนามรู้สึกปวดที่รูป อย่างนี้เป็นการไปนึกเอา โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:34:13 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 4
๖. ให้ระวังอิริยาบถ ท่านบอกว่าผู้ปฏิบัติไม่ควรใช้อิริยาบถย่อย เช่นความเคลื่อนไหว เหยียดคู้ ก้มเงย เหลียวซ้ายแลขวา เพราะถ้าใช้แล้วมันจะผิดปกติ เช่นค่อยๆเหลียวไปทีละนิดๆช้าๆ นั่นเป็นอาการผิดปกติ ..เดี๋ยวคอเคล็ด หรือจะกลับตัวก็ค่อยๆ ยืดค่อยๆ บิดตัวช้าๆ เป็นต้น
เช่นเรารู้แล้วนี่ว่าที่ตรงนี้มีน้ำหรือเฉอะแฉะก้าวไปไม่ได้ มีความจำเป็นที่ไม่ต้องก้าวไปก็กลับหลังหัน ก็กลับหลังหันได้เลยเพราะรู้แล้วว่าเหตุนี้คือมีน้ำเฉอะแฉะจึงทำให้ต้องเปลี่ยนการเดินมาทางด้านนี้ อย่าไปทำลีลาเวลาจะหมุนตัวเหมือนพวกเรดาห์ที่ค่อยๆหมุนไปจับสัญญาณต่างๆ ..ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะมันผิดปกติไป แต่เมื่อรู้เหตุแล้วก็กลับหลังหันได้เลย
๗. ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ผู้ปฏิบัติต้องรู้เหตุนั้นก่อนว่าเปลี่ยนเพราะอะไร เหตุผลนี้สำคัญมากๆ จึงขอย้ำว่า ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถใหญ่หรือย่อยก็ตาม ต้องรู้เหตุจำเป็นนั้นก่อนจึงจะเปลี่ยนอิริยาบถนั้นๆ เหตุผลที่จะต้องบอกคือสำเหนียกตนเองนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญมาก
๘. อย่าทำอิริยาบถให้ผิดปกติ คือเคยเดิน ยืน นั่ง นอนอย่างไรก็ให้ทำอย่างนั้น เคยกลับตัวอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แต่ช้าลงมานิดนึงเพื่อให้สติระลึกรู้เสียก่อนว่า เพราะเหตุใด? มีความจำเป็นอะไร? จึงเปลี่ยน ให้ช้าตรงนี้คืออย่าไปด่วนทำโดยไม่รู้ แต่ไม่ใช่ช้าตรงลีลา คือให้ช้าลงมาเพื่อรู้เสียก่อนทำซึ่งผิดกับชีวิตปกติที่เราทำโดยไม่รู้ ทำโดยอัตโนมัติ
แต่ในขณะปฏิบัตินั้นไม่ใช่อัตโนมัติ แต่ต้องรู้เสียก่อนว่า จะนั่งทำไม..เพราะเดินมาเมื่อยแล้ว จะยืนทำไม..เพราะนั่งมาเมื่อยแล้ว จะอาบน้ำทำไม..เพราะร้อน หรือถึงเวลาเย็นแล้วไม่อาบไม่ได้ คือรู้เหตุจำเป็น ความรู้นี้ก็คือการไปชะลอใจของตนเองลงมา ..อย่าไปชะลอรูป แต่ที่เป็นกันอยู่เสมอมาคือไม่ชะลอใจ แต่ไปชะลอรูป เมื่อชะลอรูปแล้วใจมันก็เลยหนืดไปด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:34:31 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 5
๙. ไม่ให้ระวังอิริยาบถหรือประคองอิริยาบถจนผิดปกติ บางคนประคองอิริยาบถมาก เช่นในขณะที่เดินก็ประคองอิริยาบถมากไป ขณะยกมือยกเท้าก็ประคองอิริยาบถมากไป..อย่างนั้นมันผิดปกติ ซึ่งตัวเราเราจะรู้ว่ามันผิดปกติไหม เพราะชีวิตปกติเราไม่ได้ทำแบบนั้น
๑๐. ขณะเข้ากรรมฐานนั้นห้ามทำสิ่งไม่จำเป็น คือไม่จำเป็นแล้วไม่ต้องทำทั้งสิ้น การพูด..ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ให้พูด การนั่ง นอน ยืน เดิน..ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ให้ทำทั้งนั้น ถ้าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถก็ไม่ให้เปลี่ยน แต่ถ้าจำเป็น..จึงเปลี่ยน
๑๑. ก่อนทำสิ่งใดต้องรู้เหตุจำเป็น ข้อนี้เป็นความต่อเนื่องกันว่า ในการปฏิบัตินั้นอย่าทำอะไรนะ เป็นการกดให้อยู่กับที่แต่ชีวิตจริงนั้นมีทุกข์มาเป็นความจำเป็นให้ต้องทำ ข้อนี้จึงต้องรู้ว่า เหตุที่ทำให้ต้องทำนั้นคืออะไร คือก่อนที่จะใช้อิริยาบถหรือทำสิ่งใด เช่น กินข้าว อาบน้ำ ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ เดิน ยืน นั่ง นอน นั้น..ก่อนทำต้องรู้ตัวว่าทำเพราะความจำเป็นเพื่อป้องกันตัณหานั่นเอง
๑๒. ไม่ให้รู้สึกว่า ที่ทำเพราะทำกรรมฐาน คือเวลาจะเดิน ยืน นั่ง นอนนี้ ไม่ให้รู้สึกว่ากำลังทำกรรมฐาน ข้อนี้ห้ามเพราะจะทำให้เกิดความศรัทธาความเพียรมากไป เพราะเหมือนกับการสะกดจิตตัวเองว่า เนี่ยกำลังทำกรรมฐานนะ
หรือสมมุติว่ามีคนมานำว่า "ขอตั้งเจตนาในขณะเวลานี้จะปฏิบัติกรรมฐาน" นี่ก็คือความตั้งใจแล้ว จากนั้นก็ปล่อยให้ปฏิบัติกันไปจนเวลาพอสมควรก็มีผู้นำกลับมาบอกว่า "พอแค่นี้ หายใจเข้าลึกๆ (มีการยืดตัวขึ้น)ขออนุโมทนาที่ท่านทำกรรมฐาน" พอเขาพูดจบแล้วก็ถอนหายใจกันดังเฮ้อ! หมดเวลาเสียที แล้วงอตัวลง ...เนี่ยคืออาการที่ปรากฏ มีเวลาทำกรรมฐานและมีหมดเวลาทำกรรมฐานด้วย
ฉะนั้นถ้าเราฝึกเอาไว้ก็จะเป็นแบบนี้คือมีออกมีเข้า มีหมดเวลา นี่ก็คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่ไม่สม่ำเสมอ เพราะพอถึงเวลามีคนมานำทำกรรมฐานปุ๊บก็ทำอาการกันใหญ่ พอมีเสียงประตูดังนิดนึงก็ค่อยๆ ประดิษฐ์ท่าหันมามองนิดนึงอย่างสงบแล้วก็หันกลับไปสู่ท่าเดิม หรือไม่ก็หลับกันไป ลองมาดูตอนกลางคืนวันเสาร์สิ ห้องนี้เป็นห้องนั่งหลับแห่งความรัก
แต่ก็น่าเห็นใจเพราะแต่ละคนเป็นผู้อาวุโสแล้วก็เรียนกันมาตั้งแต่เช้า จะหาใครขยันเท่ามูลนิธินี้ไม่มีเพราะเรียนกันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นเลย ก็เลยพลียเพราะเรียนมาก แล้วก็ยังมาเปิดไฟริบหรี่ทำบรรยากาศชวนให้หลับอีก ฉะนั้น อย่าไปให้รู้สึกว่าทำกรรมฐาน แต่ทำเมื่อร่างกายและจิตใจพร้อม ถ้าไม่พร้อมอย่าไปทำ
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:35:14 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 6
๑๓. อย่ากำหนดอิริยาบถคือรูปหรือนามอย่างหนึ่งเพื่อทำให้จิตสงบ เพราะการทำให้จิตสงบนั้นมีวิธีอื่นที่ไม่ใช่วิปัสสนา ก็คือการทำสมาธิ อยากสงบแล้วมาทำวิปัสสนานั้นผิด แต่ต้องไปทำสมาธิ เพราะวิปัสสนานั้นทำให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน
วิปัสสนากรรมฐานทำให้เป็นผู้รู้ทุกๆ อิริยาบถ ตื่นขึ้นมาจากความไม่รู้มารู้เหตุว่า ทำไมจึงต้องทำ ไม่ใช่ทำเพราะถูกอำนาจผลักไปทำ แล้วก็เบิกบานก็คือเห็นความจริง เห็นธรรมะปรากฏขึ้น ส่วนสมาธินั้นทำให้เป็นผู้สงบ แต่ที่สำคัญนั้นเราจะต้องคอยสังเกตใจ คือหมั่นสังเกตโดยอาศัยสติมากเลยละ
๑๔. เวลาทำกรรมฐานต้องทำใจเหมือนดูละคร อย่าไปเล่นละคร เช่น บังคับอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเรามีหน้าที่ดูเฉยๆ เมื่อฟุ้งก็ดูไปเพราะฟุ้งก็เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่เขามาเล่น จะนานแค่ไหนก็ช่างเขา เพราะเวลาที่เราดูละครจริงๆ นั้นก็จะเห็นบทบาทของตัวละครต่างกันไป บางละครตัวประกอบก็เล่นเยอะ บางละครตัวนางเอกเล่นเยอะ บางละครตัวผู้ร้ายเล่นเยอะ แต่ถามว่าจะเยอะจะน้อยเขาเล่นจบไหม? จบ เพราะเขามีสคริปต์ของเขาแล้วว่าเขาเล่นแค่นี้
ฉะนั้น จะฟุ้งมากฟุ้งน้อยก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ไม่ได้เป็นเรื่องน่าหนักอกหนักใจ เมื่อถึงวาระที่ตัวละครนี้มาเล่นก็ดูไป รู้สึกไป อะไรเกิดขึ้นก็มีหน้าที่รู้สึก
๑๕. ผู้ทำวิปัสสนาอย่าตั้งใจ เช่นตั้งใจจะให้จิตสงบหรือเป็นสมาธิ เพียงแต่วางใจให้ถูก คือมีความสังวรซึ่งก็คือตัวสตินั่นแหละ
นี่คือหลักปฏิบัติ ๑๕ ข้อที่ต้องทำความเข้าใจให้มากๆ ตอนนี้ใครจะถามอะไรก่อนบ้าง
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:35:50 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 7
ลูกศิษย์ : สงสัยคำว่า นิยตโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้าอย่างเดียวหรือเปล่าคะ
หลวงพ่อ : พระโพธิสัตว์กับนิยตโพธิสัตว์ มีเจตนาเหมือนกัน แต่มีระยะเวลาต่างกันแล้ว พระโพธิสัตว์ก็คือผู้ที่ตั้งแรงอธิษฐานเพื่อจะสร้างบารมีธรรมให้บรรลุความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเจตนาอันมั่งคง แล้วก็สร้างสมบารมีไปเรื่อยๆ
การตั้งใจเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือการเป็นพระโพธิสัตว์ด้วยการสร้างชีวิตตนเองให้เติมบารมีไปมากขึ้นๆ แล้วก็รักษาเจตนาอยู่ในความตั้งใจในการสร้างบารมีอย่างอดทนที่สุด โดยไม่หวั่นไหวต่อวิบากทั้งดีทั้งชั่ว ไม่ว่าจะกระทบกระทั่งอะไรแม้จะเวียนว่ายตายเกิดในภูมิที่ต่ำที่ตนเองก็รู้ว่า ตราบใดที่ยังมีการเกิดอยู่ตราบนั้นที่ไปไม่แน่นอน
แม้จะต้องไปเป็นสัตว์เดรัจฉานหรือลงนรก ภพภูมิต่ำเหล่านั้นก็ไม่สามารถมาบั่นทอนจิตใจที่มีเจตนาต่อความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อการตรัสรู้และการเผยแพร่ธรรม อย่างนี้เรียกว่าพระโพธิสัตว์
จนกระทั่งพระโพธิสัตว์ทำบารมีไปและได้พุทธทำนายจากพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง จึงเรียกว่า นิยตโพธิสัตว์ คือผู้ที่ได้ เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน แต่ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์นั้นยังไม่แน่นอน และยังไม่เข้าข่ายในลำดับ
เพราะในวัฏฏะที่หมุนอยู่อย่างนี้มีความลำบากมาก อย่างเช่นเราจะไปไหนแม้จะรู้ว่าลำบากอย่างไรก็แล้วแต่ก็บอกว่า ทนได้ เพราะอำนาจศรัทธามีกำลังแรง จึงอธิษฐานแล้วก็ทนได้ แต่พอศรัทธาตกแล้วขอคืนคำอธิษฐานก็มี เพราะไม่ไหวแล้วขออธิษฐานเปลี่ยนทิสขอเป็นสาวกก็มี ขอเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็มี
แต่นิยตโพธิสัตว์นั้นเป็นผู้ที่ได้พุทธพยากรณ์แน่นอนแล้ว เช่น พระศรีอาริยเมตไตรย์ ในขณะนี้ก็คือนิยตโพธิสัตว์ และพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลอีก ๑๐ พระองค์ที่ถูกทำนายไว้แล้ว ซึ่งมีลำดับการเรียงชั้นไว้เรียบร้อยไว้แล้วอย่างแน่นอนว่าใครจะถึงเมื่อไหร่ บิดามารดาชื่ออะไร โปรดคนได้เท่าไหร่ เก่งในบารมีอะไร ซึ่งมีอยู่แล้วตอนนี้ ๑๑ ท่าน
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:36:15 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 8
จะเป็นพระโพธิสัตว์ พระนิยตโพธิสัตว์ หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่างล้วนมีเป้าหมายเพื่อจะให้สัตวโลกนั้นพ้นทุกข์ และความพ้นทุกข์นั้นต้องอาศัยโยนิโสมนสิการอย่างยิ่ง ความหมายของโยนิโสมนสิการ คือ การทำอารมณ์โดยแยบคาย
ทำอย่างไรเรียกว่า ทำอารมณ์โดยแยบคาย ก็คือ เช่น ในอารมณ์อันเดียวนี้ไม่ว่าจะเป็นรูปารมณ์หรือสัททารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นเป็นปัจจัยให้รักก็ได้ ให้เกลียดก็ได้ ให้โกรธก็ได้ เรียกว่า อารมณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยให้เกิดอภิชฌาหรือโทมนัสได้ หรือจะพูดว่า อารมณ์นั้นทำให้เกิดกุศลคือปัญญาก็ได้
เข้าใจไหม? คือเสียงที่ได้ยิน หรือสีที่เห็น ทำให้เรารักก็ได้ ทำให้เราเกลียดก็ได้ เช่นเดียวกันสิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นกุศลก็ได้ เป็นปัญญาก็ได้ แต่ตะเป็นปัญญาได้ก็ต่อเมื่อคนนั้นมีโยนิโสมนสิการทำอารมณ์ให้แยบคายเพื่อป้องกันกิเลสนั่นเอง เมื่อป้องกันไม่ให้กิเลสนั้นเข้ามาอารมณ์นั้นก็จะเป็นอาหารของปัญญา
หรือเรียกว่า โยนิโสมนสิการก็คือการกระทำไว้ในใจโดยมีอุบายอันแยบคายถูกต้องตามวิธีการที่ทำให้เกิดปัญญา การที่จะมีโยนิโสมนสิการได้ก็ต้องเริ่มจากที่ลูกทำกันมานี่แหละ คือเรียนกันให้รู้เห็นว่า อันนี้เป็นรูปนะ อันนี้เป็นนามนะ ส่วนไหนเป็นรูป ส่วนไหนเป็นนาม
และเมื่อมีอารมณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นในขณะนั้น ก็เอาความรู้นั้นเข้าไปพิจารณาเข้าไปตัดสินรูปารมณ์ หรือสัททารมณ์นั้นว่า เป็นรูป หรือไม่ก็ในขณะที่ตนเองรู้ในรูปารมณ์ รู้ในสัททารมณ์นั้นก็ตัดสินว่า ผู้รู้นั้นเป็นนาม ฉะนั้น การกำหนดนามรูป เป็นที่ตั้งแห่งความเจริญทั้งสิ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:36:45 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 9
ลูกศิษย์ : เรื่องการกำหนดนั้นพอเข้าใจ อยากจะถามแทนทุกท่านว่า อิริยาบถนั้นเป็นรูปธรรม แล้วเกี่ยวข้องกับกิเลสได้อย่างไร ตอนที่เคยเรียนกับหลวงพ่อแสวง ท่านถามว่า กิเลสเกิดขึ้นที่ไหน? ตอบว่ากิเลสเกิดขึ้นที่ใจ หรือไม่ก็กิเลสเกิดขึ้นที่ปัจจุบัน และกิเลสก็เป็นนามธรรม ที่อยากถามเพราะว่าอิริยาบถนี้มาเกี่ยวข้องกับกิเลสได้อย่างไร
หลวงพ่อ : ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นจะละกิเลสที่ไหน หลายคนบอกว่าไม่เอาแล้วกิเลส จึงไปขอเข้าวัดบ้างไปปฏิบัติบ้างแต่ไม่รู้ว่ากิเลสนั้นอยู่ที่ไหน แต่เมื่อไม่รู้ว่ากิเลสอยู่ที่ไหนแล้วจะไปละได้ไหม ก็เหมือนกับการที่ตำรวจจะไปจับผู้ร้ายแต่ไม่รู้ว่าผู้ร้ายอยู่ที่ไหน จึงต้องรู้แหล่งผู้ร้ายเสียก่อนจึงจะจับได้
ฉะนั้น ถามว่า ทำไมจึงต้องพิจารณาอิริยาบถ เช่น นั่งก็ให้รู้ว่านั่ง เดินก็ให้รู้ว่าเดิน ยืนก็ให้รู้ว่ายืน นอนก็ให้รู้ว่านอน ก็อิริยาบถเหล่านี้ไม่เห็นมีกิเลสอะไรเลย ใช่...กิเลสอยู่ที่จิตใจ แต่อิริยาบถเป็นที่อาศัยของกิเลส เพราะโดยปกติคนเราจะใช้อิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่งในชีวิตประจำวัน คือไม่นั่งก็เดิน ไม่เดินก็ยืน ไม่ยืนก็นอน เป็นอย่างนี้อยู่สม่ำเสมอ
ในชีวิตคนๆ หนึ่งนี้การเปลี่ยนจากอิริยาบถเก่าไปอิริยาบถใหม่นั้นก็มีตัณหาเกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าอยากเปลี่ยน เช่นอยากเดิน เมื่ออยากเดินเกิดขึ้น ขณะนั้นตัณหาก็เกิดขึ้นแล้วด้วยความเห็นคือทิฏฐิที่เห็นว่าเป็นสุข เดินให้เกิดความสบาย เช่นนั่งอยู่นี่เมื่อยก็คิดว่าไปเดินดีกว่า การเดินนี้จึงเกิดขึ้นจากตัณหา ..ตรงนี้แหละที่กิเลสมาอาศัย และเมื่อไม่รู้ว่าตัณหาทำให้เกิดการเดินก็รู้สึกว่าเดินแล้วสบายตรงนี้ทิฏฐิเข้าแล้ว
การเปลี่ยนอิริยาบถของเราจึงเป็นไปด้วยทิฏฐิ-ตัณหาทุกครั้งไป กิเลสนี้จึงอาศัยอยู่ในอิริยาบถ จึงต้องมีโยนิโสมนสิการว่า ก่อนที่จะปฏิบัตินั้นจะทำไปเพื่ออะไร? ปฏิบัติเพื่อจะทำให้ไปพ้นทุกข์ และทุกข์นั้นคืออะไรล่ะ? ทุกข์ก็คือสิ่งที่มาบีบคั้นทำให้เราจะต้องเคลื่อนไป เปลี่ยนไป
อิริยาบถจึงเกี่ยวข้องกับกิเลสตรงที่ว่า เป็นที่ตั้งและเป็นหัวต่อให้กิเลสเกิดขึ้นทางใจ แล้วอาศัยผลักดันให้เกิดการกระทำ
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:37:58 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 10
ลูกศิษย์ : รู้ตัวว่าเป็นคนที่ในชีวิตประจำวันมีโทสะมาก แต่ก็แก้ไขตัวเองค่อนข้างลำบาก ไม่ทราบว่าควรจะทำอย่างไรคะ
หลวงพ่อ : เพราะลูกมีความหวังในสิ่งที่ตนเองต้องการมาก ..หวังมากผิดหวังมาก ไม่หวังเลยไม่ผิดหวังเลย.. โทสะนั้นเกิดขึ้นจากความไม่พอใจ ไม่ได้ดั่งใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่แก้ไขง่ายและอาจารย์วิชิตก็สอนบ่อยว่าที่ท่านบอกว่า "หลวงพ่อสอนว่า ไม่มีใครพูดหรือทำให้เราโกรธแต่เราโกรธเอง"
เราต้องนึกเลยว่า เขาไม่ได้ทำให้เราโกรธ เราโกรธเอง แล้วก็ดูว่า โกรธนี้คือโทสะ แล้วโทสะมีผลเป็นอย่างไร ..มันมีผลประทุษร้าย เพราะโทสะเปรียบเสมือนลูกระเบิด ผู้ที่หยิบระเบิดขึ้นมานั้น ตูมแรกก็ระเบิดตัวเองก่อน แล้วพอปาออกไปก็ไปทำร้ายผู้อื่นด้วย จนกว่าจะหมดฤทธิ์ของมัน ทั้งเราทั้งเขาจึงมีแต่ความหายนะด้วยอำนาจโทสะ ท่านจึงบอกว่าโทสะเปรียบเสมือนลูกระเบิดทำลาย
โลภะท่านเปรียบเสมือนชะลอม ผู้ที่มีโลภะจิตใจก็จะมีรูรั่วเหมือนอย่างชะลอมนี้ เพราะลักษณะของชะลอมนั้นเมื่อเอาไปตักน้ำ น้ำก็รั่วไหลไปหมด หาเท่าไหร่ก็ยังไม่พอต่อความอยาก ขีวิตของผู้ที่เป็นชะลอมจึงไม่สามารถเติมเต็มอะไรได้เลย ท่านจึงบอกว่าโลภะเปรียบเสมือนชะลอมที่ตักน้ำไม่มีทางเต็ม
ส่วนโมหะเปรียบเสมือนความมืด ซึ่งในที่มืดนั้นไม่มีใครมองเห็นอะไร หรือเห็นก็ไม่ชัด เหมือนกับเราไม่รู้นั่นเอง เพราะความไม่รู้จึงหลงใหลและคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ แต่ความคาดเดาทั้งหลายนั้นท่านแยกออกไปว่า คาดเดาไปว่าเป็นสุข คาดเดาไปว่าสิ่งเหล่านั้นดี เที่ยง มีสาระ ก็คือวิปลาสธรรม ๔ ตัว จึงจะต้องอาศัยปัญญาคือแสงสว่าง
ความมืดเกิดขึ้นที่ไหน ต้องเอาแสงสว่างเกิดขึ้นที่นั้น เช่นห้องนี้มืด แต่เราไปจุดเทียนที่หน้าพระประธานด้านนอก ห้องนี้จะสว่างไหม? ไม่สว่าง ฉันใดก็ฉันนั้น ในขณะที่กำลังปฏิบัติชีวิตประจำวันนี้คือขณะหลงนี้มันมีอยู่ตลอดเวลา คือหลงว่าเป็นของเขาของเรา เป็นดีเป็นสวยอะไรทั้งหลายนั้น แต่เราไม่หลงเพียงแค่อยู่ในห้องเรียนแป๊บเดียวเท่านั้นคืออาทิตย์ละวัน ก็เหมือนกับการจุดเทียนแต่ไปไว้ที่พระประธานด้านนอก แต่ในขณะที่หลงนั้นคือหลงอยู่ตรงห้องนี้ มันมืดในห้องนี้จึงต้องจุดไฟตอนนี้เลย
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:39:14 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |