| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๓)
![]()
![]()
ธรรมะจากห้องเสือพิทักษ์ (๓)
ตอนที่ผ่านมา
หลวงพ่อ ในการกระทำชีวิตก็ขอพูดสักนิดหนึ่งว่า คนเราที่จะพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ใครดลบันดาลหรือจะพาใครไปได้ แต่ต้องทำเอง โดยเฉพาะหนทางพ้นทุกข์นั้นเรียกว่า สติปัฏฐานสี่ หรือเรียกว่า มรรคอันมีองค์แปด หรือเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน ดังนั้นในการศึกษาจึงต้องเข้าใจเสียก่อนว่าอะไรคือรูปนาม
ทำไมจึงต้องเป็น "รูปนาม" ? จะเป็นหนอเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ? ต้องบอกว่า ไม่ได้ เพราะในชีวิตปกติของเรานี้ เช่น เวลาที่ดูทีวีแล้วมีโฆษณา เราก็รู้ว่านี่โฆษณา พอมีหนังเราก็รู้ว่าขณะนี้หนังกำลังฉาย ดังนั้น เวลาที่มีโฆษณาต้องบอกไหมว่า โฆษณาหนอ?
ฉะนั้น เมื่อชีวิตเราปกติไม่ต้องบอกในเรื่องเหล่านี้ แล้วเวลาปฏิบัติทำไมต้องไปบอกด้วยล่ะ ..นี่เราพูดความจริงซึ่งไม่ได้ไปห้ามหรือไปค้านใคร แต่ถามว่าชีวิตปกติเรานี้ เราได้ยินอะไรก็ได้ยินเลย เช่นมีเสียงรถผ่านหน้าเราทั้งมีควันดำ ทั้งมีกลิ่นเหม็น พอเราได้ยินและรู้แล้วเราก็เช็ดหน้าเลย
แต่ถ้าหากรู้ว่ามีควันดำแล้วเรามาตั้งใจบอกว่า เห็นหนอ กลิ่นเหม็นมันก็จะถูกเราสูดเข้าไปแล้วและอาจเป็นโรคปอด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริง เพราะเรื่องเหล่านั้นมันถูกรู้ไปแล้วและชีวิตจริง ๆ เราไม่ได้บอก ฉะนั้น ชีวิตปฏิบัติก็ไม่ต้องไปบอก การปฏิบัติเพื่อจะพ้นทุกข์นี้อยู่ที่การวางใจ
เรียกว่า การวางใจในการปฏิบัติวิปัสสนาต้องถูกต้อง ซึ่งท่านมีหลักอยู่ ๑๕ ข้อ ดังนี้ โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [29 ก.พ. 2551 , 11:32:56 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 11
เราจุดแสงสว่างเฉพาะเสาร์เช้า-บ่าย อาทิตย์เช้า-บ่าย แล้วก็จุดเอาไว้ที่นี่ พอกลับไปบ้าน บ้านก็มืด เพราะไม่ยอมเอาแสงไฟกลับไปด้วย คือมืดตลอดมศกแล้วก็มายกความมืดออกแป๊บเดียว แสงเทียนที่ลูกมีนั้นมันไม่พอที่จะให้แสงสว่างหรอก จึงต้องเพิ่มอำนาจเข้าไป คือต้องเอาความรู้ไปใช้ ต้องเอาสิ่งที่เรียนหมั่นไประลึก
เมื่อเราจุดเทียนขึ้นมาหนึ่งเล่ม ก็ใช่ที่มีความสว่าง (หลวงพ่อได้จุดเทียนขึ้นหนึ่งเล่ม แล้วก็ต่อเทียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในมือ) แต่ถ้าหากเราเติมความสว่างสว่าง เติมกำลังเข้าไป จะสว่างมากขึ้นไหม? มากขึ้น ลูกก็ต้องเติมเข้าไปสิลูกมันก็จะสว่างกว่าเล่มเดียว
เหมือนกันกับการเรียนในวันอาทิตย์ ก็มีความสว่างเหมือนเทียนเพียงเล่มเดียว เมื่อถือออกไปบ้านก็จริง แต่พายุวิบากมันมีปริมาณมาก เมื่อวิบากไม่ดีมาพัด เปลวเทียนก็เอนไปแล้ว ..กำหนดเกือบจะไม่ทันแล้ว และถ้าวิบากแรงมากพัดจนเทียนดับ ..กำหนดไม่ทันแล้ว
แต่ถ้าหากเราอาศัยการใช้บ่อยๆ นึกบ่อยๆ กำหนดบ่อยๆ ปริมาณที่มากขึ้นมันก็จะสู้กับแรงลมและพายุกรรมได้ ..มันอยู่ที่เรา ไม่ใช่มีแต่ปริยัติแล้วไม่นำไปปฏิบัติ มันก็ไม่ได้ผลอะไร แล้วก็ไม่มีใครอยู่เตือนลูกไปค้ำฟ้า ไม่ว่าภพภูมิไหนต่างก็มีอายุขัย และไม่มีชีวิตไหนที่มีความแน่นอน ต่างก็ต้องตายไป ครูบาอาจารย์ที่ลูกรักแล้วเคยเห็นว่าดีว่าเก่ง ท่านก็มีอายุขัยของท่าน
ถ้าหากเราชะล่าใจว่ามีที่พึ่งที่หมายอยู่บนสวรรค์ ไม่ทำปัจจุบันให้ดี คิดว่าไว้รอไปเรียนบนสวรรค์นั้นง่ายดีสะดวกดี กว่าลูกจะขึ้นไปท่านเหล่านั้นก็อาจจะตายลงมาสร้างบารมีกันหมด
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:39:34 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 12
ลูกศิษย์ : การกำหนดอิริยาบถ ๔ เพื่อเราไปรู้ถึงอิริยาบถว่า รูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง รูปนอน นั้น กำหนดเพื่อต้องการให้รู้ว่ามันแตกต่างกันหรือครับ
หลวงพ่อ : เป็นเช่นนั้นด้วย และมีความละเอียดสุขุมคัมภีรภาพมากกว่านั้นด้วย ถามว่ากำหนดอิริยาบถ ๔ ทำไม ..เพื่อให้เห็นความแตกต่างกันก็ถูกต้อง เพราะยืนก็ไม่ใช่นั่ง นั่งก็ไม่ใช่ยืน ยืนก็ไม่ใช่เดิน เดินก็ไม่ใช่ยืน เดินก็ไม่ใช่นอน นอนก็ไม่ใช่เดิน อิริยาบถนั้นไม่เหมือนกันก็จะเห็นความแตกต่างว่าไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่มีการประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน
อย่าเห็นว่าชีวิตนี้มาคนเดียว เพราะที่เราเรียนแล้วว่า มีฆนสัญญาคือการประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน มาปิดบังพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นธรรมะที่อยู่แต่ถูกธรรมะอีกอย่างหนึ่งมาปิดบังไว้ ถ้าหากเราสามารถรื้อสิ่งที่ปิดบังนี้ออกไปได้ก็จะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งที่มาปิดบังนั้นก็คือ สันนติปิดบังอนิจจัง อิริยาบถปิดบังทุกขัง ฆนสัญญาปิดบังอนัตตา
สันตติ คือการเกิดสืบเนื่องกันไม่ขาดสาย มีความเกิดขึ้นแทนความดับอย่างรวดเร็วมาก เราจึงคิดว่ามันเกิดหรือเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับหลอดไปนีออนนี่แหละ ที่มองตอนนี้แล้วเห็นว่าไฟติดอยู่ไหม? ติดอยู่ ใช่ภาพรวมเรียกว่าไฟติดอยู่ ภาพจริงนั้นไฟไม่ได้ติดอยู่ แต่มีดับแล้วมีเกิด มีความเกิดดับของประจุไฟฟ้าที่ไหลเวียนอยู่เกิดขึ้นมาแทนความดับ แต่มันไวมากพอดับปุ๊บก็เกิดขึ้นแล้ว จึงเหมือนว่าไม่มีอะไรหายไป
เข้าใจคำนี้ไหมว่า มันหมดลงแล้วมีการเกิดขึ้นใหม่ มันเร็วมากจึงเหมือนว่ามันไม่ได้หายไป นั่นเรียกว่า สันตติคือการเกิดขึ้นแทนความดับ เราจึงหลงไปในอาการว่าไปติดอยู่ แท้ที่จริงมันไม่ได้ติดอยู่ หรือที่จะเห็นชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือพัดลม ใบของพัดลมนั้นมีอยู่ ๓ ใบ (หลวงพ่อให้เปิดพัดลมที่อยู่ในห้องด้วยเพื่อประกอบการอธิบาย) เมื่อเปิดพัดลมเบอร์แรงสุดก็จะเห็นว่าใบของพัดลม ๓ ใบนั้นหายไปแล้ว เพราะความไวที่มันหมุน
จากเดิมที่มันมีสามแฉกเห็นชัดตอนที่อยู่กับที่เพมื่อยังไม่เปิด แต่พอเปิดแล้วแต่ละแฉกนั้นมันก็หมุนกลับมาอยู่ที่เดิมด้วยความเร็ว ต่างคนต่างหมุนตามหน้าที่มันจึงดูเหมือนเป็นวงกลม เราจึงมองไม่เห็นความขาดท่อนของเขา แต่พอกดปุ่มหยุดภาพที่หมุนของพัดลมก็จะช้าลงจนเห็นความขาดของเขาได้ คือมันไม่มีวงกลมแล้วแต่มีแค่แฉกๆ ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน
ฉะนั้น เช่นเดียวกันกับจิตก็มีการเกิดขึ้นแทนความดับ และจิตนั้นก็ประกอบไปด้วยเจตสิก รูปก็เหมือนกันเขาก็มีการดับของเขาแล้วก็มีรูปใหม่เกิดขึ้น ฉะนั้น ความเห็นผิดซึ่งอาศัยความไม่รู้นี่แหละปิดบังความจริง อนิจจังคือความไม่เที่ยง ก็หลงว่าเที่ยง
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:40:00 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 13
อิริยาบถปิดบังไตรลักษณ์ที่สองคือ ทุกขัง เมื่อเราเมื่อยแล้วเนี่ย เราก็เปลี่ยนไปเดิน แล้วก็นึกว่า เดินสบาย อิริยาบถใหม่ที่เกิดขึ้นก็ปิดบังอิริยาบถเก่าแล้วที่เมื่อสักครู่นี้ทุกข์ แล้วอิริยาบถมีใหม่จริงปรือเปล่า? ก็เป็นอิริยาบถเก่าๆ ที่เคยใช้มาแล้วทั้งนั้น เดินมาแล้วเท่าไหร่ ยืนมาแล้วเท่าไหร่ มาบอกว่าได้เดิน..สบาย ที่ผ่านมาเราเคยเดินแล้วเมื่อยไหม? เมื่อย แต่ลืมไปแล้ว เห็นไหมว่าอิริยาบถใหม่ปิดบังอิริยาบถเก่าก็ไปหลงยินดีอีกแล้ว จึงไม่เห็นความทุกข์
เพราะอิริยาบถที่เปลี่ยนไปก็เป็นที่ตั้งเริ่มต้นของทุกข์อีกแล้ว พอทุกข์มันแก่งอมขึ้นก็ทนไม่ได้อีกแล้ว เพราะทุกข์มันมีปริมาณเพิ่มขึ้นเหมือนกับปรอทที่ค่อยๆ เพิ่มเพราะความร้อน ฉะนั้น อิริยาบถจึงปิดบังทุกขัง
ฆนสัญญา คือธรรมะหลายๆ ตัวมีจิต เจตสิก มีรูปมาประชุมกันเข้าด้วยเหตุด้วยปัจจัย ธรรมะนั้นๆ จึงตั้งอยู่ เหมือนกายกับใจนี้ที่มาประชุมเป็นรูปนามขันธ์ ๕ จึงเรียกว่า คน ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปก็ตาย รูปกับนามไม่อยู่ด้วยกันไม่ได้ รูปอยู่ตรงไหน นามต้องอยู่ตรงนั้น ถ้าหากนามออกไปเที่ยวก็เอารูปไปเผาได้เพราะตายไปแล้ว
สิ่งที่มาประชุมกันนี้เราไม่เท่าทัน ไม่ได้รู้ความจริง ไม่ได้มีปัญญาเข้าไปเห็น จึงนึกว่านี่เป็นไปด้วยความเป็นอัตตาเป็นตัวตนขึ้นมา แท้ที่จริงเป็นรูปนามเท่านั้นเอง และรูปนามนี้ก็ยังมีกลุ่มของรูปอะไรนามอะไรอีกมาประชุมกัน
การที่ให้กำหนดอิริยาบถเดิน ยืน นั่ง นอน นี้ เพื่อให้เข้าไปพิจารณาเป็นลีลาของชีวิตที่เห็นความจริงว่า รูปนี้ก็ไม่ใช่รูปนั้น รูปนั้นก็ไม่ใช่รูปโน้น มันเป็นรูปต่างๆ กัน ก็ดูไปอย่างนี้ก่อน เมื่อปัญญาบารมีท่านเกิดขึ้นมาแล้ว ปัญญาก็จะเข้าไปพิสูจน์ว่ารูปที่มาให้พิสูจน์นี้ รูปไม่เที่ยง รูปเป็นทุกข์ รูปเป็นอนัตตา นามที่เอามาให้พิสูจน์ปัญญาก็จะไปพิสูจน์ว่า นามก็ไม่เที่ยง นามก็เป็นทุกข์ นามก็เป็นอนัตตา
ฉะนั้น นอกจากที่จะเอามาเป็นที่ตั้งแล้วยังเป็นที่ทำให้รู้ความจริงได้อีก
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:40:18 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 14
ชีวิตนี้นับวันจะอยู่ยาก ภัยพิบัติจะมีมาอย่างมหาศาลจนคนทั้งโลกได้รับทุกขเวทนาไม่โดยตรงก็โดยอ้อม เพราะเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ณ ที่ใดก็ตามเศรษฐกิจก็จะปั่นป่วน ควรจะต้องอาศัยความสนโดษของชีวิตยินดีตามมียินดีตามได้ และก็ต้องรักษาใจด้วยธรรมะ หัดระลึกอยู่เสมอว่า มันเป็นวิบาก และวิบากนี้มันเป็นผลของกรรมที่เราทำมาเอง อย่าไปคิดว่าจะได้ผลประโยชน์จากโลก เพราะโลกให้แต่ความหายนะ
ก็จะเตือนให้ว่า ไม่มีที่พึ่งใดวิเศษเท่าการพึ่งธรรมะ เพราะเราต้องตายอยู่แล้วจึงต้องมีเป้าหมายข้างหน้าให้ดี วางเข็มทิศชีวิตตนเองให้ดี คือทำความดีไปเถอะลูก โดยคิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป
แล้วที่เคยประมาทกล้าเสี่ยงผลัดวันประกันพรุ่งมาจนใกล้แก่แล้วน่ะ ว่าจะลงทุนทำนั่นทำนี่ให้อยู่ตัวเพื่อจะมีเงินทองมากมายเสียก่อน จะได้อุปการะคนนั้นคนนี้จะช่วยพระศาสนาอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นก็คือ เจตนาดี ..แต่หาสิ่งที่มีประโยชน์ให้กันตนเองดีกว่า
เพราะว่า ไม่มีนักลงทุนคนใดรู้จักพอ ถ้าหากไม่เริ่มต้นพอคือรู้จักหยุดด้วยตนเองว่าพอ เพราะทุกอย่างนั้นก้าวไปข้างหน้ามีกิเลสลากไป ชะลอมนี้มีกี่รู? มากมาย ก็เหมือนกับความคิดของเราที่มีมากมาย โครงการที่มีมากมาย เจตนาดีที่มีมากมาย มีทั้งดีและไม่ดีในชีวิต
ก็เหมือนชะลอมอันนี้ที่เมื่อยามที่เราต้องการน้ำมนต์ก็ตักขึ้นมาไม่ได้ และชะลอมอันนี้ก็ใช้มานานแล้วใกล้ผุแล้ว ลำพังเมื่อยกขึ้นมาจากขันน้ำมนต์ก็ยังเหลือหยดน้ำให้ชื่นใจได้สักนิดนึง แต่ยามใดที่ชีวิตเดินไปข้างหน้าจนผุพังแก่ไปแล้วก็เหมือนกับชะลอมที่ถูกตัดให้ขาดกลางเมื่อจุ่มลงไปในขันน้ำมนต์ก็ไม่เหลือน้ำไว้ให้ชื่นใจ โอกาสที่จะเหลือสิ่งที่ดีติดมาในชีวิตก็ไม่มีแล้ว เพราะปราศจากก้นชะลอมที่จะให้หยาดน้ำเกาะจึงยิ่งกว่ารูธรรมดาแต่มันรั่วเลย
ไม่ดีหรอกที่จะทำอะไรตอนแก่ๆ ตอนที่หมดกำลังน่ะ และลองคิดดูสิลูก คนเรากินก็แค่อิ่ม มากกว่าอิ่มก็คืออ้วก จุก และบางคนก็น่าเกลียดกินอัดเข้าไปแล้วก็กินยาช่วยย่อย ลำพังสมบัติที่ติดมาคือกระเพาะนั้นช่วยให้ย่อมไม่ทันจนต้องหายาภายนอกไปช่วยย่อย หรือไม่ก็ต้องหายาถ่ายออกอีก เมื่อถ่ายอีกก็ใส่ลงไปอีกแล้วก็ถ่ายออกอีก วัฏจักรแห่งความทุเรศมันเป็นอย่างนี้แหละลูก
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:40:34 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 15
ชีวิตนั้นอยู่ยาก บางครั้งเราต้องวางเสียบ้าง การที่อยากจะช่วยใครนั้นเป็นเจตนาที่น่าอนุโมทนา แต่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า พระองค์สรรเสริญผู้ที่มีความสันโดษ ทรงเตือนให้ทำตนเองให้มีพร้อมแล้วค่อยแผ่ความพร้อมไปสู่ผู้อื่นโดยเฉพาะหลักธรรม แต่ส่วนมากจะไปแปลกันว่าทำตนเองให้มีพร้อมคือมีเงินมีทองมากๆ แล้วค่อยเอาความพร้อมนี้ไปสู่ผู้อื่น..ก็จะตายก่อนที่จะทำได้
เมื่อมีสมบัติมากแล้วตายไปก็มี คนอดข้าวจนตายก็มี คนรวยตายก็มี คนจนตายก็มี เพราะทุกคนต่างมีความตายเป็นของธรรมดา แล้วก็อย่าไปหวังอะไรมากกับเศรษฐกิจตอนนี้ หวังมากผิดหวังมา คำพูดมันก็บอกอยู่แล้วว่า ไม่ได้มีความจริงจังเลยเช่น เล่นหุ้น อย่าไปเล่นอะไรให้มีชีวิตที่ดีที่จริงจัง เพราะเราตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
บางครั้งปู่ย่าตายายพ่อแม่เราตายไป เรายังอยากให้ท่านได้มีโอกาสขึ้นสวรรค์ไปเรียนธรรมะ ท่านก็ขึ้นสวรรค์ไปเรียนธรรมะ แล้วท่านก็มองลงมาว่าฉันเรียนแล้วแต่แกสิยังไม่ได้เรียนเลย บางครั้งลูกก็อธิษฐานให้พ่อแม่ได้มีโอกาสเรียนธรรมะมีปัญญาพาพ้นทุกข์...นั่นเป็นความหวังดี แต่เอาความหวังดีนั้นไปทำที่ตนเองด้วย
อย่าทำเป็นตัวอะไรนะที่มันมองเครื่องบินน่ะ... คนอื่นเขาบินกันสูงหมด เหลือแต่ตัวนี้มานั่งโฮ่งเห่าๆ อยู่อย่างนี้ ฉะนั้น เราต้องไปให้ได้ ไปให้ดี เหมือนที่เราคิดดีกับผู้อื่นให้ได้ เมื่อเราคิดดีกับผู้อื่นอย่างไร ต้องทำตัวเหมือนที่คิดดีกับคนอื่นให้ได้ เราหวังดีกับใครได้สารพัดมาตลอดชีวิตซึ่งเป็นเรื่องบุญแล้ว เราต้องหวังดีกับตนเองให้ได้
เพราะความตายมาเยือนใกล้ๆ รอบตัวเราแล้ว ..คิวมาถึงเราแล้ว เตือนตัวเองบ่อยๆ เลยว่า ความตายมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ลองเปิดหนังสืองานศพที่เราไปร่วมงานดูก็จะเห็นว่าเขาไปกันเยอะแล้ว เหลือแต่เราแล้ว พญามัจจุราชผู้น่ารักของอาจารย์บุญมีได้พาคนไปเยอะแล้วจนไม่เหลือใครแล้ว พาญาติเราไปหมดแล้ว เป้าหมายของพญามัจจุราชต่อไปก็คือเรา เพราะไม่เหลือตัวให้พญามัจจุราชเลือกแล้ว..เหลือเธอคนเดียวเท่านั้น
จึงต้องทำแล้วละ เพราะอย่างน้อยในชาตินี้เราก็มีความภูมิใจว่าเราได้มาฟังธรรม เราได้ปฏิบัติธรรม เราได้เมตตา เราได้บริจาคทรัพย์ทำกุศลเป็นทุนไว้แล้ว เรียกว่าโอกาสที่จะเป็นโมฆบุคคลนั้นน้อยลงไปแล้ว แต่ต้องเตรียมเสบียงชีวิตไว้บ้างเพราะทางไกลลำพังทานอย่างเดียวนั้นไม่พอแต่ต้องหลับด้วย
คนเราทานข้าวอย่างเดียวโดยไม่หลับได้ไหม? ไม่ได้ เช่นเดียวกันทำทานกุศลอย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องหลับหูหลับตาหลับใจจากกิเลสตัณหาด้วย จึงต้องทั้งกินทั้งหลับให้หลับไปจากกิเลสให้ได้ และเราต้องวางใจและมีไหวพริบปฏิภาณว่า เราเป็นที่พึ่งของใครทั่วไปไม่ได้หรอก แต่ต้องพึ่งตัวเองและพึ่งธรรมะ บางครั้งมีเพื่อนฝูงมาขอให้ช่วยก็ต้องบอกใจตนเองบ้างว่า เราไม่สามารถตั้งมูลนิธิสงเคราะห์ให้ใครพึ่งพาเสมอไปได้ จึงต้องมีการปฏิเสธบ้าง
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:40:51 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 16
ลูกศิษย์ : ในขณะที่เราปฏิบัตินั้น พอกำหนดรูปนามไปสักพักก็รู้สึกปวดตรงนั้นตรงนี้ เราก็กำหนดแล้วพอสักพักก็หายไป จึงไม่แน่ใจว่านี่เราทำวิปัสสนาหรือสมาธิกันแน่ ก็เลยไม่ค่อยกล้ากำหนดให้หาย แต่การกำหนดนี้ควรจะให้เวลาเท่าไหร่คะ สมมุติว่าพอเราเมื่อจุดนี้ก็จะกำหนดพอสักพักความเมื่อยก็จะค่อยๆ หายไป แล้วก็ดูอีกว่าอันไหนที่เป็นอธิบดีอารมณ์อีก ก็เลยถามตัวเองว่า กำหนดแล้วหายไปได้นี่เป็นสมาธิหรือเปล่าหรือว่าเป็นวิปัสสนาก็อยากจะเรียนถามตรงนี้ค่ะ
หลวงพ่อ : ตามธรรมชาติของอาการนั้นมีจากน้อยไปหามาก เพราะมากมาจากน้อย เลข ๕ มาจาก เลข ๔ เลข ๓ เลข ๒ เลข ๑ ..เลข ๑ ทำให้เกิดเลข ๕ แต่กว่าจะไปถึงเลข ๕ มันต้องผ่าน เลข ๒ เลข ๓ เลข ๔ ฉันใดฉันนั้น เมื่อทุกข์เริ่มเกิดขึ้นจากการเมื่อย แล้วมันก็เมื่อยมากขึ้นเป็นลำดับ มันก็เป็นแบบนี้แน่นอน
ในเรื่องนี้ก็มีอยู่สองอย่างคือ ผู้ปฏิบัติรู้สึกถึงทุกข์นั้นแล้วก็แก้ไขทุกข์ กับการประคองอารมณ์ประคองอิริยาบถคือปล่อยให้ทุกข์นั้นมีขึ้นแล้วจิตก็มีสมาธิเข้ามาก สมาธิจึงสามารถข่ม ระงับ ความเมื่อยนั้นไว้ได้ เพราะว่าสมาธิก็คือการควบคุมจิตให้ไม่รับรู้อารมณ์อื่น นอกจากรู้สึกกับสิ่งที่ตนเองต้องการเช่น ลมหายใจ
ฉะนั้น เมื่อเรามีอุปนิสัยเคยชินกับการทำสมาธินี้ เมื่อทำแป๊บเดียวมันก็เกิดขึ้นมาแล้ว และก็สามารถไม่ไปรับรู้ในทุกขเวทนานั้นได้ ความรู้สึกเช่นนั้นอาจเป็นเพราะสมาธิมากไป หรือสมาธิแรงไปจนทุกขเวทนานั้นเหมือนหายไป แต่มันไม่ได้หายไปไหนเพราะมันถูกอำนาจสมาธิเข้ามาข่ม
วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องก็คือว่า ไม่มีเวลาสำหรับการดูว่าเท่าไหน เพียงแต่เราคอยดูว่า ถ้าหากเมื่อยแล้วก็กำหนดนามเมื่อยแล้วก็เปลี่ยน กำหนดความรู้สึกในขณะนั้นแล้วก็เปลี่ยนอิริยาบถ ..อย่าไปแช่อารมณ์ อย่าไปแช่รูป อย่าไปแช่นาม ทำให้เป็นปกติพอเมื่อยแล้วก็เปลี่ยนท่าพิงหลังไปสิ ไม่ใช่พอปฏิบัติเมื่อรู้สึกเมื่อยแล้วก็ทนเอาไว้
ชีวิตจริงกับการปฏิบัตินั้นต่างกันก็ตรงที่ว่า ..ในชีวิตจริงที่เมื่อยแล้วก็พิงเลย แต่ในขณะปฏิบัติเมื่อเมื่อยแล้วก็รู้ก่อนว่านี่ นามเมื่อย มีเหตุจำเป็นแล้วจึงต้องพิง ก็ต่างกันแค่ตรงนี้ คือรู้เหตุกับไม่รู้เหตุ ฉะนั้นให้ทำตามปกติวิสัยแต่ให้เติม..รู้เหตุ..เข้าไปแค่นั้นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:41:20 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 17
ลูกศิษย์ : อยากให้หลวงพ่อช่วยบอกประโยชน์ของการศึกษาปริยัติธรรมอย่างละเอียดค่ะ
หลวงพ่อ : ประโยชน์ของการเรียนพระอภิธรรมหรือการศึกษาธรรมตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงสอนไว้นั้น หรือที่พระพุทธโฆษาจารย์ หรือพระอนุรุทธาจารย์ ที่ท่านได้รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้ามาจนกระทั่งเราได้มีตำราในการศึกษาพระอภิะรรมนี้มีประโยชน์มากมายมหาศาล
ประโยชน์อย่างยิ่งก็คือ ถ่ายถอนความเห็นผิด ซึ่งตัวแกนสำคัญคือสัมมาทิฏฐิก็จะเกิดขึ้น สัมมาทิฏฐินี้เป็นปฐมมรรคที่พระพุทธเจ้าวางไว้อันดับหนึ่ง ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้วแม้จะไปทำอย่างอื่นก็ไม่มีความเห็นตรง การศึกษาพระอภิธรรมในปริจเฉทต่างๆ ที่เริ่มจากน้อยไปสู่มาก แล้วก็เป็นการเรียนเรื่องของตัวเองว่า ตัวเองที่แท้คือใคร มีความเป็นอยู่อย่างไร ทำไมจึงเกิดอย่างนี้ขึ้นมา ก็จะได้รู้จักตัวเองจริงๆ
เพราะที่ผ่านมาเราไม่รู้จักตัวเองเลยว่า เราคือใคร มาจากไหน แล้วจะไปไหน พระอภิธรรมปิฎกให้คำตอบได้เลยว่า เรามาจากไหน แล้วเราจะไปไหน เพราะผู้เรียนจะสามารถระลึกนึกได้เลยว่า อัชฌาสัยนั้นมีต่างกัน คำว่านิสัยนั้นแปลว่าสิ่งที่ปลูกฝังดั้งเดิม แต่ท่านใช้อยู่ ๓ คำ เท่านั้นเอง คือ สีลูปนิสัย ทานูปนิสัย ปัญญูปนิสัย คือ ทาน ศีล และภาวนา
บางคนนั้นตั้งแต่เล็กแต่น้อยมามีนิสัยชอบทำทาน ชอบให้ แม้จะเพิ่งเดินเตาะแตะแต่ชอบเดินหยิบของไปให้พ่อแม่ นั่นคือนิสัยที่มันเป็นมาแต่ดั้งแต่เดิมเป็นนิสัยที่ดีติดตามมา เขาเรียกว่า ทานูปนิสัย ความสงสารมีเมตตาจิตคิดอยากจะช่วยนี้ได้อุปนิสัยมาจากอดีตแล้วปัจุบันก็ได้ทำอันนี้
บางคนชอบไปวัด ชอบไปอาราธนาศีล ถือศีลแปด เห็นไหมลูกว่า อุบาสก อุบาสิกาที่เขาไปกันสม่ำเสมอก็มีมาก แต่ลูกทำไมไม่ไปกันล่ะ ก็เพราะนิสัยต่างกัน ทำบารมีมาต่างกัน นั่นเขามีสีลูปนิสัย
แล้วสีลูปนิสัยเอามาใช้ตรงนี้ได้ก็คือว่า บางคนไม่ได้ไปถึงวัด แต่ไม่ได้ฆ่าสัตว์ เพราะว่ามีความอายต่อบาป ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ เป็นมาตั้งแต่ดั้งเดิมโดยให้หลักนิดเดียว แต่สามารถอยู่ในวิรัตินี้ได้ นั่นคือมีสีลูปนิสัย
แต่บางท่านพอเข้ามาเรียกจิตนี่ก็ชอบใจแล้ว ถูกจริตอัธยาศัย เรียนพระอภิธรรมก็รู้สึกว่าสนุก รู้ได้กว้างขวางมากขึ้น นั่นมีปัญญูปนิสัย คือมีปัญญา ฉะนั้นการศึกษาพระอภิธรรมจะให้คำตอบได้อย่างชัดเจนว่าเราเป็นใคร มาจากไหน แล้วจะไปที่ไหน เพราะจะมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องหมดเลย ซึ่งพูดแล้วก็คือ ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:41:45 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 18
เมื่อเรียนพระอภิธรรมแล้ว ..
๑. ทำลายความเห็นผิด ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
๒. ทำให้มีความดำริที่ชอบได้
๓. ทำให้ประกอบความดีได้อย่างมันคง
๔. ทำให้ดำรงชีวิตได้อย่างถูกต้อง
๕. ทำให้ไม่ข้องกับบาปอกุศล
๖. ทำให้ตนพ้นจากภัยพิบัติ
๗. สามารถนำมาปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ
๘. สร้างเกราะห้องกันภัยได้อย่างถาวร
๙. สามารถหยุดเล่นละครบทผู้ร้าย
๑๐. ตายแล้วสู่สุคติ
บอกแล้วว่าเราไม่จากเขาไป เขาก็จากเราไป เพราะวัยและเวลามันเดินไปข้างหน้าไปสู่ความเสื่อม แต่ความรู้เท่านั้นเป็นที่พึ่งสถาพร จงทำความดีไปเถอะคือตั้งใจเรียน เพราะไม่มีใครรู้หมดได้ทุกอย่างยกเว้นพระพุทธเจ้า
แต่ทุกคนสามารถกระทำตามแนวทางของพระพุทธเจ้าได้ด้วยความศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญาแล้วก็จะมีโอกาสพ้นทุกข์ได้หมด และมีขันติธรรมอดทนต่อความลำบาก มีวิริยะในความดี
และสมาธิในพลธรรม๕ นี้ไม่ได้หมายถึงความสงบตั้งมั่นอย่างแนบแน่นนะ แต่คือความหนักแน่นในอารมณ์ หนักแน่นในรูปคือรู้สึกก็รู้สึกชัดในรูป รู้สึกชัดในนาม รู้สึกชัดในอารมณ์ปัจจุบัน เป็นความหนักแน่นที่มีปัญญาที่เห็นคุณค่าตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ก็ทำกันไปเพราะชีวิตเหลือกันคนละนิดหน่อยแล้ว และภพภูมิใหม่ต่ำสุดก็ให้หยุดแค่มนุษย์อย่าต่ำไปกว่านี้เลยนะ เพราะต่ำกว่านี้น่ากลัว แค่เป็นมนุษย์ก็ลำบากแล้ว มนุษย์แปลว่าผู้มีใจสูง มนุษย์เป็นผู้ที่สามารถฝึกเมตตาจิตกรุณาจิตได้ มนุษย์เป็นผู้ที่สามารถกระทำทานศีลและภาวนาได้ มนุษย์คือผู้ที่มียางอายต่อชั่วแล้วกลัวบาป
เมื่อใดที่ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งนี้ก็ให้รู้เถอะว่า เรากำลังก้าวลงต่ำ เมื่อต่ำกว่ามนุษย์ก็ไม่มีใครฉุดได้ ดังนั้น ขอให้ลูกทุกคนมีธรรมอันเป็นเครื่องเป็นเทวดาเถอะ คือมีหิริ โอตตัปปะ จาคะ มีน้ำใจและรักตนเองให้ถูก ขอให้สวรรค์คือเทวภูมิเป็นที่ตั้งของลูกที่จะเข้าไปทำงานบุญต่อ ขอความเจริญทุกอย่างจงเป็นของลูกทุกๆ คน
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:42:04 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 19
หลวงพ่อ : ใครว่าความดีทำยาก ..ทำไม่ยากหรอก ใครว่าคนจนไม่มีสิทธิ์ทำบุญมากๆ ..ไม่จริง เมื่อลูกมาเป็นลูกพ่อทุกอย่างก็ง่ายหมด เพียงแต่เชื่อและศรัทธาในการทำดีเท่านั้นเอง ที่ใครเคยคิดว่า สักชาติหนึ่งเราคงจะมีโอกาสทำได้มากๆ ไม่ต้องรอชาติหน้าหรอก นี่ไงวันนี้เราพ่อลูกจะตั้งใจทำบุญ สี่แสนสองหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบบาท
เพราะเราพ่อลูกกัน การกระทำจากพ่อก็ไปสู่ลูก และการกระทำที่ลูกทำก็มาสู่พ่อ ไม่มีใครเป็นเจ้าของเงินแท้แต่ทุกคนเป็นเจ้าของอริยทรัพย์ได้อย่างแท้จริงด้วยความศรัทธาและความเลื่อมใสแม้กระทั่งคำว่า อนุโมทนา นั่นแหละเป็นอริยทรัพย์ที่ลูกได้ทำร่วมกัน
โอกาสข้างหน้าเป็นของไม่แน่ พ่อไม่ชอบผลัดวันประกันพรุ่งเพราะไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ เราจะตายด้วยโรคอะไร เราจะตายที่ไหน เมื่อเราพร้อมวันนี้ เราทำวันนี้ ..ความพร้อมของลูกถึงจะแค่ประนมมือ แต่การประนมมือนั้นมีค่ายิ่งกว่าตัวเงินอีก ก็คือใจที่ศรัทธา ใจที่เห็นค่าของบุญ ความจริงใจและความจริงจังต่อความศรัทธาที่ดีแล้วจะทำให้ลูกเป็นผู้มั่งคั่งได้
เราพ่อลูกของร่วมกันจบเงินสี่แสนสองหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบบาททั้งหมดนี้ ที่ลูกทุกคนเสียสละให้พ่อมา เมื่อพ่อรับแล้วต้องเอาเงินเหล่านี้ทำคุณประโยชน์กลับสู่ลูกทุกคนเสมอมา จึงขอตั้งใจที่จะมอบเงินส่วนนี้ตั้งทุนเพื่อพร้อมจะทำในเร็ววันนี้คือสร้างห้องรักษาผู้ป่วยให้กับโรงพยาบาล
ด้วยแรงกาย ด้วยแรงใจ และแรงศรัทธาของเราทุกคน ลูกรัก..พ่อไม่เคยหลอกใครว่าพ่อรัก เพราะรักจากหัวใจ และรักของพ่อก็จะก่อสร้างชีวิตของลูกของพ่อให้รักดี ความรักดีคือการทำดี ขอให้ตั้งใจแล้วมองมาที่เงินก้อนนี้สี่แสนสองหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบบาท เป็นของเราพ่อลูกโดยชอบธรรม แล้วอาศัยความชอบธรรมนี้ตั้งใจว่า ..
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:42:28 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
สลักธรรม 20
ข้าพเจ้าทั้งหลายขอบริจาคทรัพย์สี่แสนสองหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบบาท เพื่อสร้างห้องให้แก่โรงพยาบาลไว้พยาบาลผู้เจ็บป่วย ด้วยกุศลกรรมครั้งนี้ขอให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย จงเป็นผู้มีความสามารถสร้างทางชีวิตให้มีความมั่นคงและเจริญต่อไป ในทาน ในศีล ในภาวนา
ขอจิตใจของข้าพเจ้าทั้งหลายจงโอนอ่อนเอียงเอนไปในทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งและสอนเอาไว้ ขอความชั่วร้ายต่างๆ จงหมดไปจากจิตใจของข้าพเจ้าโดยไว ขอความมัจฉริยะจงเบาบางจางและหายไป ขอความมีเมตตาจิตจงสถิตแน่นในจิตใจของข้าพเจ้าทั้งหลาย และขอให้ปัญญาบารมีจงบังเกิดขึ้นในใจที่ฝึกแล้ว หัดแล้ว ขัดเกลาแล้ว ได้โดยง่ายเทอญ
ด้วยกุศลเหล่านี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอกราบถวายระลึกถึงพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประทานทางเดินให้กับชีวิตของข้าพเจ้าใหม่ได้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะมอบกายถวายชีวิตไว้ต่อพระธรรม และปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้เจริญเป้นเหตุให้เกิดมรรคผลนิพพาน
ด้วยความตั้งใจนี้ ขอจงเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าทั้งหลายสามารถชนะอารมณ์ สามารถบ่มนิสัย เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยเร็วเทอญ
หลวงพ่อ : มีความสุขไหมลูก...พ่อไม่มีอย่างอื่นที่จะให้ลูกได้มากกว่านี้ แต่สิ่งที่พ่อคัดมาให้คือสิ่งที่พ่อพิจารณาและกลั่นกรองแล้วว่า ไม่มีอะไรดีเท่านี้อีกแล้ว ก็ขอกุศลกายกรรม ขอกุศลวจีกรรม ขอกุศลมโนกรรม และขอการทำทานครั้งนี้จงเป็นที่ตั้งแห่งการระลึกให้ลูกทุกคนมีคติมีอารมณ์ และมีที่ไปแห่งการกระทำคุณงามความดีได้สมมาดปรารถนาทุกๆ ประการ
อย่าได้ขัดสนทรัพย์ อย่าได้อดอยาก อย่าได้ยากจน อย่าได้ลำบากลำบน ขอทางชีวิตของลูกทุกคนจงราบเรียบเสมอเส้นทางเป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานได้โดยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน ..อนุโมทนา
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [29 ก.พ. 2551 , 11:42:54 น.] ( IP = 125.26.39.223 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |