| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อนุสัย
สลักธรรม 1ยกตัวอย่างเหมือนเราถูกด่า เสียงก็ย่อมจะกระทบกระเทือนเข้าไปถึงจิตใจนั่นก็คือ กระเทือนถึง อนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด เมื่อกิเลสอย่างละเอียด เกิดขึ้นจนมีกำลังมากแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิด ปริยุฎฐาน คือ กิเลสอย่างกลาง ซึ่งได้แก่จิตใจเกิดความเร่าร้อนขึ้นมา และเพราะความเร่าร้อนที่มีกำลังมากนี้เองจึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิด วีติกกมกิเลส คือ กิเลสอย่างหยาบ แสดงออกมาทางวาจา หรือทางกายจึงได้มีการโต้ตอบ หรือตบตีกันขึ้น ทั้งนี้จะเป็นไปโดยฉับพลันทันทีถ้าไม่พิจารณาให้ดี หรือมิได้ทำใจให้แยบคายแล้วก็มองเห็นไม่ได้ว่า มันเกิดขึ้นมาเป็นลำดับกันอย่างไร
ทำไมคนจึงด่า และตบตีกันอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ คำตอบก็เพราะทนต่ออำนาจคือ ความเร่าร้อนที่อยู่ภายในจิตใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางไม่ไหว และที่เกิดความเร่าร้อนขึ้นมาได้ก็เพราะมีกิเลสอย่างละเอียดที่แอบแฝงอยู่ภายในแล้ว ได้รับความกระทบกระเทือนโดยอารมณ์ต่าง ๆ
ถ้าไม่มีสตางค์อยู่ในกระเป๋าเลยแม้แต่อันเดียวแล้ว แม้จะล้วงลงไปสักกี่ครั้งกี่หน ก็หยิบสตางค์ติดมือขึ้นมาไม่ได้ ดังนั้น ถ้าอนุสัยกิเลสไม่มีเสียแล้ว จะมีปริยุฎฐานกิเลสคือใจขุ่นมัว เศร้าหมองเร่าร้อนอย่างไรและถ้าไม่มีปริยุฏฐานกิเลสขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนเสียแล้ว จะด่าหรือตบตีกันอันเป็นกิเลสอย่างหยาบจะได้หรือ
เหมือนพระอรหันต์ทั้งหลาย อาศัยมรรคผลนิพพานเกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน พระอรหันต์ทุก ๆ ท่านอนุสัยกิเลสได้ถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้นเด็ดขาดด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว ใครจะด่าจะว่ากล่าวประการใด พระอรหันต์ทั้งหลายจะเกิดความเร่าร้อนและเกิดความโกรธขึ้นมาไม่ได้
ด้วยเหตุดังนี้เอง ก็จะเห็นได้ว่า
เราเกิดความโลภ คือมีความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาได้ ก็เพราะเรามีความยินดีติดใจซ่อนอยู่ภายในจิตใจเรียกว่า อนุสัย
เรามีความโกรธ หรือเสียใจขึ้นมาได้ ก็เพราะเรามีความโกรธหรือเสียใจซ่อนอยู่ภายในจิตใจเรียกว่า อนุสัย
เรามีความยกตัว ถือตัว อวดตัวว่าใหญ่ ก็เพราะเรามีความยกตัว ถือตัว อวดตัวว่าใหญ่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจเรียกว่า อนุสัย
เรามีความเห็นผิดคิดเอาเองง่าย ๆ ว่า การเวียนว่ายตายเกิดเป็นต้น ไม่มี ก็เพราะเรามีอนุสัยความเห็นผิดติดอยู่ในจิตใจเรียกว่า อนุสัยโดย พี่เณร....นำมาฝาก [3 มี.ค. 2551 , 18:09:25 น.] ( IP = 58.9.228.31 : : )
สลักธรรม 2ขณะที่เรามีอนุสัยขึ้นมาได้ ก็เพราะเราสั่งสมอบรมมันเอาไว้ทุกชาติ ๆ มาจนนับชาติที่เกิดไม่ได้ ว่าเป็นชาติที่เท่าใด อนุสัย ไม่มีหนทางที่จะถ่ายทอดสืบต่อตามสายโลหิตมาจาก พ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย ได้
อนุสัย เป็นกิเลสที่ละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ดังมีวจนัตถะว่า
สตฺตาเน อนุ อนุเสนฺตีติ = อนุสยา แปลความว่า "ธรรมเหล่าใดย่อมนอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่ง รูป-นาม ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า "อนุสัย"
สันดาน ก็คือความสืบต่อเนื่องกันไปของจิตไม่ขาดสายหรือความสืบต่อกันไปของนามธรรมที่ไม่มีอะไรมาคั่นกลาง
อีกนัยหนึ่งแสดงว่า อนุรูปํ การณํ ลภิตฺวา เสนฺติ อุปฺปชฺชนฺตีติ = อนุสยา แปลความว่า "ธรรมเหล่าใด เมื่อได้เหตุอันสมควรแล้วย่อมเกิดขึ้นได้ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อนุสัย"
อนุสัยกิเลสมี ๗ ประการ คือ
๑. กามราคานุสัย ธรรมชาติที่มีความยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส ก็จะมีสภาวะเป็นโลภเจตสิก ที่ประกอบในโลภมูลจิต ๘
๒. ภวราคานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความยินดีติดใจในอัตภาพของตน ติดใจในรูปภพ, อรูปภพ หรือรูปฌาณ, อรูปฌาณ อันสงบนอนนิ่งอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์ แล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่ โลภเจิตสิกที่ประกอบในทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๔
๓. ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความไม่พอใจในอารมณ์อันสงบนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์เข้าแล้ว ก็แปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลสได้แก่ โทสเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒
๔. มานานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความโอ้อวด ยกตัว ถือตัว อวดดี อวดเก่ง นอนเนื่องสงบนิ่งอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์เข้าแล้ว แปรสภาพเป็นปริยุฎฐานกิเลส ได้แก่ มานเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิ วิปปยุตตจิต ๔
๕. ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความเห็นผิด (ในเรื่องของชีวิตจิตใจ) อันติดเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบแล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิสัมปยุตตจิต ๔
๖. วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์แล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฎฐานกิเลสเป็นสภาวธรรมที่เรียกว่า วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ประกอบเป็นวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต
๗. อวิชชานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความโง่ ไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงของอารมณ์ต่างๆ อันสงบนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์แล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฎฐานกิเลส มีองค์ธรรม ได้แก่ โมหเจตสิก ที่ประกอบในอกุศลจิต ๑๒โดย พี่เณร....นำมาฝาก [3 มี.ค. 2551 , 18:15:11 น.] ( IP = 58.9.228.31 : : )
สลักธรรม 3อนุสัย ๗ ประการนี้ เมื่อแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานแล้ว มีประเภทองค์ธรรมเพียง ๖ อย่าง คือ โลภเจตสิก, โทสเจตสิก,มานเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก, วิจิกิจฉาเจตสิก และโมหเจตสิก
ถ้าเป็นการศึกษาในโรงเรียนแล้ว จะได้รับความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น ทิฏฐานุสัย อันเป็นความเห็นผิดที่ติดอยู่ในจิตใจสืบต่อกันมาทุกชาติ ๆ ได้อย่างไร แล้วเหตุใดจึงได้ประกอบในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ เท่านั้น
เพราะโลภมูลมี ๘ ประเภท ประกอบได้กับจิตโลภะที่มีความเห็นผิด ๔ ประเภท เช่น คนทำการคดโกง คอรัปชั่น แล้วมีความเชื่อว่าบาปบุญไม่มี บาปบุญจะติดตัวไปชาติหน้าไม่ได้เพราะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด และจะประกอบกับโลภะอีก ๔ ประเภท ไม่ได้ ด้วยโลภะเกิดขึ้นมาโดยมิได้ประกอบด้วยความเห็นผิด ดังนั้น ท่านผู้นี้บาปจึงเกิดมาก เพราะน้ำหนักของเจตนามีกำลังแรงทำลงไปหลายครั้งแล้วจะหนีอบายภูมิได้ยาก ไปเกิดชาติข้างหน้าก็จะได้รับความลำบาก โกงเขาไว้แล้วคิดว่ามีกำไร แต่ความจริงขาดทุนอย่างย่อยยับต่างหาก
ความเห็นผิดดังกล่าว จะเกิดกับโลภะทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ เท่านั้น จะประกอบกับโทสมูลจิตทั้ง ๒ ก็ไม่ได้ จะประกอบกับโมหมูลจิต ๒ ก็ไม่ได้ เพราะในขณะที่กำลังโทสะและกำลังโมหะอยู่นั้นไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยได้ เช่นคนกำลังโกรธ กำลังโง่ กำลังหลง จะให้มีความเห็นเรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องตาย เรื่องเกิดได้อย่างไร เป็นต้น
พระอภิธรรมปิฎกกำหนดหลักการและควบคุมตัวเลขเอาไว้ทั้งนั้น มิให้ผู้ใดช่างคิด ช่างฝัน ตีความพระธรรมที่แสนจะลึกซึ้งเอาได้ตามใจชอบใจ ราวกับตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ ถ้าพระอภิธรรมปิฎกไม่มี หรือเอาออกไปเสียแล้ว พระพุทธศาสนาจะค่อย ๆ สลายตัวไปเรื่อย ๆ จนเหลือผ้าเหลืองห้อยหูในเวลาไม่ช้า
เพราะบรรดาปุถุชนผู้มีกิเลสหนาทั้งหลายก็จะพากันแสดงธรรมะออกไปตามชอบใจ แล้วพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และต่อ ๆ ไปก็จะเกิดขึ้นมากมาย แล้วพระพุทธศาสนาจะไม่ล้มละลายไปโดยเร็วกระไรได้
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [3 มี.ค. 2551 , 18:21:59 น.] ( IP = 58.9.228.31 : : )
สลักธรรม 4ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำคำสอนของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร มาฝากไว้ค่ะ
โดย เซิ่น (เซิ่น) [3 มี.ค. 2551 , 22:14:24 น.] ( IP = 58.8.50.162 : : )
สลักธรรม 5ขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ โดย au (asomsopon) [4 มี.ค. 2551 , 01:37:12 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )
สลักธรรม 6อ่านแล้วก็เห็นสวนสัตว์อสรพิษที่อยู่ในใจ อันตรายและน่ากลัวสำหรับชีวิตตนเองอย่างที่สุด แต่เราก็ยังยินดีที่จะเลี้ยงไว้ตลอดมา ..คงเป็นเพราะความโง่อย่างแท้จริงที่ทำให้เราปล่อยปละละเลยมาจนถึงวันนี้
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ และกราบอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:17:19 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 7
โห..ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างของงูเห่า ทำให้รู้สึกน่ากลัวมากๆๆ เราเลี้ยงงูเห่าไว้กับตัว เพราะว่ายังกำจัดออกไม่ได้ ต่อไปจึงต้องพยายามอย่าให้มันตื่น อิอิ
ขอบพระคุณี่เณรมากคะที่นำของดีมาฝากโดย พี่ดา [5 มี.ค. 2551 , 10:48:41 น.] ( IP = 124.121.172.243 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |