มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อนุสัย




อนุสัย
โดย..อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ธรรมดางูเห่านั้นดุร้าย เมื่อกัดผู้ใดเข้าก็ย่อมเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ฉะนั้น จึงไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้ ยกเว้นหมองูผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของงู

แต่ถ้างูเห่านั้นนอนหลับสนิทเสียแล้ว ความดุร้ายของมันก็ไม่มี หมายความว่า... ผู้ใดจะเข้าไปใกล้ ๆ ก็ได้จะไม่มีอันตรายใด ๆ เพราะงูเห่าที่นอนหลับไม่มีโอกาสที่จะฉกกัดใครได้ ขออย่างเดียวเท่านั้น อย่าไปกระทบถูกต้องมันเข้า หรือกระทบกระเทือนทำให้มันตื่นขึ้นมาก็แล้วกัน

สัตว์ทั้งหลายก็เหมือนกัน มีกิเลสคือตัวการที่ทำให้เศร้าหมองเร่าร้อนแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตใจ แต่เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่เราทั้งหลายมองเห็นไม่ได้ สงบนิ่งเหมือนมิได้มีอะไร แต่เมื่อได้เหตุได้ปัจจัยเข้าแล้วมันก็จะเกิดขึ้นได้ เหมือนงูเห่าที่ดุร้ายแต่นอนหลับสนิทไม่เป็นอันตราย ต่อเมื่อผู้ใดกระทบถูกต้องมันเข้าแล้วก็ไม่มีวันที่จะไม่ชูหัวขึ้นมาในทันใด แล้วฉกกัดเข้าให้

ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งได้แก่กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นสัตว์อะไร คือสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มนุษย์ เทวดา พรหม ตลอดไปจนถึงผู้ที่ได้มรรคผลนิพพานในขั้นต่าง ๆ ทั้งหมด (ยกเว้นพระอรหันต์)

อนุสัย อันได้แก่กิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนเร้นอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจนั้น ถ้าจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็ได้แก่ ธาตุหรืออำนาจชนิดหนึ่งที่อยู่ภายในเม็ดผลไม้ ธาตุหรืออำนาจดังกล่าวนั้น มิได้มีผู้ใดมองเห็น เราเห็นแต่เม็ดผลไม้ แต่เราเห็นธาตุหรืออำนาจของมันไม่ได้ แต่มันจะมีอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเอาเม็ดผลไม้ไปปลูกแล้วรดน้ำ พรวนดิน ไม่นาน ธาตุหรืออำนาจดังกล่าวนั้นก็จะเป็นตัวการอุดหนุนให้เม็ดผลไม้นั้นตกรากแล้วเกิดเป็นต้นไม้ แล้ว มีดอก มีผลขึ้นมาได้ในที่สุด

แต่ถ้าเอาเม็ดผลไม้ต้มหรือไปเผาเสียให้สุก ทำให้ธาตุหรืออำนาจของมันหมดไป แล้วจะปลูกและรดน้ำพรวนดินอย่างไรก็จะไม่มีต้นไม้ขึ้นมาได้

อนุสัยกิเลสก็เป็น ธาตุหรืออำนาจของนามธรรมคือจิตใจซ่อนเร้นอย่างมิดชิดจนผู้ใดใครที่ไหนก็มองเห็นไม่ได้ แต่เมื่อได้เหตุได้ปัจจัย นั่นก็ได้แก่มีอารมณ์ต่าง ๆ มากระทบกับทวารคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจเข้าแล้ว อนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่หลบซ่อนอยู่ภายในนั้นก็จะแปรสภาพเป็นกิเลสอย่างกลางเรียกว่าปริยุฏฐานกิเลส แล้วก็จะเกิดกิเลสอย่างหยาบเรียกว่าวีติกกมกิเลสต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [3 มี.ค. 2551 , 18:02:45 น.] ( IP = 58.9.228.31 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ยกตัวอย่างเหมือนเราถูกด่า เสียงก็ย่อมจะกระทบกระเทือนเข้าไปถึงจิตใจนั่นก็คือ กระเทือนถึง อนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียด เมื่อกิเลสอย่างละเอียด เกิดขึ้นจนมีกำลังมากแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิด ปริยุฎฐาน คือ กิเลสอย่างกลาง ซึ่งได้แก่จิตใจเกิดความเร่าร้อนขึ้นมา และเพราะความเร่าร้อนที่มีกำลังมากนี้เองจึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิด วีติกกมกิเลส คือ กิเลสอย่างหยาบ แสดงออกมาทางวาจา หรือทางกายจึงได้มีการโต้ตอบ หรือตบตีกันขึ้น ทั้งนี้จะเป็นไปโดยฉับพลันทันทีถ้าไม่พิจารณาให้ดี หรือมิได้ทำใจให้แยบคายแล้วก็มองเห็นไม่ได้ว่า มันเกิดขึ้นมาเป็นลำดับกันอย่างไร

ทำไมคนจึงด่า และตบตีกันอันเป็นกิเลสอย่างหยาบ คำตอบก็เพราะทนต่ออำนาจคือ ความเร่าร้อนที่อยู่ภายในจิตใจอันเป็นกิเลสอย่างกลางไม่ไหว และที่เกิดความเร่าร้อนขึ้นมาได้ก็เพราะมีกิเลสอย่างละเอียดที่แอบแฝงอยู่ภายในแล้ว ได้รับความกระทบกระเทือนโดยอารมณ์ต่าง ๆ

ถ้าไม่มีสตางค์อยู่ในกระเป๋าเลยแม้แต่อันเดียวแล้ว แม้จะล้วงลงไปสักกี่ครั้งกี่หน ก็หยิบสตางค์ติดมือขึ้นมาไม่ได้ ดังนั้น ถ้าอนุสัยกิเลสไม่มีเสียแล้ว จะมีปริยุฎฐานกิเลสคือใจขุ่นมัว เศร้าหมองเร่าร้อนอย่างไรและถ้าไม่มีปริยุฏฐานกิเลสขุ่นมัวเศร้าหมองเร่าร้อนเสียแล้ว จะด่าหรือตบตีกันอันเป็นกิเลสอย่างหยาบจะได้หรือ
เหมือนพระอรหันต์ทั้งหลาย อาศัยมรรคผลนิพพานเกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน พระอรหันต์ทุก ๆ ท่านอนุสัยกิเลสได้ถูกทำลายลงไปจนหมดสิ้นเด็ดขาดด้วยอำนาจของปัญญาแล้ว ใครจะด่าจะว่ากล่าวประการใด พระอรหันต์ทั้งหลายจะเกิดความเร่าร้อนและเกิดความโกรธขึ้นมาไม่ได้
ด้วยเหตุดังนี้เอง ก็จะเห็นได้ว่า

เราเกิดความโลภ คือมีความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาได้ ก็เพราะเรามีความยินดีติดใจซ่อนอยู่ภายในจิตใจเรียกว่า อนุสัย


เรามีความโกรธ หรือเสียใจขึ้นมาได้ ก็เพราะเรามีความโกรธหรือเสียใจซ่อนอยู่ภายในจิตใจเรียกว่า อนุสัย

เรามีความยกตัว ถือตัว อวดตัวว่าใหญ่ ก็เพราะเรามีความยกตัว ถือตัว อวดตัวว่าใหญ่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจเรียกว่า อนุสัย

เรามีความเห็นผิดคิดเอาเองง่าย ๆ ว่า การเวียนว่ายตายเกิดเป็นต้น ไม่มี ก็เพราะเรามีอนุสัยความเห็นผิดติดอยู่ในจิตใจเรียกว่า อนุสัย

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [3 มี.ค. 2551 , 18:09:25 น.] ( IP = 58.9.228.31 : : )


  สลักธรรม 2

ขณะที่เรามีอนุสัยขึ้นมาได้ ก็เพราะเราสั่งสมอบรมมันเอาไว้ทุกชาติ ๆ มาจนนับชาติที่เกิดไม่ได้ ว่าเป็นชาติที่เท่าใด อนุสัย ไม่มีหนทางที่จะถ่ายทอดสืบต่อตามสายโลหิตมาจาก พ่อ แม่ ปู่ย่า ตายาย ได้

อนุสัย เป็นกิเลสที่ละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ดังมีวจนัตถะว่า

สตฺตาเน อนุ อนุเสนฺตีติ = อนุสยา แปลความว่า "ธรรมเหล่าใดย่อมนอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่ง รูป-นาม ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า "อนุสัย"

สันดาน ก็คือความสืบต่อเนื่องกันไปของจิตไม่ขาดสายหรือความสืบต่อกันไปของนามธรรมที่ไม่มีอะไรมาคั่นกลาง
อีกนัยหนึ่งแสดงว่า อนุรูปํ การณํ ลภิตฺวา เสนฺติ อุปฺปชฺชนฺตีติ = อนุสยา แปลความว่า "ธรรมเหล่าใด เมื่อได้เหตุอันสมควรแล้วย่อมเกิดขึ้นได้ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อนุสัย"

อนุสัยกิเลสมี ๗ ประการ คือ



๑. กามราคานุสัย
ธรรมชาติที่มีความยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ ซึ่งนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส ก็จะมีสภาวะเป็นโลภเจตสิก ที่ประกอบในโลภมูลจิต ๘

๒. ภวราคานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความยินดีติดใจในอัตภาพของตน ติดใจในรูปภพ, อรูปภพ หรือรูปฌาณ, อรูปฌาณ อันสงบนอนนิ่งอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์ แล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่ โลภเจิตสิกที่ประกอบในทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๔

๓. ปฏิฆานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความไม่พอใจในอารมณ์อันสงบนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์เข้าแล้ว ก็แปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลสได้แก่ โทสเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒

๔. มานานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความโอ้อวด ยกตัว ถือตัว อวดดี อวดเก่ง นอนเนื่องสงบนิ่งอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์เข้าแล้ว แปรสภาพเป็นปริยุฎฐานกิเลส ได้แก่ มานเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิ วิปปยุตตจิต ๔

๕. ทิฏฐานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความเห็นผิด (ในเรื่องของชีวิตจิตใจ) อันติดเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบแล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิสัมปยุตตจิต ๔

๖. วิจิกิจฉานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความสงสัยลังเลใจในสิ่งที่ควรเชื่อ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์แล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฎฐานกิเลสเป็นสภาวธรรมที่เรียกว่า วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ประกอบเป็นวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต

๗. อวิชชานุสัย ธรรมชาติที่เป็นความโง่ ไม่รู้สภาวธรรมตามความเป็นจริงของอารมณ์ต่างๆ อันสงบนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดาน เมื่อกระทบอารมณ์แล้วก็แปรสภาพเป็นปริยุฎฐานกิเลส มีองค์ธรรม ได้แก่ โมหเจตสิก ที่ประกอบในอกุศลจิต ๑๒

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [3 มี.ค. 2551 , 18:15:11 น.] ( IP = 58.9.228.31 : : )


  สลักธรรม 3

อนุสัย ๗ ประการนี้ เมื่อแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานแล้ว มีประเภทองค์ธรรมเพียง ๖ อย่าง คือ โลภเจตสิก, โทสเจตสิก,มานเจตสิก ทิฏฐิเจตสิก, วิจิกิจฉาเจตสิก และโมหเจตสิก

ถ้าเป็นการศึกษาในโรงเรียนแล้ว จะได้รับความเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น ทิฏฐานุสัย อันเป็นความเห็นผิดที่ติดอยู่ในจิตใจสืบต่อกันมาทุกชาติ ๆ ได้อย่างไร แล้วเหตุใดจึงได้ประกอบในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ เท่านั้น

เพราะโลภมูลมี ๘ ประเภท ประกอบได้กับจิตโลภะที่มีความเห็นผิด ๔ ประเภท เช่น คนทำการคดโกง คอรัปชั่น แล้วมีความเชื่อว่าบาปบุญไม่มี บาปบุญจะติดตัวไปชาติหน้าไม่ได้เพราะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด และจะประกอบกับโลภะอีก ๔ ประเภท ไม่ได้ ด้วยโลภะเกิดขึ้นมาโดยมิได้ประกอบด้วยความเห็นผิด ดังนั้น ท่านผู้นี้บาปจึงเกิดมาก เพราะน้ำหนักของเจตนามีกำลังแรงทำลงไปหลายครั้งแล้วจะหนีอบายภูมิได้ยาก ไปเกิดชาติข้างหน้าก็จะได้รับความลำบาก โกงเขาไว้แล้วคิดว่ามีกำไร แต่ความจริงขาดทุนอย่างย่อยยับต่างหาก

ความเห็นผิดดังกล่าว จะเกิดกับโลภะทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ เท่านั้น จะประกอบกับโทสมูลจิตทั้ง ๒ ก็ไม่ได้ จะประกอบกับโมหมูลจิต ๒ ก็ไม่ได้ เพราะในขณะที่กำลังโทสะและกำลังโมหะอยู่นั้นไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยได้ เช่นคนกำลังโกรธ กำลังโง่ กำลังหลง จะให้มีความเห็นเรื่องบาป เรื่องบุญ เรื่องตาย เรื่องเกิดได้อย่างไร เป็นต้น

พระอภิธรรมปิฎกกำหนดหลักการและควบคุมตัวเลขเอาไว้ทั้งนั้น มิให้ผู้ใดช่างคิด ช่างฝัน ตีความพระธรรมที่แสนจะลึกซึ้งเอาได้ตามใจชอบใจ ราวกับตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ ถ้าพระอภิธรรมปิฎกไม่มี หรือเอาออกไปเสียแล้ว พระพุทธศาสนาจะค่อย ๆ สลายตัวไปเรื่อย ๆ จนเหลือผ้าเหลืองห้อยหูในเวลาไม่ช้า

เพราะบรรดาปุถุชนผู้มีกิเลสหนาทั้งหลายก็จะพากันแสดงธรรมะออกไปตามชอบใจ แล้วพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และต่อ ๆ ไปก็จะเกิดขึ้นมากมาย แล้วพระพุทธศาสนาจะไม่ล้มละลายไปโดยเร็วกระไรได้

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.



โดย พี่เณร....นำมาฝาก [3 มี.ค. 2551 , 18:21:59 น.] ( IP = 58.9.228.31 : : )


  สลักธรรม 4

ขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำคำสอนของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [3 มี.ค. 2551 , 22:14:24 น.] ( IP = 58.8.50.162 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ

โดย au (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [4 มี.ค. 2551 , 01:37:12 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )


  สลักธรรม 6

อ่านแล้วก็เห็นสวนสัตว์อสรพิษที่อยู่ในใจ อันตรายและน่ากลัวสำหรับชีวิตตนเองอย่างที่สุด แต่เราก็ยังยินดีที่จะเลี้ยงไว้ตลอดมา ..คงเป็นเพราะความโง่อย่างแท้จริงที่ทำให้เราปล่อยปละละเลยมาจนถึงวันนี้

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ และกราบอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:17:19 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )


  สลักธรรม 7


โห..ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างของงูเห่า ทำให้รู้สึกน่ากลัวมากๆๆ เราเลี้ยงงูเห่าไว้กับตัว เพราะว่ายังกำจัดออกไม่ได้ ต่อไปจึงต้องพยายามอย่าให้มันตื่น อิอิ

ขอบพระคุณี่เณรมากคะที่นำของดีมาฝาก

โดย พี่ดา [5 มี.ค. 2551 , 10:48:41 น.] ( IP = 124.121.172.243 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org