| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถอดรหัสชีวิต ...ปฐมนิเทศศิษย์พระอภิธรรม
สลักธรรม 1
และเมื่อถึงเวลา เวลา ๑๐.๐๐ น. ตามกำหนดการเปิดอบรมปฐมนิเทศนักศึกษาพระอภิธรรมรุ่นใหม่ คุณวยุรี สุวรรณอินทร์ รองประธานคณะกรรมการมูลนิธิ ได้กล่าวต้อนรับและเล่าประวัติความเป็นมาของมูลนิธิให้ผู้เข้ารับการอบรมให้ทราบพอสังเขป ต่อจากนั้นจึงได้เชิญท่านอาจารย์บุษกร เมธางกูร เปิดการอบรมปฐมนิเทศอย่างเป็นทางการ
แม้ว่าในช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมาท่านอาจารย์จะต้องออกไปปฏิบัติภารกิจนอกมูลนิธิด้วยการไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพ ดร.พระมหา ต่วม สิริธมฺโม ณ วัดเทพนารี ในตลอดช่วงบ่ายจนกระทั่งถึงค่ำ และมีความไม่สบายเนื่องจากอากาศร้อนจนกระทั่งเกิดการอาเจียนในช่วงดึก แต่เมื่อได้พบหน้าท่านอาจารย์ในช่วงเช้านั้นก็แทบไม่ทราบเลยว่า ท่านมีความไม่สบายกายอยู่มาก เพราะท่านตั้งใจที่จะมาให้ความรู้อย่างเต็มความสามารถ
ซึ่งต้องขอบอกให้ทุกท่านทราบว่า การปฐมนิเทศของท่านอาจารย์นั้น เป็นการปฐมนิเทศที่หลากรสและให้ประโยชน์แก่ผู้ที่รับฟังเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านได้พูดถึงการถอดรหัสชีวิต ...ที่จะนำไปสู่การถอดรหัสกรรมด้วยการศึกษาพระอภิธรรมอันเป็นพระปริยัติ และการถอดรหัสแห่งความทุกข์ด้วยการเจริญสติปัฏฐานสี่เปิดโปงให้เห็นถึงพระไตรลักษณ์ที่หลายคนไม่เคยมองเห็นภาพเหล่านี้
นับเป็นการปฐมนิเทศที่ครอบคลุมไปในประโยชน์ทั้งสาม คือ ปัจจุบัน อนาคต และประโยชน์สูงสุด อันเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่มีปัญหาน้อยลง ทั้งการยกตัวอย่างของท่านก็ยังชัดเจนเข้าใจง่ายทำลายบรรยากาศน่าเบื่อของการศึกษาทฤษฎีไปจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการยกทฤษฎีโน๊ตขึ้นมาเทียบเคียงกับทฤษฏีชีวิตที่มีกุญแจสำคัญกำกับไว้ให้ต้องเป็นไปตามท่วงทำนองของกรรม
ตลอดระยะเวลาของการปฐทนิเทศในช่วงเช้า..จึงเป็นการเปิดประตูสู่การศึกษาพระอภิธรรมได้อย่างงดงามปราศจากความเคร่งเครียด อากัปกิริยาที่ท่านแสดงออกนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นมิตรและน่าประทับใจมาก จนลืมไปเลยว่า ก่อนหน้านี้ ท่านอาจารย์ไม่สบายมิใช่น้อยเลย
และต่อจากนี้ไป...เป็นการสรุปใจความสำคัญที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวปฐมนิเทศเอาไว้ จึงขอนำมาให้ทุกท่านได้อ่านกันเผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อไป
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 14:53:38 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 2
กราบสวัสดีทุก ๆท่าน
ขอต้อนรับเข้าสู่มูลนิธิ วันนี้เป็นวันปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่
ท่านรองประธานฯ ได้แนะนำ ประวัติความเป็นมาของมูลนิธิฯไปแล้วว่า "มูลนิธิก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร และในการสอนพระอภิธรรมของนั้นท่านก็มีลูกสาวคนเล็กอายุ ๗ ขวบ ติดตามท่านไปตลอด" คำพูดตรงนี้เสมือนกับการแนะนำประวัติของตนเองเช่นกันว่า ผู้พูดได้รับการศึกษาพระอภิธรรมจากคุณพ่อมาตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ และก็สืบสานงานของท่านมาจนกระทั่งบัดนี้
วันนี้ได้เห็นคนใหม่มากันมากก็ดีใจ และคนเก่าที่ศึกษาจนหลักสูตรแล้วยังมานั่งอยู่ด้วยก็ดีใจว่า มีทั้งคนใหม่ทั้งคนเก่า แต่เมื่อเรามานั่งอยู่ตรงนี้ก็ต้องมีเป้าหมายว่า เรามาเพื่ออะไร? เรามาเพื่อ..ถอดรหัสชีวิต..
จึงขอใช้คำปฐมนิเทศว่า..เรามาถอดรหัสชีวิต.. และเราต้องศึกษาให้ทราบว่าการที่เราจะถอดรหัสชีวิตให้สำเร็จได้นั้น เราจะต้องอาศัยความเพียรในการทำความเข้าใจหลักของพระพุทธศาสนา
เราต่างเกิดมาเป็นชาวพุทธ ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้อายุก็มากไม่ใช่เด็กกันแล้ว เราผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการฝึกหัดมาสารพัดจนเป็นผู้มีอาชีพ และผ่านรอยกรรมที่เราได้บากบั่นสู้มาถึงวันนี้ เราเจ็บมากี่ครั้งเราสู้มาเท่าไร เหนื่อยยากมากเลยกว่าจะถึงมาวันนี้ได้
ถ้าทุกคนสามารถมองย้อนไปในอดีตได้ ความทรงจำที่จำได้คือ ความเหนื่อยและความอดทน เมื่อมาจนถึงวันนี้ เราจึงผ่านการอดทนมามาก และนั่นแสดงว่า "เราเป็นผู้เก่า"
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 14:54:46 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 3
พระพุทธองค์บอกว่า มนุษย์นี้เป็นสัตว์ประเสริฐ พระพุทธโกศาจารย์กล่าวว่า มนุษย์นี้เก่ง
ประเสริฐและเก่งตรงไหน? ก็ตรงที่มีความสามารถอดทนต่อสู้กับชีวิตของตนเองมาได้ โดยทั้งที่ไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร ทนเพื่อมีชีวิตมาจนวันนี้ แล้วก็ต้องทนต่อไปจนวันสุดท้ายของชีวิต และไม่ทนก็ไม่ได้ เพราะอะไร? เพราะมีเรื่องราวผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราทำให้บางครั้งเกิดความเศร้าหมองมากมาย บางครั้งก็เกิดความสนุกเฮฮา ทั้งความเศร้าหมองและความสนุกเฮฮาก็มีอยู่ชั่วพริบตาเดียวแล้วอารมณ์เหล่านั้นก็ผ่านไปหมด
เราต้องต่อสู้กับชีวิตวันละ ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งเราอาจหักเวลาที่ไม่ต้องต่อสู้ออกไปได้อย่างมากวันละ ๘ ชั่วโมงก็คือเวลานอน แล้วเวลาที่เหลือนอกจากนั้นเราทำอะไรกัน? เราทำงานดูแลชีวิตตนและของของตน คือดูแลตัวเราเองและครอบครัวเรา มีญาติพี่น้อง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย บุตรธิดา เพื่อนฝูง
แล้วในที่สุดการต่อสู้ของเราต้องมีเอวัง ....คือ จบ เอวัง ..ของชีวิตก็คือ ตาย ทุกชีวิตล้วนมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ที่มานั่งอยู่ที่นี่ยังมีลมหายใจกันอยู่ทุกคน เพราะเมื่อหยุดลมหายใจเมื่อใดท่านกล่าวไว้ว่า...เมื่อสิ้นลมล้มตายกลายเป็นศพ ถึงจุดจบเกมส์ชีวิตปิดฉากฉาย นอนในโลงใบแคบแคบโอบแนบกาย ไม่มีสหาายญาติหรือทรัพย์ไปกับเรา
ที่เกริ่นเรื่องนี้ให้ท่านฟังก็เพราะว่า เมื่อวันวานได้ไปงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านพระมหาต่วน สิริธัมโม ที่วัดเทพนารี ซึ่งพระรูปนี้ท่านเกิดที่จังหวัดบุรีรัมย์ ท่านมีผลงานมากมาย ท่านพูดได้ถึง ๑๐ ภาษา ท่านบวชเรียนมาจนกระทั่งมีดีกรีได้รับปริญญามากมาย และมีความสามารถในการเผยแผ่พระพุทธศาสนามากจะเรียกว่าทูตวัฒนธรรมก็ว่าได้ แต่แล้วท่านก็จากไปเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ปีที่ผ่านมาและเพิ่งพระราชทานเพลิงศพเมื่อวานนี้เอง
เมื่อวานกลับมาก็เหนื่อย เพราะว่าอากาศร้อน เมื่ออากาศไม่เป็นใจก็ทำให้ชีวิตคนอยู่ได้ยากจึงเพลียมากแต่ก็ยังไม่ได้เข้านอน ก็เลยนั่งเปิดหนังสือที่ได้รับแจกในงานมาพลิกอ่านดู มีพระรูปหนึ่งท่านเขียนว่า ท่านอาลัยพระมหาต่วน พระรูปนั้นท่านบอกว่าพระมหาต่วนจัดเป็นปูชนียบุคคลท่านหนึ่ง เมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีอุบาสกอุบาสิกามากมายที่ติดท่าน ทั้งพระต่าง ๆ ทั้งต่างประเทศก็พึ่งท่าน ท่านไปไหน ญาติธรรมเต็มไปหมดเลย ท่านพูดที่วิทยุกระจายเสียงท่านมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอธิการบดี มจร. ท่านมีคนนับหน้าถือตาท่านมาก
แต่วันที่ท่านป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์ พระที่เขียนคำอาลัยรูปนี้ไปเยี่ยมท่าน พอเดินก้าวเข้าไป ท่านบอกว่าท่านสลดใจ ท่าน ดร.พระมหาต่วนคนนี้นอนอยู่รูปเดียวไม่มีใครเลย ไม่มีญาติธรรมเลย มีแต่พยาบาลประจำห้องที่เขาเดินไปเดินมาเพื่อดูความดันเท่านั้นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 14:55:44 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 4
พระรูปนั้นท่านก็คิดว่า ยามที่มีลมหายใจ ยังทำงานได้อยู่ ก็เป็นที่รักของทุกคน แต่พอยามป่วย ก็ต้องเจ็บคนเดียว อยู่คนเดียว เช่นที่ท่านเห็น ท่านก็เลยปรารภ นึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ไปเยี่ยมและไปดูแลพระติสสะที่ไม่สบายมาก เป็นโรคปุ่มปมที่มีน้ำเหลืองพุพองแล้วก็ถูกทอดทิ้ง ปุ่มจนเม็ดโตเท่าถั่วเขียว เท่าถั่วแดง จนกระทั่งเป็นปุ่มโตหมดเลย และแตกเป็นน้ำเหลืองได้รับทุกขเวทนามาก
พระพุทธเจ้าได้เข้าข่ายพระญาณ ได้เห็นพระติสสะเข้ามาในข่ายพระญาณ พระพุทธเจ้าไปเยี่ยมกับพระอานนท์แล้วทรงเห็นพระติสสะนี้นอนป่วยจมกองเลือดกองน้ำหนองอยู่นี้ พระองค์ก็เปลี่ยนเป็นผู้จีวรให้ แม้พระอานนท์ให้พระพุทธเจ้าวางมือจากการกระทำดังกล่าว แต่พระพุทธเจ้าก็มีพระพุทธประสงค์จะทำเช่นนั้นต่อไปโดยได้เปลี่ยนจีวรให้พระติสสะและให้พระอานนท์นำไปซักให้สะอาดแล้วตากให้แห้ง
ระหว่างนั้นทรงพระอานนท์ไปต้มน้ำเพื่อนำมาเช็ดตัวให้พระติสสะจนสะอาดและมีอาการดีขึ้น ด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสเป็นพระพุทธพจน์ว่า การดูแลพระภิกษุผู้ป่วยไข้ เหมือนดูแลเราตถาคต
พระรูปที่เขียนคำไว้อาลัยรูปนี้เมื่อท่านได้เห็นพระมหาต่วนที่นอนอยู่ ลำพังและปรารภเรื่องราวนี้แล้ว ท่านก็ตัดสินใจนั่งอยู่เป็นเพื่อนท่านพระมหาต่วนที่ไม่ค่อยมีแรง
ท่านก็ถามว่า .. เหนื่อยไหม? พระมหาต่วนตอบว่า.. มีเหมือนกัน
ท่านก็ถามว่า.. จากสหรัฐอเมริกาแล้วมาถึงที่นี่เป็นอย่างไร บ้าง? พระมหาต่วนตอบว่า..อาการดีขึ้นบ้างแล้ว
ท่านก็ถามว่า.. ถ้าเผื่อจะคุยจะเหนื่อยไหม? พระมหาต่วนก็ยิ้ม
ท่านบอกท่านมองพระมหาต่วนแล้วนึกถึงพระปฐมบรมโพธิสมภารที่ยังทำหน้าที่ดูแลได้แล้วทำไมท่านจะกลับล่ะ ท่านจึงนั่งอยู่จนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยมท่านจึงกลับ
แล้วท่านก็มาเขียนว่า ในที่สุดเมื่อยามหมดแรงไปแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะแสดงผลงานของตัวเองออกไปแล้ว เมื่อหมดโอกาสแล้วก็อยู่เดียวดาย ว้าเหว่ แล้วก็ไปคนเดียว ในที่สุด ดร.พระมหาต่วนก็ตายแล้วก็จากไปคนเดียว
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 14:56:20 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 5
จึงเป็นข้อที่นำมาให้ท่านคิดว่า...
วันนี้เราทุกท่านเป็นผู้ที่มีเรี่ยวแรง เราเป็นเพื่อนฝูง พี่น้องกัน เรารักใคร่กลมเกลียวกัน เรายังมีประโยชน์อยู่ อย่างน้อยที่สุดเรากวาดบ้านได้ แต่เมื่อใดเราหมดแรงเราหมดประโยชน์เท่ากับเราหมดค่าในความรู้สึกของคนอื่น นี่คือเรื่องจริง ไม่มีใครเรารักเท่ากับเรารักตัวเองหรอก
แต่การรักตัวเองให้ถูกนั้นก็คือการศึกษาทำความเข้าใจถอดรหัสชีวิตให้ถูกว่า ชีวิตนั้นคืออะไร? ทำไมเราถึงต้องมาเป็นแบบนี้ ? โลกนี้ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้ทั้งเกิดแก่เราและเกิดกับผู้อื่น?
คำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ก็คือการที่พระองค์ถอดรัหสชีวิตด้วยพระองค์เอง แล้วก็แจกจ่ายธรรมะออกมาถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ใน ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ฟัง ดูแล้วเหมือนมากและยาก เหมือนเราดูตู้พระไตรปิฎกแล้วคิดว่า ใครจะไปอ่านได้หมด? มันคงยากเพราะภาษาก็คนละภาษากัน
ที่จริงแล้วในตู้พระไตรปิฎกที่เราเห็นถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์นี้ไม่ยากเลย เพราะแบ่งออกเป็น ๓ ตอนเท่านั้นเอง ตอนที่ ๑ เป็นพระสูตร ตอนที่ ๒ เป็นพระวินัย ตอนที่ ๓ เป็นพระอภิธรรม
ที่พระพุทธเจ้าสอนถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์นั้น ไม่ใช่เรื่องของพระภิกษุอย่างเดียวแต่เป็นของเราคนเดียวด้วย แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะถอดรหัสชีวิตออกมาได้จาก ๓ ปิฎกนั้น? ก็โดยทำความเข้าใจว่า โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 14:56:59 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 6
ถอดรหัสแรกคือ พระสูตร.. เป็นการแสดงธรรมแบบบุคลาธิษฐาน เป็นการแสดงธรรมะของพระพุทธเจ้า พระอริยสาวก พระสาวกต่าง ๆ แบบบุคลธิษฐาน ก็คือเหมือนเล่านิทานให้ฟัง นิทานคือเรื่องเก่า ที่นำมาเล่าให้ฟัง โดยยกตัวอย่างของคน ๒ ชนิดขึ้นมา คนดีกับคนไม่ดี หรือเหตุดีกับเหตุไม่ดี
เช่น เรื่องของอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีน้ำใจบุญเหลือเกินสามารถ เอาเงินของตัวเองมาปูดินที่สวนเจ้าเชตฯ เพื่อจะสร้างพระเชตวันมหาวิหาร ด้วยการเอาเงินมาปูซื้อที่ได้นี่ คือเศรษฐีกับเศรษฐีซื้อขายกันไม่ได้ต้องการเงินเท่าใด แต่จะลองใจว่าใจจะถึงไหม?
ดังนั้น เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างเหตุดี จึงได้รับผลดี เช่นเดียวกับทุกท่านที่เป็นคนดี มีบุคลิกร่างกายอวัยวะครบ ๓๒ ถ้วนนี้ ก็เพราะได้เหตุดีมาจากอดีตนั่นเอง
หรืออย่างเรื่องของพระองค์คุลิมาล ที่มาเป็นองคุลิมาลก็เพราะทำเหตุไว้ไม่ดี คือ ในอดีตชาติที่เคยเป็นกษัตริย์นั้นมีคนดูแลเอาใจมาก มีคนใช้ประจบสอพลอเอาเนื้อมนุษย์มาปรุงให้เสวย เมื่อเสวยแล้วก็เกิดติดใจในรส พอมีเนื้อชนิดอื่นมาก็ไม่เสวย เมื่อจิตนั้นกำเริบในความยินดีติดใจอย่างแรงก็เลยสั่งฆ่ามนุษย์เพราะมีความอยากกิน จึงสนองความต้องการของตนเองด้วยการฆ่าคนได้ จิตใจก็เหี้ยมเกรียมขึ้นมา และถามว่าพระองคุลิมาลมีดีไหม? มีดี เพราะทำกุศลอย่างมีกำลังแรง ภาษาธรรมเรียกว่า อสังขาริกกัง มีความเด็ดเดี่ยวมั่นคง เมื่อจะดีก็ดีเลย เมื่อจะชั่วก็ชั่วเลย
ฉะนั้น ในพระสูตรนี้เป็นเรื่องเล่า เล่าอดีตเหตุของบุคคลต่าง ๆ แล้วให้เราเป็นผู้ศึกษา ถ้าหากเราศึกษาแล้วชอบว่า เขาเป็นเศรษฐีเขาทำอย่างไร เราอยากเป็นเราก็ทำอย่างนั้นบ้าง จึงเป็นการยกบุคคลมาเป็นตัวอย่างให้แก่เราผู่ที่ศึกษาเพียงผู้เดียว เราอยากได้ดี เราต้องทำอย่างไร? อยากนิสัยเหมือนคนนี้ ต้องทำอย่างไร คือมีตัวอย่างให้ทั้งดีทั้งชั่ว
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 14:58:26 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 7
ถอดรหัสที่ ๒ คือพระวินัย พระวินัยไม่ใช่ของสงฆ์ พระพุทธเจ้าตรัสก่อนปรินิพพานว่า เมื่อเราตถาคตดับขันธปรินิพพานแล้ว พระวินัยนี้จะเป็นศาสดาของเธอ คือเป็นครู พระวินัยนี้เป็นข้อวิรัติ
ถ้าถามว่าหัวใจของพระวินัยอยู่ตรงไหน? ก็คือ ขันตี ตะโป ตีติกขา ฯ นี่คือพระวินัยอันเป็นหัวใจให้ทำดี ท่านบอกว่าอย่าฆ่านะ อย่าทำชั่วนะ เว้นชั่ว กลัวบาป และทำดี นี่คือหลักการของวินัย ที่ท่านกำหนดแนวทางการประพฤติและข้อห้ามไว้สำหรับพระภิกษุในเรื่องของศีลต่าง ๆว่า ห้ามเพราะทำอย่างนี้แล้วอาบัติ ทำอย่างนี้อาบัติปาจิตตี ทำอย่างนี้อาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นบาป
เช่นเดียวกับชีวิตของเรา เมื่อเราเข้าโรงเรียน ตอนเช้าขึ้นมาก็ต้องเข้าแถวร้องเพลงชาติ นี่เป็นวินัยของนักเรียน ฉะนั้น เมื่อเราเป็นมนุษย์ เราก็ต้องมีวินัยของมนุษย์คือเบญจศีล เบญจธรรม ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ เป็นต้น ถ้าทำผิดวินัย ก็เป็นความประพฤติที่ผิดจากเป็นคนดี
ถอดรหัสที่ ๓ คือ พระอภิธรรม ที่มีมากมาย เท่ากับพระสูตรและพระวินัยรวมกัน พระอภิธรรมสอนอะไร? สอนเรื่องชีวิต พระสูตร สอนเรื่องดีเรื่องชั่ว พระวินัยสอนเรื่องระเบียบ ซึ่งสองปิฎกหลังนี้ทำตามลำพังได้ แต่พระอภิธรรมที่สอนเรื่องชีวิตจะทำเองตามลำพังไม่ได้
อย่าพิ่งงงกันนะคะ ที่บอกว่า แต่ละคนต่างมีชีวิตแต่ทำตามลำพังไม่ได้นั้น มาดูว่าจริงไหม? เพราะถ้าหากเราไม่ศึกษาเราไม่สามารถทำชีวิตให้ดีขึ้นได้ เพราะกระทั่งคำว่าชีวิตก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร
ขอถามนักศึกษาใหม่ว่า ชีวิตคืออะไร? คำตอบที่ได้ คือ ชีวิตคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ตามความเป็นจริง .. ชีวิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาและดำรงอยู่ และชีวิตคือความเป็นอยู่ ถามว่า ถูกต้องไหม? ถูกต้อง แต่ไม่ถูกที่สุด เพราะถูกตามความเข้าใจเรา โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 14:59:36 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 8
ชีวิตคืออะไร?
เรามาวันนี้.. เราอายุเท่าไรก็เท่ากับที่อยู่มานั้นแหละ แต่เรายังไม่รู้เลยชีวิตคืออะไร? แล้วเราจะพาชีวิตไปถูกทางได้อย่างไร เพราะเรายังไม่สามารถถอดรหัสชีวิตได้
ที่ทั้งสามท่านตอบมาว่า ชีวิตคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ชีวิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาและดำรงอยู่ เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ชีวิตคือความเป็นอยู่ ... นั่นคือพฤติกรรมของชีวิต ไม่ใช่ชีวิต จึงยังไม่ใช่คำตอบของชีวิตโดยแท้จริง
ถ้ามีคำตอบว่า ชีวิตคือการเจริญเติบโต กินได้ นั่งได้ นอนได้ สืบพันธุ์ได้ ขับถ่ายได้ นั่นก็คือพฤติกรรมของชีวิตเช่นกัน.. ไม่ใช่คำว่าชีวิต
ฉะนั้น สำหรับคนใหม่ท่านจะปล่อยให้ชีวิตของท่านเป็นสิ่งที่ลึกลับและซ่อนเร้นตลอดไปหรือในเมื่อเราต้องรักชีวิตเราขนาดนี้ และเราทำงานมากี่ปีแล้ว บางคนอาจตอบว่า เกือบ ๓๐ ปีแล้ว และถามต่อว่า เหลือสิ่งที่ได้จากการทำงานบ้างไหม? ไม่มีคำตอบ
ถ้ามีใครตอบว่าเหลือเงินเก็บ เหลือบ้าน เหลือทรัพย์สิน นั่นเป็นของนอกกายไม่ใช่สิ่งที่เหลือของชีวิต ฉะนั้น เหลืออะไรแก่ชีวิตบ้าง? ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เพราะชีวิตเดินรุกคืบหน้าไปหาความแก่ ความเจ็บ และในที่สุดไปอยู่บนเมรุ
ชีวิตเป็นแบบนี้.. น่ากลัว ในที่สุดเราต้องทิ้งร่างกายเป็นท่อนไม้นอนนิ่ง แม้กระทั่งงานศพก็นอนแบมือโชว์ให้ดูเลยว่า เราไม่ได้เอาอะไรไปเลย คนจะเอาอะไรมายัดเยียดใส่มือเรา ก็เอาไปไม่ได้ ไม่มีศพไหนเอาอะไรติดไปได้เลย ถึงจะมีสมบัติภายนอกอยู่ ตายไปก็เอาไปไม่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:00:58 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 9
เมื่อเรารู้จักชีวิตคืออะไรแล้วทุกข์ก็จะน้อยลง ความปรารถนาหรือที่เรียกว่าตัณหาอุปทานก็จะน้อยลง เพราะทุกวันนี้ที่เรา "อยากได้" เพราะอะไร ? เพราะมีตัณหา
ตัณหามีลักษณะอย่างไร? ..อันตัณหาลวงล่อให้ก่อเกิด ตรองดูเถิดสิ่งชั่วตัวตัณหา ถ้าจับเป็นก็จะเห็นอนัตตา ว่าตัณหาอันเป็นของให้หมองใจ .. เราจึงมีตัณหาคือความอยากได้อยากจะเป็นสารพัด แล้วเป็นความอยากไม่มีจุดจบ
องค์ธรรมของตัณหา คือ โลภะเจตสิก และท่านเปรียบโลภะไว้ว่า เหมือนชะลอมที่ตักน้ำไปเท่าไรน้ำก็รั่วไหลไปหมด ใจของเราก็เหมือนชะลอมเพราะไม่มีความพอ แต่เราจะพอได้ก็ต่อเมื่อตายเพราะไม่มีโอกาสหาได้อีกแล้ว
เช่นเดียวกันกับความที่เราอยากให้เขาเป็นอย่างโน้น อยากให้เขาเป็นอย่างนี้ อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้น อยากให้ลูกเป็นอย่างนี้ อยากให้สามีเป็นอย่างนั้น อยากให้สามีเป็นอย่างนี้ อยากให้ภรรยาเป็นอย่างนั้น อยากให้ภรรยาเป็นอย่างนี้ อยากให้เราเป็นอย่างนี้
สารพัดที่จะต้องการ แล้วเราจะพอเมื่อไร? จะพอเมื่อตาย เราจะให้ชีวิตเรามีเพียงเท่านี้หรือ? มาตั้งคำถามกันว่าเราเกิดมาแล้วดิ้นรนมาจนทุกวันนี้เหนื่อยยากกว่าจะเรียนจบ กว่าจะทำงานมีหลักฐาน แต่พอเริ่มมีหลักฐานก็เริ่มเข้าสู่วัยผลัดใบคือใบไม้เริ่มจะร่วงแล้ว จะลุกนั่นก็โอย
เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่ความสาวความหนุ่มก็เสื่อมไป ความรักที่เคยหวานชื่นก็หมด เพราะตอนรักยังหวานชื่นอยู่นั้นทุกคนก็ออกไปทำมาหากิน แต่เมื่อมีฐานะพออยู่ตัวแล้วก็เริ่มเมินกันไปเพราะความเบื่อความชราแล้วก็ตายจากกัน โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:01:58 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 10
ถามว่า เราจะอยู่เพื่อตายหรือ? อุตส่าห์เรียนมาตั้งเยอะ อุตส่าห์ทำงานมาตั้งแยะ ในที่สุดชีวิตมีแค่ตายนี้หรือ ถ้ามีแค่ตายนี้น่าเศร้ามากเหลือเกินเลย.. เพราะจะเกิดมาทำไม ถ้าเกิดมาเพื่อตาย แต่เราหนีความตายไม่พ้นพราะตายแล้วก็ต้องเกิดอีก
ผู้ที่บอกว่า ก่อนจะตายต้องหาความสุขให้ดีที่สุดนั้น ก็เท่ากับสร้างสิ่งที่จะเหลือไว้ให้คนอื่นเขาเสวยสุขแล้วโดยตรง
แต่ถ้าตั้งใจว่า ก่อนที่จะตาย ..เราจะทำอย่างไรเพื่อชาติหน้าให้มีดีที่สุด ก็คือ ทำใจ อย่างนี้จึงจะเป็นความดีที่สุดเลย แล้วถามว่าทำอย่างไร? ใจของเราจึงดีที่สุด ก็ในเมื่อเราบังคับบัญชาอะไรในโลกนี้ไม่ได้เลย เพราะธรรมชาติทั้งหลายนั้น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลองมาดูกันว่าเราจะทำได้หรือไม่
อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ในขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส นั้นก็เหมือนกับเราดูละครเรื่องหนึ่งที่เราดูแต่นางเอกหรือพระเอกไม่ได้ ต้องมีผู้ร้าย มีโฆษณา เพราะสิ่งเหล่านั้นคือพระเอกนางเอกมันตั้งอยู่ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนแปลงไป ... สิ่งที่ต้องสลับเปลี่ยนแปลงไปนี้เขาเรียกว่า ไม่เที่ยง
ทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เช่นในขณะที่นั่งอยู่นี้ดูสบายดี แต่นั่งไปนานๆ ซิ เดี๋ยวเมื่อยแล้ว ต้องเปลี่ยนไปเดิน ต้องยืน ต้องขับถ่าย กินข้าวไปอิ่มเมื่อสักครู่นี้เดี๋ยวก็พร่องแล้ว มีทุกข์เกิดขึ้นอีกแล้วคือความหิว มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้เรียกว่า ทุกข์
อนัตตา คือ ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของใคร เพราะธรรมชาติทั้งหลายไม่สามารถบังคับบัญชาได้ โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:02:50 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |