| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถอดรหัสชีวิต ...ปฐมนิเทศศิษย์พระอภิธรรม
สลักธรรม 11
ทุกคนจึงตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้น มาตั้งคำถามว่า เมื่อตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์แล้ว เราจะทำใจให้ดีที่สุดภายใต้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้อย่างไร เพราะแม้ว่าเราจะปิดประตูอยู่แต่ในบ้านไม่ยุ่งกับใคร แต่เราก็ยังมีความป่วยเจ็บ ความเมื่อยล้า ความง่วงเหงาหาวนอน ความหิว เหล่านี้ เข้าไปกวนใจได้ตลอดเวลา
เพราะใจของเราไม่มีความสงบมีการรับรู้อารมณ์ได้อยู่เสมอ ธรรมชาติของใจก็ คือการรู้อารมณ์ เราจึงต้องมาศึกษาพระอภิธรรมให้รู้ถึงธรรมชาติเหล่านี้ว่าเป็นอย่างไรจึงจะสามารถจัดการหรือหาวิธีการทำใจได้
พระอภิธรรม คือ ธรรมชาติที่ว่าไว้ด้วยเรื่องของชีวิต จิตใจ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เรื่องของชีวิตของเรา ว่าชีวิตคืออะไร มาจากไหน แล้วจะไปไหน รู้ทั้งบอกเหตุปัจจุบัน ว่าชีวิตคืออะไรแล้วสาวไปถึงเหตุได้ว่าอันนี้มีมาได้อย่างไร มีไปในอนาคตอย่างไร
พระอภิธรรมจะทำให้ท่านเป็นหมอดูทายตัวเองได้แม่นยิ่งกว่าไพ่ยิปซี ท่านจะดูดวงตัวเองได้และจะเป็นเหมือนพระพรหมที่ลิขิตตัวเอง เช่นตอนนี้ก็เท่ากับท่านลิขิตตนเองให้มาศึกษาพระธรรมอยู่บ่อย ๆ เมื่อท่านตายไป ท่านก็จะได้สุคติเป็นที่ตั้งคือมนุษย์หรือเทวดาเพราะเป็นมหาวิบาก
แต่ถ้าหากท่านทำอกุศลบ่อยๆ มีโลภ โกรธ หลง ทางไปนั้นก็จะมีเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน และสัตว์นรก แต่ถ้าหากท่านชอบทำสมาธิจนอำนาจสมาธินั้นเป็นอำนาจฌาน ก็ทายได้เลยว่าที่ไปในชาติหน้านั้นท่านไปไหนซึ่งทายไม่ผิดด้วย โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:05:13 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 12
ฉะนั้นต่อไปนี้ เรากำลังก้าวเข้ามาเพื่อจะมีทฤษฎีใหม่ คือทฤษฎีแห่งชีวิต เพราะทฤษฎีนี้คือการถอดรหัสชีวิต ว่าชีวิตเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะวันนี้เราได้มาเรียนรู้ว่าชีวิตคืออะไร เช่นเดียวกันการร้องเพลง
เพลงนั้นประกอบไปด้วยตัวโน๊ต ดนตรีจึงเล่นได้ การที่นักดนตรีจะเล่นได้ก็ต้องรู้จักทฤษฎีโน๊ต ว่าประกอบไปด้วยเส้นกั้นห้องมีเส้นขาวหนึ่งเส้น เส้นดำสองเส้น แล้วก็มีเครื่องที่เรียกว่าตัวกลม ตัวขาว เป็นจังหวะให้นักดนตรีนับได้ และก็มีช่องไฟที่ไล่ระดับตัวโน๊ตบนเส้นห้าเส้นให้มีเสียงที่สูงขึ้นๆ สิ่งหล่านี้เป็นสิ่งที่นักดนตรีจะต้องอ่านออกจึงจะเล่นดนตรีเป็นจังหวะให้เข้ากันได้
เช่นเดียวกันกับชีวิตของเราก็มีห้าเส้นเหมือนกัน คือ เส้นของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหมือนกับตัวโน๊ตของชีวิตที่พอใจกับไม่พอใจ สุข ทุกข์ เบื่อ เซ็ง เฮ้อ ฯลฯ อยู่บนเส้นทั้งห้านั้น
และส่วนมากนั้นดนตรีก็จะมีกุญแจประจำหลักซอล แต่กุญแจประจำหลักชีวิตก็คือตัวเขบ็ดใหญ่(เครื่องหมายคำถาม)..ดนตรีชีวิตของเราจึงมีต่างจังหวะกันไปเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ลุ่มๆดอนๆ เดี๋ยวพอใจเดี๋ยวไม่พอใจ ดนตรีที่เข้ามานี้ก็คือ วิบากกรรมที่มาเป็นตัวเล่นบนเส้นเสียง
จึงถึงเวลาแล้วที่ทุกท่านจะมาเปิดใจกว้าง วางธุระ แล้วมาศึกษาพระอภิธรรม เพราะพระอภิธรรมนั้นเป็นธรรมที่ว่าไว้ถึงเรื่องของชีวิตจิตใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:07:18 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 13
เครื่องหมายบวกๆ ลบๆ ที่ปรากฏบนกระดานนี้ก็คือการถอดรหัสชีวิตของท่านคือตัวเขบ็ดเหล่านั้นให้ออกมาเป็นขบวน ชีวิตของแต่ละคนจึงอยู่บนกระดานแผ่นนี้
ชีวิตคืออะไร? ชีวิตคือกายและใจที่ดำรงอยู่ด้วยเหตุและปัจจัยเพียงชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ต้องหมดไป ในระหว่างที่ดำรงชีวิตนี้ ทำไมจึงมีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นมามากมาย และเหตุใดเราจึงต้องทำอะไรมากมาย เช่น ต้องเดิน ต้องยืน ต้องนอน ต้องขับถ่าย ต้องทำสารพัด ฯลฯ คำว่า "ต้อง" ก็คือ ต้องทำ เช่นเกิดปวดปัสสาวะก็ต้องถ่าย เกิดความหิวก็ต้องกิน คำว่า ต้องถ่าย ต้องกินนี้ ก็คือคำว่า "ต้อง" ซึ่งใช้แทนคำว่า "กรรม"
ถามว่า ทำไมต้องปวด? ก็เพราะหิว หิวนี้เป็นวิบากที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชีวิตจึงมีแต่กรรมกับวิบาก วิบาก คือผลที่เราได้รับจากเหตุอดีต และเมื่อมีวิบากแล้วเราก็ต้องทำ เช่น วิบากไม่ดี..ทำให้ปวดท้อง เราต้องไปกินยา เป็นต้น ก็จะเห็นได้ว่า ชีวิตเรามีเรื่องมีงานเข้ามาให้ต้องแก้ไขตลอดมา
ชีวิตของเรานี้มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตายแล้วก็เกิด..เขาเรียกว่า ลูกโซ่แห่งสังสารวัฏที่คล้องชีวิตไว้ไม่ให้หลุดออกไปได้ พระพุทธเจ้าสอนว่า เพราะเราอยู่ในวัฏฏสงสารจึงมี อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ เพื่อเราจะตอบปัญหาตนเองได้ว่า เรามาจากไหน ทำไมเราจึงป่วย
เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้เรารู้เหตุและผล เช่น เราป่วยง่ายก็เพราะอดีตนั้นเราเคยฆ่าสัตว์ เบียดเบียนสัตว์มา ซึ่งส่งผลในปวัตติกาลให้เราได้ถึง ๙ ประการคือ ทุพพลภาพ รูปไม่งาม กำลังกายอ่อนแอ กำลังกายเฉื่อยชา กำลังปัญญาไม่ว่องไว เป็นคนขลาดหวาดกลัวง่าย ฆ่าตนเองหรือถูกฆ่า โรคภัยเบียดเบียน ความพินาศของบริวาร อายุสั้น
เราอาจเคยเห็นว่า ทำไมคนอื่นเขาไม่ป่วย แต่ทำไมเราจึงป่วย ทำไมลูกของเราไม่อยู่ในโอวาท ทำไมลูกของคนอื่นจึงดีและอยู่ในโอวาท ..เพราะอภิธรรมตอบท่านได้หมด ฉะนั้น คำตอบทั้งหมดประดามีในโลกนี้ที่มาจากการผูกดวง เลขเจ็ดตัวไพ่ยิปซี หมอดูลายมือ หมอดูลายเท้า หมอดูโหวงเฮ้ง ก็ไม่เก่งและแม่นเท่ากับการที่ท่านดูตนเองด้วยการศึกษาพระอภิธรรม
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:07:38 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 14
พระอภิธรรมที่ท่านจะมาศึกษาหรือถอดรหัสชีวิตกันนี้ก็มีอยู่ ๙ ปริจเฉท ซึ่งในกรุงเทพก็มีสถานที่สอนพระอภิธรรมอยู่หลายแห่งซึ่งเรียนแล้วมีการสอบ แต่ที่มูลนิธิแห่งนี้เรียนแล้วไม่มีการสอบ เพราะที่นี่สอนเพื่อให้ท่านมีความเข้าใจ ซึ่งจะพูดให้ท่านฟังย่อๆ ว่า พระอภิธรรมมัตถสังคหะ ๙ ปริจเฉทนั้นเป็นการเรียนเรื่องของชีวิตคือกายกับใจ กับว่าใจหรือจิตนั้นคืออย่างเดียวกันเพราะชื่อเรียกของจิตมีถึง ๑๐ ชื่อ เหมือนกับคุณคนนี้ที่มีชื่อเล่นว่า "แจ้" ชื่อจริงชื่อ "เตือนใจ" ลูกสาวที่บ้านเรียกว่า "คุณแม่" ซึ่งมีคำเรียกต่างกันแต่ก็เป็นคนเดียวกันทั้งหมด ชีวิตเดียวมีถึง ๓ ชื่อ
ในปริจเฉทที่ ๑ เรียกว่า จิตปรมัตถ์ เรียนเรื่องของใจหรือจิต คำว่าใจคือรู้อารมณ์ได้ เรื่องของจิตนี้เรามักเข้าใจไขว้เขวแต่เมื่อเราศึกษาแล้วก็จะรู้ว่าจิตมีชื่อเรียก ๑๐ ชื่อ คือ
ถามว่า ทำไมชื่อต่างกัน? ตอนเป็นเด็กเรามีชื่อเล่นหรือนิคเนม แต่พอเราเข้าโรงเรียนเราจะไปใช้ชื่อเล่นไปพูดกับครู เช่น "แจ้ส่งงาน"ได้ไหม? ไม่ได้ แต่ต้องบอกว่า "เตือนใจ"ส่งงาน หรือจะพูดกับลูกว่า ลูกมานี่สิมาหาแจ้หน่อยได้ไหม? ไม่ได้ เพราะฐานะไม่เหมาะสม แต่ต้องพูดว่า ลูกมาหาแม่หน่อย
และเช่นเดียวกัน.. จิตก็เป็นชื่อเล่นของสภาพที่รู้อารมณ์ที่เราใช้อยู่เสมอ เมื่อมาทำงานก็เรียกวิญญาณ เช่นรู้อารมณ์ทางตาก็คือ จักขุวิญญาณ ก็จะเห็นว่า การเห็นของเรานั้นวิญญาณหรือจิตเห็นนั่นเอง เมื่อจิตเข้าไปทำงานทางตาก็ไม่เรียกว่าจักขุจิตแต่เรียกว่า จักขุวิญญาณ เมื่อเราได้เรียนแล้วก็จะได้ทราบว่าจิตก็มีชื่อต่างกันดังกล่าว
จิตของคนเรานั้นมีมากมายซึ่งเราดูแล้วเหมือนมีอย่างเดียว ในความจริงนั้นจิตเกิดขึ้นทีละอย่าง แต่จิตมีมากมายถึง ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ โดยพิสดาร ดังที่ปรากฏเครื่องมายของจิตบนกระดาน ที่เมื่อนำจิตทุกกลุ่มมาบวกกันแล้วก็จะได้จำนวนโดยย่อและพิสดารดังกล่าว
ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้มีจิต ๑๒ ดวงเหมือนกันหมดคือ ๘ ดวงแรกนั้นเรียกว่าโลภมูลจิต ๒ ดวงถัดมาเรียกว่า โทสมูลจิต และ ๒ ดวงสุดท้ายของกลุ่มเรียกว่า โมหมูลจิต รวมเป็นอกุศลจิต ๑๒
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:07:58 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 15
โลภะ คือความปรารถนายินดีในอารมณ์ หากเราไม่ศึกษาพระอภิธรรมเราก็อาจไปมองแต่คนอื่นว่าคนนั้นคนนี้โลภะจัด แต่เพียงแค่เราทานอาหารโดยเติมน้ำปลาปรุงรสเพิ่มเข้าไปตามความชอบ ถามว่าการเติมน้ำปลานี้เป็นไปด้วยโลภะไหม? เป็น เพราะอยากได้รสเค็ม เพราะติดใจในความเค็ม หรือว่าพอเค็มไปเราก็เติมน้ำตาลเพราะมีความพอใจที่จะให้ความเค็มมันน้อยลง ความพอใจนี้ก็เป็นโลภะ
ถามว่าเรามีโทสะคือความโกรธไหม? มี ความโกรธนั้นเป็นชื่อใหญ่ แต่ชื่อรองลงมาก็คือ ฮึ! ไม่เค็ม ไอ้ที่ส่งเสียงไม่พอใจนิดเดียวนี้แหละคือโทสะ หรือพอเลือกใส่เสื้อหยิบมาแล้วก็บ่นว่า ทำไมมันยับ นี่ก็เป็นความโกรธเหมือนกันแต่มีกำลังน้อยจัดลำดับญาติแล้วก็เป็นหลานของความโกรธ หรือบางทีพอใส่แล้วเดินไปมีฝุ่นพัดเข้ามาก็เอามือปิดจมูกทำหน้าทำตา นั่นก็คือไม่พอใจ เพราะถ้าพอใจเราก็จะไม่ปิดจมูก.นี่ก็คือเหลนความโกรธ และนอกจากนี้ก็มีไปถึงโหลนความโกรธที่เป็นความขุ่นใจเล็กๆ น้อยๆ อีก
โมหะคือความหลง หลงผิดว่าชีวิตนั้นเป็นของดี ซึ่งดีที่ไหน? นับตั้งแต่ศีรษะลงไปก็มีแต่สิ่งปฏิกูล ขี้หัว ขี้หู ขี้ตา ขี้มูก ขี้ฟัน ขี้ไคล อุจจาระ ปัสสาวะ ส่วนข้างในก็เป็นอสุภะทั้งสิ้น ชีวิตจึงเป็นสิ่งอสุภะ ถ้าไม่อาบน้ำสักหนึ่งวันก็จะเหม็นแล้ว ยิ่งอากาศร้อนแบบนี้ แต่เราหลงว่าชีวิตนี้ดี ชีวิตนี้เป็นสุข ..คิดว่าได้นั่งอยู่ในห้องแอร์อย่างนี้ก็จะเป็นสุข แต่เมื่อใดที่ปวดปัสสาวะการที่อยู่ในห้องแอร์นี้จะทำให้ปวดจัดเพราะกระทบกับความเย็นที่ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว
และเรียนแล้วท่านจะรู้ว่า ทำไมคนเกิดกลางคืนมากกว่ากลางวัน? ทั้งที่มีเวลาสิบสองชั่วโมงอย่างละเท่ากัน นักศึกษาใหม่มีใครตอบได้บ้างไหม? แต่พระอภิธรรมถอดรหัสชีวิตตอบออกมาได้ เช่น เพราะกลางคืนมีอุตุคือความเย็นมากกว่ากลางวันจึงทำให้มีการบีบตัวของมดลูกมากกว่าจึงมีส่วนทำให้เด็กนั้นผลักออกมาได้ง่ายในตอนกลางคืน
เราถอดรหัสชีวิตส่วนแรกของเราออกมาแล้วก็จะเห็นได้ว่ามี ๑๒ ดวง คือโลภ โกรธ หลง ซึ่งอาจสงสัยว่า ทำไมมี ๓ อย่างทั้งที่พูดว่ามี ๑๒ ดวง ก็เพราะว่าในโลภมูลจิตแต่ละดวงนั้นไม่เหมือนกันเลย เช่น บางครั้งเราตื่นขึ้นมาแล้วก็คิดว่า ไปทำผมให้สวยดีกว่าแล้วก็ไปทำผม..อย่างนี้ไม่มีใครชวนเลย เพราะตื่นมานึกคิดเอง ไปทำเอง นี่ก็คือ โลภะที่เกิดขึ้นโดยไม่มีใครชักชวนเลย มีความโลภเกิดขึ้นด้วยตนเองมีกำลังด้วยตนเองเลย
แต่พอเราทำผมมาเสร็จก็มาให้คนอื่นดูแล้วมาชักชวนว่า ไปทำผมสิร้านนี้ทำดีมากเลย คนที่ถูกชวนเมื่อฟังแล้วก็ตัดสินใจไปทำผมบ้าง ..นี่ก็เป็นความโลภที่เกิดขึ้นอีกแบบหนึ่งโดยมีคนชักชวน โลภะจึงมีหน้าตาต่างกันดังนี้เป็นต้น โลภะที่เป็นเครื่องหมายบวกนั้นมีกำลังแรง ที่เป็นเครื่องหมายลบก็มีกำลังน้อย พวกที่อยู่แถวบนก็มีความเห็นผิดเข้าประกอบ ส่วนพวกที่อยู่แถวล่างไม่มีความเห็นผิดเข้าประกอบ จึงรวมกันได้เป็น ๘ ดวง
โทสะก็เช่นกัน มีทั้งที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครชักชวนกับมีสิ่งชักชวน เช่นเดินไปเตะโต๊ะเองแล้วก็โกรธขึ้นมา กับมีคนมาพูดให้โกรธ เป็นต้น ฉะนั้นในอกุศลจึงมีถึง ๑๒ ชนิด
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:08:18 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 16
วันนี้ทุกท่านมาที่นี่ มาแล้วก็ได้มาทำบุญเขาเรียกว่า มหากุศลญาณสัมปยุต ซึ่งบางคนมาเองและบางคนก็มาเพราะมีคนชักชวนให้มา แล้วบางคนก็มีความตื่นเต้นดีใจปีติมากตั้งแต่เช้าเตรียมตัวที่จะมาที่นี่ในวันนี้ ส่วนบางคนก็อาจจะนึกว่า เฮ้อ! ถึงเวลาแล้วหรือทำไมมันเร็วจัง แล้วบางครั้งก็มีปัญญาเข้าประกอบกับไม่มีปัญญาเข้าประกอบ รวมแล้วก็มีอยู่ ๘ ดวงเป็นมหากุศลจิต และเราบางคนสามารถกระทำสมาธิจนได้รูปฌาน อรูปฌาน ขณะที่จิตเข้าสมาธิถึงองค์ฌานก็จะเป็นจิตประเภทต่างๆกันไปอีก ๙ ดวงเรียกว่า มหัคคตกุศลจิต
และในชีวิตเราก็ยังมีอเหตุกจิตคือกลุ่มของจิตที่รับอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย พิจารณาอารมณ์ ตัดสินอารมณ์ที่เข้ามาในชีวิต การที่เราได้รับอารมณ์ทั้งดีและไม่ดีก็เพราะมันเป็นวิบากกุศลกับวิบากอกุศลนั่นเอง เช่น ความทุกข์กายที่แทนด้วยสัญลักษณ์พระจันทร์คว่ำ ก็เพราะไม่ต้องการรับอะไรอีกแล้วแม้จะเป็นทุกข์ทุกข์มากก็เป็นความทุกข์เช่นกัน ส่วนความสุขกายนั้นแทนด้วยสัญลักษณ์พระจันทร์หงายที่พร้อมจะรับในปริมาณที่มากขึ้นจึงมีความสุขที่ต่างระดับกันไป นี่ก็เป็นตัวอย่างสังเขปในเรื่องของจิต
ที่ยกมานี้ก็เพื่อจะบอกทุกท่านว่า เรื่องของชีวิตนั้นไม่เรียนไม่รู้ ถ้าไม่ดูให้ดีก็จะใช้ชีวิตผิด และเมื่อใช้ชีวิตผิดแล้วก็จะตกอยู่ในความน่ากลัว แต่เมื่อมาเรียนพระอภิธรรมแล้วมาศึกษาให้เข้าใจว่า ทำเหตุอย่างไร ย่อมต้องได้ผลอย่างนั้น..เพียงเท่านี้ ท่านก็จะสามารถลิขิตชีวิตของท่านได้ไม่ว่าอยากจะเป็นอะไรก็เป็นได้ทั้งรวย ทั้งสวย โดยสร้างกุศลทำบุญทานไว้แล้วอาศัยเวลาบ่มเพาะก็รับรองว่าเป็นเศรษฐีได้
ผู้ที่อยากได้มรรคผลนิพพาน คืออยากได้มรรคจิต ผลจิตเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ท่านก็จะเป็นได้แน่นอน..อยู่ที่ความเพียรในการกระทำและอาศัยเวลาเท่านั้นเอง
ขอย้อนกลับไปว่า ในการเริ่มต้นนั้นเราจะมาเรียนเรื่องจิตว่าจิตคืออะไร มีลักษณะอย่างไร ในปริจเฉทที่ ๑ ที่มีอยู่ ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวง ส่วนในปริจเฉทที่ ๒ นั้นก็คือการเรียนเรื่องของเจตสิกที่มีอยู่ ๕๒ ดวง เป็นการเรียนถึงสิ่งที่มาประกอบกับจิต เพราะจิตเป็นธรรมชาติไม่ดีไม่ชั่วเปรียบเสมือนน้ำเปล่าที่ไม่มีสีสันแต่เจตสิกนั้นคือ สีสันที่อยู่ในน้ำ อย่างเราสั่งน้ำเขียว ก็ต้องมีน้ำ + สีเขียวใช่ไหม ..จิต = น้ำ เขียว = เจตสิก เมื่อผสมกันแล้วจึงเป็นน้ำเขียว
จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์เฉยๆ เช่นเห็นเฉยๆ แต่ที่เห็นเป็นสีต่างๆ ได้ก็เพราะมีตัวปรุงแต่งจิตก็คือ ความจำนั่นเองที่เป็นสัญญาเจตสิก เพราะมีเจตสิกในจำนวน ๕๒ ดวงนั้นเข้ามาประกอบนั่นเองจิตจึงมีดีมีชั่วมีสูงมีต่ำ มีชอบมีชอบ แต่ลำพังจิตนั้นไม่ชอบไม่ชัง ไม่ชั่วไม่ดี แต่มีเจตสิกเข้าเกเร ก่อกวน หรือประมวลความดีให้ จิตจึงมีพฤติกรรมต่างกันออกไป ในปริจเฉทที่ ๒ เราก็จะเรียนกันเรื่องเจตสิกเหล่านี้
และในเรื่องของเจตสิกที่เข้ามาทำงานกับจิตนั้นก็มีรูปแบบหรือลักษณะการเข้ามาทำงานเป็นกลุ่มๆ เข้าไม่ได้พร้อมกันทั้งหมด เพราะในขณะที่ฝ่ายดีเข้า ฝ่ายชั่วก็เข้ามาไม่ได้ เขาเรียกว่า สังคหะ สัมปโยคะ แล้วก็มีการแสดงการทำงานของจิตและเจตสิกตามทวาร อารมณ์ในปริจเฉทที่ ๓
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:08:36 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 17
ส่วนในปริจเฉทที่ ๔ เป็นการเรียนถึงเรื่องการทำงานของจิตที่มีการขึ้นสู่วิถี ให้เรียนรู้ว่ามีการเกิดแล้วดับ ไม่ใช่มีความคงทนอยู่ตลอดเวลา เช่นในขณะที่เราดูหนังเราก็ดูเหมือนว่าเขาแสดงอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดความชอบความชังนั้น จิตที่ดูอยู่นั้นก็มีหน้าที่รับรู้อารมณ์ไปเกิด-ดับไปโดยมีเส้นทางการทำงานของตน เช่นเดียวกับการเดินทางของเรานั้นเดินตามถนนก็ได้ ขับรถไปบนถนนก็ได้ ขึ้นเรือไปทางน้ำก็ได้ ขึ้นเครื่องบินไปทางอากาศก็ได้ นั่นคือการเดินทางของเรา ซึ่งจิตก็มีการเดินทางของจิตเช่นกัน ทางของจิตที่แล่นไปได้ทำงานไปได้นี้เรียกว่า วิถีจิต
ส่วนในปริจเฉทที่ ๕ นั้นเป็นการเรียนเรื่องภพภูมิต่างๆ ที่ท่านสนใจกันว่า นรกสวรรค์มีจริงหรือไม่? ตายแล้วเกิด จริงหรือไม่? คนตายแล้วไปเกิดเป็นยุงหรือยุงตายแล้วมาเกิดเป็นคนได้ไหม? เราตายแล้วไปเป็นเทวดาได้หรือไม่? เทวดาตายแล้วตกนรกได้หรือไม่? เราตายแล้วตกนรกได้หรือไม่? คำตอบอยู่ในปริจเฉทที่ ๕ เพราะในปริจเฉทนี้ประมวลถนนชีวิต ๗ สายออกมาให้ได้รู้กัน คือ สายที่ ๑ ตายแล้วไปเป็นเปรต-อสุรกาย สายที่ ๒ ตายแล้วไปเป็นสัตว์นรก สายที่ ๓ ตายแล้วไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน สายที่ ๔ ตายแล้วไปเป็นมนุษย์ สายที่ ๕ ตายแล้วเป็นเทวดา สายที่ ๖ ตายแล้วไปเป็นพรหม-อรูปพรหม สายที่ ๗ ตายแล้วไม่เกิดอีกคือนิพพาน
ในปริจเฉทนี้จะมีคำตอบให้ว่า คนเราตายแล้วไปเกิดได้อย่างไร แล้วสัตว์ต่างๆ ตายแล้วเปลี่ยนภพภูมิได้อย่างไร ผู้ที่มีโลภะมากไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ เมื่อเวลาใกล้ตายความโลภเหล่านั้นมาแสดงบทบาทเป็นกรรมนิมิต กรรมอารมณ์ให้เมื่อตายจากมนุษย์ไปแล้วก็จะมีที่ไปคือเปรตเป็นพวกที่มีโลภะ ส่วนผู้ที่มีโทสะมากตายแล้วก็จะไปเกิดเป็นสัตว์นรก แต่ถ้าหากมีโมหะเช่นหลงตาย อึดอัดตาย มึนเมาแล้วขาดสติตายส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน ส่วนที่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์นั้นก็จะมีเบญจศีลและเบญจธรรมนำทางมาเป็นผู้ที่อยู่ในคุณงามความดีตายแล้วก็จะได้มนุษย์สมบัติ
ผู้ที่อยากไปเป็นเทวดาก็ต้องมีหิริ-โอตตัปปะอันเป็นเทวธรรม และมีจาคะ แต่ถ้าหากมีอำนาจฌานทั้งรูปฌานและอรูปฌานตายแล้วก็ไปเป็นพรหม-อรูปพรหม ส่วนผู้ที่มีสติสัมปชัญญะประกอบไปด้วยเอกสมังคีตายแล้วก็พ้นทุกข์พ้นไปจากสังสารวัฏ
ในปริจเฉทที่ ๖ นั้นสอนเรื่องรูป รูปทั้งหมดมี ๒๘ รูป แต่เรานั่งอยู่ที่นี่ทุกคนมีคนละ ๒๗ รูป เพราะเป็นผู้หญิงจะไม่มีปุริสสะภาวะ เป็นผู้ชายจะไม่มีอิตถีภาวะ และก็จะมีการอธิบายถึงรูปที่เกิดจากสมุฏฐานต่างๆ อันมีเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่าแต่ละอย่างนั้นเป็นธรรมชาติที่มีลักษณะต่างๆ กันไปที่พระท่านกล่าวว่า ชีวิตนั้นไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นการมาประชุมกันของธรรมชาติ(จิต เจตสิก รูป)ที่มีเหตุและปัจจัย
ส่วนในปริจเฉทที่ ๗ นั้นเป็นการศึกษาถึงเรื่องหมวดหมู่ของกุศล อกุศลต่างๆ ที่จะต่อเนื่องไปจนถึงปริจเฉทที่ ๘ ที่เป็นการศึกษาถึงวงจรของชีวิตที่มีเหตุปัจจัยที่มีเยื่อเมือกยางเหนียวที่เรียกว่า ปัจจยาการ ปฏิจจสมุปบาท สำหรับในปริจเฉทสุดท้ายคือ ปริจเฉทที่ ๙ เป็นการเรียนเรื่องสมถะกรรมฐานการทำจิตให้สงบและวิปัสสนากรรมฐานการทำจิตให้มีปัญญา
นี่เป็นการเรียน ๙ ปริจเฉทเป็นเหตุให้เราพ้นทุกข์ได้ในอนาคต สำหรับในช่วงบ่ายนั้นเราก็จะมาศึกษาถึงเรื่องการหัดปฏิบัติว่าจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์ได้
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [4 มี.ค. 2551 , 15:08:56 น.] ( IP = 125.26.43.192 : : )
สลักธรรม 18
ต้องขอยกมือขึ้นประนมไหว้แล้วกล่าวคำว่าสาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ กับน้องกิ้ฟอย่างสูงครับผม ที่นำอัพเดทเรื่องราวต่างๆให้ทันกับเหตุการณ์จริงๆเลยครับ โดยเฉพาะวันนี้พี่เณรทึ่งจริงๆเลยครับ ที่น้องกิ้ฟมีความตั้งใจในการนำเรื่องที่น่าสนใจนี้มาลงพร้อมทั้งใส่สีสวยสบายตา และลงจนจบเลยครับ พี่เณรอ่านไปนอกจากได้ทบทวนความรู้ในวันนั้นแล้ว ยังนึกปิติใจร่วมกับอนุโมทนาในกุศลของน้องกิ้ฟจริงๆเลยครับผม
สำหรับเหตุการณ์ในวันอาทิตย์ที่ ๒ มีนาคมที่ผ่านมานี้ นับได้ว่า อภิธรรมมูลนิธิของเรานี้ ได้ดำเนินงานอันเป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นการร่วมรักษาธรรมะอันล้ำค่าขององค์สมเด็จพระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาไว้ร่วมกันครับ เป็นที่น่ายินดีร่วมกันจริงๆนะครับผม. โดย พี่เณร [4 มี.ค. 2551 , 18:30:13 น.] ( IP = 58.9.146.42 : : )
สลักธรรม 19
อิอิ ..กราบขอบพระคุณในคำอนุโมทนาของพี่เณรเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะเหมือนกับเป็นการเติมกำลังของกุศลอปรเจตนาให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า
คงต้องบอกด้วยความจริงใจว่า ..การที่ได้ทำงานตรงนี้เมื่อมองดูผิวเผินเหมือนจะต้องเสียสละมากในการทำงาน แต่แท้ที่จริงแล้วกลับรู้สึกว่าโชคดีกว่าคนอื่นๆ มาก เพราะงานเช่นนี้มีบุญกิริยาวัตถุมาเกี่ยวข้องหลายประการและยังทำให้มีโอกาสทบทวนสิ่งที่เป็นกุศลอีกหลายครั้งกว่าจะมาเป็นตัวหนังสือ และก็ต้องฝ่าฟันกิเลสหลายอย่างโดยเฉพาะความง่วงๆๆจนกว่าจะมาปรากฏเป็นข้อความได้เช่นนี้ ..ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เท่ากับเป็นการเดินไปตามคำสอนของครูทุกท่านที่ต้องการให้เป็นคนดีเพราะเป็นการฝึกฝนตนและเป็นการละกิเลสเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วยในตัว ...นอกจากนี้ก็ยังเกิดอปรเจตนาบ่อยครั้งในการร่วมงานกุศลที่ผ่านมา
สรุปว่า ให้ประโยชน์ตนเองตั้งแต่เริ่มกระทำไปเลยทีเดียว สำหรับประโยชน์เพื่อผู้อื่นนั้นก็เป็นความมุ่งหมายแต่แรกในการทำงานแล้ว
อิอิ และวันนี้ก็รอคำอนุโมทนาว่า..อาจิณกรรม..จากพี่ดาอยู่ค่ะ เพราะเมื่ออ่านคำว่าอาจิณกรรมนั้นแล้ว ..ทำให้เกิดความรู้ใหม่หลายประการเลย ไม่ใช่แค่เพียงความเข้าใจในความหมายของคำว่าเป็นกรรมที่ทำอยู่บ่อยๆ เพียงประการเดียว หรือเป็นกรรมที่มีผลต่ออารมณ์ใกล้ตายมากเท่านั้น
เพียงแต่อ่านแล้วทำให้เห็นชัดในความตั้งใจแรงของตนในการทำงาน และเห็นชัดว่าเป็นคนละอารมณ์กันระว่างอาการจริงในขณะกระทำงานกับอาการของผู้ที่ดู ..ซึ่งทำให้นึกถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน..ที่ในขณะกระทำนั้นก็มีความเพียรใช้สติปัญญากำหนดไปมุ่งตรงต่องานที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ได้คิดว่ากำลังทำกรรมชนิดไหนอยู่ ซึ่งต่างจากการที่มารู้ด้วยการคิดในภายหลังว่าสิ่งนั้นคืออะไร
ขออนุโมทนาและขอบพระคุณทุกท่านด้วยนะคะที่เข้ามาอ่านและให้คำอนุโมทนาและคำขอบคุณไว้..สาธุ สาธุ สาธุโดย น้องกิ๊ฟ [5 มี.ค. 2551 , 09:00:15 น.] ( IP = 125.26.42.96 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |