มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เพราะอะไร?






เพราะอะไร?


หลากหลายคำถามที่ปรากฏขึ้นในใจให้ขบคิดนั้น มักจะมุ่งไปค้นหาถึงสาเหตุที่ทำให้มาปรากฏผล คำว่า "สาเหตุ" จึงเป็นสิ่งลึกลับดำมืดที่น่าฉงนสำหรับผู้ที่มองย้อนไปในอดีต

และยังมีอีกหลายคำถามที่ขบคิดเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย คือ "ผล" ที่ยังดำเนินมาไม่ถึงของผู้ที่มองเลยไปในอนาคตจนอาจกลายเป็นการคิดไปด้วยความเพ้อฝัน

"ความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้" จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการตอบคำถาม เพราะหากตอบคำถามโดยไม่ทราบถึงเหตุที่แท้จริง ก็อาจทำให้มีการแก้ไขปัญหาไปอย่างผิดๆ และถ้าตอบโดยไม่ทราบถึงผลที่ถูกต้องก็อาจทำให้เกิดการหลงทางเสียเวลาไปได้

คนหลายคน ชีวิตหลายชีวิต ..ที่ต้องคร่ำเคร่งอยู่กับการแก้ปัญหาอย่างหน้าดำหน้าแดงเพราะไม่รู้หนทาง และอีกหลายชีวิตที่ต้องคร่ำครวญหวนไห้เพราะการแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุด

บางครั้ง ปัญหาเล็กน้อยเช่นความกระทบกระเทือนใจที่เหมือนระลอกพลิ้วเล็กๆ บนผิวน้ำ ก็กลับกลายเป็นคลื่นทุกข์ลูกใหญ่ที่โถมกระจายไปในวงกว้าง เพราะการตอบคำถามที่ขาดความรอบรู้ถึง "สาเหตุ"

เพราะ"สาเหตุ"นั้นมิใช่มีเพียงคนหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในรอบข้างอันเป็นเหตุใกล้ แต่สาเหตุนี้ยังรวมไปถึงเหตุไกลที่เป็นอดีตกรรมที่เคยทำไว้ได้มาปรากฏผลเป็นปัจจัยสำคัญร่วมด้วย

ผู้ที่มองเพียงความเป็นไปในปัจจุบันแล้วตัดสินจากสถานการณ์ที่ปรากฏ ก็จะเป็นผู้ที่มีความรันทดในชีวิตมาก และก็เพ่งเล็งโทษไปที่คนอื่นประดุจคนพาลผู้มีจิตใจขุ่นมัวมืดทึบ

โดย พี่ดอกแก้ว [5 มี.ค. 2551 , 15:15:56 น.] ( IP = 125.26.42.96 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


เมื่อมีจิตใจมืดทึบแล้วก็อาจสนองตอบอารมณ์ด้วยความโง่เขลา เช่น ดุด่า การกระทบกระเทียบ ส่อเสียด หรืออาจนำความหมองหม่นที่เก็บกักนั้นไว้ไประบายกระจายออกไปสู่ผู้อื่น ทำให้เกิดเป็นคลื่นอารมณ์ที่ไม่สิ้นระลอกในบุคคลที่มีสายธารใจเชื่อมโยงกัน

ผู้ที่มีความรู้น้อยก็จะมีบรรทัดฐานในการตัดสินที่คับแคบ เช่นการตัดสินความผิดของใครคนใดคนหนึ่งที่เหมารวมไปทั้งกลุ่ม ทั้งเผ่าพันธุ์ หรือทั้งภพภูมิว่าเหมือนกัน เพราะที่จริงนั้นไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลยในโลกนี้ เพียงแต่มีความคล้ายกันบ้างในบางแง่แต่ต่างกันมากในอดีตกรรมที่ทำมา

บุคคลที่ละเลยในของเรื่อง อดีตกรรม จึงเป็นนักแก้ปัญหาที่ด้อยคุณภาพ เพราะไม่สามารถเข้าไปถึงสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ให้ความสนใจเพียงสาเหตุที่อยู่แวดล้อมอันเป็นปัจจุบันเท่านั้นเอง...จึงแสดงถึงวิสัยทัศน์ที่สั้นมาก

สิ่งที่ไม่ดีที่แต่ละชีวิตได้พบ ได้กระทบ ได้สัมผัสนั้น ล้วนเป็นผลจากเหตุที่ชั่วทั้งนั้น และหากเราไม่เคยทำกรรมชั่ว ...ผลของกรรมชั่วจะเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร

เมื่อพิจารณาอย่างยุติธรรมแล้วก็จะพบว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาทั้งปวงก็คือ ตัวของเรานั่นเอง ที่ก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้ แล้วยังโง่เขลาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่อมาเพื่อรับผลของกรรมที่ตนก่อ เพราะชีวิตนั่นไง..จึงทำให้เราต้องมาพบเจอสิ่งเหล่านี้

ผู้ที่พิจารณาเพียงเหตุการณ์ปัจจุบันเพียงแง่เดียวจึงเป็นผู้ที่ตื้นเขินมากในเรื่องของปัญญา จึงยังคงมีความไม่สดชื่นในชีวิตอยู่เสมอ และพร่ำรำพันดั้นด้นค้นหาคำตอบว่า "เพราะอะไร?" อยู่ตลอดมา

โดย พี่ดอกแก้ว [5 มี.ค. 2551 , 15:16:29 น.] ( IP = 125.26.42.96 : : )


  สลักธรรม 2



สำหรับบุคคลที่มุ่งขบคิดไปหาผลเบื้องปลายคือเป้าหมายนั้น หากไม่ทราบเงื่อนไขสำคัญที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้ลักษณะทั้งสาม คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความเหนื่อยยากก็จะมีมาไม่สิ้นสุดเพราะมุ่งที่จะไปบังคับสิ่งเหล่านั้นให้ได้

พระไตรลักษณ์จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม ความผิดหวังในชีวิตเกิดขึ้นเพราะมีความต้องการควบคุมบังคับบัญชา ความยึดติดอุปาทานในขันธ์ทั้งหลายก็เพราะไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นไร้สาระไม่จีรัง

เพราะอะไร? จึงเป็นคำถามที่ได้รับคำตอบต่างกันไประหว่างผู้รู้จริงกับผู้รู้ไม่จริง

เพราะอะไร? จึงเป็นคำถามที่ทำให้เกิดการกระทำที่แตกต่างระหว่างใจที่ร้อนด้วยเพลิงโทสะกับใจที่เย็นด้วยปัญญา

เพราะอะไร? จึงเป็นคำถามที่ทำให้เกิดคำตอบที่สั้นๆ สำหรับบัณฑิต และเกิดคำตอบที่ยืดยาวที่ไร้จุดฟูลสต๊อปสำหรับคนพาล


โดย พี่ดอกแก้ว [5 มี.ค. 2551 , 15:17:17 น.] ( IP = 125.26.42.96 : : )


  สลักธรรม 3

ได้อ่านบทความเรื่อง เพราะอะไร? ของพี่ดอกแก้วจบลงก็ทำให้นึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดมากระทบใจกับตนเองโดยตรงจากวิบากตน และโดยอ้อมจากวิบากของคนอื่นและมากระทบกับตนเองอีกที ก็ทำให้ประจักษ์ชัดว่า....

ความไม่รู้เท่าทันตามสภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏด้วยปัญญาที่สุขุมลุ่มลึกแล้วนั้น จะเป็นเรื่องราวที่ก่อเกิดความวุ่นวายใจได้อย่างไม่มีทางออกให้แก่ตนได้อย่างถูกต้อง ซ้ำยังเป็นเหตุให้เกิดบาปอกุศลต่างๆตามติดประชิดตนอีกได้มากมายเช่นกัน

เพราะอะไร? ก็เพราะการที่คนเราจะมีสติปัญญาระลึกรู้รอบได้ ทั้งเหตุอดีตและปัจจัยในปัจจุบันนั้นยากมากจริงๆ ต้องอาศัยการฝึกฝนใจอย่างมาก ที่จะแกะรอยกรรมเหล่านั้นๆได้อย่างคลี่คลายจากตัวตนคนสัตว์ เพราะความอุปาทานในตนนั้นมีมากเหลือกำลังจริงๆ

และหลวงพ่อท่านก็เคยพร่ำสอนลูกๆทุกคนให้มีสติให้มีปัญญาในการคิด ทำ พูดมาเสมอ ท่านสอนเสมอว่าเรื่องราวจะไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่หยุดที่ตนแต่ด้วยเพราะตนนั้นยังอ่อนในปัญญาจะหยุดได้ยากมิหน่ำซ้ำไล่ตามหาเรื่องราวที่จบลงไปแล้วด้วยทุกข์ใจโดยหารู้ตัวเองไม่ว่า..นั้นคือบ่วงกรรมที่กำลังคล้องรัดตนเองเข้าไปอีกแล้ว

ยิ่งด้วยความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตนที่มีแรงมานะผลักดันด้วยแล้ว จะทำให้ดูประหนึ่งว่าตนเองนั้นทุ่มเทเสียสละได้ทุกอย่างแล้ว เพราะอะไร..ทำไม่ยังมีแบบนี้ได้..ทำไมถึงทำกับฉันได้...ความรู้สึกแบบนี้เป็นกำลังที่จะสนับสนุนความน้อยเนื้อต่ำใจให้มีมากจนตัดอาลัยไม่ขาดได้ ซึ่งหลวงพ่อท่านก็เพียรสอนไว้ว่า...

การที่เรารู้สึกเมื่อใดว่า..เราเป็นผู้เสียสละประโยชน์ตนเพื่ออะไรก็ตาม แต่เมื่อไปกระทบกระทั่งใจกับความผิดหวังไม่ว่ามากหรือน้อย และประมวลตนเองออกมาว่า แหม...ทำให้ขนาดนี้แล้ว เพราะอะไร?จึงต้องมาพบเจอเรื่องแบบนี้อีก ท่านบอกว่า..ในขณะที่มีจิตคิดเช่นนั้น..จิตนั้นไม่ได้กระทำความเสียสละแล้ว แต่กำลังเล่นบทเสียใจ ซึ่งเป็นอกุศลต่างหาก ซึ่งผู้รู้จะมองเห็นได้ชัดแน่นอน

ดังนั้นเราควรหาไปถึงเหตุแห่งกรรมให้เจอ ดีกว่านั่งวิตกทุกข์ใจกับความรู้สึกว่าเพราะอะไรโดยขาดปัญญามาร่วมคิดใคร่ครวญจะดีกว่ามากมายเลยใช่ไหมครับพี่ดอกแก้ว.

ขอบพระคุณสำหรับบทความดีๆที่ทำให้โจทย์ชีวิตกระจายออกมาได้ ถึงได้ไม่ทันในขณะนั้น (อดีตที่ผ่านมา) ก็จะเป็นบทเรียนให้ได้คิดใหม่อย่างถูกต้องได้ (ในอนาคต)นั่นเองครับผม.

โดย พี่เณร [5 มี.ค. 2551 , 16:25:56 น.] ( IP = 58.9.147.182 : : )


  สลักธรรม 4


จริงสินะ เรามักจะมองข้ามเหตุอดีตไป จึงมักจะมาคร่ำครวญหาเหตุในปัจจุบันว่า ...เพราะอะไร? เพราะอะไร ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี ความน้อยเนื้อต่ำใจจึงเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือไม่ก็มักเปรียบเทียบกับผู้อื่น แล้วเกิดความน้อยใจ โดยมิได้คิดถึงอีกว่าขณะนั้นเกิดอกุศลจิตขึ้น และก็มิได้คิดถึงอดีตกรรมเช่นกัน เรื่องราวต่างๆทีเกิดขึ้นจึงมิรู้จบไร้จุดฟูลสต๊อปดังทีพี่ดอกแก้วกล่าวว่านั่นเป็นคำตอบของคนพาล

ขอบพระคุณมากค่ะพี่ดอกแก้วที่รัก สำหรับแนวคิดและการวางใจ เมื่อประสบกับเรื่องราวต่างๆ ที่มิได้เป็นไปดังหวัง

และขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ที่นำคำสอนของหลวงพ่อมาเตือนสติด้วยค่ะ


โดย พี่ดา [5 มี.ค. 2551 , 19:22:17 น.] ( IP = 124.121.171.246 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณพี่ดอกแก้วมากค่ะที่นำโจทย์ชีวิตมาตีแผ่

คงเป็นประเด็นของชีวิตที่ทุกคนเคยผ่านมาแล้ว กับคำถามเพราะอะไร ในเวลาที่คิดเช่นนี้ทีไรก็เรียกว่าปัญญาหายหมด หากแต่ครั้งใดมีบัณฑิตมาหยุดยั้งไว้ได้ ก็เลิกโง่ได้เป็นขณะๆ

เมื่อมาดูแนวทางแบบบัณฑิตคิดกับคนพาลคิดดูจะแตกต่างกันมากมาย

เรืองกฏแห่งกรรมดูจะอธิบายเรื่องทั้งหมดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเหตุอดีตที่เราทำแล้วไม่ยอมรับรู้เลยเกิดอาการต่างๆขึ้นมา

และที่พี่เณรกล่าวก็คงจริงที่เรามักจะคาดหวังว่าเราทำดีแล้วทำไมถึงทำกับฉันได้อย่างนี้ไม่เท่าทันกับกิเลสมานะ และโทสะ ว่าไปแล้วชีวิตนี้อยู่ยากและน่ากลัวจริงๆ

โดย น้องอุ๊ (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มี.ค. 2551 , 06:35:57 น.] ( IP = 71.185.131.233 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อได้อ่านแล้ว ทำให้เห็นชัดว่าในการตอบคำถาม เพราะอะไร? ระหว่างผู้รู้มีปัญญากับผู้ไม่รู้ นั้น แตกต่างกันมากมาย

การมองเพียงแค่ปัจจุบันชาติเท่านั้น ไม่ได้มองถึงเหตุไกลที่เป็นอดีตกรรม ทำให้ตอบโจทย์ผิด ซ้ำยังเป็นการสร้างอกุศลกรรมที่ตนจะต้องได้รับในอนาคตชาติด้วย

ขอบพระคุณพี่ดอกแก้วค่ะ สำหรับบทความที่จะเป็นเครื่องเตือนใจในครั้งต่อไปค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [6 มี.ค. 2551 , 09:34:51 น.] ( IP = 58.8.48.2 : : )


  สลักธรรม 7

เพราะอะไร? ก็คงเป็นเพราะสร้างเหตุแห่งปัญญามาไม่มากพอที่จะแก้ไขความยุ่งยากในชีวิตได้อย่างรอบคอบ

ได้มาอ่านแล้วก็รู้สึกเยือกเย็นใจ เหมือนได้เห็นทางแก้ไขปัญหาชีวิตแบบง่ายๆ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยการรู้จักมองและหยุดให้เป็นกับเรื่องราว และแยกได้ในกรรมที่ทำแต่ละขณะว่าเป็นกุศลหรืออกุศล เป็นกรรมหรือเป็นวิบาก ..คำของครูเป็นคำที่มีค่าเสมอในยามที่ตกทุกข์ได้ยาก

สำหรับพวกเรา..ปัญหาใหญ่ของชีวิตก็คงอยู่ที่ แก้ปัญหากันไม่เป็น..เป็นแต่สร้างปัญหา ก็เลยมีเรื่องราวให้กลุ้มอกกลุ้มใจกันมาตลอด แต่ถ้าแกะรอยกรรมตามที่พี่เณรบอกไว้ได้ก็คงจะดี เพราะเป็นทางที่ทำให้เรื่องสิ้นสุดและหยุดที่ตนได้ตามคำที่หลวงพ่อท่านสอนไว้

การกระจายเรื่องราวออกไปจะได้ประโยชน์ก็แค่เบื้องแรกที่มีคนเห็นใจ และก็เท่ากับเป็นการทำลายความสามัคคีให้แตกแยกกลายเป็นกลุ่มๆ ได้ ..ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นผลเสียมากต่อส่วนรวม

เมื่ออ่านจบแล้วก็หวนนึกถึงการปฐมนิเทศนักศึกษาพระอภิธรรมในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา . ..ที่ท่านอาจารย์ถามทุกคนว่า เหลืออะไรในชีวิต? และจะทำอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่? ตรงนี้ก็เหมือนกับเข็มทิศที่ชี้ไปเบื้องหน้าว่า เราต้องเตรียมพร้อมอย่างไรสำหรับอนาคตชาติ

กราบขอบพระคุณครูทุกท่านที่ให้ข้อคิดที่ดีแก่ชีวิตค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 13:00:29 น.] ( IP = 125.26.41.116 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org