| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถอดรหัสชีวิต ปฐมนิเทศศิษย์พระอภิธรรม (๒)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
สำหรับผู้หญิงตอนนี้ก็มีมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก ผู้ชายก็จะมีมะเร็งตับ ซึ่งตอนนี้ก็มีลูกศิษย์เป็นอยู่ และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีลูกศิษย์ตายไปเพราะมะเร็งลำไส้ก็คือคุณยุรี นพจินดา ฉะนั้นเราก็ไม่รู้ว่าเราจะเป็นอะไรตาย หรือดูอย่างพระเอกละครคนหนึ่งที่มีข่าวบอกว่าถูกงูกัดขณะที่นอนพักจากการถ่ายละคร ..นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะโดนอะไรกัดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หรืออย่างสัปดาห์ก่อนก็มีข่าวของชายชราคนหนึ่งที่เดินออกกำลังกายในตอนเช้าแล้วอยู่ดีๆ ก็ถูกลูกมะพร้าวหล่นมาโดนกลางกระหม่อมจนกระโหลกศีรษะแตกถึงแก่ความตาย ..นี่ก็คือถึงที่ตายแล้วก็ไม่มีอะไรมาห้ามได้
เราไม่สามารถบอกตนเองได้เลยว่าเราจะเป็นอะไรตาย แม้เราจะฉีดวัคซีนมาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อกันโรคต่างๆ แต่เมื่อกรรมมาจำเพาะเจาะจงมุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไขให้ต้องเป็นไปอย่างนั้นๆ เราก็อาจจะตายเพราะเป็นโรคที่เคยฉีดยาป้องกันไว้ก่อนแล้วก็ได้ และเราก็เลือกที่ตายไม่ได้เลย แม้จะสั่งเสียฝากฝังกันให้ไปส่งโรงพยาบาลไหนๆ ก็ตาม เพราะมีตัวอย่างจากลูกศิษย์คนหนึ่งที่ตายไปแล้วด้วยโรคมะร็งตับ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาตกลงใจซื้อตั๋วไปอินเดียกับคณะของมูลนิธิด้วยและก็ตั้งใจที่จะไปบวชที่อินเดีย ในปีนั้นมีลูกศิษย์ไปบวช ๑๓ คน ซึ่งเขาเป็นคนที่ ๑๔
เขาก็เตรียมซื้อผ้าเหลืองบาตรจีวรเรียบร้อยแล้วแต่เมื่อใกล้จะถึงการเดินทางเขาก็รู้ว่าเป็นมะเร็งขึ้นมา เขาบอกว่าอย่างไรเขาก็ยอมตายแต่ขอให้ไปอินเดียและไปบวชก่อน ในที่สุดเขาก็ไปไม่ได้เพราะตายก่อน แต่ตอนที่เขาป่วยมากๆ เขาโทร.มาที่บ้านบอกว่า "อาจารย์ ผมไม่ไหวแล้ว " ฟังแล้วก็รีบออกจากบ้านเลยนะไปหาเขาที่โรงพยาบาลรามาซึ่งมีลูกศิษย์ที่พร้อมจะช่วยเขาอยู่ที่โรงพยาบาลรามาอีกสองคน แต่เรื่องของความตายนั้นจะตายที่ไหนก็ไม่รู้ ..เขาบอกว่าจะไปโรงพยาบาลไปฉีดมอร์ฟีน แต่พอไปถึงบันไดทางขึ้นโรงพยาบาลรามาเขาก็ตายที่ตรงนั้นยังไม่ทันได้เข้าไปข้างในเลย ทั้งที่ก็มีแพทย์ที่รู้จักอยู่ที่นั่นแต่มีเหตุฉุกเฉินเข้ามาแทรกหลายรายเขาก็เลยต้องรออยู่ตรงบันไดแล้วก็ตายอยู่ตรงนั้น
และที่สำคัญก็คือ ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร? ชาตินี้เราได้เป็นมนุษย์ ได้สุคติมาแล้วก็โชคดี แต่ชาติหน้าล่ะ..น่ากลัวไหม? ท่านลองคิดดูซิว่า อีกสามสิบปีข้างหน้าท่านจะต้องตาย ..ตอนนั้นประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ลองมองดูสภาพของประเทศไทยในวันนี้ สภาพของคนสมัยนี้ ซึ่งต่างจากสมัยของเราที่มีคุณพ่อคุณแม่เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะมีคุณสมบัติพร้อมให้การอบรมเลี้ยงดูเรามาอย่างดี ปลูกฝังลูกให้รู้ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี ห้ามไม่ให้ทำผิดศีล ห้ามไม่ให้พูดจาหยาบคาย หรือเดินลงส้นเท้าเสียงดัง ...ลองคิดดูว่าถ้าหากเราเกิดตายไปปุ๊บแล้วไปเกิดเป็นคนแล้วพ่อแม่เราจะเป็นใคร ก็คือเด็กเฮ้วๆ เด็กแว้นนี่แหละ
ลองนึกภาพดูว่าพอแม่เริ่มตั้งท้อง ก็นั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อที่เป็นเด็กแว้นซิ่งไปตามถนน..นั่นละอนาคตพ่อของเรา แล้วแม่เราล่ะเป็นอย่างไร? นุ่งกระโปรงสั้น สายเดี่ยว ...น่ากลัวไหมถ้าเกิดเราต้องตายแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ในตอนนี้ เพราะโลกกำลังต่ำลงศีลธรรมจรรยากำลังเสื่อมแล้วปฐมวัยของเราจะมีคนดีสอนเราให้ได้ดีหรือไม่ เพียงแค่ตรงนี้ก็คงไม่อยากตายกันแล้วเพราะคงไม่อยากไปนั่งมอเตอร์ไซค์ตั้งแต่อยู่ในท้อง
ฉะนั้น เราควรรักษาชีวิตนี้ไว้ ด้วยการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายบ้าง ทำโยคะบ้าง และเมื่อทำโยคะเสร็จแล้วก็มาทำงานเป็นโยคีบ้าง คือ ฝึกใจ เป็นโยคีที่พยายามเอากิเลสออกจากจิตใจเรา สร้างชีวิตไว้เพื่อปูทางในอนาคต เมื่อเรามีทางที่ปูไว้หรือมีเสบียงชีวิตแล้วเราจะตายเมื่อไหร่ก็ช่างเถอะ เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว จะตายด้วยโรคอะไรก็ช่างเพราะมันยังไงก็ต้องตาย และจะตายที่ไหนก็ช่างมันเพราะเรามีเสบียงข้างหน้าดีแล้ว เมื่อเราทำดีแล้วตายจะไปเกิดที่ไหนก็เป็นสุคติ
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:46:20 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 2
ตอนนี้เราก็เข้ามาสู่ห้องถอดรหัสโดยตรงแล้ว ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนานั้นต้องเรียนให้ท่านเข้าใจก่อนว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนี้เป็นทางสายตรงซึ่งองค์พระสมณโคดมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงประทานไว้ เมื่อตอนเช้าที่พูดว่าในคำสอนของพระองค์นั้นมีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แยกเป็นพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม แต่ที่จริงแล้วในการสอนนั้นมีมากมายก็จริง แต่ที่พระองค์ทรงสั่งไว้มีเพียงสามประการคือ
๑. หยุดกระทำบาปกรรมทั้งทางกาย วาจา และใจ
๒.ทำความดีให้ถึงพร้อมทั้งกาย วาจา และใจ
๓. ทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง
แต่เพราะเรามีความสับสนจึงไปนำเรื่องยาวๆมาประพฤติ เรื่องที่ยาวเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ต้องเรียนให้เข้าใจ แต่เรื่องที่นำมาประพฤตินั้นมาน้อย คือมีเพียงสามข้อที่กล่าวมาซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
ในข้อแรกที่ทรงสั่งก็คือ การหยุดทำบาปกรรมหรือความชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ เราก็ต้องรู้ว่า บาปกรรมหรือความชั่วนั้นคืออะไรบ้าง
ความชั่วทางกายก็คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เรียกว่า กายทุจริต ๓
ความชั่วทางวาจาก็คือ พูดปด พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ เรียกว่า วจีทุจริต ๔
ความชั่วทางใจก็คือ พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ความเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตนด้วยเล่ห์กลมารยา และความเห็นผิดคือมิจฉาทิฏฐิ
ในข้อที่สอง เมื่อเว้นชั่วแล้วทรงสั่งต่อไปว่าทำความดีให้ถึงพร้อม เพราะบางครั้งเราจะมีกิเลสเกิดขึ้นมาในขณะที่ไม่ได้ระวัง เช่นในขณะที่ไปใส่บาตร...มือเราก็ตักข้าวตักอาหาร ตาเราก็มองเลยไปในบาตรแล้วก็อาจคิดว่า โอ้โฮ..เต็มบาตรแล้วก็ยังไม่รู้จักพอ หรือเต็มบาตรแล้วก็ยังเดินมาอีก หรือพอเห็นพระเดินรี่เข้าไปหาคนที่มีซองมาถวายก็อาจนึกตำหนิท่านแล้วอาจคิดว่าเห็นเราไม่มีวองก็เลยไม่มาหาเลย เป็นต้น การกระทำเช่นนี้เป็นมโนกรรมที่ไม่ดี
หรือบางครั้งทำได้ทางกาย แต่ไม่ได้ทางวาจา เช่นไปทำบุญแล้วไปชวนพระท่านพูดคุยเพ้อเจ้อว่าอันนั้นอร่อย อันนี้อร่อย เป็นต้น ก็จะเห็นว่า เราทำทางกายดีได้คือไม่มีกายทุจริต ๓ แต่ทางวาจาหรือทางใจเราไม่สุจริต นี่เป็นการทำความดีที่ไม่ถึงพร้อม ดั้งนั้น จึงทรงสั่งให้ทำดีถึงพร้อมทั้งกาย วาจา และใจ ซึ่งส่วนมากเรามักจะทำไม่ได้เพราะทำได้ยาก แต่ในความยากนั้นก็มีผู้ที่ทำได้มาแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:47:20 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 3
ในข้อที่สาม ทรงสั่งให้ทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมอง เพราะเมื่อใดที่ทำจิตใจให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสจากเครื่องเศร้าหมองได้แล้วก็จะเป็นพระอรหันต์ได้ พระอรหันต์ก็คือผู้สิ้นอาสวะกิเลสเป็นผู้ที่ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ในข้อนี้จึงต้องมาทำความเข้าใจในเรื่องของกิเลส
เมื่อเช้าได้พูดถึงเรื่องกิเลสไว้บ้างแล้วในอกุศลจิต ๑๒ ดวง ซึ่งเมื่อสงเคราะห์แล้วจะมีกิเลสอยู่ ๓ ชนิด คือ กิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียด
กิเลสอย่างหยาบคือการแสดงออกมาทางกาย วาจา เช่น ชก ตี ด่าว่า ซึ่งหลุดการกระทำออกมาเป็นของหยาบแล้ว
ส่วนกิเลสอย่างกลางนั้นไม่ต้องแสดงออกทางกายและวาจา เช่น เห็นคนที่เราไม่ชอบลื่นหกล้ม..ก็คิดในใจว่าสมน้ำหน้า หรือนึกแช่งใครอยู่ในใจ อย่างนี้เป็นต้นโดยคิดแต่เพียงในใจไม่ต้องออกมาเป็นวาจา
ส่วนกิเลสอย่างละเอียดก็คือ กิเลสขันธสันดานซึ่งเป็นตัวผลักดันให้อย่างกลางอย่างหยาบออกมาได้ เหมือนสายน้ำที่มีโคลนตะกอนนอนเนื่องอยู่ด้านล่าง หรือน้ำในบ่อที่เราเห็นว่าน้ำใสแจ๋วจนเห็นปลาว่ายวนอยู่นั้น แต่เมื่อเราเอาไม้จิ้มลงไปจนถึงก้นบ่อแล้วก็กวนไม้ก็จะมีความขุ่นเกิดขึ้นมา ถามว่าที่ขุ่นนี้เกิดมาจากไหน? ก็จากดินที่อยู่ด้านล่าง ที่มันขุ่นได้ก็เพราะมีของขุ่นอยู่ข้างใน
ที่เรามาโกรธ มาหลง มาชอบได้นี้ก็เพราะว่ามีกิเลสอยู่ภายในจิตใจเรา มีโคลนตมอยู่ภายในจิตใจเรา ฉะนั้น ไม่มีใครในโลกนี้เขามาพูดให้เราโกรธเลย..แต่เราโกรธเองเพราะอำนาจของโทสะกิเลส ไม่มีใครในโลกนี้ทำให้เราเกลียดได้เลยเพราะเขาแค่พูดว่า ไม่สวยเลยก็เพราะเห็นว่าเราไม่สวยเลยในสายตาเขา แต่เราไม่ชอบเพราะคิดว่าเขาว่าเราจึงไล่ให้เขาไปพูดที่อื่นเลยว่า ไป..ไป..ไป
และก็ไม่มีใครพูดให้เราชอบด้วย..แต่เราชอบเอง เช่นเขาบอกว่า "วันนี้ผมสวย" เราก็ดีใจ ทั้งที่เขาไม่ได้บอกเลยว่าเราสวย เขาแค่บอกว่าผมสวยเท่านั้น แต่เราก็หลงว่าเป็นเราไปทั้งหมด ... ฉะนั้น กิเลสเหล่านี้แหละที่มีอยู่ในขันธสันดานเหมือนกับดินชั้นล่างสุดที่มันนอนเนื่องอยู่ใต้น้ำ จึงทรงสั่งให้ทำจิตให้บริสุทธิ์ก็คือ การขุดรากถอนโคนความสกปรกเหล่านั้นออกให้หมดเพื่อไม่ให้เกิดความขุ่นอีกเลย
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:49:01 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 4
วิธีการกำจัดกิเลสนั้นมี ๓ วิธี เพราะกิเลสมี ๓ ชนิด จึงต้องมี ๓ องค์คุณมาบำบัด องค์แรกคือ ศีล องค์ที่สองคือสมาธิ และองค์ที่สามคือ ปัญญา
การรักษาศีล เช่น ศีล ๕ การที่เราอาราธนาศีลแล้วก็ตั้งใจรักษาศีล คือการตั้งใจงดเว้นความชั่วทางกาย วาจา ที่เป็นกิเลสอย่างหยาบ ทำให้กายและวาจาของเราเป็นไปในทางดี เพราะหากไม่มีเจตนารักษาศีลแล้วกิเลสหยาบๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ แต่ศีลไม่สามารถทำให้ใจสงบได้ เพราะจะเห็นได้ว่าพระภิกษุที่มีศีลถึง ๒๒๗ ท่านก็ยังหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน และตัวศีลไม่มีอำนาจพอไปรักษาทางใจ จึงต้องอาศัยองค์คุณที่สองคือ สมาธิ
สมาธิ คือการที่จิตกำหนดอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว เช่นกำหนดลมหายใจเข้าว่า "พุท" กำหนดลมหายใจออกว่า "โธ" หรือ "ยุบ" "พอง" หรือ "ขวาย่างหนอ" "ซ้ายย่างหนอ" เป็นต้น ซึ่งเป็นคำที่กำหนดให้จิตมีงานทำอยู่ในคำบริกรรมนั้น อย่างนี้เป็นการหางานมาทำเพราะเหมือนกับบอกตนเองให้มีเสต็ปเช่นในการเดิน ..เมื่อยกเท้าก็ต้องบอกว่า "ยก" เมื่อย่างเท้าก็ต้องบอกว่า "ย่าง" "เหยียด" อย่างนี้เพื่อไม่มีอาการฟุ้งซ่านของจิต
ก็ขอให้ทุกท่านลองทำดู คือ ออกมาเดินแล้วก็บอกตัวเองไปด้วยในแต่ละขณะที่ยก ย่าง เหยียด ว่า ..ต้องยก ต้องย่าง ต้องเหยียด ..ท่านก็จะมีสมาธิอยู่กับคำท่องเหล่านี้ได้ และก็มีสมาธิอยู่เฉพาะตอนที่ทำอยู่เท่านั้นเพราะวิธีนี้เป็นเพียงอุบายให้เกิดความสงบเท่านั้นเอง แต่ถามว่าชีวิตของเราทำอย่างนี้อยู่ได้ตลอดเวลาไหม? ไม่ได้ เหมือนกับการตั้งใจร้องเพลงน่ะ มันก็จะร้องไห้ไม่ได้ หรือเรากำลังร้องไห้อยู่ก็จะหัวเราไม่ได้ เพราะจิตต้องทำงานทีละอย่าง
ดังนั้น ศีลจึงกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิจึงกำจัดกิเลสอย่างกลาง แต่ทั้งศีลและสมาธิสององค์คุณนี้รวมกันก็ไม่สามารถไปกำจัดกิเลสอย่างละเอียดได้
เพราะศีล เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดคำหยาบ และสมาธิที่ทางใจมีความสงบนั้นก็เหมือนกับเราทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ที่ทุกคนมีศีล มีความสงบในการฟัง แต่ว่าโคลนที่อยู่ภายในใจยังไม่ได้ถูกเอาออกมาเลย เราจึงต้องกระโดดลงไปและเอาเครื่องมือไปขุดออกมาให้หมด ก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:49:38 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 5
การปฏิบัติวิปัสสนา ต้องลงทุนทำความเข้าใจเพราะเป็นการกระทำปัญญา
วิปัสสนา เป็นชื่อของปัญญาชนิดหนึ่ง การปฏิบัติวิปัสสนา เป็นการกระทำปัญญาให้เกิดเท่าทันความเป็นจริง
การเท่าทันความเป็นจริงนั้นจะต้องประกอบไปด้วยความรู้ถูก ซึ่งจากปริยัติทั้ง ๙ ปริจเฉทที่ได้พูดไปเมื่อภาคเช้าก็จะเห็นว่า ในปริจเฉทต่างๆนั้นจะเรียนเรื่องของจิต เจตสิก รูป นิพพาน และจิต เจตสิก รูป นิพพานนี้เป็นปรมัตถธรรม คือเป็นธรรมที่เป็นจริงไม่วิปริตผันแปรไป
ความจริงในโลกนี้มีสองจริง คือ จริงแท้กับจริงเทียม
จริงเทียมก็คือจริงโดยสมมุติ เช่น ผู้หญิง ผู้ชาย พระ โต๊ะ เป็นต้น เพราะเป็นจริงเฉพาะในคนหมู่เผ่าพันธุ์เดียวกันที่ใช้ภาษาเดียวกัน แต่ถ้าหากสิ่งเหล่านี้ไปอยู่ต่างประเทศก็จะกลายเป็น Women Man Monk Table ไปแล้ว หรืออย่างสีเหลือง สีเขียว สีแดง ก็จะกลายเป็น Yellow Green Red และเมื่อไปประเทศจีน ประเทสอินเดียก็จะต้องพูดไปอีกแบบหนึ่ง เพราะมีความวิปริตผันแปรไปตามสถานที่จึงเรียกว่า จริงสมมุติ
คำว่า หญิง ชาย ก็เป็นเพียงสมมุติเข้ามาว่า ลักษณะรูปพรรณสัณฐานอย่างนี้ที่บ่งบอกว่า ไม่มีกระเดือก มีขนตายาวๆ มีหน้าอก ท่านจัดว่าเป็นผู้หญิง แต่ถ้ามีกระเดือก มีหนวดอะไรอย่างนี้ ท่านจัดว่าเป็นผู้ชาย แต่แท้ที่จริงก็คือรูปธรรมทั้งสิ้น เพราะเมื่อนำผู้หญิงผู้ชายมานั่งคู่กันแล้วใช้กล้องถ่ายก็ออกมาเป็น"รูปผู้หญิงผู้ชาย" ไม่เป็น "คนหญิงคนชาย" แล้วเราก็ไปอัด "รูป" ไม่ได้ไปอัด "คน" ฉะนั้น รูปก็คือลักษณะที่บ่งบอกของสิ่งต่างๆ ได้
ในการเรียนพระปรมัตถธรรมจิต เจตสิก รูป นิพพาน ก็คือการเรียนถึงความจริงแท้ เป็นความจริงที่แม้จะใช้คำพูดหรือไม่ใช้คำพูดก็เป็นความจริง เช่น เกลือมีรสเค็ม ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนเกลือก็มีรสเค็ม พริกมีรสเผ็ด น้ำตาลมีรสหวาน มะนาวมีรสเปรี้ยว เมื่อน้ำมะนาวมาสัมผัสลิ้นก็เปรี้ยว..จึงไม่ต้องพูดว่าเปรี้ยวเลย หรืออย่างเด็กเล็กก็เช่นกัน เมื่อจับนั่งนานๆ เด็กก็เมื่อยแต่เด็กยังไม่รู้จักภาษาเมื่อรู้สึกเมื่อยแล้วเด็กก็พลิกตัวเอง ลักษณะของความเมื่อย ปวด เจ็บนี้ คืออาการที่ปรากฏขึ้นจริงเป็นพระปรมัตถ์
ในร่างกายของเราคือชีวิตนี้ ประกอบไปด้วยรูปนามขันธ์ ๕ มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปก็คือรูปธรรม เวทนาก็คือการเสวยอารมณ์เป็นสุขเป็นทุกข์ได้พอใจไม่พอใจได้ สัญญาคือความจำ สังขารก็คือตัวปรุงแต่งจิตใจของเราเมื่อมีอารมณ์มากระทบ เช่นเมื่อมีรูปารมณ์หรือภาพภายนอกมาให้เห็นเราก็เกิดอารมณ์และความรู้สึกได้เป็นเหตุปรุงแต่งให้เกิดความพอใจ ไม่พอใจ เสียใจ ดีใจได้ แล้วก็มีวิญญาณคือจิต
การประกอบกันของรูปและนามเหล่านี้เรียกว่า ขันธ์ ๕ ขันธ์แปลว่า หมวดหรือกอง เป็นหมวดหรือกองที่มาประชุมกันแล้วก็ทำให้เกิดการเดินได้ ยืนได้ นั่งได้ นอนได้ และที่เราเดินได้นั้นก็ต้องมีจิตคิดจะเดิน เพราะถ้าเราไม่อยากเดินก็ไม่มีใครมาบังคับให้เราเดินได้ การเดินได้จึงจะต้องมีจิตคิดจะเดินและมีอาการควรแก่การงาน ซึ่งเมื่อเรียนพระอภิธรรมแล้วก็จะได้ทราบในรายละเอียดของพฤติกรรมเหล่านี้ต่อไป
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:50:44 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 6
หรือยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวขึ้นมาอีกสักหน่อยก็ได้ เช่น
อาจารย์ : ลองอ่านที่ปกหนังสือนี้มีชื่อเขียนไว้ว่าอะไร? นักศึกษาใหม่ : พระพุทธกิจสี่สิบห้าพรรษา
อาจารย์ : ที่เห็นว่า "พระพุทธกิจสี่สิบห้าพรรษา" นี้เห็นได้ด้วยอะไร นักศึกษาใหม่ : เห็นได้ด้วย "ตา" และ "สมอง"
อาจารย์ : คำตอบที่ตอบมาว่า เห็นได้ด้วย "ตา" และ "สมอง" เป็นคำตอบที่ผิด และขอถามต่อว่าอายุเท่าไหร่แล้วคะ นักศึกษาใหม่ : ๕๗ ปี
ต้องขอประทานโทษว่า อายุ ๕๗ ปีแล้วยังไม่รู้เลยว่าเป็นได้ด้วยอะไร ถ้าหากไม่ได้มาเรียนแล้วก็คงจะเชื่อว่าเห็นได้ด้วยตาและสมองอย่างนี้ต่อไป ซึ่งการเห็นนั้นมีเหตุใหญ่ๆให้เห็นได้อยู่ ๔ อย่าง และถ้าขาดเหตุใดเหตุหนึ่งไปแล้วก็จะเห็นไม่ได้
๑. การเห็นนั้นต้องมีประสาทตาดี การที่เราใส่แว่นก็เพราะสายตาสั้นหรือยาวก็เท่ากับว่าเป็นลักษณะของประสาทตาไม่ดี จึงต้องมีอุปกรณ์เสริม
๒. ต้องมีอโลกะคือแสงสว่าง แม้จะประสาทตาดีแต่เมื่อเข้าไปในที่มืดก็จะมองไม่เห็นอะไร
๓. ต้องมีคลื่นแสง คือ รูปารมณ์ เช่นตัวหนังสือที่หน้าปกนั้นสะท้อนมากระทบ ซึ่งแม้จะมีประสาทตาดี มีแสงสว่าง แต่ไม่มีตัวหนังสือนี้เราก็จะมองไม่เห็นหรืออ่านไม่ได้นั่นเอง
๔. ต้องมีมนสิการ คือ การตั้งใจดู เพราะถึงแม้จะมีสามอย่างข้างต้นครบสมบูรณ์แต่ถ้าไม่มีความตั้งใจดูก็จะมองไม่เห็นเช่นกัน
เช่นเดียวกันกับทางทวารอื่นเช่น หู ที่ต้องมีประสาทหูดี มีช่องว่างระหว่างหู มีคลื่นเสียงมากระทบ และมีความตั้งใจจึงเกิดการได้ยิน ก็จะเห็นว่าพระอภิธรรมตอบปัญหาเราได้หมดและถอดรหัสชีวิตของเราได้เช่นนี้ ต่อไปถ้ามีใครมาถามว่าเห็นได้ด้วยอะไร ก็จะตอบได้ว่าเห็นได้ด้วยเหตุ ๔ อย่างซึ่งไม่ใช่สมองแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:51:39 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 7
การอธิบายให้ทราบดังกล่าวก็เหมือนกับการมาไขรหัสให้มีมาสเตอร์คีย์กันแล้ว การเรียนพระอภิธรรมก็คือการมีมาสเตอร์คีย์มาไขรหัสความลับของชีวิตให้ออกได้ เมื่อไขความลับของตนเองได้ก็จะไขของคนอื่นได้เช่นกัน เพราะพระพุทธศาสนาสอนว่า รู้ที่ตนก็เท่ากับรู้ที่อื่นหมด
เมื่อเราเรียนเรื่องของเราคนเดียวก็เหมือนกับเรียนเรื่องของคนอื่นหมดทั้งโลกเลย พระอภิธรรมจึงเป็นวิชาเดียวในโลกนี้ที่เรียนแล้วเก่งที่สุดก็คือรู้จักคนได้ทั้งโลก แต่วิชาอื่นนั้นเรียนเฉพาะเจาะจงรู้เพียงแคบๆ เมื่อตายไปแล้วก็ลืม แต่พระอภิธรรมนั้นจะสะสมเป็นบารมีธรรมที่ทำให้เราชนะความโง่ คือโมหะ
เราเกิดมากี่ปีกันแล้ว เราได้เห็นมาสารพัดทั้งดีและชั่ว เราพยายามซื้อตั๋วไปดูหนังเพื่อที่จะเห็นภาพต่างๆ แต่เราไม่รู้เลยว่าเราเห็นได้ด้วยอะไร ตัวเองก็เหมือนกันที่เมื่อก่อนนั้นก็ชอบดูทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเห็นได้ด้วยอะไร คือเรื่องพิภพมัจจุราช..ใครถึงฆาตดับชีวี เพราะคุณพ่อให้ดูคือท่านจะสอนเรื่องผีสางเทวดานั่นเอง
การเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัสนั้น เกิดขึ้นจากเหตุคือเหตุ ๔ ที่กล่าวมาแล้ว และเมื่อหมดเหตุการเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัสนั้นก็จะหมดไป เช่น ขณะนี้มีประสาทตาดี มีแสงสว่าง มีรูปารมณ์ และมีความตั้งใจดู แต่อยู่ๆ ไฟก็ดับพรึ่บลง ก็เท่ากับเหตุนั้นได้หมดไปหนึ่งอย่าง การเห็นก้ต้องยุติลงไป
เช่นเดียวกันที่เราเกิดมาจนเดินได้ ยืนได้ ก็เพราะมีจิตคิดจะเดิน จะยืน นั่นก็คือเหตุ เมื่อหมดเหตุมันก็ทำงานไม่ได้ ชีวิตของเราไม่ต่างไปจากเครื่องจักร แต่เป็นเครื่องจักรที่ใช้งานนานที่สุดที่ต้องเยียวยาตัวเอง ต้องกินเอง ต้องเดินเอง ต้องยืนเอง ต้องขับถ่ายเอง ไม่มีใครมาช่วยเราได้ และเป็นเครื่องจักรที่เหนื่อยที่สุดแม้กระทั่งหลับก็ยังต้องหายใจเข้า และหายใจเข้าอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องหายใจออกด้วยมิฉะนั้นก็จะตายไป หรือหายใจออกอย่างเดียวไม่หายใจเข้าก็ตาย ..ความตายจึงอยู่ที่ปลายจมูก
ชีวิตเรานั้นต้องตายแน่นอน แต่ก่อนที่จะตายเรามาคลี่ม่านบังตา มาถอดรหัสชีวิตเพื่อจะได้มีปัญญาด้วยการกำหนดรู้ เมื่อกำหนดรู้ได้เท่าทันความจริงแล้วก็เหมือนกับสำนวนที่บอกว่า "อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่" คือใครจะพูดอะไรเราก็รู้ทัน คนเหล่านั้นจึงโกหกเราไม่ได้ เช่นเดียวกับวิปัสสนาที่รู้ทันอารมณ์ อารมณืเหล่านั้นจึงทำให้เราโลภมากไม่ได้อีกแล้ว ทำให้โกรธมากไม่ได้อีกแล้ว และทำให้หลงมากไม่ได้อีกแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:52:29 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 8
วิปัสสนากรรมฐานเป็นชื่อของปัญญาที่เห็นและรู้ว่ารูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน แต่ถ้าหากรู้อย่างอื่นนอกไปจากที่กล่าวนี้ไม่ถือว่าเป็นวิปัสสนา เช่นไปรู้นรก รู้สวรรค์ รู้ว่าใครคิดอะไร นั่นเป็นเรื่องของฌานจิต ..ไม่ใช่วิปัสสนา เพราะวิปัสสนาเป็นการรู้รูปรู้นามตามความเป็นจริง
อะไรคือรูป อะไรคือนาม? ก็คือชีวิตของเรา ที่เราเห็นทั้งหมดเป็นลักษณะรูปร่างอย่างนี้ก็คือ รูป ที่รู้สึกได้คือ นาม เรื่องของรูปนามจึงเป็นปรมัตถ์ ไม่ว่าใครที่มาปฏิบัติที่นี่หรือปฏิบัติที่ไหนถ้าบอกว่าเป็น "สายรูปนาม" นั้นไม่ได้ เพราะรูปนามเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าปฏิบัติสมาธิแล้วหาอารมณ์ใดมากำหนดเช่น "พุทโธ" ก็ได้ "สัมมาอาระหัง" ก็ได้ "ยุบหนอพองหนอ" ก็ได้ คำเหล่านั้นเอามาเพื่อมากดหรือมาสร้างอารมณ์ให้เราอยู่ในสิ่งที่พอใจ แต่พอเลิกแล้วก็ไปดกรธ ๆๆๆ โลภๆๆๆ หลงๆๆๆ ต่อไปอีก
แต่เมื่อใดที่เราใช้ความพยายามกระโดดลงไปแล้วขุดดินออกล้างบ่อให้เกลี้ยงอีกหน่อยก็จะไม่มีดิน ..นั่นคืองานของวิปัสสนา หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นหลักที่ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นการรื้อสัญญาแล้วก็ละสังโยชน์
รื้อสัญญาวิปลาส วิปลาสแปลว่าคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมี ๔ อย่าง คือ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส
สุภวิปลาส หลงผิดว่าชีวิตนั้นเป็นของดี แท้ที่จริงไม่ใช่สุภะแต่เป็นอสุภะ แล้วเราหลงว่าเป็นสุภะเราจึงรักกันชอบกัน และเพราะความหลงนี้คนเราจึงพากันหารูปใหม่กันเรื่อยๆ ที่เปลี่ยนคู่ครองกันก็เพราะเบื่อแล้ว เบื่อหน้าตาอย่างนี้ที่เห็นมาทุกวันเลยหาคนใหม่ก็ตือเปลี่ยนรูปใหม่ เสื้อผ้าใส่แล้วเกิดความเบื่อแล้ว เราก็ไปหาเสื้อใหม่ แต่เราจะหารูปใหม่อย่างไรก็ไม่มีทางได้ดี เพราะวิวัฒนาการมันมีอยู่เรื่อยไป เสื้อผ้ามันมีสไตล์ใหม่เข้ามาตลอด
ฉะนั้น การแก้ไขที่รูปเป็นการแก้ไขที่สิ้นเปลืองเปล่า แต่ต้องแก้ที่นามคือใจของเรา คือรู้จักพอแล้วจึงดี ไม่ใช่หาดีแล้วจึงพอ พระท่านเรียกว่าสันโดษ ยินดีตามมียินดีตามได้
อาการของรูปที่เราเห็นเป็นท่าทางต่างๆ เช่นท่านั่ง ลักษณะอย่างนี้เรียกว่า รูปนั่ง ภายในอาการนั่งนี้ในตอนแรกที่นั่งใหม่ๆ ก็สบาย ..เรียกว่าสุขเวทนา (เวทนาคือการเสวยอารมณ์) สุขเวทนานี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองแต่มีเหตุปัจจัยมาจากการนั่งหลังจากที่ยืนมานานมาก ฉะนั้น นั่งเป็นเหตุทำให้เกิดความสบาย แต่นั่งนี้เป็นเหตุแห่งความสุขแค่นิดเดียวเป็นสุขวิปลาส เพราะนั่งนานๆ ก็เมื่อยอีกแล้วต้องยืน ที่ต้องยืนก็เพราะเกิดทุกขเวทนา
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:53:09 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 9
ก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟังว่า มีคหบดีท่านได้หนึ่งเรียนพระอภิธรรมกับพระสารีบุตรจนแตกฉาน อยู่มาวันหนึ่งก็ได้ไปพบวณิพกคนหนึ่งเดินบ่นมาว่า ชีวิตน่าเบื่อหน่าย มีแต่เรื่องวุ่นวายไปหมด คหบดีได้ยินแล้วก็กล่าวกับวณิพกนั้นว่า ชีวิตนั้นไม่วุ่นวายหรอก..ถ้าหากเข้าใจ วณิพกนั้นก็บอกว่าได้เรียนมาแล้วก็ล้วนแต่วุ่นวายไปหมดไม่มีสิ่งใดมาช่วยชีวิตของเราได้เลย
คหบดีได้ฟังดังนั้นก็บอกว่า ชีวิตคนเราเหมือนอึ่งอ่าง วณิพกก็สงสัยว่าเหมือนอึ่งอ่างตรงไหน คหบดีก็จูงวณิพกมาที่จอมปลวกแล้วให้วณิพกนั้นเอามือล้วงเข้าไปในจอมปลวก ก็ไปกระทบถูกเข้ากับอึ่งอ่างก้จับอึ่งอ่างออกมา อึ่งอ่างเมื่อมีอะไรมาถูกก็พองตัว คหบดีก็บอกว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยปฏิกูลของโสโครกคือกิเลส ที่อึ่งอ่างพองตัวนั้นก็เหมือนกับเราที่เวลาใครมาแหย่แล้วก็โกรธขึ้นมา หรือพร้อมจะพองโตขึ้นมาอวดมั่งอวดมีอวดดีอวดสารพัด วณิพกได้ฟังคำอธิบายอย่างนั้นก็เข้าใจทันที แล้วก็เดินจากไปพร้อมกับท่องว่า ชีวิตไม่ดี ชีวิตเหมือนอึ่งอ่างๆๆๆ ก็ท่องอย่างนี้ไปตลอด
จนกระทั่งวณิพกนั้นได้เดินมาพบกับคหบดีอีกครั้ง คหบดีได้ยินวณิพกท่องอยู่อย่างนั้นก็รู้ว่ายังไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะเอาไปท่องอย่างเดียวไม่ได้เอาไปทำหรือเอาไปปลง คหบดีจึงบอกใหม่ว่า ชีวิตไม่ได้เหมือนอึ่งอ่าง ชีวิตเหมือนทางสองแพร่ง วณิพกก็เกิดความสงสัยขึ้นมาอีก คหบดีก็พาไปที่ทางสองแพร่งที่แยกไปทางซ้ายและขวา คหบดีบอกกับวณิพกว่าหากไปทางด้านขวาก็จะไปยังนครแห่งหนึ่งซึ่งจะมีคนรอมอบแก้วแหวนเงินทองให้ หากไปทางด้านซ้ายก็จะมีคนมอบอาหารให้ วณิพกก็ตัดสินใจว่าจะไปในทางที่มีอาหาร เมื่อเดินไปได้สักพักหนึ่งคหบดีก็บอกว่า แม้จะมีอาหารแต่ไม่มีเงินทองก็จะลำบาก วณิพกได้ฟังอย่างนั้นก็เห็นด้วยจึงหันหลังกลับไปยังอีกนครหนึ่งเพื่อจะไปรับแจกแก้วแหวนเงินทอง
แต่เมื่อเดินไปได้สักพักก็เริ่มหิว คหบดีก็บอกว่าเมืองนี้มีแต่แก้วแหวนเงินทองแต่ไม่มีอาหารให้ วณิพกก็ตัดสินใจใหม่ด้วยความหิวว่าจะต้องย้อนกลับไปยังเมืองที่แจกอาหารก่อน สรุปว่าวณิพกก็ไปๆมาๆ อยู่บนสองทางนี้ คหบดีจึงบอกว่า ชีวิตเราเหมือนทางสองแพร่งคือ พอใจกับไม่พอใจ ที่มีอยู่สองอย่างในชีวิต ตั้งแต่เช้าตื่นลืมตามาจนหลับตาก็มีแค่พอใจกับไม่พอใจ ไม่ว่าจะกระทบกับเรื่องราวใด วณิพกได้ฟังอย่างนั้นก็เห็นจริงตามไปด้วย จากนั้นวณิพกก็เดินไปท่องไปว่า ชีวิตเหมือนทางสองแพร่ง ๆๆๆ
เมื่อวนกลับมาที่เก่าวณิพกนั้นก็ได้พบกับคหบดีอีก พร้อมกับท่องอยู่ตลอดเวลาว่า ชีวิตเหมือนทางสองแพร่ง คหบดีก็บอกใหม่ว่า ชีวิตเหมือนหม้อดิน วณิพกก็โวยวายว่าคหบดีเปลี่ยนคำอีกแล้ว คหบดีก็ให้คนไปหยิบหม้อดินมา แล้วก็บอกว่า หม้อดินนี้กว่าจะปั้นได้รูปสวยนั้นก็มาจากดินกับน้ำมาผสมกันแล้วก็ปั้นขึ้นมาเป็นรูปทรงต่างๆ คหบดีถามวณิพกว่าหม้อดินนี้ดีไหม วณิพกก็บอกว่าดี จากนั้นคหบดีก็หยิบไม้ขึ้นมาตีหม้อดินจนแตก แล้วก็ถามวณิพกว่า ชิ้นส่วนของหม้อดินที่กระจัดกระจายนั้นดีไหม วณิพกก็ได้คิดว่า หม้อที่แตกแล้วก็ไม่มีใครต้องการ คหบดีก็บอกว่าก็เหมือนกับชีวิตของเราที่จริงๆ แล้วไม่มีเราเพราะเมื่อแยกขันธ์แยกธาตุแล้วไม่ใช่เรา วณิพกก็เข้าใจแล้วก็เดินท่องไปใหม่ว่า ชีวิตเหมือนหม้อดินๆๆ
เมื่อกลับมาพบคหบดีอีกครั้งหนึ่งวณิพกก็ยังคงท่องอยู่อย่างนั้น คหบดีจึงบอกว่า ชีวิตไม่ได้เหมือนหม้อดิน ชีวิตเหมือนทองแดง วณิพกก็ถามอีกว่าทำไมจึงเหมือนทองแดง คหบดีบอกว่าทองแดงนั้นทำมาจากเนื้อเงินกับทองผสมกัน ถ้าเราแปรสภาพชีวิตออกได้ว่ามีแต่รูปมีแต่นามสองชนิดที่มาประกอบกันจนดูเหมือนเป็นชนิดเดียวกันเหมือนกับทองแดงทีมาจากส่วนผสมสองชนิด เช่นเดียวกับชีวิตของเราที่มีส่วนผสมสองชนิดเช่นกัน ท่านบอกว่าคนเราชีวิตที่มาด้วยเหตุปัจจัยเดียวนั้นไม่มีเลย มันมีส่วนประกอบเหมือนการเห็น ที่ไม่ใช่มาจากตาและสมอง ฉะนั้นสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ล้วนมีส่วนประกอบให้เกิดขึ้น แล้วเราก็หลงคิดว่าสิ่งนั้นเป็นของเที่ยงแท้ที่จริงมีความไม่เที่ยงทั้งสิ้น แม้กระทั่งชีวิตก็ไม่ใช่ของเราแต่เป็นเพียงรูปและนามเท่านั้น และเมื่อคหบดีบอกเรื่องรูปและนามแล้วก็บอกต่อไปว่า การจะเข้าถึงสิ่งที่ดีได้ ไม่ใช่การเอาไปท่อง
เช่นเดียวกับการปฏิบัติวิปัสสนาที่ไม่ใช่เอาไปจำว่านี่รูปนั้น นี่นามนั้น แต่ให้เอาไประลึกนึกถึงในขณะที่มันเกิดขึ้น เพื่อจะได้เห็นสภาวะธรรมตามความเป็นจริง เมื่อเราเห็นความเป็นจริงแล้วเราก็หยุดท่องเที่ยวไปในทางสองแพร่งได้ เมื่อหยุดท่องเที่ยวได้ก็ไม่ต้องมาเป็นอึ่งอ่างพองตัว แล้วไม่ต้องถูกทุบเหมือนหม้อดิน
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:53:46 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : )
สลักธรรม 10
วันนี้เป็นการเริ่มต้นของทุกๆ คน เมื่อได้ฟังเนื้อหาที่หนักๆ แล้วก็อย่างเพิ่งไปหนักใจ เพราะสิ่งที่น่าหนักใจมากกว่าก็คือถ้าเราไม่เตรียมพร้อมชีวิตให้ดี หนทางข้างหน้าก็จะลำบากมาก ในขณะนี้ยังมีแสงสว่างเปิดขึ้นให้เราได้อาศัยก็คือคำอธิบายในสภาวะธรรมต่างๆ ซึ่งเราอาจรับได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังดีกว่าไม่ยอมรับเลย
การเรียนพระอภิธรรมเป็นการถอดรหัสชีวิต คือได้รู้ว่าร่างกายประกอบไปด้วยกายกับใจ มีจิต เจตสิก รูป และเมื่อเรียนไปแล้วเราก็จะทราบว่าอะไรบาปอะไรบุญ อย่างเช่นเราไม่เคยรู้เลยว่า ความหงุดหงิดนี้เป็นบาป ความไม่พอใจให้ฝุ่นมาเกาะเสื้อของเรานั้นโทสะ เพราะปกติเราคิดว่าโทสะคือความไม่พอใจอย่างแรงเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วแม้จะมีอาการนิดหน่อยก็เป็นกิเลสทั้งนั้น เรื่องของโลภะเราก็นึกว่าต้องโลภมาก แต่เพียงแค่เราทานอาหารแล้วรู้สึก อร่อยจัง นี่ก็โลภะเข้าแล้ว
เราก็จะได้มารู้ว่า การที่จะเดินไปสู่ความเป็นพระขีณาสพนั้นไม่ใช่ง่ายๆ และเราก็จะได้ไม่ถูกใครหลอกว่าคนนั้นคนนี้เป็นพระอริยบุคคล การเป็นพระขีณาสพนั้นต้องเป็นผู้สิ้นกิเลส ซึ่งกิเลสมีถึงสามแบบคือ หยาบ หลาง ละเอียด และอย่างละเอียดนั้นลึกซึ้งมากไม่ใช่แค่มาหนั่งพูดหรือนั่งหลับตาแล้วจะหายไปได้ แต่ต้องค่อยๆ ขุดแล้วขัดเกลาให้เบาบางลง
หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ทุกท่านได้ฟังไปนั้นคือหลักแท้ๆ แต่อย่าเพิ่งไปเข้มงวดกับชีวิตจนเกินไป เช่น เมื่อเรานอนเราต้องดูรูปนอน เมื่อเราเดินเราต้องดูรูปเดิน ..ถ้าหากเราไปตั้งใจทำแบบนี้ก็จะหนักเกินไป
ท่านนักศึกษาที่เคารพทุกท่าน ที่ท่านได้เรียนไปในวันนี้แล้วก็ลองกลับไปคอยสังเกตตนเองเพียงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนที่เราจะเปลี่ยนอิริยาบถ เช่นลุกขึ้นจากท่านั่งนั้น อะไรทำให้เราลุกขึ้น? ท่านยังไม่ต้องมีรูปมีนามก็ได้ เพียงแต่เริ่มให้มีสติก่อน เช่นรู้ว่า อ๋อมันเมื่อย ทำให้เราต้องขยับ หรือทำไมเราต้องดื่มน้ำ ก็อ๋อ..หิวน้ำ ทำให้เราต้องดื่ม ทำไมเราต้องเคี้ยว..ก็เพราะมีข้าวในปาก ทำไมเราต้องหาว ..เพราะเราง่วง ทำไมเราต้องปัสสาวะ ..เพราะเราปวด
จึงขอให้ท่านไปฝึกสติกันก่อนให้รู้ว่า มีอะไร เพราะอะไร? เหมือนตั้งคำถามตนเองว่าอะไรเอ่ย แล้วเราก็มีคำตอบว่าเพราะเราเมื่อย จึงต้องขยับ จึงต้องเดิน ซึ่งที่ผ่านมาทุกครั้งนั้นเราไม่เคยมีคำถามเลย แต่ต่อไปนี้เราต้องมีคำถามตนเองบ้างไม่ใช่ชอบแต่ตั้งคำถามกับคนอื่น เช่น ทำไมเธอเป็นอย่างนี้ ทำไมคุณเป็นอย่างนี้ แต่บัดนี้ธรรมะทำให้เรากลับมาถามตนเอง มีการคิดก่อนพูด อย่ากินก่อนหา อย่าว่าก่อนเห็น และอย่าเล่นก่อนทำ
คิดก่อนที่จะพูด เพราะพูดมากผิดมากไม่พูดเลยไม่ผิดเลย อย่ากินก่อนหา..ต้องทำมาหาหินให้ได้ก่อนแล้วค่อยกิน อย่าว่าก่อนเห็น..เพราะเราชอบว่าไปเดาไปคาดคะเนไป และก็อย่าเล่นก่อนทำ ดังนั้น เมื่อท่านกลับไปในวันนี้ก็ขอให้ตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ว่า ชีวิตใหม่ของเราเป็นชีวิตที่ประกอบไปด้วยปัญญา และปัญญานั้นมีหลายระดับเหมือนตัวโน๊ตที่มีเสียงต่างๆ แต่ก่อนที่จะไปถึงเสียงสูงสุดเราต้องเริ่มจากเสียงต่ำก่อน และเมื่อเราเก่งแล้วเราก็จะไล่เสียงสูงลงมาต่ำได้
โดย น้องกิ๊ฟ [6 มี.ค. 2551 , 10:55:24 น.] ( IP = 125.26.40.140 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |