มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถอดรหัสกรรมนำสู่การปฏิบัติ (๑)






ถอดรหัสกรรมนำสู่การปฏิบัติ (๑)


หลังจากสวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวทักทายกับทุกคนว่า ..ถึงเวลาที่เรามาอยู่พร้อมกันในห้องแห่งนี้ เป็นห้องที่ทุกเช้าวันอาทิตย์เราจะมาสร้างวิถีทางชีวิต ให้มีความคิดความเข้าใจในสิ่งที่ดี และสร้างความดีให้เกิดขึ้นในกาย วาจา ใจ ของตน เป็นเวลาที่เราทุกคนจะเพียร สร้าง เพียรรักษา เจตนาและการกระทำอันนี้ไว้ให้มั่นคง

ก่อนที่จะสู่การอบรมนักศึกษาใหม่ต่อไป ขอเรียนให้ทุกท่านทราบก่อนว่า ในสัปดาห์นี้ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ ๒ ของการเปิดในการศึกษา พระอภิธรรรม จะฝึกการปฏิบัติให้ท่านด้วย แม้ขณะในทานข้าวกลางวันวันนี้ก็จะให้ลองฝึกปฏิบัติ

และก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเวลานั้น ก็มีความรู้สึกที่อยากจะมาพูดคุยกับทุกท่านแทนห้องนั่งเล่นแห่งความรักบ้าง ซึ่งในวันนี้เราขอเรียกว่า ห้องใจภักดิ์..รักดี

ณ ห้องใจภักดิ์..รักดี


ความรู้สึก..ความรัก..และความหวัง ในชีวิตของคนเรา ย่อมมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

เว้นแต่ว่า ...ความรู้สึกที่ได้..ความรักที่มี..ความหวังที่ประสบ...

อาจสมหวังบ้าง ไม่สมหวังบ้าง เป็นธรรมดา

อยู่ที่ว่า เราจะเผชิญกับสิ่งเหล่านั้น..ด้วยหัวใจแบบไหน?..

ถ้าขาดสติปัญญาแล้ว ..ความรู้สึกที่ได้..ความรักที่เกิด..ความหวัง(อารมณ์ที่ประสบ) ย่อมทำให้ทุกข์ และ..กระทำกรรมต่อไป..

ด้วยความปราถนาดี
บุษกร เมธางกูร
๙ มีนาคม ๒๕๕๑


โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [11 มี.ค. 2551 , 12:58:37 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


ท่านอาจารย์ได้อธิบายว่า ..

คนเราทุกคนเกิดมาไม่ว่าใครทั้งสิ้น ต้องมีความรู้สึกที่ได้รับ ต้องมีความรัก มีความหวัง และในความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นก็ยังมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นความรู้สึกที่บังคับบัญชาไม่ให้เกิดไม่ได้

ความรักนั้นเมื่อเริ่มต้นจำความได้มาเราก็รักคุณพ่อ คุณแม่ รักพี่น้อง รักเพื่อน รักญาติ รักคนรัก และนอกจากความรักแล้ว เราก็มีความหวัง..หวังไปในสิ่งสารพัดที่เราต้องการ หวังว่าจะเรียนพระอภิธรรมเเข้าใจ หวังว่าจะเริ่มใช้ชีวิตบันปลายที่ดำเนินไปด้วยดี

ฉะนั้นความรู้สึกในความรักและความหวังนี้ เป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ไม่มีใครห้าม จึงไม่ใช่ความน่าเกลียดอะไรที่จะมีความรัก และความหวังที่มากมายนับไม่ถ้วน เว้นแต่ว่า ..มันจะสมหวังบ้าง ไม่สมหวังบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งก็เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ..เป็นเรื่องของวิบากทั้งสิ้น

แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะเผชิญกับสิ่งเหล่านั้นคือ อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ด้วยหัวใจแบบไหนต่างหาก?

เพราะถ้าเป็นแบบ อ่อนไหว อ่อนแอ เราก็แพ้ระเนระนาด จิตใจก็เร้าร้อน หดหู่ เศร้าหมอง

แต่ถ้าเราเผชิญด้วยสติ ปัญญา แล้ว เราก็จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมที่เป็น อนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ เช่น คนเราหวังสิบเรื่องอาจสมหวังเพียงเรื่องดียวก็ได้ หรือไม่สมหวังเลยก็ได้ หรืออาจสมหวังทุกเรื่องเลยก็ได้เช่นกัน ซึ่งที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เพราะพรหมลิขิต แต่เป็นกรรมลิขิต

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:00:59 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 2


เรื่องกรรมจึงเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต ที่เราต้องมาศึกษา และทำความเข้าใจ

หากเราประสบความสมหวังหรือไม่สมหวังแล้วขาดสติปัญญา.. ความรู้สึกที่ได้ก็จะเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจ ตัดอาลัยไม่ขาด เกิดความเสียใจ มีอภิชฌา และโทมนัส ความรู้สึกที่ได้นี้ก็จะทำให้เกิดทุกข์และทำกรรมต่อๆไปได้

ดังนั้นจะขอบอกกับทุกท่านว่า ..เรามีกรรมเป็นของตน..เรามีกรรมเป็นทายาท เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ และ ใครทำ..ใครได้ ทำมาก..ได้มากทั้งดี ทั้งชั่ว

ไม่มีใครทำแทนเราได้ เช่น เดินแทนเรา เมื่อยแทนเรา แก่แทนเรา เจ็บแทนเรา แม้กระทั่งตายแทนเรา ก็ไม่มีใครทำแทนได้ เขาเหล่านั้นจะช่วยทำแทนก็ได้แต่สิ่งนอกตัว เช่นทำงานแทนเราเป็นต้น แต่สิ่งภายในตัวคือ การเกิด แก่ ตาย ไม่มีใครทำแทนเราได้เลย

เรามาคนเดียว อยู่คนเดียว และไปคนดียว เมื่อมีความพบเพ้อ ใจก็จะไปเพียรผูก และพลัดพรากไปในที่สุดเพราะความตาย เช่น เมื่อเราพบคนที่รู้สึกปิ๊ง แล้วเราก็พยายามเพียรผูกด้วยการหมั้นหมาย แต่งงาน มีบุตร อยู่ด้วยกันทั้งชีวิตอย่างขาดอิสรภาพ แล้วที่สุดก็ต้องพลัดพรากจากกันไป เพราะถ้าเขาไม่ตายจากเรา เราก็ตายจากเขาเป็นธรรมดา และเมื่อตาย ..เราก็ตายคนเดียว

คนอื่นเขาก็จัดงานให้ อย่างดีก็มีดอกไม้ประดับหน้าศพสักหน่อย มีรูปเดี่ยวที่ดูดี แต่ไม่มีใครเลยจะเอารูปคู่รูปหมู่มาตั้งหน้าโลง เวลานอนในโลงก็นอนเพียงลำพัง ญาติ และคนรัก ก็ตามมาส่งได้แค่เมรุเผาศพ ..ส่งได้แค่นี้เอง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:01:49 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 3


เราจึงเป็นสิ่งที่เราต้องพยายามเรียนรู้ และเข้าใจ ว่า ชีวิตนี้ เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ถ้าขาดสติปัญญาแล้ว ความรู้สึกที่ได้ ความรักที่เกิด และอารมณ์ที่ประสบจากความหวังนั้นก็จะเกิดความทุกข์และกรรมต่อๆไปได้ เพราะเราสร้างกรรมกันตลอดเวลา

กรรม คือ การกระทำ หรือเรียกว่าเจตนาในพระอภิธรรมที่เรากำลังจะเรียนคือ..เจตนา ๒๙ หากเราไม่ศึกษาพระอภิธรรมแล้ว จะไม่สามารถชี้ลงไปได้ว่า เจตนาตรงไหนเป็นกรรม? เพราะเจตนาเจตสิกนั้นประกอบกับจิตทุกดวง





เจตนา ๒๙ คือ อกุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ มหัคตกุศลจิต ๙ อันนี้แหละเป็นกรรม

เราจึงมีเจตนากรรม คือ อกุศลจิต ๑๒ แน่นอน

เรามีเจตนากรรมที่เป็นมีมหากุศลจิต ๘ ไม่แน่นอน

และในขณะนี้ไม่มีเจตนากรรมที่เป็นมหัคตกุศลจิต ๙ อย่างแน่นอน เนื่องจากจิตดังกล่าวเป็นฌานจิต ซึ่งทำไม่ได้ง่าย และผู้ที่ทำฌานนั้นต้องทำถึงขั้นอัปปนาสมาธิคือมีอารมณ์ที่แนบแน่นมาก





ในจิต ๓ กลุ่มนี้ สิ่งที่เรามีแน่นอนคือ อกุศล ๑๒นี้ เป็นกลุ่มของบาป คือโลภะ โทสะ โมหะ ให้ผลเป็นวิบากที่เป็นบาป วิบากไม่ดีในแต่ละวัน และมีมหากุศลจิตที่ให้ผลเป็นวิบากที่ดี ที่เราต้องได้เห็น ต้องได้ยิน ต้องรู้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องกระทบ สัมผัส ต้องประสบอารมณ์ ซึ่งสลับกันเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น ในแต่ละวันอารมณ์ที่เราต้องประสบนี้ก็มาจากผลของกรรมนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอารมณ์ที่ไม่ดีจึงทำให้ไม่พอใจ และบางครั้งก็ทำให้พอใจ สลับกันอยู่ตลอดเวลาเพราะเรามีการกระทำกรรมดีและไม่ดีสลับกันไป

เมื่อเราศึกษาแล้วก็สามารถจะหลีกเลี่ยงการสร้างกรรมชั่วได้ และทำให้เรามีหิริ เกรงความชั่ว โอตัปปะ กลัวผลบาปทำให้เรา สามารถชะลอกรรมชั่ว และเร่งกรรมดี เป็นการสะสมเสบียงที่ดีให้กับชีวิต

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:03:04 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 4


ถ้าเราเอาปากกาสีแดงมาตีเส้น..เส้นก็จะเป็นสีแดง ไม่สามารถจะตีเป็นสีน้ำเงินได้ เพราะสีแดงเป็นเหตุ ผลออกมาก็ต้องเป็นสีแดง

ถ้าเราเอาปากกาสีน้ำเงินมาตีเส้น..เส้นก็จะเป็นสีน้ำเงิน ไม่สามารถเป็นสีแดงได้ เพราะสีน้ำเงินเป็นเหตุ ผลที่ขีดเส้นออกมาก็ต้องเป็นสีน้ำเงินเช่นเดียวกัน

การขีดเส้นด้วยสีแดงและสีน้ำเงินนั้นก็เหมือนกับการทำกรรมดีก็ต้องได้ดี ทำกรรมชั่วผลก็ต้องชั่วฉันนั้น

แต่ที่เราคิดไปว่า ..ทำดีแล้วทำไมไม่ได้ดี ..ก็เพราะเราไม่รู้ว่า เราได้เคยขีดทั้งปากกาสีแดงและสีน้ำเงินทับเส้นกันไปมาจนเห็นสีทั้งสองไม่ปรากฏเด่นชัด มองรวมๆ แล้วก็จะเป็นสีเทาๆ แต่การให้ผลของปากกาแต่ละสีแต่ละเส้นนั้นย่อมให้ผลตรงตัวตามเหตุอย่างแน่นอน เพราะจิตของเรา ไม่ว่ากรรมดี กรรมชั่วก็จะถูกสะสมที่จิต เรื่องของกรรมจึงเป็นเรื่องที่วิจิตร และพิศดารมาก เราจึงต้องศึกษาและทำความเข้าใจ

ฉะนั้น การศึกษาพระอภิธรรมเป็นการศึกษาเรื่องราวของชีวิต ที่จะมาตีแผ่แล้วถอดรหัส และสะบัดกรรม(ชั่ว)ทิ้ง เพราะถ้าไม่มีกรรมแล้วก็สามารถหยุดการเวียนว่ายตายเกิดได้





และวันที่ ๑๕ มีนาคมของทุกปีเป็นคล้ายวันเกิดท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ ซึ่งจะมีการทำบุญของทุกปี แต่ปีนี้เราจะเลื่อนมาเป็นวันที่ ๑๖ โดยจะนิมนต์พระภิกษุ ๙ รูปจากจากวัดศรีประวัติ มาสวดพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพล

และเพื่อจะให้ศิริมงคลของท่านนักศึกษาอย่างที่สุดก็ได้กำหนดให้มีพิธีไหว้ครูและบวชชีวิตเข้าสู่การศึกษาพระธรรมในช่วงบ่าย คำว่าบวช มาจาก "ปวช" (ปะ วัช ชะ) แปลว่า ออกจาก คือออกจากความเห็นผิดด้วยการศึกษาพระอภิธรรม ออกจากวัฎฏะสงสารที่อุดมสมบูรณ์ด้วย กิเลส กรรม วิบาก

อย่าลืมว่าความรู้สึก ความรัก ความหวังในชีวิตของคนเราย่อมมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกคน เว้นแต่ว่า ความรู้สึก ความรัก ความหวังนี้ จะประสบความสมหวังบางไม่สมหวังบ้างเป็นธรรมดา ซึ่งคนทั้งโลกก็ประสบเหมือนๆเรา อยู่ที่ว่าเราจะเผชิญสิ่งเหล่านั้นด้วยใจแบบไหน? หากเราไม่ศึกษาแล้วเราก็จะประสบแต่ความพบเพ้อ เพียรผูก และพลัดพราก พบเจอสิ่งไม่ดี ทำให้เกิดความขุ่นมัวในใจ โดยเฉพาะความรักที่อุปทาน

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:03:48 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 5



นักศึกษาถาม : วิบากกรรมที่เกิดขึ้นนั้น จำเป็นไหมที่ต้องเป็นอดีตเหตุเสมอไป เพราะเหตุปัจจุบันก็สามารถส่งผลได้?

อาจารย์ตอบ : ต้องเข้าใจคำว่า "เหตุ" เสียก่อน เหตุคือสิ่งที่ทำให้ผลเกิด เมื่อสร้างเหตุไม่ดี ผลก็ไม่ดี เมื่อสร้างเหตุดี ผลก็ดี ซึ่งผลนี้จะเกิดทางทวารตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ลิ้น ๒ กาย ๒ และใจ ที่เรียกว่า อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ซึ่งทำให้เกิดความพอใจและไม่พอใจตามมา

อนิฏฐารมณ์เกิดที่อเหตุกจิตฝ่ายวิบาก และอิฏฐารมณ์เกิดที่อเหตุกจิตฝ่ายกุศลวิบาก เมื่อได้เห็นสิ่งที่ดีก็เกิดการพอใจ สุข สมหวัง เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดี ก็ทุกข์ ไม่พอใจ ไม่สมหวัง ซึ่งเราจะประสบกับอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์เช่นเหมือนกันทุกทวาร

ในโลกนี้มีความจริง ๒ประการ คือ จริงแท้ และจริงเทียม เช่นไฟ ทำให้เกิดความร้อน เมื่ออำนาจของความร้อนไปโดนเรา เราก็ร้อน โดนสุนัข สุนัขก็ร้อน เอาไฟไปช๊อตปลาก็ร้อนแล้วก็ตาย ส่วนน้ำแข็ง มีความเย็น เอามาอังก็เย็น ใส่ปากก็เย็น ไม่ว่าปากใครก็เหมือนกันอันนี้เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ เป็นความจริงที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีใครปฏิเสธได้

แต่ความจริงอีกอย่างก็เป็นความจริงเหมือนกัน เช่น คนไทย คนจีน คนแขก เสื้อผ้าสีดำ สีขาว แบบนี้เป็นจริงสมมุติ สมมุติเพื่อสื่อสารในเผ่าพันธ์เดียวกัน หากเราสื่อสารกับคนนอกประเทศก็ต้องใช้ภาษาของประเทศนั้นๆ เช่นเราเขียนวงกลมขึ้นมาวงหนึ่ง ก็ยังไม่มีความหมายอะไร แต่หากเราเรียงไปบนบรรทัด ๕ เส้น ก็จะกลายเป็นตัวโน๊ตซึ่งจะใช้สื่อสารในหมู่นักดนตรีซึ่งเป็นคนกลุ่มหนึ่ง แต่เราไม่เข้าใจเพราะเราไม่มีความสันทัด





และชีวิตของเรานั้นก็เปรียบได้กับตัวโน๊ต ซึ่งอาศัยบรรทัด ๕เส้น คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ฉะนั้น สิ่งที่มาเกิดในชีวิต ที่ต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส ได้นึกคิดเป็นวิบากต่างๆ ทำให้เกิดความพอใจ ไม่พอใจ ซึ่งเกิดมาจากอดีตเหตุทั้งนั้น แต่อาศัยปัจจุบันเหตุเป็นตัวเร่งเร้า ให้เกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ ในธรรมนั้นๆ

เช่น ขณะกำลังพูดกับใคร วิบากไม่ดีส่งผล ทำให้ต้องได้ยินสิ่งไม่ดีก็ผลักให้ผู้ที่พูดกับเราพูดในสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ เนื่องจากการได้ยิน เช่นเดียวกันหากเรามีวิบากดีสัทธารมณ์ที่เข้ามาก็เหตุทำให้เกิดควมพอใจ ดังนั้นวิบากที่เราได้รับ เกิดจากอดีตเหตุทั้งสิ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:04:08 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 6


สัปดาห์ที่แล้วราถอดรหัสชีวิตกันไปแล้ว สัปดาห์นี้เราจะมาถอดรหัสกรรมกันต่อ กรรมคือการกระทำ มี ๒ กรรมคือ ดี และชั่ว คือกรรมดี และ กรรมไม่ดี ถ้าเจตนาเป็นกรรมก็ย่อมต้องมีผลของกรรม กล่าวแล้วว่า คือ เจตนา ๒๙ คืออกุศล กุศล มหัคตกุศล สำหรับมหัคตกุศลนั้น คือ การกระทำสมาธิจนได้ฌานตั้งแต่ ปฐมฌานจนถึงปัญจมฌาน และอรูปฌาน ๔ ซึ่งทำไม่ได้ง่าย

สมาธิ คือ จิตกำหนดในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพียงอารมณ์เดียว สมาธิมี ๓ระดับ คือ ขั้นขณิกสมาธิ ขั้นอุปจาร และขั้นอัปปนา พวกที่ทำฌานตรงนี้เป็นขั้นอัปปนาคือมีความแนบแน่น

แต่พวกเรานี้แม้เพียงแค่ขั้นขณิกสมาธิที่เป็นขณะๆ นั้นก็ยังยากที่จะมีเลย เช่น ตอนสวดมนต์..นะโมตัสสะ.. เราสวดไปก็มองนั่นมองนี่ คิดไปพลางปากก็สวดไปพลาง นี่เรียกว่าแค่ขณิกะก็ยังครองอยู่ได้ยากเลย ฉะนั้นจะไปถึงขั้นอัปนาจึงยากมาก จึงได้บอกว่าขณะนี้เราไม่มี





คราวนี้มาดู กรรมดี เรียกว่า กุศลกรรม ตามแผนผังของจิตมีอยู่ ๘ ดวง เรียกว่า ชนิดที่มีปัญญาประกอบมีอยู่ ๔ ดวง เรียกว่า มหากุศลญาณสัมปยุต ชนิดไม่มีปัญญาประกอบมีอยู่ ๔ ดวงเรียกว่า มหากุศลญาณวิปปยุต แล้วก็ยังแบ่งเป็นอสังขาร(เกิดขึ้นเอง)และสสังขาร (เกิดขึ้นโดยมีการชักชวน)

ส่วนมากกุศลจิตนี่เกิดขึ้นเองได้ยาก เช่น เราจะให้เงินขอทาน ก็เพราะมีขอทานมาทำให้รู้สึกสลดหดหู่ เศร้าหมอง อำนาจการเห็นขอทานนั้นจึงมากระตุ้นทำให้เราทำบุญ และกุศลที่เกิดขึ้นเองก็เกิดยากแล้วการที่จะเกิดกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญาก็ยิ่งยากมากขึ้น

ปัญญาในที่นี้หมายเอาปัญญาที่นำพาให้พ้นทุกข์ได้ เป็นปัญญาที่นำออกจากวัฏฏะ จะใครบ้างที่ทำทานแล้วอธิษฐานให้เป็นพลวปัจจัยให้ข้าพเจ้าสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิดเทอญ แต่ส่วนมากที่ไม่ได้เรียนก็จะขอให้กุศลคุ้มครอง เช่น เจ้าประคูน..ขอให้ข้าพเจ้าหมดโรคหมดภัย ขอให้อย่าได้ถูกรถชน ขออย่าให้เรือคว่ำ..เจ้าประคูนขอให้ร่ำรวย อธิษฐานเสร็จแล้วก็หยอดเงินใส่ตู้ ๑๐ บาท ..อย่างนี้เรียกว่า ลงทุนน้อย หวังผลมาก

ฉะนั้นกุศลที่เป็นมหากุศลญาณสัมปยุตแทบจะไม่มีเลยถึงชักชวนก็ยาก พวกเราส่วนใหญ่จะเป็นญาณวิปยุต คือกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา และส่วนมากที่สุดนั้นก็เป็นการแระทำที่มีแต่โลภ โกรธ หลง ตรงนี้คือ กรรมที่เราทำบ่อยในชีวิต คือ อกุศลจิต ๑๒ และมหากุศลจิต ๘ นั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:05:03 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 7


อกุศลให้ผลเป็นทุกข์ กุศลให้ผลเป็นสุข ดังนั้นสุข ทุกข์ จึงมาจากเหตุของกุศล และอกุศล อำนาจของกุศล และอกุศลที่เราทำมาทำให้เราต้องได้รับสุข ทุกข์ อยู่ทุกวันโดยผ่านทวาร ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ที่หมุนเวียนเข้าออกตลอดเวลา ซึ่งจำเจ ซ้ำๆซากๆเหมือนคนนั่งเก้าอี้โยก หมุนอยู่กับที่ไม่คืบหน้าเลย ฉะนั้นวัฏฏะภัยจึงเกิดกับเรา โลกใบนี้เรียกว่าวัฏฏสงสาร มันหมุนเวียนอยู่ได้เพราะ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นาม รูป อายะตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ

อวิชชา คือ ความไม่รู้ เมื่อความไม่รู้เกิดขึ้นก็ทำกรรมไปอย่างไม่รู้ ผลที่ได้รับก็เลือกไม่ได้ ผลมันก็มาเป็นเดี๋ยวบาปเดี๋ยวบุญ การศึกษาพระอภิธรรม ก็จะทำลาย "อะ" ออกไป เหลือ "วิชชา" คือความรู้ เมื่อมีความรู้จะทำอะไร ก็จะทำได้ถูกเมื่อทำถูกเราก็จะเลือกผลได้ เหมือนเรารู้ว่านี่บัญชีรายรับ นี่บัญชีรายจ่าย เราก็เลือกได้ ว่าบัญชีรายรับ รายจ่ายให้น้อยลงมันอยู่ที่เรา

สังสารวัฏนี้สมบูรณ์ด้วยกิเลส กรรม และวิบาก ...กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นมูลเหตุใหญ่ๆ จำแนกย่อย เป็น ๑๐ ประการ เพราะมีกิเลสจึงกระทำกรรมคือกรรมดีกรรมชั่ว แล้วก็มีผล(วิบาก)เป็นสุข เป็นทุกข์ ที่ก่อให้เกิดการกระทำกรรมขึ้นมาใหม่ คือ เจตนา ๒๙ กิเลสวัฎฎ์ กรรมวัฏฏ์ และวิบากวัฏฏ์ จึงหมุนเวียนทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราอยู่เสมออย่างนี้ และกิเลส ก็ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นมูลเหตุใหญ่ๆ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณคือ อริยสัจจธรรม ๔ ประการ ได้แก่

ทุกข์ เป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่ไม่มีผู้กำหนดรู้ เช่น ต้องเดิน ต้องนั่ง ต้องขับถ่าย ต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส ได้นึกคิด ต้องเป็นไปตามอำนาจกรรมตลอดเวลาแล้วไม่มีใครสามารถบงการชีวิตได้ ชีวิตเราตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ดังนั้นทุกข์เป็นของที่มีอยู่จริงแต่ไม่มีผู้กำหนดรู้ จึงหลงว่าเป็นสุข

สมุทัยหรือตัณหา เป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่ไม่มีผู้ละ เพราะตัณหาคือความต้องการนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาก็ทุกข์อยู่แล้ว เช่น ต้องการทานน้ำซาร์สี่ เมื่อไม่สมปราถนาไม่ได้ทาน มันก็เกิดความกระวนกระวาย จิตไม่สงบ ดังนั้น สมุทัยเป็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่ไม่มีผู้ละ

นิโรธหรือ นิพพาน เป็นของมีอยู่แท้จริง คือสิ้นสุดจากการเวียนว่าย ตายเกิด เป็นสิ่งที่สิ้นสุดทุกข์ แต่ไม่มีผู้ทำให้แจ้ง

มรรค เป็นหนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์อันประกอบไปด้วยองค์๘ แต่ไม่มีผู้ดำเนินตาม

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:06:20 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 8


สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ๔ อย่างนี้ พระองค์ทรงรู้จริงและอริยสัจจ์นี้เป็นสัจจธรรมที่เป็นของพระอริยะท่านก็รู้แจ้งตามได้ทั้งหมดมีพระปัจจวัคคีย์เป็นต้น และต่อมาพระองค์ก็ทรงวางหลักการดำเนินชีวิตคือ โอวาทปาติโมกข์ไว้ให้

เพื่อให้ผู้ดำเนินตามพ้นทุกข์ซึ่งสำเร็จเป็นพระอรหันต์ไปแล้วจำนวนมาก แต่สำหรับเราที่ยังหันซ้าย หันขวา หาว หลับ กันอยู่นี้จึงไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ มันมีกรรมบังไว้ คือกิเลสหนา ปัญญาน้อย มาปิดบังไม่ให้เราเห็นแสงสว่างของชีวิตนั่นเอง

ในการปฏิบัตินั้น พระพุทธองค์ทรงวางหลักการให้ คือ ทรงชี้ทางบรรเทาทุกข์ หมายถึงการทำสมาธิ ทรงชี้สุขเกษมสานต์ หมายถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

ทางบรรเทาทุกข์ หมายถึง การทำสมาธิ คือบรรเทาทุกข์ชั่วคราวในขณะที่ผู้นั้นทำสมาธิอยู่ เช่น จิตกำหนดอารมณ์เดียวเช่น หายใจเข้า "พุท" หายใจออก "โธ"

ขณะที่ทำสมาธิอยู่ ความฟุ้งก็ไม่มี นิวรณ์ก็ไม่เข้า เรื่องที่เราทุกข์ใจก็ไม่เกิด และสมาธินี้ก็มีอำนาจเมื่อทำไปนานๆแล้วก็จะถึงอุปจารและอัปปนาเกิดฌานจิตได้ และก็คงต้องฝึกไปอย่างน้อยอีก ๗๔ชาติจึงจะได้บรรลุฌานเช่นนั้น

แต่กว่าจะถึง ๗๔ ชาติ...ในชาติหนึ่งๆนั้นคือความทุกข์ (ชาติ ปิ ทุกขา )ถ้าชาตินี้เราเพิ่งเริ่มทำ แต่ไม่รู้ว่าชาติหน้าเราเกิดเป็นอะไร อาจไม่มีโอกาสทำสมาธิก็ได้ เพราะฉะนั้นการทำฌานจิตเป็นเรื่องที่ไกลเหลือเกิน เมื่อต้องลงทุนแล้วเราก็ควรทำให้ดีเลย นั่นคือ วิปัสนนากรรมฐาน ทางแห่งความสุขเกษมศานต์

ก่อนที่จะเริ่มฝึกปฏิบัติกันในช่วงบ่ายจะขอทวนตรงนี้ก่อนว่าเรามีความเห็นผิด เรียกว่า วิปลาศธรรม (โง่) เรามีความวิปลาศคลาดเคลื่อนจากความจริงอยู่ ๖ ทวาร คือทวารตา ทวารหู ทวารจมูก ทวารลิ้น ทวารกาย ทวารใจ

ทางตาเรามีไว้เห็นรูป หูมีไว้ได้ยิน จมูกมีไว้ได้กลิ่น ลิ้นมีไว้รู้รส กายมีไว้สัมผัส ใจมีไว้คิด ฉะนั้นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จึงเป็นอวัยวะที่สำคัญ เพราะเป็นที่ผ่านของกรรม เป็นผ่านของปัญญา เป็นผ่านของความโง่

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:07:03 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 9


ทางตาต้องมีเหตุ ๔ ประการ จึงเห็นได้ คือ ประสาทตาดี แสงสว่าง วัตถุที่จะเห็น มนสิการความใส่ใจ และยังมีปัจจัยอีก ๗๓ ปัจจัย การเห็นจึงเกิดขึ้นเพราะมีเหตุทำให้เก็น แต่ไม่ใช่เราเห็น ทางทวารอื่นก็เช่นกันที่ต้องมีเหตุจึงทำให้ผลเกิด หากเราไม่ได้เรียนเราก็คิดว่าเราเห็น เราไม่ได้เห็น นี่คือความไม่รู้ของเรา ที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้

ชีวิตเราประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปก็คือรูปธรรม ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นนามธรรม

แต่เรามีความเห็นผิดทางตาว่า เวลาเห็น หลงว่าเป็นเราเห็น แท้จริงจิตคือวิญญาณที่เรียกจักขุวิญญาณเป็นผู้รู้อารมณ์ จึงเป็น นามเห็น ทางหู..การได้ยินก็เป็น นามได้ยิน

ทางจมูก..เราหลงว่าเรา หอม เราเหม็น แท้ที่จริงมันหอม เหม็นที่รูปต่างๆ เช่น กลิ่นหอมที่อยู่ที่ดอกไม้ กลิ่นเหม็นก็อยู่ที่กองอุจจาระ

ทางลิ้น.. รสชาติต่างๆ เช่น พริกนั้นเผ็ดที่พริก แต่พอเรากัดพริกไปคำหนึ่ง เราหลงว่าเราเผ็ด แท้จริงเป็นรูปเผ็ด

ทางกาย.. ยืน เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นรูป รวมกันแล้วคือ การประชุมกันของรูป ๒๗ ที่ปรากฏเป็นอาการลักษณะของการนั่ง เราหลงว่าเป็นเรานั่ง และรูปนี้ก็เป็นที่ตั้งของทุกขเวทนา มีความรุกคืบหน้าไปสู่ความเสื่อม เมื่อเราไม่ทันเราจึงฟั่นเฟือนไปตามอาการความวิปลาศเหล่านี้

พระองค์จึงทรงให้ทำวิปัสสนากรรมฐาน ทำเพื่ออะไร? ทำเพื่อรื้อ สัญญาวิปลาศออกไป

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:07:58 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )


  สลักธรรม 10


เมื่อกำหนดใหม่ๆ กิเลสก็เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง พอกำหนดไปนานๆจนคล่องแล้วก็จะรื้อสัญญาวิปลาสได้ เมื่อรื้อสัญญาได้ สังโยชน์ที่ร้อยรัดไว้ก็หมดไปเอง เพียงแต่รู้สึกจากเราเห็น เป็นนามเห็น เราได้ยิน เป็นนามได้ยิน เราได้กลิ่น เป็นรูปกลิ่น เราลิ้มรสเป็นรูปรส ฯลฯ และไม่ต้องกลัวว่าจะเปลี่ยนยาก เพราะที่จริงก็เปลี่ยนยากกันทุกคนในการเริ่มต้น แต่เพราะอาศัยการทำบ่อยๆ ความเห็นผิดก็จะออกไปเอง

วิปัสสนา..ไม่ใช่นั่งหลับตา
วิปัสสนาจะทำท่าใดก็ได้..โดยใช้ความรู้สึกตัว

นั่งก็รู้สึกว่าเป็นรูปนั่งรู้สึกทั่วอาการว่าเป็นท่านั่ง มีอะไรมาให้ดูก็ดู เรากำลังดูชีวิตอยู่ ชีวิตมี รูป กับ นาม ก็ทำความรู้สึกไป เป็นการกันจิตไม่ให้กิเลสเข้าด้วย

พอนั่งอยู่รู้สึกหิวน้ำ ..ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราก็ทานเลย แต่ต่อจากนี้ไปให้ทำความรู้สึกตัวสักนิดหนึ่ง กำหนด "นามรู้สึก" และมีความใส่ใจในงานเสียก่อนนิดหนึ่งแล้วค่อยหยิบ

พอหยิบแก้วน้ำแล้วรู้สึกเย็น กำหนด "รูปเย็น" และเมื่อไม่มี "เรา" ความโง่ก็ไม่เกิด

ตอนแรกจึงนี้ต้องฝึกสติ สัมปชัญญะ ให้รู้ตามทวารก่อน คือ

ทางตา เวลาเห็นให้กำหนด นามเห็น

ทางหู เวลาได้ยินให้กำหนด นามได้ยิน กำหนด รู้สึก หรือสำเหนียก ได้หมดคือรู้สึกร่วมไปกับการได้ยิน

ทางจมูก เวลาได้กลิ่นให้กำหนด รูปกลิ่น เช่น เมื่อเราเดินไปพบมูลสุนัข เราเหม็น นั่นหมายถึงอุจจาระสัตว์ ไม่ใช่ความเหม็นติดอยู่ที่จมูกนี้ เพราะเมื่อเราเดินออกไปก็หายเหม็น แต่เราเข้าใจผิดว่า ..เราเหม็น

ทางลิ้น เวลาลิ้มรสให้กำหนด รูปรส

ทางกาย เวลายืน เดิน นั่ง นอน ให้กำหนด รูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอนเย็นร้อน อ่อน แข็ง เป็นรูป

ทางใจนี่สำคัญ ต้องความรู้สึกให้เป็น คิดเอากับรู้สึกต่างกัน เช่น เราเคยถูกยุงกัด ยังจำความเจ็บได้ นึกถึงได้ นั่นคือ นึกเอา แต่ความรู้สึก คือ เมื่อถูกกระทบก็รู้สึกได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมองด้วยตา

โดย น้องกิ๊ฟ [11 มี.ค. 2551 , 13:08:25 น.] ( IP = 125.26.43.138 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org