| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เปลี่ยนวิถีชีวิต ..ตั้งจิตปวารณาศึกษาพระอภิธรรม
สลักธรรม 1
ดังนั้น ด้วยความสำนึกในพระคุณดังกล่าว มูลนิธิจึงได้จัดงานนี้ขึ้นโดยแบ่งพิธีการเป็นสองช่วงคือ ในช่วงเช้าเป็นพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ๙ รูป จากวัดศรีประวัติ ส่วนในช่วงบ่ายนั้นเป็นพิธี ไหว้ครูและปวารณาตนเพื่อให้นักศึกษารุ่นใหม่มาตั้งใจเปลี่ยนวิถีชีวิต ..ตั้งจิตปวารณาศึกษาพระอภิธรรม
ซึ่งบรรยากาศการจัดงานตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายสี่โมงเย็นนั้นอัดแน่นไปด้วยสาระประโยชน์ ความสนุกสนาน และความศักดิ์สิทธิ์ เพราะอาจารย์บุษกร เมธางกูรมาเป็นผู้ดำเนินงานและเป็นโฆษกด้วยตนเองตลอดงาน
นับตั้งแต่สวดมนต์ทำวัตรเช้ากันเรียบร้อยแล้วท่านอาจารย์ได้เข้ามาในห้องและพูดคุยกับทุกคนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส สิ่งที่พูดคุยก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่นำความสุขใจและให้ข้อคิดแก่ผู้ที่รับฟัง ไม่ว่าจะเป็นการเล่าถึงการไปทำบุญที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า และการตอบปัญหาทางจดหมายแก่ลูกศิษย์ท่านหนึ่งด้วย
รวมถึงการเล่าให้ฟังถึงความเจ็บป่วยที่ผ่านมาของตนเองเพื่อเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายข้อธรรมบางประการ นอกจากนี้ก็มีความสนุกสนานจากบทเพลงที่ท่านนำมาขับร้องเพื่อประกอบการอธิบายธรรมะเช่นกัน
และสำหรับความศักดิ์สิทธิ์นั้นก็คือ พิธีการไหว้ครูและปวารณาตนเพื่อบวชชีวิตตั้งจิตศึกษาพระอภิธรรมของนักศึกษาทั้งหลาย ที่มากมายไปด้วยกลิ่นไอของความอบอุ่นและความกตัญญูกตเวทิตาแก่ครูบาอาจารย์ทุกท่านของมูลนิธิ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:38:53 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 2
เช้าวันนี้ หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้ว อาจารย์บุษกร เมธางกูรได้เข้ามาปฏิสันถารทักทายกับคณะศิษยานุศิษย์นักศึกษาพระอภิธรรมที่มาร่วมงานว่า...
..เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเกิดของตนเอง ได้นำพี่ๆ น้องๆ ไปทำบุญที่บ้านเด็กกำพร้าที่ปากเกร็ด เมื่อไปถึงแล้วเจ้าหน้าที่ก็ได้พาเราไปดูตามโซนต่างๆ ของสถานที่สงเคราะห์เด็กแห่งนั้น ตามอาคารแต่ละหลังทาสีไว้เหมือนขนมชั้น และก็มีการแยกโซนแต่ละหลังตามวัยของเด็ก เช่น เด็กแรกคลอดก็ไว้โซนหนึ่ง พอโตขึ้นมาหน่อยก็แยกมาไว้อีกหลังหนึ่ง แยกช่วงอายุไปจนกระทั่งถึงห้าขวบก็จะไว้อีกหลังหนึ่ง
ในวันนั้นได้เลี้ยงอาหารกลางวันเป็นก๋วยเตี๋ยวและไอศครีม ค่าใช้จ่ายประมาณ ๖,๕๐๐ บาท นอกจากนี้ก็ซื้อเครื่องเขียน ขนม และชุดชั้นในสำหรับเด็กโตไปอีก ๖๐๐ ชิ้น และเมื่อไปดูเด็กแล้วก็เกิดความสงสารจึงมอบเงินตั้งทุนเป็นค่านมผงอีก ๘,๐๐๐ บาท รวมแล้วในวันนั้นก็ได้ทำบุญไปสองหมื่นกว่าบาทที่บ้านเด็กกำพร้า และผู้ที่ร่วมคณะไปด้วยต่างก็ทำบุญกันตามศรัทธา จึงขอนำกุศลมาฝากทุกท่านด้วย
(รายละเอียดโปรดอ่านที่นี่)
ขอนำความรู้สึกในวันนั้นมาพูดอีกครั้งหนึ่งว่า เกิดความรู้สึกสลดใจมาก เพราะโดยปกติแล้วเป็นคนชอบเด็กแต่ในวันดังกล่าวที่ได้ไปเห็นเด็กๆ เหล่านี้กลับไม่ได้มีความรู้สึกชอบ แต่มีความรู้สึกสงสารมาก
และก่อนที่จะไปสถานสงเคราะห์เด็กนั้นหลวงพ่อท่านบอกว่า ..วันที่ ๑๓ นี้ เราต้องไปในสถานที่ชุมนุมของคนบาปคือเป็นผู้มีบาปมากกว่าบุญ.. ซึ่งเมื่อได้ไปยังสถานที่นั้นจริงๆ แล้วเกิดความรู้สึกว่า มันไปต่างอะไรไปจากการไปเยี่ยมคนในคุก
เพราะเด็กๆ เหล่านั้นถูกกักขังไว้ในเปลซึ่งอยู่ในห้องที่ห้ามบุคคลภายนอกเข้าไปสัมผัสตัว เราจึงได้แต่ยืนมองและเมื่อมองเข้าไปก็เห็นเด็กเหล่านั้นต่างก็อยู่หลังซี่กรงที่เป็นช่องๆ เหมือนคนติดคุกแต่ก็คือเปลนั่นเอง
เมื่อเราดูฉาบฉวยเราก็จะไม่เห็นถึงความน่าสลดใจนี้ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วก็จะรู้ถึงเหตุว่า ทำไมเขาจึงต้องมารวมกันอยู่ตรงนี้ที่ไม่มีพ่อแม่ ..ก็เพราะเคยทำสัตว์ให้พลัดพราก สร้างความแตกร้าวเลิกร้างกันให้เกิดขึ้น นี่คืออดีตเหตุที่เขาทำมาจริงๆ เมื่อเขามาปฏิสนธิในชาตินี้เขาจึงเป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อไม่มีแม่
เมื่อไม่มีพ่อไม่มีแม่..เขาก็เลยไม่มีผู้ช่วยพายเรือชีวิตให้เขา เรือชีวิตของเขาจึงเคว้งคว้างอย่างที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าพ่อแม่คือใคร ..เพราะใครไปหาเขาก็เรียกพ่อเรียกแม่เหมือนกันหมดเลย
ซึ่งต่างกับพวกเราที่ได้มหาวิบากกุศลนำเกิดและได้อุปถัมภกรรมที่ดีมา ทำให้เราที่มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายคอยพายให้เรือชีวิตให้เราไปในทางที่ดีส่งเสริมให้เล่าเรียน และเราก็ยังมีครูบาอาจารย์ทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นหางเสือคอยคัดท้ายให้เรือของเราไม่เบี้ยวไปจากเส้นทาง มาคอยพยุงเรือไม่ให้โคลงเคลงคว่ำจมลง และมีโอกาสมาทำชีวิตให้รู้ต่างจากพวกเขา
ดังนั้น พอไปเห็นเด็กเหล่านี้แล้วจึงเกิดความสงสาร เพราะอดีตเหตุของเขาเป็นบาปมามากกว่าเราเขาจึงอยู่แบบไม่รู้ว่าเขาคือใคร มาจากไหน และจะไปไหน เพราะเมื่อเขามีอายุมากขึ้นเขาก็จะถูกแยกไปอยู่ตามบ้านต่างๆ สำหรับเด็กโตที่จัดแยกเพศชาย-หญิงไว้คนละแห่ง หรือถ้ามีคนมาขอไปเลี้ยงชีวิตเขาก็จะไปเรื่อยๆ มีแต่ความไม่แน่นอนมีแต่ความลอยละล่องจริง ..จึงน่าเศร้าใจ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:39:38 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 3
และเมื่อเราดู..ผล..คือปฏิสนธิของเขาที่เต็มไปด้วยความอาภัพแล้ว เราก็จะสาวได้ถึงอดีตเหตุที่ไม่ดีของเขาได้ เมื่อเหตุอดีตไม่ดีแล้วเขาก็จะต้องมีอุปนิสัยที่ทำให้อดีตเหตุของเขาไม่ดีคือ อาจิณกรรม ที่เป็นไปในทางที่ไม่ดี ซึ่งในขณะที่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่นี้การแสดงออกทางพฤติกรรมของเขายังมีไม่มาก
แต่ถามว่า ความคุ้นความสันทัดคือนิสัยนั้นมันยังมีอยู่หรือไม่? ยังมีอยู่แต่ส่วนใหญ่แล้วจะแสดงออกตอนที่เด็กโตขึ้นคือเข้าเกณฑ์
เราจึงไม่รู้เลยว่าเด็กเล็กๆ ที่ดูน่ารักในวันนี้โตขึ้นแล้วเขาจะเป็นอย่างไร ..แต่ค่อนข้างที่จะแน่นอนว่าอาจมีนิสัยไม่ดีที่ติดมาจากอดีตชาติคือชอบทำบาปมากกว่าทำบุญ
มีอยู่ช่องหนึ่งที่เราไปยืนดูกันแล้วได้เห็นเด็กคนหนึ่งที่นั่งแล้วก็ชอบเอาหัวโขกกับที่นอนอยู่ตลอด ที่เขาเล่นกับตัวเองเพราะเขาไม่มีเพื่อนเล่น ทุกคนต่างถูกเก็บไว้ในเปลลูกกรงหมด ..จึงน่าสงสาร
เมื่อไปทำบุญวันเกิดแล้วได้มองผู้อื่นที่เกิดก็นึกสะท้อนถึงพวกเราว่า เราเกิดมาโชคดี เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ไปผ่าตัดกระดูกสันหลังครั้งที่สองที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก็มีพี่ๆ น้องๆ ไปเฝ้าอยู่เป็นเพื่อนจึงได้คุยกันว่า เราโชคดีและขอให้อธิษฐานเถอะว่า "จะขอสร้างความกตัญญุกตเวทิตาคุณเอาไว้ นึกถึงคุณของบิดามารดาเอาไว้"
เพราะธรรมชาตินั้นไม่มีใครถูกกับพ่อแม่มากนักหรอกเพราะความที่อยู่ด้วยกันมากจึงมีความขัดแย้งกันบ่อยเหมือนลิ้นกับฟัน การที่เห็นกันจำเจซ้ำซากก็จะเบื่อ อย่างเช่นเพลงแฟนซีชีวิตที่ร้องว่า " เขาแต่งแฟนซี มากมีต่างสีต่างสัน ดูล้วนแพรพรรณ แข่งขันกันงามหนักหนา ฉันแต่งอย่างนี้ ไม่ใช่แฟนซีนะท่านเจ้าขา เพราะยากแค้นอนาถา แม้แต่เสื้อผ้าไม่มีชิ้นดี.. "
เรามากันที่นี่เราก็แต่งตัวมาดี เราจึงเห็นกันแล้วไม่เบื่อ แต่ถามว่า ทุกคนที่มากันในวันนี้ ตอนอยู่ที่บ้านแต่งแบบนี้กันหรือไม่? บางคนใส่ชุดนอนจนถึงบ่ายสามโมงยังไม่ได้อาบน้ำเลยก็มี เป็นตาเพิ้งยายเพิ้งกันตอนอยู่ที่บ้านแล้วเราก็ไม่อายคนในบ้านด้วยเพราะอยู่ด้วยกันจนชิน แต่พอออกจากบ้านโดยที่ไม่แต่งตัวไม่แต่งหน้าก็ไม่ได้เพราะอายคนอื่น ดังนั้น สามีที่อยากเห็นภรรยาสวยก็ต้องออกมาดูนอกบ้าน แต่ถ้าอยากจะปลงอสุภะก็ดูตอนอยู่ในบ้าน
ความเคยชินนี้เราก็เป็นกับพ่อแม่เหมือนกัน เราจะไม่มีความกระดากอายหรือเกรงใจให้เกียรติ์ท่านเท่าไรนัก จึงได้เตือนน้องๆ ว่า ความเคยชินเช่นนี้เราเป็นกันทุกคน แต่ให้ลองนึกสิว่าก็เพราะเรามีพ่อมีแม่มีคนที่คอยส่งเสริมเราให้เดินไปในทางที่ดีและได้พบกับสิ่งที่ดี จึงให้ทุกคนภูมิใจเถอะว่า ถึงจะมีแม่พ่ออย่างไรก็แล้วแต่ แต่แม่พ่อของเราก็เลี้ยงเรามา ส่งเสริมให้มีชีวิตความเป็นอยู่มาจนถึงวันนี้ได้ ลมหายใจที่มีอยู่ได้นี้นอกจากเพราะกรรมแล้วเรายังมีบิดามารดาครูบาอาจารย์คอยส่งเสริมให้
จึงขอให้อธิษฐานที่จะทำดีกับท่านมีความกตัญญูต่อท่านให้ได้ เพราะรากแก้วของชีวิตที่ถูกปลูกฝังคือความรู้ตั้งแต่ ก.ไก่มานั้นก็เพราะมีพ่อแม่เป็นผู้อุดหนุนส่งเสียและส่งเสริมเรา จนเรารู้จักมาเติมแต่งตนเองให้มีอาชีพที่ชอบประกอบการงานที่ดี มีชีวิตที่ดีและมีโอกาสมาเรียนพระอภิธรรมและปฏิบัติธรรมได้นั้นก็เพราะมีพ่อแม่อุดหนุนส่งเสริมเอาไว้ในดีตนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:40:12 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 4
เพราะอยู่ดีๆ จะมาเรียนพระอภิธรรมเลยนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แต่ต้องมีรากฐานมาจากการฟังภาษาเดียวกันรู้เรื่องอ่านได้เขียนได้ และมีอุปนิสัยที่ถูกพัฒนามาบ้างไม่มากก็น้อย ..ตรงนี้จึงให้อธิษฐานเถิดว่า ถ้าหากยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในภูมิมนุษย์แล้วก็ขอให้ได้เกิดในที่ที่ดี คือมีบิดามารดาที่คอยส่งเสริมอุดหนุนเราไปในทางที่ดี เพราะนี่คือรากแก้วที่สำคัญ
ฉะนั้น เมื่อกลับไปมองเด็กกำพร้าก็รู้ได้ว่า นอกจากการทำผู้อื่นให้ได้รับความพลัดพรากแล้ว ที่สำคัญก็คือเขายังขาดความกตัญญูกตเวทิตาคุณ เขาต้องมีจิตที่ปฏิเสธความอยากมีพ่อมีแม่ ชอบชีวิตแบบฟรีสไตล์ทิ้งพ่อทิ้งแม่พยายามละออกจากสิ่งที่มี...การกระทำทีละน้อยเช่นนี้ก็เหมือนกับเราเก็บเศษผงหรือเด็ดหญ้ามากองไว้ เมื่อคิดว่า รู้อย่างนี้ไม่อยากมีพ่อแม่หรอก หรือเถียงพ่อเถียงแม่ ..ก็เหมือนกับการเด็ดหญ้ามากองไว้ครั้งหนึ่ง
กรรมทีละเล็กทีละน้อยเหล่านี้ก็จะค่อยๆ สะสมจนมีปริมาณมากขึ้น ฉะนั้น ความไม่ยินดีในบุพการีจึงทำให้กลายเป็นเด็กกำพร้า เมื่อมองเรื่องกรรมแล้วก็จะอ่านได้ทะลุปรุโปร่งว่าทำไมคนเหล่านั้นจึงต้องมาเป็นแบบนี้ ทำไมเราจึงเป็นแบบนี้
และเมื่อเราเห็นความแตกต่างด้วยการมีธรรมะเข้าไปวิจัยวิจารณ์ก็จะเห็นความเป็นไปว่า เมื่อเด็กพวกนั้นเจริญเติบโตขึ้นมาแล้ว..อุปนิสัยหรือวาสนาที่ติดตัวมาก็พร้อมที่จะแสดงออกโดยไม่มีผู้ช่วยพยุงเรือชีวิต แต่การแสดงออกซึ่งอุปนิสัยและวาสนาของเรานั้นมีผู้มาตะล่อม ตักเตือน และคอยตีในสิ่งที่ผิด จึงทำให้เราได้ดีมาจนถึงวันนี้
และในวันนั้นหลักจากที่เลี้ยงอาหารกลางวันแล้วที่บ้านเด็กอ่อนแล้ว ก็ได้ไปที่บ้านราชาวดีเพื่อนำชุดชั้นในไปมอบให้ที่นั่น หลังจากที่มอบให้แล้วก็กลับบ้านมาพักเพราะอากาศร้อนมากๆ ซึ่งคิดว่าหลังจากพักผ่อนบ้างแล้วจะพาน้องๆ ไปให้อาหารปลากันต่อในช่วงเย็น แต่ด้วยเวลาที่มีน้อยก็ชั่งใจว่า ระหว่างปลากับคนเลี้ยงอะไรจะได้บุญกว่ากัน ..เย็นวันนี้ก็เลยพาลูกศิษย์ไปเลี้ยงข้าวแทน
จึงขอนำกุศลที่ได้ทำทั้งหมดในวันนั้นมากราบให้ทุกคนร่วมอนุโมทนาร่วมกัน
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:41:28 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 5
หลังจากที่ท่านอาจารย์ได้นำบุญมาฝากทุกคนแล้ว และยังไม่ถึงเวลาที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ท่านก็ได้ซักซ้อมพิธีที่จะกระทำในช่วงบ่าย คือการแสดงตนต่อครูบาอาจารย์เพื่อเข้าศึกษาพระอภิธรรม โดยคำอธิษฐานที่จะกล่าวนั้นเป็นคำที่รจนาโดยหลวงพ่อเสือ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเป็นพิธีการบวชใจให้เป็นพระเพื่อเรียนพระอภิธรรมให้เกิดความรู้และความเข้าใจ เพราะความรู้และความเข้าใจเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้กับชีวิตได้
อย่างในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้รับจดหมายจากน้องคนหนึ่งเขียนมาเล่าถึงความทุกข์ที่เขาได้รับซึ่งเป็นทุกข์ของครอบครัว ก็ได้อ่านจดหมายนั้นด้วยความเศร้าใจและเห็นใจ เศร้าใจ..ก็เพราะน้องเขาไม่ได้อยากมีชีวิตที่มีคู่ครองและสิ่งที่แวดล้อมแบบนั้น และน้องเขามีลูกด้วย ซึ่งทำให้เห็นว่าชีวิตครอบครัวนั้นอยู่ยาก ได้อ่านจดหมายปึกใหญ่ของน้องเขาแล้วก็ประมวลได้ว่าคือความทุกข์ใจ และยังมีทุกข์กายที่บางครั้งต้องถูกทำร้ายต้องวิ่งหนี
และก็เห็นใจ..จึงตอบน้องเขาไปสั้นๆ ว่า ทุกอย่างไม่มีใครทำให้ใครเป็นอะไรได้ ต่อให้ภูติผีปีศาจหรือเทวดาต่างๆ ก็ไม่มีใครทำอะไรให้ใครเป็นอย่างไรได้
ที่บอกอย่างนี้ก็เพราะว่า ส่วนมากแล้วเมื่อมีปัญหาชีวิต ก็จะมีผู้มาทักว่าถูกผีซ้ำด้ามพลอย ถูกลมเพลมพัด ถูกกระทำหรือถูกเจ้าจะเอาเป็นร่างทรง ..ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจมีส่วนเป็นไปได้สำหรับบางคนที่มีเหตุอดีตมาพร้อมกับมีเหตุปัจจุบันเขาก็ส่งเสริมด้วย
ขอยกตัวอย่างตนเองว่า ในสมัยเด็กๆ เมื่อดูข่าวจบแล้วคุณพ่อคือท่านอาจารย์บุญมีก็จะให้ลูกทุกคนเข้าห้องพระ ไปนั่งสวดมนต์กันทั้งหมดโดยคุณพ่อเป็นคนนำ พอสวดมนต์เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิกัน คุณพ่อซึ่งเป็นครูสอนพระอภิธรรมและต้องการพิสูจน์เรื่องผีสางเทวดา
ดังนั้น เมื่อถึงวันพระคุณพ่อก็จะพาลูกๆออกมานั่งเรียงเป็นแถวที่นอกชานซึ่งอยู่ติดกับป่าช้าของวัด นั่งอยู่ตรงนั้นก็จะมองเห็นต้นไทรไหญ่ คุณพ่อให้จุดธูปถือไว้คนละดอก จากนั้นก็จะร้องเพลงเชิญว่า..เชิญเอ๋ย เชิญลง เชิญพระองค์สี่ทิศ องค์ไหนศักดิ์สิทธิ์ เนรตมิตลงมาฯ .. ทุกคนก็นั่งร้องกันอยู่อย่างนี้ ในขณะที่ร้องกันอยู่นั้นลูกๆ ก็ตัวสั่นเพราะต้องออกเสียงร้องด้วย แต่คุณพ่อกลับนึกว่า นั่นไง.. เริ่มแล้ว เจ้าจะมาแล้ว.. ก็ทำอยู่อย่างนี้เป็นปีๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:42:24 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 6
ที่ยกตัวอย่างนี้ก็เพราะจะให้เห็นว่า ขนาดเชิญกันอย่างนี้เจ้าก็ยังไม่มาเลย เพราะภพภูมิต่างกัน ลมหายใจก็ต่างกัน ฉะนั้น ใครจะมาเข้าใครง่ายๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ การเข้าทรงไม่ใช่ง่ายๆ แต่ถ้าเรามีเหตุคือเคยทำเรื่องนี้มาแล้วใจเราคล้อยตามก็จะทำได้ แต่ไม่ใช่อยู่ดีๆ อยากจะให้ใครมาเข้านั้นเป็นไปไม่ได้ ลองนึกถึงความเป็นจริงที่ว่าใครจะมาบังคับเรากินข้าวกลืนน้ำได้บ้าง..ถ้าหากเราไม่อยากทำ
ฉะนั้น เวลาไปสำนักทรงเขาก็จะทักเช่นนั้นเพราะไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรเพราะเป็นเรื่องทางจิต และเขาก็ต้องบอกในเรื่องที่ผู้ไปหาเขาก็ไม่รู้เช่น ต้องมีองค์บ้างละ ต้องรับขันธ์ห้า ซึ่งอาจจะมีส่วนอยู่บ้างแต่เปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้นั้นน้อยมาก เพราะถ้าคนป่วยแล้วถูกทำนายว่าผีแกล้งไปทั้งหมดนั้นก็ให้ไปรื้อโรงพยาบาลทิ้ง
การที่คนเราจะโดนกระทำอะไรนั้นต้องมีกรรมเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไรทั้งสิ้น ลองนึกถึงกาแฟโบราณ ...คนขายก็จะต้องมีถุงกาแฟก่อนจึงจะตักกาแฟใส่ลงไปได้ แล้วตักน้ำร้อนใส่ตามลงไป ถุงกาแฟนี้ก็คือกรรมส่วนตัวที่ต้องมีที่ตั้งที่รองรับส่วนตัว ดังนั้น หากเรามีกรรมส่วนตัวที่ต้องวิกลจริต ประสาทไม่ดี จิตใจฟุ้งซ่านง่าย หงุดหงิดง่าย ก็คือถุงกาแฟใบนั้นถูกใส่กาแฟชนิดไม่ดีเข้าไป แล้วก็ใช้อยู่อย่างนั้นไม่เคยซัก ก็จะมีคราบดำและมีตะกอนติดอยู่อย่างนั้น
จึงตอบจดหมายน้องเขาไปง่ายๆ ว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไร อย่าเพิ่งไปนึกว่าใครแกล้งใครทำ แต่เรามีกรรมเป็นของตน แต่กรรมจะหนักเบาต่างกัน เพราะขนาดรูปร่างหน้าตาเรายังต่างกันเลย จึงได้บอกน้องเขาว่า ขอให้เขาโชคดีสามารถจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองได้ เพราะเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้ เมื่อแก้ไขเขาไม่ได้ก็ต้องแก้ไขตัวเราเอง
และในการแก้ไขตัวเราเองนั้นก็ต้องยอมรับชะตากรรมว่า ที่เราต้องมีชีวิตคู่แบบนี้ ต้องประสบกับเหตุการณ์เหล่านี้ก็เพราะเรามีกรรมของเราที่ต้องเจอเรื่องเศร้าหมองแบบนี้ แต่การในพบเจอนั้นก็ให้คิดว่า จะหนักหนาเท่าไหนก็แค่เพียงชาตินี้ชาติเดียว แต่ชาติหน้าที่เราต้องเดินต่อไปเราก็จะเลือกได้แล้ว ที่จริงไม่ต้องรอถึงชาติหน้าแต่ในชาตินี้เราก็เลือกได้..คือเลือกที่จะแก้ไขใจของเรา โดยทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพราะคนเรานั้นทำได้แค่เต็มความสามารถ..เกินความสามารถนั้นไม่มีใครทำได้
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:42:51 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 7
อีกอย่างหนึ่งตอนที่อ่านจดหมายของน้องเขานั้นก็คิดในใจว่า น้องเขาความจำดีมากเลย แต่เป็นความจำดีที่มีแต่เรื่องอกุศล คือเก็บแต่เรื่องเศร้าหมองไว้ในใจ แล้วก็คิดทบทวนอยู่ซ้ำๆอย่างนั้น เป็นการกวักมือเรียกความเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา จึงแนะนำน้องเขาว่า ให้มาเปลี่ยนวิถีชีวิตพลิกชะตากรรมเสียใหม่ คือเมื่อต้องอยู่ที่บ้านก็ให้ทำหน้าที่ไป ปัญหาอะไรที่หลบได้ก็หลบไป หลีกได้ก็หลีกไป ไม่ได้บอกว่าจำเป็นที่จะต้องเลิกกับสามี แต่ให้หาเวลาหลีกออกจากทางตรงนั้นโดยการมาอยู่ในหมู่คณะที่ไม่เป็นปัญหามาศึกษาเสียให้เข้าใจ
เพราะอย่างน้อยในสัปดาห์หนึ่งก็จะมีความเบิกบานใจในการได้มาทำบุญ ก็เหมือนกับการที่เราเอาถุงกาแฟไปซัก เมื่อซักบ่อยๆ ถึงแม้จะยังไม่ขาวแต่มันก็จางจากความดำ ..อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่งเราก็มีความจำที่ดีว่าได้ทำอะไรไป มาวันนี้ได้มาเจออะไร เช่น ได้เห็นพระ ได้พบครูบาอาจารย์ ได้พบเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตรคุยกับเราได้เพราะมีฐานะเท่ากัน เพราะที่นี่ไม่มีนายไม่มีบ่าวเรามีแต่สติ เรามีแต่ความจริงใจ เรามาปรับชีวิตของเราในสถานที่นี้แม้ว่าเราอาจจะไม่เท่าคนอื่นในเรื่องครอบครัว แต่เราสามารถทำใจของเราเท่ากับคนอื่นได้ด้วยการคิดทำดี
ฉะนั้น สถานที่นี้จะเป็นที่พักพิงใจ ขอให้พยายามแก้ไขไปเถอะเพราะทุกอย่างกรรมกำหนด เมื่อหมดกรรมวิบากก็จะหมดเอง แต่ในขณะที่กรรมยังไม่หมดนั้นเราก็เลือกทำกรรมใหม่ คือเลือกศึกษาหาความเข้าใจแทนที่จะกลุ้มใจแล้วเที่ยวตะลอนหาสาเหตุ ซึ่งแท้จริงแล้วสาเหตุใหญ่ๆ ของปัญหานี้ก็คือ กรรม แต่ถ้าหากเราไปหาสาเหตุจากผู้ที่ไม่รู้เหตุก็จะบอกให้เราไปรับขันธ์ห้า แต่รู้ไหมว่าขันธ์ห้าคืออะไร? ขันธ์ห้า คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ..ก็คือตัวเราเอง
แต่ขันธ์ห้าที่เขาให้เราไปรับนั้นมันเป็นขันน้ำซึ่งไม่ใช่ขันธ์ห้า รับมาแล้วก็ต้องเอามาบูชาต้องมีพิธีกรรม และพอทำแล้วจิตของเราก็เศร้าหมองหมกมุ่นอยู่ตรงนั้น แล้วก็แยกไม่ออกบอกไม่ได้ว่าเราทำไปทำไม
ทางที่ดีที่สุดก็คือ ต้องหาเวลาหาโอกาสให้กับตนเอง เพื่อจะได้สูดอากาศหายใจให้ดีที่สุด ลมหายใจที่ดียังมีอยู่ในโลกนี้ ..ตรงนี้ก็เป็นบ้านของน้องน่ะแหละ เป็นสถานที่ที่เราจะมาแชร์ความทุกข์และแบ่งปันความสุขกันได้
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:44:08 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 8
แต่ละคนต่างก็มีเรื่องมากมาย ถามว่าใครทุกข์กว่าใคร? ตอบไม่ได้หรอก เพราะทุกข์ต่างรู้สึกว่าทุกข์ของตนมีมากกว่า แต่ที่จริงความทุกข์ที่ต่างมีอยู่นั้นล้วนมีเท่ากัน
น้องอาจมองมาที่ตัวอาจารย์ว่าชีวิตเพอร์เฟ็คทุกอย่าง...ไม่จริง เพราะผ่านการผ่าตัดมาสี่สิบกว่าครั้งแล้ว ถ้าเปิดให้ดูได้ก็จะได้เห็นกันว่ามีแต่รอยแผลทั้งนั้น อย่างแผลเป็นที่คอนี่เป็นการผ่าตัดเอากระดูกคอออกสองข้อโดยผ่าเอากระดูกที่สะโพกไปใช้ทดแทน สาเหตุที่ต้องผ่าก็เพราะกระดูกคอเสื่อม
และเริ่มแรกตอนเด็กๆ นั้นเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด หมอก็บอกว่าถ้าถ่ายเลือดประคองชีวิตอยู่ได้เกิน ๑๕ ปีก็จะรอด พอย่างเข้าปีที่ ๑๒ ในการถ่ายเลือดก็เดินทางไปเยอรมันไปปลูกถ่ายไขกระดูกสันหลัง เมื่อเป็นโรคมะเร็งในเม็ดเลือดแล้วก็เลยทำให้เป็นโรคอื่นได้ง่ายด้วยโรคภูมิแพ้ต่างๆ ชีวิตของการผ่าตัดก็เลยเริ่มต้นด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลออกไปก่อน
จากนั้นก็ผ่าตัดมาเรื่อยๆ ก็จะมีครั้งใหญ่คือผ่าตัดหัวใจ และก็ผ่าตัดมดลูกเพราะตรวจพบเนื้องอก เมื่อผ่าตัดไปได้ประมาณหนึ่งเดือนก็ปวดท้องมากหมอจึงได้เรียกตัวเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อผ่าตัดปีกมดลูก เมื่อผ่าตัดแล้วก็มาพักฟื้นอยู่ที่มูลนิธิเพราะจะต้องมาคุมงานด้วย พวกคุณป้าที่คอยดูแลอยู่ก็เอากระเป่าน้ำร้อนมาให้อังท้อง ลูกศิษย์ที่เป็นพยาบาลก็มาช่วยดูแผลกัน
ด้วยความที่ดูแลเอาใจใส่กันมากประกอบกับต่างคนต่างก็มีวิธีดูแลต่างกันไปตามแต่ละโรงพยาบาล ..แผลก็เลยติดเชื้อ คราวนี้ก็ตัวร้อนไข้ขึ้นสูงท้องก็บวมขึ้นมาจนเขียวอื๋อเลย ลูกศิษย์ก็เลยรีบขับรถพาไปโรงพยาบาล พอหมอมาดูแผลปุ๊บก็สั่งเปิดห้องผ่าตัดด่วนเลยเพื่อที่จะเอาหนองข้างในออก
จำได้เลยว่า การผ่าตัดครั้งนั้นไม่ได้บล๊อกหลัง แต่ฉีดยานอนหลับให้ และด้วยความที่หมอรู้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนปล่อยไว้นานไม่ได้เมื่อฉีดยานอนหลับให้แล้ว ก็เลยรีบเปิดแผลทั้งหมดเพื่อดูดหนองออก ซึ่งบอกเลยว่าทั้งรู้สึกและได้ยินเสียงที่เขาใช้เครื่องมือดูดหนองออกอยู่ตลอด แล้วเขาก็กรีดแผลเอาหนองออก ตอนนั้นได้บอกหมอให้ทำแผลเบาๆ หน่อย หมอได้ยินเสียงแล้วก็เลยก้มลงมาถามว่า ยังไม่หลับอีกเหรอ? ก็เลยตอบว่ายังไม่หลับ ยังเจ็บอยู่เลย
หลังจากผ่าตัดแล้วก็ต้องพาลูกศิษย์เดินทางไปพม่า ลองนึกดูว่าสมัยก่อนนั้นการเดินทางยังลำบากขนาดไหน และยังต้องพาลูกศิษย์ไปไหว้พระด้วย ฉะนั้น พอตอนกลางคืนก็ให้ลูกศิษย์ที่เป็นพยาบาลมานอนด้วยเพื่อมาล้างแผลและก็พันผ้าให้ พอตื่นเช้าขึ้นมาก็สวมกางเกงทับผ้าพันแผลพาไปไหว้พระกันต่อ
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:45:14 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 9
นี่ก็คือเรื่องหนึ่ง ตอนหลังที่ตัดมดลูกออกไปแล้วกระดูกก็เริ่มผุเพราะขาดแคลเซียม ตอนนั้นก็ยังทานแคลเซียมไม่ได้เพราะยังเป็นโรคเลือด อาการของโรคกระดูกก็มีมากขึ้นโดยเริ่มจากจับอะไรก็หลุดมือเพราะมือและแขนชาไปหมด จะก้าวขาก็รู้สึกชา จึงไปหาหมอที่ศิริราช หมอตรวจสภาพแล้วก็บอกว่าต้องผ่าตัด
ในวันที่ผ่าตัดนั้นก็มีลูกศิษย์เข้าไปอยู่ด้วยเพราะเป็นพยาบาลที่นั่น คือคุณมาลี จำได้เลยว่าพอเข้าห้องผ่าตัดไปแล้วเขาก็เริ่มให้น้ำเกลือแล้วบอกให้รอเดี๋ยวนะเพราะคนไข้อีกรายใกล้ผ่าตัดเสร็จแล้ว พอรอจนหมอมาและพูดคุยได้สักพักกำลังจะเริ่มต้นปักเข็มก็มีบุรุษพยาบาลเข้ามาพูดอะไรด้วยก็ไม่ทราบ พอพูดเสร็จหมอก็วิ่งออกไปเลยทั้งที่เข็มก็ยังปักอยู่ ..ก็เลยนึกว่า ทำไมจึงต้องเป็นเรา ตอนหลังมาทราบว่าเป็นเพราะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น
พอผ่าไปสักครู่ใหญ่ๆ เขาก็มาเข็นไปเข้าห้องผ่าตัด พอหมอเริ่มผ่าตัดที่คอด้านหน้าเพื่อเอากระดูกคอออกไป แล้วก็ผ่าสะโพกเพื่อเอากระดูกใหม่มาเสริมแทน คุณมาลีบอกว่าขณะที่ผ่าสะโพกเพื่อเอากระดูกมาหลาวใส่แทนนี้ที่คอก็ยังถูกแหวกปักกรรไกรค้างไว้อยู่เลย ..ฟังดูแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อ
และพอออกจากห้องผ่าตัดแล้วเขาก็พาไปขึ้นลิฟท์..ลิฟท์ก็ค้างอีก ตอนที่ฟื้นขึ้นมานั้นรู้สึกหายใจไม่ออกเพราะผ่าคอ ประกอบกับมีเสมหะจากการระคายคอจึงกระแอมออกมา ลูกศิษย์ที่อยู่โรงพยาบาลรามาก็พยายามบอกให้กระแอมแรงๆ แนะนำให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อที่จะเอาเสมหะออกมาให้ได้..เราได้ยินแล้วก็รู้ว่า มันพูดได้แต่ทำไม่ได้ ก็ลองมาเป็นบ้างสิ
หลังจากผ่าตัดคอครั้งนั้นแล้วมือก็หายชา หมอบอกว่ายังเหลือกระดูกคออีกข้อหนึ่งที่ยังต้องทำ แต่มาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ทำเลย และพอหลังจากผ่าคอได้ไม่นานก็มีอาการปวดขามากปวดจนเดินไม่ได้เมื่อไปเอ๊กซเรย์ก็พบว่ากระดูกสันหลังยุบ จึงต้องผ่าตัดใหญ่อีกครั้ง เมื่อกลับมาพักฟื้นที่บ้านแล้วก็เริ่มมาหัดเดินใหม่ตอนแก่
ปรากฏว่าหลังจากการผ่าตัดครั้งนั้นแล้วก็มาทำงานหนักอีกจนกระดูกมันทรุดลงมากดทับให้เริ่มรู้สึกปวดอีก ก็เลยต้องผ่าตัดอีกครั้งเพราะกระดูกแตกกลางสันหลัง หลังจากที่ผ่าตัดครั้งนั้นแล้วก็ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงนานหลายเดือนทั้งทานทั้งถ่าย ก็เลยเป็นการเพิ่มน้ำหนักไปโดยปริยายจากสี่สิบสองกิโลกรัมเป็นห้าสิบเจ็ดกิโลกรัม
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:46:48 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
สลักธรรม 10
ที่เล่ามานี้ก็เพื่อยืนยันว่า แต่ละคนต่างก็มีทุกข์สาหัสสากรรจ์ทั้งนั้น ชีวิตของอาจารย์จึงไม่มีความสุขมากกว่าใครหรอกค่ะ ทานอาหารก็อาเจียนง่าย กระเพาะก็ไม่ค่อยดี และเมื่อหลายปีก่อนไปเอ๊กซเรย์สมองก็พบว่ามีเส้นเลือดมีรอยรั่วมีเลือดซึมออกมาในสมองความจำก็เลยไม่ค่อยดีเท่าไรแล้ว ซึ่งเดือนหน้าก็จะไปเอ๊กเซเรย์สมองอีกครั้งเพื่อจะดูว่าอันตรายมากขึ้นหรือยัง เพราะไม่อยากให้ท่านมาป้อนข้าวป้อนน้ำไปอีกนาน
และตอนนี้ไปตรวจเลือดก็ยังมีเซลล์มะเร็งอยู่ในตัว ก็ยังไม่รู้ว่าส่วนที่เป็นมะเร็งอยู่นี้จะเข้าไปมีพิษสงต่อตับไตไส้พุงตอนไหน เพราะไม่มีอะไรเป็นของแน่นอนเลย อย่างที่บอกไปว่าเรามีเรื่องไม่รู้กันอยู่สี่อย่างคือ ตายเมื่อไหร่? ตายด้วยโรคอะไร? ตายที่ไหน? ตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร?
ถ้าหากป่วยเป็นโรคที่มีความทุกข์ทรมานเช่น ปวดมากๆ ก็ยากที่เราจะกำหนดวิปัสสนาหรือทำสมาธิได้ และโรคมะเร็งนั้นมันปวดกว่าการเผลอไปกัดลิ้นตัวเอง หรือถูกประตูหนีบเป็นหลายสิบเท่า หมอจึงต้องให้ยาเพื่อระงับปวด และเมื่อได้มอร์ฟีนมากๆ ก็จะมีอาการเบลอและหลับมาก ซึ่งก็เป็นอารมณ์ที่ไม่ดีอีก
ก็เลยตั้งใจจะเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการรักษาพยาบาลตนเองว่า ถ้าหากป่วยมากๆ จนได้รับความเจ็บปวดมากๆ ก็ให้สั่งยาแก้ปวดเลย อย่าปล่อยให้ทนทุกข์ทรมานเพราะถ้าทนไม่ได้แล้วตายไปในขณะนั้นก็จะไปเกิดไม่ดีแน่นอน ..แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าหมอคนไหนจะทำให้ได้ ใครจะซื้อมอร์ฟีนให้ได้ตลอดเวลา เพราะหมอจะสั่งยาได้ก็ต้องดูจากอาการที่เราเป็นอยู่
หลวงพ่อท่านบอกว่า "คนเราอาจจะเก่งเกินกันแต่ไม่เก่งเกินกรรม" เมื่อกรรมทำให้เราต้องปวดเราก็ต้องปวด ทำให้ต้องเจ็บเราก็ต้องเจ็บ ถ้าเราเคยทำกรรมเบียดเบียนสัตว์ทรมานสัตว์มาถึงเราจะมีเงินล้นฟ้าเราก็ไม่สามารถไปซื้อยาได้ เพราะในขณะที่เราปวดนั้นหมออาจไม่อยู่สั่งยาให้เราก็ได้ เหลือแต่พยาบาลที่ไม่สามารถเซ็นสั่งอะไรให้เราได้ และมันก็มีลิมิตในการจ่ายยาด้วย
หลวงพ่อท่านก็เลยเตือนมาว่า อย่าพูดอะไรให้เก่งเกินกรรมก็แล้วกัน และท่านก็บอกว่า ชีวิตนั้นมีแต่ทุกข์อย่างเดียว ไม่มีใครมีความสุขเลย
โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:47:39 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |