มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เปลี่ยนวิถีชีวิต ..ตั้งจิตปวารณาศึกษาพระอภิธรรม





เปลี่ยนวิถีชีวิต ..ตั้งจิตปวารณาศึกษาพระอภิธรรม


วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๑ เป็นวันที่มูลนิธิได้จัดงานสำคัญขึ้นอีกงานหนึ่ง นั่นคืองานแสดงมุทิตาสักการะพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด (๑๕ มี.ค.) ซึ่งถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุครบ ๑๐๑ ปี

แม้ท่านจะมรณภาพไป ๑๗ ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านยังคงปรากฏอยู่ในวงการการเรียนการสอนพระอภิธรรมในเมืองไทยอย่างไม่เป็นรองใคร และด้วยความสามารถในการอธิบายพระอภิธรรมให้น่าติดตามและเข้าใจง่ายของท่านนั้น ได้เป็นแรงดึงดูดอันสำคัญที่ชักนำให้มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาเป็นจำนวนมาก

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงเวลานี้ก็เกินที่จะประมาณได้ว่า มีผู้เข้ามาศึกษาพระอภิธรรมและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยคำแนะนำของท่านเป็นจำนวนมากเท่าใดแล้ว และในจำนวนเหล่านั้นก็มีไม่น้อยเลยที่สามารถแก้ไขปัญหาชีวิตของตน และหันเหชีวิตมากระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ในทางธรรมได้อย่างมีความสุข

และแม้ท่านจะได้จากนักศึกษาพระอภิธรรมไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ อันเป็นวันมรณภาพของท่านแล้วก็ตาม แต่ชนรุ่นหลังก็ยังมีโอกาสรู้จักและรับประโยชน์จากท่านได้จากผลงานทางวิชาการที่ท่านเหลือทิ้งไว้ นั่นคือ หนังสือพระอภิธรรมและคำอธิบายต่างๆ ที่ท่านได้เขียนไว้ และที่บันทึกจากคำสอนในชั้นเรียนของท่านโดยตรง

คำว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" และบทประพันธ์ที่ว่า "นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา" นั้นสามารถพิสูจน์ได้อย่างประจักษ์ชัดที่มูลนิธิแห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ครูบาอาจารย์แต่ละท่านได้ประดับประดาความดีตกแต่งสถานที่ไว้อย่างงดงาม งามเกินกว่าบุปผามาลีพันธุ์ใดในโลกนี้

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [18 มี.ค. 2551 , 12:36:54 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ][ 4 ]


  สลักธรรม 11


ในอดีตนั้นเคยยินดีในความเก่งของพระสารีบุตรแต่พอมาอ่านประวัติพระอานนท์เถระเจ้าแล้วก็รู้สึกประทับใจมากกว่า เพราะท่านเป็นผู้ที่รอบคอบและดูแลพระพุทธเจ้า จึงอ่านประวัติท่านและดูที่มาถึงวิธีการสร้างบารมี จึงได้บอกหลวงพ่อว่า อ่านพระสูตรแล้วก็เห็นพระอานนท์ยิ้มแย้มแจ่มใส พระสารีบุตรก็ยิ้มแย้มแจ่มใส

หลวงพ่อท่านบอกว่า ไม่ใช่ ก็เลยถามต่อว่าพระพุทธเจ้าท่านมีความสุขไหม? หลวงพ่อท่านตอบว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่มีความสุข เพราะว่า"สุข"ไม่มี มีแต่"ทุกข์"เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ถ้าหากเราศึกษาพระอภิธรรมจนเข้าใจเราก็จะรู้เลยว่ามีแต่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งนั้นเลย ที่เรามี"สุข"ก็เพราะเราเรียกไปเองนั่นเป็นความวิปลาสเป็นโลภะที่ยินดีและพอใจแต่ไม่ใช่ "สุข"

เช่นวันนี้ได้พบพระทอง..เราสบายใจสุขใจใช่ไหม? ก็เพราะเราพอใจ แต่ถ้าเราพบคนที่ไม่รู้จักหรือมีคนมาว่าเราเราก็ไม่พอใจ ฉะนั้น อาการที่มาปรากฏกับใจเรานี้ก็คือ โลภะหรือโทสะ ..พอใจกับไม่พอใจ ..อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ...แต่ไม่ใช่ความสุข

และอิฏฐารมณ์กับอนิฏฐารมณ์นี้เป็นของชั่วคราว ..เป็นสุขวิปลาส สุขที่เกิดขึ้นจากความคิดเห็นของเราคนเดียว เพราะแท้ที่จริงสุขนั้นไม่มี ..มีแต่ความทุกข์ ทุกข์ก็คือสิ่งที่เราต้องประสบแล้วก็ดับไป และเมื่อท่านปฏิบัติธรรมจนได้สัมมสนญาณเป็นต้นไปแล้ว ก็จะเห็นว่าความทุกข์ปรากฏขึ้นอย่างมากมาย

เมื่อวานได้คุยกับลูกศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งใจหนึ่งเขาก็อยากออกจากงานแล้วแต่อีกใจหนึ่งก็เสียดายเงินเดือน คือมีความขัดแย้งในสองความคิดนี้ระหว่าง "พอ"กับ "ไม่พอ" ก็เลยบอกลูกศิษย์คนนั้นไปว่า หลวงพ่อท่านบอกมาว่า ถ้าหากเราศึกษาพระอภิธรรมแล้วจนเห็นความเป็นจริงแล้วนี้ก็จะพบว่า
เราอยู่ในความอันตรายของชีวิตตลอดเวลา สำหรับผู้ที่ยังเลี้ยงตัวเองไม่ได้หรือยังมีภาระรับผิดชอบก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานต่อไปแต่อย่าไปทำทุจริตก็แล้วกัน และให้เรารู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่ได้เป็นการก่อสร้างสุข แต่เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบในการเกิดมาเป็นคนดี แต่เมื่อใดมีฐานะที่พอจะอยู่รอดได้แล้วโดยไม่ต้องทำงานคือมีโอกาสที่เลือกได้แล้ว หลวงพ่อท่านก็บอกว่าให้เอาขาออกมาเถอะ

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:49:32 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 12


เพราะท่านเปรียบให้ฟังว่า ทุกวันนี้สัตวโลกทั้งหลายตกอยู่ในอันตราย เมื่อเราได้รับการปลูกฝังแล้วว่า สังสารวัฏฏ์นั้นไม่ดี การเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ และทุกอย่างเป็นความจอมปลอมถูกหลอมไปด้วยกิเลส เมื่อเรารู้ที่ใจแล้วแต่เพราะใจเราไม่แกร่งพอที่จะเป็นเหมือนบุรุษใจเพชรหรือปผู้ที่จะชนะสิบทุกข์(กิเลสทั้งสิบ)ได้ ก็เหมือนกับเรามีความรู้แต่เอาตัวไม่รอด

ขาของเราได้ย่ำอยู่ในน้ำกรด เรายืนแช่น้ำกรดอยู่ตลอดเวลา และขณะนี้น้ำกรดก็ได้กินเข้าไปในกระดูกเราแล้ว บางครั้งเราก็เหยียบไปในมูตรคูถคือเพลินเพลินไปกับอารมณ์ ..การทำงานจึงไม่มีความสุขแต่เราหลอกตัวเองว่าเป็นความสุขเพราะเรามีจุดมุ่งหมายคืออยากได้เงินเดือนมาเลี้ยงชีพก็คือนำมาเลี้ยงกามสุขเท่านั้นเอง จึงเป็นการแช่ชีวิตลงไปให้น้ำกรดกัดกร่อนกินจนกระทั่งชินต่อความรู้สึกที่ถูกกัดกร่อนนี้แล้วจึงไม่รู้สึก"เจ็บ" เพราะมีความด้านที่ซึมเข้ากระดูกแล้ว

หลวงพ่อท่านบอกว่า ต่อไปก็ระวังว่ามันจะเข้าถึงสันหลัง เราจึงต้องมีลิมิตหรือตั้งเป้าหมายกับตนเองว่า เราจะทำงานไปจนแค่เลี้ยงลูกจบได้ทำงานมีเงินเดือนแล้ว ไม่ใช่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมคือหยุดเมื่อตาย ท่านจึงบอกว่าที่เราเดินกันอยู่นี้คือเดินอยู่ในน้ำกรด แม้บางครั้งเราจะใส่รองเท้าเดินคือมาฟังพระธรรมจนเกิดสลดจิตแล้ว แต่พอผ่านไปอีกพักหนึ่งเราก็ถอดรองเท้าเข้าไปอยู่ในน้ำกรดใหม่

ชีวิตของเราก็ถูกกัดกินกร่อนลงไปด้วยโมหะอวิชชาคือความหลงผิดคิดเข้าข้างตนเองด้วยความไม่แตกฉานในธรรมะและการปฏิบัติ เราจึงเหมือนผู้ที่เหยียบเรือสองแคม...แต่ท่านบอกว่า ก็ยังดีที่เรามีความยับยั้งชั่งใจกว่าผู้ที่ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้เลย ชีวิตของเขาจึงเดือดร้อนไปกับความทุกข์ อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ..แท้ที่จริงทุกสิ่งนั้นอยู่เกินอำนาจความอยากของเรา แม้จะเป็นความปรารถนาดีก็ตาม แต่ลองตั้งคำถามตนเองสิว่า ทำไมจึงอยากให้คนนี้หายจากทุกข์? เพราะเขาเป็นที่รักของเรานั่นเอง

เราจึงมีความยึดเข้าไป ว่าอยากให้เขาหาย และก็เพื่อเราจะได้สบาย ซึ่งทั้ง "หาย"และ"สบาย" ก็ไม่มี มันเพียงแต่หยุดได้ชั่วคราว และยิ่งถ้าอดีตเหตุของเขาทำมาเช่นเคยเสพสุรายาเมาจนหลงฟั่นเฟือนไว้ในอดีตชาติ มาในปัจจุบันชาติเขาก็มีอุปนิสัยเสพอีก และกรรมชรูปที่สร้างมาก็พร้อมที่จะเป็นฐานที่บกพร่องเหมือนบ้านที่ไม่ดีพอไปเขย่านิดนึงคือไม่เสพอีกมันก็พร้อมจะทรุดลงไปเลย

เราจึงแก้ไขกรรมใครไม่ได้ แม้กระทั่งกรรมตัวเอง เราแก้ของเก่าไม่ได้ แต่เรามาเริ่มต้นใจของเราใหม่ได้ การเริ่มที่ใจของเราจึงเป็นเรื่องสำคัญ และก่อนที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตจนไม่คิดกลับคืนนั้นต้องเริ่มต้นที่ แจ้งแก่ใจจนสลดจิตเสียก่อนด้วยการศึกษาพระอภิธรรมจนแจ้งแก่ใจว่า "สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง สังขารทั้งหมดเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายไม่สามารถบังคับบัญชาได้"

สังขารคือธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งคือจิต เจตสิก รูปนั่นเองที่มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งหมดทั้งปวงทั้งดีและไม่ดีทั้งเป็นกุศลและอกุศลทั้งพระนิพพานด้วยนั้นไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิดจึงมีผล เมื่อหมดเหตุ..ผลก็หมด

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:50:12 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 13


เราทุกคนในขณะนี้ดูเหมือนมีเงินเดือนนั่นก็คือ การงานของเราเป็นปัจจัยเร่งผลของทาน การที่เรามีความขยันหมั่นเพียรและมีความขวนขวายในกิจการงานที่ชอบในปัจจุบันที่ดีนี้ถ้าหากขาดทานในอดีตก็จะไม่เป็นที่มาของเงิน เพราะมีคนจำนวนมากมายที่ทำงานทั้งชีวิตแต่ไม่มีเงินเดือน เช่น ตัวอาจารย์เองนี่แหละที่ทำงานให้มูลนิธิมา ๔๕ ปีแล้วโดยไม่ได้รับเงินเดือนตอบแทนเลย

สำหรับผู้ที่ยังมีเงินเดือนให้รับอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็คือผลของทานที่ส่งมาร่วมกับเหตุปัจจัยของเรา แต่ถ้าเมื่อใดที่ทานสิ้นผลแล้วก็จะไม่มีเงิน เช่น ออกจากการทำงานโดยไม่มีเงินเดือน แต่บางคนทานยังส่งผลอยู่แม้จะออกจากงานแล้วก็คือผู้ที่มีบำนาญ ซึ่งไม่ต้องทำงานก็มีเงินเดือนได้ ก็จะเห็นว่า ธรรมะทำให้เราอ่านอะไรได้ปรุโปร่งทั้งหมด

ยกตัวอย่างเช่น ย่ามของพระ ที่เรารู้ว่าเป็นย่ามนั้นไม่ใช่สภาพที่แท้จริง แต่สภาพที่แท้จริงก็คือผ้าที่นำมาเย็บเป็นถุงสี่เหลี่ยม มีช่องให้ใส่ และใช้สะพายได้จึงเรียกว่า "ย่าม" แต่ที่จริง "ย่าม" ไม่มี เพราะ "ย่าม" เป็นชื่อที่สมมุติขึ้นมาเท่านั้นเองเพื่อใช้เรียกสิ่งที่มีรูปร่างอย่างนี้ แต่ถ้าเป็นถุงที่ใช้สะพายข้างหลังก็เรียกว่า "เป้"

หรือที่ผู้หญิงใช้กันใบเล็กๆ ก็เรียกว่า "กระเป๋า" ซึ่งเป็นการเรียกชื่อของสิ่งที่มาประกอบกันเป็นรูปแบบต่างๆ หรืออย่างคำว่า "หม้อดิน " ที่ไม่มีจริง แต่ที่มีคือดินกับการแต่งรูปพรรณสัณฐานของดินให้เป็นแบบนั้นๆ

ก็เช่นเดียวกับชีวิตของเราที่มีมานั้น ถ้าหากเราศึกษาพระอภิธรรมก็จะมองออกว่า สิ่งนี้มาจากเหตุอันนี้ และเมื่อหมดเหตุมันก็หมดไป ชีวิตที่ยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้มีเหตุใหญ่ๆ ก็คือ ยังมีกรรมอยู่ ยังไม่หมดกรรมไป การที่แต่ละคนมีหน้าตาต่างกันก็เพราะมีเหตุต่างกัน เมื่อเราสร้างเหตุมาต่างกัน "เขา" กับ "เรา" จึงไม่เหมือนกัน ต่างก็มีเหตุเฉพาะของตนเองมาคือมีกรรมจำเพาะเจาะจงมุ่งส่งอุดหนุนเงื่อนไขว่าคุณจะต้องเป็นอย่างนี้อย่างนั้น

เมื่อรู้ "กรรม"เป็นใหญ่แล้ว เราได้ศึกษาเรื่องกรรมและเลือกทำกรรมใหม่ได้แล้ว ถามว่า ชีวิตในอนาคตชาติจะเป็นเช่นไร? ก็จะเป็นชีวิตที่เลือกได้แล้ว แต่ถ้าไม่รู้เรื่องกรรม ไม่ศึกษากรรม และไม่เพียรสร้างกรรมดี..ชีวิตเราก็จะลอยละล่องไปและเลือกไม่ได้ ชีวิตจึงเลือกได้สำหรับผู้ศึกษาพระอภิธรรม

ถ้าเลือกอยากจะเป็นเศรษฐีก็ต้องหมั่นทำทานที่สมน้ำสมเนื้อนะแล้วอธิษฐานไว้ว่าขอเป็นเศรษฐี ที่ว่าสมน้ำสมเนื้อก็คือทำบ่อยๆ ทำด้วยอำนาจใจที่ตัดสินเด็ดขาดทำลายมัจฉริยะออกไป ..เพราะทานเป็นที่ตั้งของโภคทรัพย์ทั้งปวง เหมือนกับเราปลูกต้นมาะม่วงที่ต้องรอความพร้อมต้องใช้เวลาจึงจะออกผล จะให้ปลูกปุ๊บมีผลทันทีเลยไม่ได้ หรือจะใช้กิ่งตอนก็ต้องใช้เวลาถึง ๕ ปีที่กว่าจะออกดอกออกผล แต่ก็ยังออกดอกผลได้ไม่มากเพราะกิ่งมันยังเล็กอยู่ ลำต้นก็ยังเล็กการดูดซึมส่งอาหารไปบำรุงก็ยังไม่ดีพอ

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:50:58 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 14


ฉะนั้น การเกิดขึ้นมาของสิ่งใดก็แล้วแต่หรือแม้แต่มนุษย์ก็ไม่มีใครดลบันดาลได้แต่มีเหตุปัจจัยทำให้เกิด ไม่มีพ่อแม่คู่ไหนที่ทำให้ลูกเกิดได้ แต่การเกิดได้ต้องมีเหตุมาประชุมกันคือ หนึ่งสตรีต้องมีระดูงาม คนที่ยังไม่มีระดูก็ไม่สามารถตั้งท้องได้ และขณะที่มีระดูก็ท้องไม่ได้ แต่ต้องอยู่ในช่วงที่ไข่กำลังสุก สองต้องมีการผสมกันระหว่างไข่กับเสปิร์ม และเหตุที่สามก็คือในขณะนั้นต้องมีสัตว์ตายแล้วมาเกิดทันที

ก็ลองคิดกันดูว่าน่าอัศจรรย์ขนาดไหนเพราะในขณะที่ไข่สุกของสตรีกำลังหมุน ก็จะมีเสปิร์มตัวเก่งที่เดินทางทะลุทลวงผ่านด่านคือขนที่คอยปัดอยู่ในมดลูกจนไปถึงไข่และเจาะเข้าไปได้แล้วก็สลัดหางทิ้ง ในขณะนั้นก็มีสัตว์มาปฏิสนธิ..นี่คือเหตุที่มาประกอบกันพอดีในขณะนั้น

ในเรื่องของทานนั้นก็เช่นเดียวกัน เมื่อผลของทานสุกงอมเต็มที่แล้วส่งผลมาให้ขณะนั้น ยาจกก็ยังเป็นเศรษฐีได้ เช่นถูกรางวัลที่ ๑ ถูกแจ๊กพ๊อตหลายสิบล้าน เป็นต้น ซึ่งเขาก็ต้องมีเหตุของเขามาคือเคยทำทานมามากและทำเป็นอาจิณ ถามว่าเทียบกับเราแล้วทำไมเราไม่ถูกล๊อตเตอรี่อย่างนั้นบ้าง ? คำตอบก็คือ ผู้ที่ถูกนั้นเขาเคยทำทานมามาก เช่นสาวโรงงานหรือหนุ่มโรงงานที่เข้ามาขุดทองในกรุงเทพ พอเงินเดือนออกมาห้าพันบาทก็ส่งให้แม่ทั้งหมด เช่นเด็กที่เคยมาช่วยงานอยู่ที่บ้าน เพราะเขากินอยู่ที่บ้าน

แล้วเขาก็ให้อย่างนี้ทุกเดือนให้จนหมดตัวและทำเป็นอาจิณซึ่งเขาก็ไม่นึกหรอกว่าเป็นทาน แต่ว่าทานนั้นเมื่อทำแล้วก็ย่อมต้องให้ผลเป็นทาน แม้เขาจะรู้หรือไม่รู้ทานก็ย่อมต้องให้ผลเป็นทาน นิสัยของผู้ที่ทำมาได้อย่างนี้เขาจะต้องมีความเด็ดเดี่ยวและไม่ได้ทำมาเพียงชาติเดียว เมื่ออำนาจทานมาส่งผลก็เลยส่งผลให้อย่างเต็มที่ แต่พวกเราเป็นอย่างไร ? พอรับเงินเดือนมาปุ๊บก็เทกระเป๋าหาเศษตังค์ไปทำทาน ฉะนั้นก็อย่าเพิ่งไปหวังเลย

เมื่อเรารู้แล้วและเริ่มทำทาน ในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปเราก็อาจเป็นเศรษฐีได้ แต่ตอนนี้แม้เราจะเป็นคนจนแต่เราก็เป็นคนจนผู้ยิ่งใหญ่ และในเรื่องของบุญนี้ก็มีหลายอย่างให้เราเลือกทำโดยเฉพาะบุญที่ประกอบไปด้วยปัญญา ก็จะทำให้เราสามาถตีโจทย์ชีวิตออกได้ หรือสามารถอ่านคนอื่นได้ว่าทำไมชีวิตเขาจึงเป็นแบบนั้นแบบนี้

ถ้าเราไม่อยากเป็นอย่างนั้นก็ต้องหยุดเหตุชั่วเสีย หรือถ้าอยากได้ดีก็ต้องสร้างเหตุดี จึงต้องดูดีเก็บมาใช้ ดูชั่วเก็บมาละที่เรา เราจะได้ไม่ต้องตรอมตรมต่อไป ทุกอย่างจึงอยู่ที่เราคนเดียว

ในวันนี้ก็มีหนังสือที่จะมอบให้กับทุกท่าน คือหนังสือที่รวบรวมคำอธิบายเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนาที่ได้เคยสอนพวกท่านไป รวมทั้งคำถามของน้องๆที่ไปเข้าปฏิบัติจึงได้รวบรวมมาทำหนังสือชื่อว่า เหตุให้เกิดปัญญา จึงขอมอบให้ทุกท่านเป็นของชำร่วยติดมือกลับไปในวันนี้ แล้วไปอ่านให้ติดใจท่านก็จะได้กำไรจากความติดใจที่ติดมือไป

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:51:55 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 15


และเมื่อถึงเวลาสิบนาฬิกาพระสงฆ์ ๙ รูปจากวัดศรีประวัติก็ได้เดินทางมาถึงมูลนิธิแล้วประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพล และหลังจากที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพลแล้วก่อนที่จะอนุโมทนากถา พระมหาณรงค์ผู้เป็นประธานสงฆ์ได้กล่าวสัมโมทนียกถาว่า

"ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ท่านสาธุชนทั้งหลาย วันนี้ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อบุญมีและก็อาจารย์บุษกรด้วย พูดถึงวันกิดแล้วก็ทำให้ระลึกถึงว่า คนเราที่เกิดมานั้นเลือกเกิดได้ คือเลือกเกิดที่จะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ในทางพระพุทธศาสนามีบาลีอ้างไว้ว่า คนที่เกิดมามีอยู่ ๔ ประเภท

อย่างแรกคือ โชติ โชติปรายโน ผู้ที่มาจากที่สว่างแล้วก็ไปสู่ที่สว่าง

อย่างที่สองคือ โชติ ตมปรายาโน ผู้ที่มาจากที่สว่างไปสู่ที่มืด

อย่างที่สามคือ ตโม โชติปรายโน ผู้ที่มาจากที่มืดแล้วไปสู่ที่สว่าง

อย่างที่สี่คือ ตโม ตมปรายโน ผู้ที่มาจากที่มืดแล้วไปสู่ที่มืด

ที่สว่าง หมายถึ่งที่ดี ที่สุคติ เช่นมาเกิดเป็นมนุษย์เป็นต้น ที่มืด หมายถึงอบายมีสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน

อย่างประเภทแรกคือ โชติ โชติปรายโน มาจากที่สว่างแล้วก็ไปสู่ที่สว่าง หมายถึงว่าผู้ที่มาเกิดในโลกนี้มีอุปธิสมบัติ ร่างกายครบสมบูรณ์อวัยวะไม่ขาดตกบกพร่อง แล้วเขาก็นึกถึงว่า เราได้มาสู่โลกนี้ด้วยบุญกุศล เขามีความไม่ประมาทจึงสั่งสมปัญญาและบุญกุศล และสุดท้ายภายหลังเขาก็ไปเกิดในที่ดีก็คือไปที่สว่าง

ประเภทที่สองคือ โชติ ตมปรายาโน มาจากที่สว่างไปสู่ที่มืด หมายถึงมาเกิดในโลกนี้อย่างมีความอุดมสมบูรณ์ในร่างกายและทรัพย์มีฐานะดี แต่เขาไม่เคยนึกถึงบุญกุศลว่าเกิดมาอย่างไร วันๆ ก็ใช้แต่เงินทองที่พ่อแม่ได้สร้างไว้จนหมดไป ทั้งกินเหล้าเมายาเล่นการพนันหมกมุ่นอบายมุขต่างๆ ผลสุดท้ายภายหลังเมื่อจากโลกนี้ไปก็ไปสู่ความมืดมนคือที่อบาย ประเภทที่สองนี้มาดีแต่ไปไม่ดี

ประเภทที่สามคือมาไม่ดีมาจากที่มืดแล้วไปสู่ที่สว่าง ก็คือคนที่เกิดมายากจนข้นแค้นไม่มีทรัพย์สินเงินทอง แต่เขาก็มีความรู้สึกว่า ที่เราเกิดมายากจนนี้เพราะเราไม่เคยถวายทาน เกิดมาอวัยวะไม่สมประกอบเพราะเราเคยเบียดเบียนสัตว์ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนก็เพราะเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เขามีความคิดอย่างนี้แล้วก็ไม่ประมาท ทำบุญกุศลตลอดไปจนกระทั่งถึงบั้นปลายชีวิต เขาได้นึกถึงทาน นึกถึงกุศลที่ได้ทำไว้ก็ไปเกิดในที่ดีเพราะมีบุญกุศลเป็นพาหนะ

ประเภทสุดท้ายคือ มาจากที่มืดแล้วก็ไปสู่ที่มืด อันนี้หนักเลย คือเกิดมาแล้วร่างกายก็ไม่สมบูรณ์ สติปัญญาก็ไม่ดี ซ้ำโรคภัยไข้เจ็บก็เบียดเบียน แต่เขาก็ไม่เคยนึกถึงว่าเป็นเพราะเหตุไร คอยแต่จะคิดว่าเป็นพรหมลิขิต เป็นเพราะพ่อแม่ไม่ตั้งใจให้เกิด จึงทำให้เกิดแต่โทสะผลสุดท้ายภายหลังก็ไม่ได้สร้างบุญกุศลไว้ พอจากโลกนี้ไปก็ไปสู่ที่มืด

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:53:00 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 16


สำหรับหลวงพ่อบุญมีนั้นอาตมาก็เคยสัมผัสรู้จักท่านตั้งแต่สมัยบวชในปี ๒๕๒๗ เพราะตอนนั้นไปเข้ากรรมฐานที่อ้อมน้อย ก็ได้พบหลวงพ่อบุญมีมาบรรยายธรรมคือพระอภิธรรมซึ่งตอนนั้นก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะยังเป็นพระใหม่ยังไม่ได้ศึกษา ก็อาศัยฟังจากที่อาจารย์บุญมีบรรยายก็พอจะเข้าใจในหลักของการปฏิบัติวิปัสสนา ได้ไปอยู่ที่อ้อมน้อยหนึ่งเดือนก็ได้ความรู้ดี

มาตอนหลังอาจารย์บุญมีก็ได้ไปบวชที่วัดศรีประวัติในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ซึ่งวัดโพธิ์เองก็อยากให้อาจารย์บุญมีบวชที่นั่น แต่อาจารย์บุญมีอยากมาบวชที่วัดศรีประวัติด้วยความศรัทธาหลวงพ่อแสวงซึ่งมาสอนอภิธรรมที่มูลนิธิ ตอนนั้นหลวงพ่อแสวงท่านก็เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์มหาประกอบเป็นพระอนุสาวนาจารย์ และเจ้าคุณนพเป็นพระกรรมวาจาจารย์

หลังจากที่หลวงพ่อบุญมีบวชแล้วท่านก็ยังมาปฏิบัติหน้าที่ที่มูลนิธิแห่งนี้ และก็ทำให้นึกถึงอาจารย์บุษกรผู้เป็นลูกที่เป็น"อนุชาตบุตร " หมายถึง เดินตามรอยพ่อ พ่อทำอย่างไรลูกก็ทำอย่างนั้นสืบสานงานต่อ คือมีการสอนพระอภิธรรม และเผยแผ่พระอภิธรรม

เพราะพระอภิธรรมเป็นสิ่งสำคัญทำให้รู้ว่าความเป็นไปของชีวิตเราว่า จิต เจตสิก รูป และนิพพานนั้นดำเนินไปอย่างไร มีจิตดวงไหนบ้างที่เกิดกับเราที่เป็นกุศลหรืออกุศล ซึ่งเป็นเรื่องของชีวิตในร่างกายของเราทั้งนั้น เป็นธรรมะชั้นสูงที่เราควรศึกษาและนำไปปฏิบัติ นี่แหละจึงเรียกว่า คนเราเกิดมาแล้วต้องเลือกเกิดไปในทางที่ดี

ในวันนี้อาตมาก็ขอพูดคร่าวๆ เท่านั้น อาตมาขอให้วันนี้ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์บุญมี ด้วยอำนาจแห่งบุญกุศลที่ท่านได้ทำในวันนี้อาตมาขอตั้งจิตอธิษฐานด้วยคุณอำนาจของพระศรีรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จงปกปักรักษาให้ท่านทั้งหลายให้ห่างไกลจากกิเลส พ้นทุกข์ มีความสุขทั้งกายและใจ อย่าให้มีอุปสรรคอะไรมาขัดขวางในการปฏิบัติธรรม

มีแต่ความราบรื่นเสมอต้นเสมอปลาย และความสุขทั้งสี่อย่างจงเจริญ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ขอให้มีอายุยืนยาวนาน มีวรรณะผิวพรรณผุดผ่องใส มีความสุขกายสบายใจ และมีกำลังเข้มแข็ง ตลอดทุกทิวาราตรีกาลเทอญ"

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:53:41 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 17


หลังจากที่ประธานสงฆ์ได้กล่าวจบแล้วก็ได้เปิดโอกาสให้พระอาจารย์ทองกล่าวอนุโมทนาด้วยอีกรูปหนึ่งซึ่งมีใจความโดยย่อว่า "..ขอเจริญพรญาติโยมท่านสาธุชนทั้งหลาย ขออนุโมทนากับทุกท่านโดยเฉพาะคุณโยมอาจารย์ที่ได้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเหล่าศิษยานุศิษย์และเป็นผู้นำบุญกุศลสู่ชีวิตของสัตว์โลกทั้งหลายซึ่งมีอาตมารวมอยู่ด้วย

เรื่องราวของสถานที่ ณ ที่นี่ อาตมาได้อาศัยเป็นที่ก่อร่างสร้างบุญกุศล ก่อร่างสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นในเรื่องของการทำประโยชน์ให้กับชีวิตตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา และก็ได้ประโยชน์จากคำสอนของหลวงพ่อหลายๆ อย่างจนกล่าวไม่หมด แต่ที่อยากจะกล่าวก็คือ การที่เราทั้งหลายได้มีโอกาสมาพบสถานที่นี้ มาพบครูบาอาจารย์เช่นโยมอาจารย์บุษกรนับเป็นเรื่องที่หายาก

อาตมาเคยคุยกับเพื่อนที่ร่วมเรียนธรรมะบางท่านที่เรียนอยู่ที่นี่ ซึ่งก็มีท่านหนึ่งไปบวชพระแล้วซึ่งนั่งอยู่เป็นรูปที่สามจากด้านท้าย ก็คุยกันว่าสมัยเรานั้นนับเป็นยุคที่เป็นความโชคดีเพราะหลวงพ่อให้ธรรมะอย่างเต็มที่ทุกวันเสาร์อาทิตย์ แต่ในสมัยนี้ก็ยังดีที่โยมอาจารย์บุษกรได้สืบสานทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้ประโยชน์กับชีวิตสัตว์โลกทั้งหลาย..ก็ขอกล่าวอย่างนี้แล้วกัน

ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดียิ่งนักเลยที่ได้มีโอกาสสัมผัสพระอภิธรรมและปกิณกธรรม เพราะจะไปหาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะเป็นประโยคคำพูดที่เป็นความจริงและเจือด้วยความจริงใจเพื่อจะให้เหล่าสัตว์โลกทั้งหลายได้พกคุณงามความดีติดตัวไป ..ซึ่งมีคำพูดคำหนึ่งของหลวงพ่อที่ฟังแล้วสั้นแต่น่าคิด ท่านบอกว่า "ทำดีได้บนดินค่อยถวิลถึงสวรรค์"

เพราะเราผู้ที่มีชีวิตอยู่บนดินนั้นบางทีก็สู้กิเลสไม่ไหว มีความท้อแท้ท้อถอย คำนี้จึงเป็นคำเตือนว่า ถ้าอยากไปอยู่บนสวรรค์ก็ต้องอยู่บนโลกนี้อย่างไม่ท้อแท้เสียก่อน เมื่อเหนื่อยก็พักหนักก็วาง สู้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยปัญญา แก้ไขปัญหาตามควรแก่กรณี และไม่ต้องไปคิดอย่างอื่นแต่ขอให้ทำดีให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:54:11 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 18


เพราะว่าการไปฝากเป้าหมายว่าจะอยู่บนสวรรค์อย่างเดียว แต่ในขณะปัจจุบันทำดีไม่ได้ ท้อแท้ง่าย แล้วก็ลืมกรรมลืมวิบาก อย่างนี้ก็ไปไม่ได้ ..จึงได้จำคำนี้ไว้ในใจเสมอ แวก็เห็นสัจธรรมว่า ความดีทำยากเพราะไม่ชำนาญในความดี พูดอย่างนี้ไม่ใช่จะบอกว่าความชั่วทำง่าย ความชั่วก็ทำยากเช่นเดียวกันแต่ที่ทำได้เร็วเพราะเราชำนาญ

เรื่องของอำนาจกิเลสนั้นรุนแรง เวลาบังคับ..ก็มีความรวดเร็ว เวลาทำ..ก็เหลวไหล เพราะแม้จะทำไปจนตายก็ไร้สาระเพราะไม่ให้ประโยชน์ นี่คืออำนาจของกิเลสที่บังคับสัตว์โลกทั้งหลายที่เรารู้จักกันในนามว่า อนุสัย แล้วเราจะเอาอะไรไปต้านทานได้เล่า

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมงคลสูตรข้อแรกว่า อเสวนา จะ พาลานัง อย่าคบคนพาล แต่เมื่อเรามาที่นี่เราได้ทำในสิ่งที่พระองค์สอนคือได้คบบัณฑิต จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากตามที่อาตมาได้กล่าว่า พวกเราทั้งหลายโชคดีที่ได้มาที่นี่ ได้พบครูบาอาจารย์ที่มีความจริงใจ ..นี่เป็นเรื่องราวที่เป็นความจริงและได้ประทับอยู่ในใจจึงได้นำมาบอกท่านทั้งหลาย

ในขณะที่เรียนรู้พระอภิธรรมจะทำให้เราเข้าใจตนเอง เพราะรู้ถึงธรรมชาติที่ละเอียดและสามารถเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จากการปฏิบัติโดยการใช้ความรู้สึกเป็นตา ก็จะจับได้ว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้เราโกรธ เหตุปัจจัยอะไรทำให้เรารัก ความโกรธที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลแล้ว ซึ่งผลย่อมขาดเหตุไม่ได้ แต่เราไม่เห็น ..นี้เป็นเรื่องราวของธรรมชาติที่ละเอียดที่สามารถรับรู้ได้

ก็เป็นเรื่องราวที่พลอยยินดีกับท่านทั้งหลายที่ได้มีโอกาสมาเรียนพระอภิธรรมกับคณะครูอาจารย์ที่นี่ ก็ขออนุโมทนากับท่านด้วย ..ขอเจริญพร

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:54:45 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 19


เมื่อมาถึงช่วงบ่ายซึ่งเป็นเวลาที่ท่านอาจารย์บุษกรนัดหมายให้มีพิธีไหว้ครูปวารณาบวชตนเองเข้าบวชชีวิตเพื่อศึกษาพระอภิธรรม ก่อนที่จะถึงพิธีการดังกล่าวท่านอาจารย์บอกว่า

. .ความรู้เป็นปัญญาชนิดหนึ่ง เราสามาถนำความรู้ไปใช้ทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ ..นี่ก็เป็นปัญญาทางโลก แต่ปัญญาชนิดนั้นไม่สามารถทำให้เราเข้มแข็ง มีความอดกลั้นอดทนได้ แต่ปัญญาทางธรรมจะสามารถทำให้เราเข้มแข็งอดทนได้ซึ่งเกิดขึ้นจากการศึกษาเล่าเรียนให้รู้เหตุปัจจัยหรือเหตุผลว่า ชีวิตนั้นคืออะไร เกิดมาได้อย่างไร มีอะไรเกิดมาคู่กับชีวิตบ้าง ทำไมชีวิตคนเราจึงมีความแตกต่างกันออกไป ทำไมอัตภาพของคนเราจึงไม่เท่ากัน..ความรู้จากการศึกษาพระอภิธรรมจะสามารถตอบทุกท่านได้

เมื่อเราเข้าใจพระอภิธรรมเราก็จะมองตนเองออก บอกตนเองได้ มองตนเองถูก และปลูกตนเองเป็น ..มองตนเองออกก็คือ รู้ว่าเราคือใครอะไรเกิดขึ้นกับเรา บอกตนเองได้ว่า ที่กระทบคือวิบากที่กำลังกระทำคือกรรม มองตนเองถูก คือมองด้วยความรู้ถูกไม่ได้เข้าข้างด้วยกิเลส แล้วก็ปลูกตนเองเป็นคือปลูกฝังให้เดินไปบนเส้นทางที่ควรดำเนินคือความดีทั้งหลาย

เราต้องเชื่อเลยว่าทำดีต้องได้ดี เช่น หยิบน้ำอุ่นมาดื่มน้ำอุ่นก็เข้าไปในปาก หยิบน้ำเย็นมาดื่มน้ำเย็นก็เข้าไปในปาก ฉะนั้น มือคือกายของเรา วาจาของเรา และใจของเรานี้เป็นผู้หยิบและป้อนทุกสิ่งทุกอย่างทั้งมีพิษและไม่มีพิษเข้าไปเอง คือกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม แต่เมื่อเราเรียนแล้วเราก็จะสามารถป้อนอาหารที่ทรงคุณค่าให้กับชีวิตได้

ปัญญาจะสามารถทำให้เราอยู่ในชาตินี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย ธรรมที่ทำให้เกิดความสง่าผ่าเผยคือขันติและโสรัจจะ ขันติคือความอดทนอดกลั้นต่อความลำบาก ต่ออารมณ์ ต่อวิบากกรรมที่เราทำมาเอง ฉะนั้น ไม่ว่าเราจะโดนอะไรก็แล้วแต่ก็คือสิ่งที่เราทำมาเอง เมื่อเราระลึกได้ว่าเราทำมาเอง..อารมณ์ที่เราโกรธหรือไม่พอใจก็จะเบาบางลง เพราะรู้ว่าเราเป็นผู้เขียนจดหมายถึงตนเองและก็เปิดอ่านเอง

ที่ทุกคนมีเรื่องราวบทบาทลีลาแตกต่างกันไปก็เพราะทุกคนเขียนจดหมายในอดีตชาติมาต่างกัน แต่ในวันนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาเขียนจดหมายถึงตนเองใหม่ด้วยการขึ้นต้นให้ดีและลงท้ายให้สวย เช่น

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:57:03 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )


  สลักธรรม 20


"เรียน คุณ....

ข้าพเจ้าจะทำตนเป็นคนดีเว้นชั่วกลัวบาป เว้นจากความเห็นผิดแล้วรู้จักกระทบรู้จักกระทำ

เพราะที่กระทบต่างๆ ไม่ว่าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นวิบากกรรมที่ข้าพเจ้าทำมาเอง

แต่ที่ข้าพเจ้ากำลังกระทำใหม่คือ กายกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ วจีกรรมที่พูดใหม่ๆ และมโนกรรมที่คิดใหม่ๆ ข้าพเจ้าจะสร้างไปในทางคุณงามความดีและมีปัญญาเข้าประกอบ

เพื่อผลในชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปที่ข้าพเจ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ข้าพเจ้าจะได้รับสิ่งที่ดีอันเกิดขึ้นจากกรรมดีที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำ

และผลดีเหล่านี้จะทำให้ข้าพเจ้าสามารถเรียนรู้ ดูจำและทำให้ได้ ...

ด้วยความเคารพในบุญ

ลงชื่อ (ตนเอง) "


นี่คือเนื้อหาของจดหมายที่เราจะเขียนกันในวันนี้ คือเราจะทำให้ได้ในเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คือเรียนรู้พระธรรม และดูความจริงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแผนผังของจิต เป็นภาพของจิตกุศล จิตที่เป็นวิบาก เป็นต้น และทำได้คือเลือกทำจิตประเภทต่างๆ จากความรู้ที่เรียนไป รู้ว่าถ้าทำจิตประเภทนี้แล้วก็จะได้ผลไปในทางเสื่อมซึ่งจะทำให้เราหยุดชะงักได้

หรือรู้ว่าจิตแบบนี้ถ้าเราทำแล้วจะให้ผลเป็นวิบากดี ก็จะสามารถทำให้เรามีกำลังใจในการกระทำ เมื่อมีกำลังใจแล้วก็จะเป็นอสังขาริกได้ จึงสรุปได้ว่า ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตนเอง

เราเขียนจดหมายแล้วปิดผนึกส่งให้ตัวเอง และเราไปรับในชาติหน้าๆ และชาติต่อๆ ไป เพราะใครทำใครได้ ทำมาได้มากทั้งดีทั้งชั่ว

โดย น้องกิ๊ฟ [18 มี.ค. 2551 , 12:57:38 น.] ( IP = 125.26.40.176 : : )
[ 1 ] [ 2 ] [ 3 ][ 4 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org