| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ถอดรหัสกรรมนำสู่การปฏิบัติ (๒)
![]()
ถอดรหัสกรรมนำสู่การปฏิบัติ (๒)
ตอนที่ผ่านมา
การที่ให้ตักข้าวทานด้วยมือซ้าย และให้ทานโดยลำพังนั้นช่วยได้หลายอย่าง คือ จะลดความอร่อยลง
ความอร่อยและความสุขจากการพูดคุยกับคนรอบข้างมันพาให้เพลิดเพลิน แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทานอะไรไปบ้าง เพราะกิเลสมันพาเราไปตลอดเวลา บางคนก็รู้แค่ตอนที่เราสั่งมา แต่ตอนที่เราตักเข้าปาก เราไม่รู้ว่าเราตักอะไร? เพราะเราคุยไป กินไป อารมณ์จึงฟุ้งซ่านไปในเรื่องสารพัด
สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่เห็นการงานเฉพาะหน้า หน้าที่ของเราคืออะไร? หน้าที่ของเราคือที่หน้า ที่หน้าเรามีงานทำแต่เราไม่มีสติระลึกรู้สึกตัว เราก็ไม่มีการงานชอบ..เพราะเราทำเกินหน้าที่คือ ทานไป คุยไป
การคิดถึงเรื่องราวต่างๆ แล้วก็มีเพื่อนร่วมวงอีก มันก็เลยทำให้รสชาติของอาหารอร่อย เพราะไม่ได้รู้สึกว่าต้องเคี้ยว ต้องกินเอง ต้องกลืนเอง พอทานไป คุยไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาเรียกว่า "กิเลสพาเพลิน"
แต่พอมาทานด้วยสติ เช่นที่ให้ทานด้วยมือซ้าย จึงหาความถนัดไม่ได้ ก็ต้องระลึกรู้สึกตัวในการตัก ว่า "เออ..มันต้องตักนะ " มันไม่ถนัด พอจะเอาเข้าปากมันก็หก แล้วตักมากก็ไม่ได้ มันมีความระมัดระวัง นี่เป็นการฝึก สติ..
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าสติครองความเป็นใหญ่ได้ เรียกว่า "สตินทรีย์" ก็จะสามารถควบคุมการงานทุกอย่างให้อยู่ในอำนาจของสติ
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [19 มี.ค. 2551 , 09:56:04 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ในชีวิตของคนเรานี้ถ้าเปรียบเหมือนเก้าอี้ดนตรีก็จะมีผู้แย่งชิงเข้านั่งครอบครองอยู่ ๒ ตัว คือ สติ กับ โมหะ
สติ คือ ความระลึกรู้สึกตัว เป็นหัวหน้าฝ่ายกุศล(บุญ) ซึ่งตรงกันข้ามกับ โมหะ คือความไม่รู้ ไม่รู้สึกตัว เป็นหัวหน้าฝ่ายอกุศล (บาป) แต่โดยปกติบาปจะนั่งเก้าอี้ได้ตลอดเวลา เพราะเรามีความขาดสติจึงมีโมหะเข้ามาครอบครองใจ
การที่ทุกท่านฝึกเจริญสติก็เพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับกุศล เพราะโดยปกติแล้วอะไรที่ไม่ค่อยได้ใช้มันก็จะเสื่อม เช่นเดียวกัน เมื่อเเราหมั่นพยายามเรียกชื่อให้ถูกต้อง หมั่นระลึกรู้สึกตัว หมั่นเอามาใช้ นี่คือแนวทางของ ..วิชชาจรณะสัมปันโน..วิชชาที่เราเรียนไป จะสำเร็จได้ด้วยการฝึกฝน ความเพียรจึงเป็นของสำคัญ
เมื่อเรามีสติในการทานอาหาร เราจะรู้เลยว่ากับข้าวที่อยู่ในจานคืออะไร? ขณะตักวุ้นเส้น ก็รู้ว่าวุ้นเส้น ตักผักก็รู้มีผัก ฉะนั้น สติจึงเป็นจอมทัพฝ่ายกุศล แต่ทุกวันนี้เรามีแต่โมหะ เป็นอกุศล
โมหะเป็นแม่ มีลูกๆคือ โลภะ และโทสะ
โลภะ คือความพอใจในอารมณ์ เช่นเราพอใจในการเห็น รูปสวยๆ สิ่งดีๆ นี่คือโลภะ และโลภะนี้ก็เกิดขึ้นเดี่ยวๆไม่ได้ สิ่งเห็นสวยมันสวยไม่จริง มันชอบตามความรู้สึกของเรา เราเอาเราเป็นบรรทัดฐาน เช่นเดียวกันในเรื่อง ดี เช่น อาหารที่นี่ดี บุฟเฟ่ห์ที่นี่ดี ถ้าเป็นจริงเช่นนั้นทุกคนก็ต้องมาทานที่นี่หมด นี่คืออุปทานของเราคนเดียว
เป็นความเห็นผิดที่เอาอุปทานของเราไปตัดสินคนอื่นหมดจึงจัดว่าเป็น..โมหะ เพราะความไม่รู้ความจริงว่า ความชอบนี้เป็นอุปทาน ความชอบนี้จึงมีโมหะเป็นมูลรากในการชอบด้วย
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:04:58 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 2
เช่นเดียวกันไม่มีใครว่าให้เราโกรธ แต่เราโกรธเอง เรามีความไม่พอใจ มีความหงุดหงิด เช่น เขียนๆอยู่หมึกหมด..ก็ไม่พอใจแล้ว ความรู้สึกพวกนี้เป็นลูกน้องของโทสะ คือความไม่พอใจในอารมณ์ คืออกุศลมูล
ไม่มีใครพูดให้เราโกรธแต่เราโกรธเอง เพราะเรามีความต้องการคำตอบแบบนี้ แต่เขาตอบเราไปอีกแบบ ซึ่งเขามีสิทธิ์จะพูด เขามีสิทธิ์คิด เขาก็คือเขา เราก็คือเรา เราจะสุข จะทุกข์ เขาจะสุข จะทุกข์ ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างได้
เขาพูดก็ถูกแบบของเขา ซึ่งเราคิดว่าต้องเหมือนเรา นั่นคือความเห็นผิด เมื่อเขาพูดไม่สบอารมณ์ โทสะเข้าทันที เพราะเห็นผิด ว่าเราต้องถูก จริงของเราไม่ใช่จริงของเขา โทสะที่เกิดขึ้นนี้ก็มีโมหะเป็นมูลราก
ฉะนั้นทางแก้ไข คือการปฏิบัติวิปัสสนา ซึ่งไม่ได้ให้เราไปทำลายโลภะหรือไปทำลายโทสะ แต่ทำลายโมหะความเห็นผิด คือไปทำลายหัวหน้าเลย
แต่ถ้าไปทำลายโลภะ เราจะทำลายอย่างไรก็ไม่หมด เพราะโลภะเสมือนชะลอมที่มีรูรั่วมากมายที่ตักน้ำไม่มีวันเต็ม ส่วนโทสะเสมือนลูกระเบิดที่เราเป็นคนถือและแกะสลักออก มันจึงระเบิดตูมที่เราก่อน แต่วิปัสสนามุ่งทำลายโมหะ
ที่นี่เราไม่มีทาส เราไม่มีบ่าว เรามีแต่สติ เรามีดำริที่ถูกต้อง เราทำทุกอย่างด้วยกาย ด้วยใจ ด้วยศรัทธา เพราะศรัทธาจะนำความเจริญมาให้
ศรัทธา คือ ความเชื่อ
ความเชื่อข้อที่ ๑ เชื่อเรื่อกรรม กรรมดีให้ผลดี กรรมชั่วให้ผลชั่ว (ใครทำใครได้)
ความเชื่อข้อที่ ๒ เชื่อเรื่องวิบาก เชื่อผลของกรรม (ทำเอง ได้เอง)
ความเชื่อข้อที่ ๓ เชื่อว่าสัตว์โลกมีกรรมเป็นของตน ..เพราะเขาทำมาจึงได้เอง ไม่มีใครทำอะไรแทนใครได้ และไม่มีใครทำอะไรใครได้ เช่น ทหารที่ถูกยิงตาย ทำไมถึงถูกยิงตาย?
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:19:23 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 3
จะยกตัวอย่างให้เห็นว่า เปรียบชีวิตเรานี่เหมือนตะเกียงที่จุดไฟอยู่ และไฟคะเกียงจะดับลงได้ก็มี ๔ ลักษณะ คือ
หมดน้ำมัน แม้จะมีไส้อยู่ไฟก็ดับ
หมดน้ำมันมีแต่ไส้หมด ไฟก็ดับ
หมดทั้งน้ำมัน หมดทั้งไส้ ไฟก็ดับ
น้ำมันอยู่ ไส้อยู่ ไฟก็ติดอยู่..แต่มีลมกรรโชกแรงๆ ไฟก็ดับ
เช่นเดียวกับชีวิตของเรา ทำไมถึงตาย?
ตายเพราะ หมดกรรม เสมือนน้ำมันหมด
ตายเพราะ หมดอายุขัย เสมือนไส้ตะเกียงหมด
ตายเพราะ หมดทั้งกรรม หมดทั้งอายุขัย เสมือนหมดทั้งน้ำมัน หมดทั้งไส้ตะเกียง
ตายเพราะ มีอุปเฉทกรรม คือกรรมตัดรอน เสมือนแรงลมกรรโชก
ฉะนั้น ไม่มีใครทำอะไรให้ใครเป็นอะไรได้ ถ้าทุกอย่างยังมีเหตุปัจจัยบริบูรณ์อยู่ จึงไม่มีใครทำให้ใครตายได้ การที่ทหารถูกยิงตายทั้งๆที่เขายังไม่ถึงเวลาตาย ก็เพราะอำนาจของกรรมดีที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่นั้นเบาบางลงมา กรรมที่จะให้อยู่ในภูมิมนุษย์ใกล้หมด และก็มีอกุศลกรรมมาตัดรอนคืออำนาจจากการที่เคยฆ่าสัตว์ไว้ในอดีตซึ่งมีกำลังแรงมากเป็นกรรมที่มาตัดรอน โดยมีอาชีพที่ทำหน้าที่เป็นทหารเป็นปัจจัยช่วยผลักดันให้เขาไปรับหน้าที่ กรรมทั้งหลายจึงไหลมาแต่เหตุ
ลองสังเกตดูว่า เวลาที่มีข่าวเกี่ยวกับการตายนี้ ก็จะเห็นว่าคนรอบตัวมากมายที่ไม่ได้ตายไปในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ผู้ที่ตายนั้นก็ป็นเพราะก็เพราะเขามีกรรมของตนเองมาตัดรอน ลูกกระสุนปืนเป็นปัจจัยให้เจ็บจนทนไม่ไหวเพราะแรงกรมในอดีตที่เคยทำร้ายสัตว์ทำร้ายผู้อื่นไว้นั่นเอง
ฉะนั้น ถ้าเราถอดรหัสกรรมจริงๆแล้ว เราจะเห็นว่า ไม่มีใคร ทำอะไรใครได้..แม้เราที่เติบโตมาจนทุกวันนี้ มีอุปสรรค เคราะห์กรรมมากมาย เพราะ กรรมของตนเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:20:31 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 4
ความเชื่อข้อที่ ๔ เชื่อในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ คำสั่งสอนของพระองค์ท่านเป็นไปเพื่อประโยชน์ของสัตว์โลก
ความเชื่อทั้ง ๔อย่างนี้ ท่านจัดว่าเป็นการเชื่อโดยมีเหตุผล เมื่อเรามีความเชื่อ ๔ อย่างที่ประกอบไปด้วยเหตุผลแล้วจะผลักดันให้เราสามารถ เป็นผู้ตั้งตนไว้ชอบ ไปสู่มรรคผลนิพพานได้ด้วยการนำมาปฏิบัติ
มาดูว่าพระองค์สอนอะไร? ทรงสั่งไว้ ๓ ประการ คือ เว้นชั่วกลัวบาป ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง ทรงห้ามไม่ให้ทำบาปทั้งปวง ถ้าใครรู้แค่ว่าอย่าฆ่าสัตว์นะบาป อย่างนี้เรียกว่ารู้เพียงอย่างเดียว เพราะไม่รู้ว่าง่วงเหงาหาวนอนก็เป็นบาปเป็นถีนมิทธะ แต่ถ้ารู้อย่างนี้ด้วยเราจะตื่นจากความง่วงเหงาหาวนอนได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ก็จะง่วงแล้วก็หาวแล้วก็หลับไป และสิ่งที่พระองค์สอนมี ๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์แบ่งเป็นพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม พระอภิธรรมนี้แบ่งย่อๆ เป็น๙ปริจเฉท คือรหัสชีวิตที่เราจะเรียนกัน
พระองค์สั่งให้เว้นชั่ว เช่น ตอนนี้เรานั่งอยู่ ไม่มีใครฆ่าสัตว์ ไม่มีใครลักทรัพย์ ไม่มีใครประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าววาจาโกหก เพ้อเจ้อ ส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ แต่ยังคิดได้ ซึ่งเราอาจจะเว้นทางกาย วาจา แต่ใจยังคิดอยู่
พระองค์สั่งให้ทำกุศลให้ถึงพร้อม เช่น อย่างเราไปใส่บาตรนี่ นิมนต์เจ้าคะ หลวงพี่ หลวงพ่อ ..กายก็สุจริต วาจาก็สุจริต แต่พอพระเปิดฝาบาตร เห็นข้าวเต็ม ก็คิดขึ้นมาว่า โอ้โห..ทำไมโลภจัง ข้าวเต็มเลย อย่างนี้ใจเราก็คิดเป็นบาปได้ เพราะใจเรานี่มีอนุสัย คือกิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน
และถ้าเราไม่รู้จักกุศลคืออะไร? บาปคืออะไร? เราก็จะเว้นชั่วและทำกุศลให้ถึงพร้อมไม่ได้เลย การที่คิดปรารถนาดีกับคนอื่น อยากให้เขาได้ดี นี่เป็นจิตที่ดีแล้ว การที่หยุดทำชั่วเช่นรู้ว่ากำลังโกรธ รู้ว่าโกรธไม่ดีแล้วหยุดได้ นี่ก็เป็นกุศลแล้วเพราะมีสติเป็นกุศล ใครหยุดโกรธได้ก่อนก็ชนะกิเลส เพราะความโกรธเป็นกิเลสคือโทสะ อย่างนี้เป็นต้น
พระองค์สั่งให้ทำจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง คือบริสุทธิ์จากอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวงนี้ เพราะพระโสดาบันท่านทำลายขาดไปแล้ว ๕ ดวง ไม่เกิดในชีวิตของท่านอีกแล้วคือ จิตโลภที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิด ๔ ดวง และวิจิกิจฉา ๑ ดวง ท่านจึงปิดประตูสู่อบายภูมิ ๔ คือ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน แต่พวกเรานี่เหลือกันอยู่เต็มสตีมเลย
ส่วนพระสกิทาคามี และพระอนาคามีก็ทำลายให้กิเลสเบาบางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์จึงจะทำลายได้หมดและหมดเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิด พวกเราทำเช่นนั้นได้เช่นกันแต่ต้องใช้เวลา และค่อยๆขัดเกลาออกไป ค่อยๆทำของหนักให้เป็นของเบา ด้วยการปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลส คือ..รื้อสัญญาที่เต็มไปด้วยกิเลส มีโมหะ อวิชชา ความวิปลาสทั้งหลาย
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:22:31 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 5
วิปลาศธรรมคือความโง่นั้น โง่อะไร?
โง่หลงผิดว่าเราเห็น แท้ที่จริง นามเห็น
โง่หลงผิดว่าเราได้ยิน แท้ที่จริง นามได้ยิน
โง่หลงผิดว่าเราได้กลิ่น แท้ที่จริง รูปกลิ่น
โง่หลงผิดว่าเราเย็น เราร้อน แท้ที่จริง เป็น รูปเย็น รูปร้อน
โง่หลงผิดว่าเรายืน เดิน นั่ง นอน แท้ที่จริง รูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอน
ยกตัวอย่างเช่น "ความรัก" ความรักนี่..มีตัวตนหรือไม่? ไม่มีเพราะรักเป็นนาม เราหลงว่าเรารัก แท้ที่จริงนามรู้สึก หรือความฟุ้งซ่านนี่..มีตัวตนหรือไม่? ไม่มีเพราะความฟุ้งซ่านเป็นนาม เราหลงว่าเราฟุ้ง แท้ที่จริง นามฟุ้ง
เราจึงต้องมารื้อสัญญาออก โดยอาศัยสติเป็นตัวรื้อ และตัวรื้อคือสตินี้ก็จะต้องมีพลัง ดังนั้น เมื่อเราจะไม่เจอกันอีกเจ็ดวันก็ขอท่านลองกลับไปทานข้าวคนเดียว ทานอาหารโดยไม่ปรุง เพราะอร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน เครื่องบดย่อยคือกระเพาะอาหารไม่ได้เลือกเป้นผู้แต่ตัณหาเป็นผู้เลือก และผู้ใดที่มีเพื่อนเป็นตัณหาก็ย่อมจะต้องท่องเที่ยวไปเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ตราบนานเท่านาน
จึงให้ตั้งใจว่า เราจะทำเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก ให้ทำอย่างน้อยวันละ ๑ มื้อ โดยตักอาหารทานด้วยมือซ้ายหรือมือที่ไม่ถนัด นี่เรียกว่า เป็นการจัดระเบียบในเรือนใจนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:23:23 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 6
และเมื่อเช้านี้ที่บอกว่าจะให้ท่านตรวจน้ำให้ตัวเองนั้นตรวจอย่างไร? ก่อนอื่นก็จะขอเชิญคุณลุงที่นั่งด้านหลังออกมาข้างหน้าชั้น วันนี้อากาศร้อนเราจะมาดื่มน้ำพร้อมกันจนหมดแก้ว..เมื่อดื่มหมดแก้วแล้วก็เชิญคุณลุงกลับที่นั่งได้ค่ะ
ทุกคนก็จะเห็นว่า ตัวอาจารย์กับคุณลุงนั้นมีลีลาการดื่มน้ำที่ต่างกัน เพราะปกติธรรมดาก็จะดื่มน้ำด้วยการยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด แต่ในวันนี้ขอให้ทุกคนดื่มน้ำอย่างมีสติเพื่อเพิ่มลีลากุศลเข้าไปในชีวิต
ต่อไปนี้ก็ขอให้ทุกคนเริ่มตรวจความรู้สึกตัวเอง..เมื่อยกแก้วขึ้นดื่มน้ำ ก็รู้ว่ากำลังดื่มน้ำเข้าไปในปาก ทำความรู้สึกว่ามีน้ำอยู่ในปากจนพอหนึ่งอึกแล้ว เมื่อรู้สึกพอแล้วลดแก้วลงมาก่อน.. แล้วก็กลืน สำรวจตัวเองว่ากลืนเสร็จแล้วจึงค่อยดื่มใหม่จนหมดแก้ว
ตรวจชีวิตของท่านให้ดี ทานน้ำทีละอึกอย่างมีสติ เพราะไม่มีใครสั่งว่าให้ทานรวดเดียวจนหมดแก้ว เพราะบางครั้งความที่เรารีบร้อน ขาดลีลาของชีวิต ก็จะทำให้สำลักเพราะขาดสติ แต่ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิน ดื่ม ขับถ่าย หรือทำอะไร? ก็ให้มีสติ
การดื่มน่ำทีละอึกเป็นพุทธวิธีทำลายความด่วนได้ ฉิบหายช่างมัน เป็นการจัดระเบียบในเรือนใจ เพราะใจของเรามันวุ่นวายสับสน หมือนลิ้นชักที่รก การจัดระเบียบในเรือนใจต้องใช้สติ บัดนี้ นักศึกษาทุกคนจึงต้องเป็นผู้จัดระเบียบในเรือนใจ ก่อนนอนก็ให้ทานน้ำทีละอึก จะได้ทั้งสุขอนามัย และใจที่มีสติ...
การบ้านที่ให้ไปทำคือการทานข้าวและการดื่มน้ำนี้ ก็เพื่อให้มีสติมากขึ้นเพิ่มพูนระเบียบในเรือนใจตนเองให้มากขึ้น เพราะเราชอบทำอะไรพร้อมกันหลายอย่าง ทำให้ขาดความระลึกรู้สึกตัวไม่เท่าทันจิตของตนเอง
เพราะท่านบอกว่า ไม่จำเป็น..ไม่ต้องทำอะไร ถ้าจำเป็น..ต้องทำความระลึกรู้สึกตัวก่อน เช่น ถ้าจะดื่มกาแฟ..ก็ไม่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์โดยยกแก้วกาแฟค้างไว้ในอีกมือหนึ่ง ส่วนสายตาก็มองหนังสือพิมพ์ไปเรื่อยๆ อย่างนี้เป็นความเลินเล่อขาดสติที่เราทำกันมามากแล้ว
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:24:16 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 7
เมื่อจัดระเบียบในเรือนใจแล้วต่อไปก็คือการเรียกชื่อให้ถูกต้อง ..ทุกอย่างในโลกนี้มีชื่อปรากฏในพจนานุกรมทั้งไทย-อังกกฤษ มีคำศัพท์มากมาย แต่คำศัพท์เหล่านั้นสรึปลงแล้วถ้าไม่เป็นรูป เป็นนาม
ในโลกนี้จึงมีแต่รูปกับนาม และรูปกับนามนี้เป็นปรมัตถ์ ส่วนชื่อต่างๆ นั้นเป็นบัญญัติทั้งสิ้น บัญญัตินั้นพึ่งพาไม่ได้เพราะมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามกระแสโลกและชนหมู่เผ่าพันธุ์ เช่นคำว่า ใบไม้เป็นรูป.. เห็นเป็นนาม แสงเป็นรูป.. เห็นเป็นนาม เย็นป็นรูป.. รู้เป็นนาม นิ่มเป็นรูป ..รู้เป็นนาม ยืนเป็นรูป.. รู้เป็นนาม กระดานเป็นรูป.. การสัมผัสแล้วรู้สึก รู้สึกเป็นนาม จึงไม่มีอะไรนอกเหนือจากรูปนาม
การปฏิบัติ ทำไมต้องเอารูป นาม มากำหนด? เพราะรูป นาม เป็นอารมณ์แห่งปัญญา เป็นอารมณ์ของวิปัสสสนา จะเอาอย่างอื่นมากำหนดไม่ได้เลย เพราะอย่างอื่นเป็นของสมมุติ
มีคนพูดกันมากว่ามาสาย ๔ เป็น"สายรูปนาม" แต่อยากจะบอกว่า รูปนามที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ของใคร ..เป็นของทุกคน เพราะตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อวัยวะน้อยใหญ่เป็นรูปธรรม ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ เป็นนามธรรม ความจำได้หมายรู้ เป็นนามธรรม ความพอใจ ไม่พอใจเป็นนามธรรม วิญญาณ เป็นตัวรู้มองไม่เห็น เป็นนามธรรม
ฉะนั้น รูป นามจึงไม่มีสายไหน เพราะทุกคนมีแต่รูปมีแต่นาม แต่เพราะเอาสมมุติเข้าไปใช้ จึงมีชื่อกระจายกันออกไปยอะแยะเลย แต่ทั้งหมดก็สงเคราะห์ลงที่รูป-นามอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นเท่านั้น โดยอิงอาศัยกันเกิดขึ้นทำให้รู้สึกได้ทีละอย่าง ดังนั้น เมื่อจัดระเบียบในเรื่อนใจแล้ว เราก็ต้องเรียกชื่อให้ถูกต้องเพราะการที่เรา"รู้"ก็จะทำลายความโง่ลงไปด้วย
การเรียกชื่อให้ถูกต้องทำอย่างไร? ก็เช่น
เวลาเห็น ต้องกำหนด นามเห็น
เวลาเย็น ต้องกำหนด รูปเย็น
เวลามีเสียง ต้องกำหนด นามได้ยิน เป็นต้น
และนามมันก็มีหลายแบบ นามได้ยิน ก็ไม่ใช่ นามเห็น จึงกำหนดว่า "นาม" อย่างเดียวไม่ได้ เพราะนามมันมีเยอะ เดี๋ยวมันจะเป็น ฆนสัญญาคือความเป็นกลุ่มก้อนไป ฉะนั้น เห็นก็ต้องกำหนดนามเห็น ได้ยินก็ต้องกำหนดนามได้ยินไป ขั้นต่อไปก็คือการตรงดิ่งแห่งการมอง
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:24:57 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 8
ตรงดิ่งแห่งการมองคืออะไร? หมายถึง การมองหรือรู้นั่นเอง เช่น ขณะที่รูปปรากฏเราต้องดูที่รูป ขณะที่นามปรากฏเราต้องดูที่นาม คืออยู่กับปัจจุบัน และปัจจุบันมีอะไรบ้าง? มีปัจจุบันธรรมกับปัจจุบันอารมณ์
ปัจจุบันธรรม คือ ธรรมที่มีอยู่สืบต่อกันไปเรื่อยๆ จะเกิดขึ้นกับตัวเราหรือไม่ ธรรมชาตินี้ก็มีอยู่ เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น ตอนนี้เราเป็นกลางวัน แต่อีกซีกโลกหนึ่งเป็นกลางคืน หรือว่า เคยถูกยุงกัด แต่ขณะนี้เราไม่ได้ถูกกัดหรือว่าขณะนี้มีคนกำลังจะคลอด มีคนกำลังจะสิ้นใจ แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา เราไม่สามารถปฏิเสธว่าไม่มีมันมีเป็นปัจจุบันธรรม
แต่หากว่ายุงกำลังกัดเรา หรือเรากำลังจะคลอดนั้นเป็นปัจจุบันของเรา นี่เป็นปัจจุบันอารมณ์ หรืออารมณ์ปัจจุบัน
อารมณ์ปัจจุบัน สำคัญไฉน? สำคัญเพราะกิเลสทั้งหลาย เกิดขึ้นที่อารมณ์ปัจจุบัน คือ อภิชฌาและโทมนัส อภิชฌาคือความพอใจเป็นโลภะ โทมนัสคือความไม่พอใจเป็นโทสะ ฉะนั้นเวลาที่กำจัดกิเลสต้องต้องกำจัดที่ปัจจุบันอารมณ์
โลภะและโทสะ มีโมหะเป็นแม่เป็นมูลราก คือมีความเห็นผิดนั่นเอง เห็นผิดตรงไหน? เห็นผิดตามทวาร เห็นว่าเป็นตัวเรา
การวิปัสสนาจึงทำการตัดมูลรากเลย เช่น พอเรานั่งเบาะปุ๊ปรู้สึก "นิ่ม" กำหนด "นามรู้"ซะ หรือ"รูปนิ่ม"ก็ได้ หรือ"นามรู้สึก"ก็ได้ แทนที่จะเอา"เรา"เข้าไปรู้สึก เพราะอะไรที่มี"เรา"เข้าไปยุ่งก็เรื่องเกิดทุกทีคือกิเลสเกิดทุกที
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:26:08 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 9
ตรงดิ่งแห่งการมอง คือการกำหนดรูปหรือนามอย่างใดอย่างหนึ่ง "เอ้า!..ยืนขึ้น" ทุกคนได้ยินใช่ไหมจึงได้ยืนกันขึ้นมา ตรงนี้ให้กำหนดสักนิดหนึ่งว่า "นามได้ยิน" แล้วจึงยืนขึ้น คือต้องมีเหตุให้ยืน และเมื่อยืนอยู่นานจนรู้เมื่อยแล้วก็กำหนด"นามเมื่อย" ก่อนแล้วค่อยนั่งลง นี่คือการปฏิบัติวิปัสสนา ที่จะต้องรู้เหตุเสียก่อนแล้วจึงทำ "ห้ามทำโดยไม่ทราบเหตุ"
วิปัสสนากำหนดอยู่ในอริยบถอะไรก็ได้ เพียงแต่ต้องทำเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น การรู้เหตุเช่นนี้คือวิปัสสนาซึ่งเป็นการถอนราก ถอนโคนกิเลสโดยตรง
ท่านบอกว่า สมาธิเป็นการหนีภัย ส่วนวิปัสสนาเป็นการเผชิญภัย เพราะบ้างครั้งเราไม่ต้องการได้ยินอะไรรับรู้อะไร ก็หนีภัยมาพึ่งสมาธิ
แต่วิปัสสนาเป็นการเผิญภัยคือวิบากนั่นเอง เพราะในแต่ละวันรามีวิบากมากมายเช่น วิบากทำให้เมื่อย ปวดหัว หิวข้าว สารพัดที่จะรู้สึก.. แต่เรารู้เท่าทันวิบาก
ก่อนที่จะให้หัดปฏิบัติก็ขอทบทวนอีกครั้งว่า จัดระเบียบในเรือนใจ.. ทำอะไรให้มีระเบียบ เรียกชื่อให้ถูกต้อง... ว่าเป็นรูป เป็นนาม ตรงดิ่งแห่งการมอง.. คือปัจจุบัน
ถ้านั่งอยู่..ก็ให้กำหนดรูปนั่ง ท่านจะเปลี่ยนอริยาบทใดก็ได้ จะเข้าห้องน้ำหรืออะไร? แต่ก่อนจะทำ ให้รู้ก่อนว่าทำเพราะอะไรเท่านั้นเอง คือมีสติรู้สึกว่าทำเพราะอะไร
ถ้ายืนอยู่..ก็ให้กำหนดนามรู้สึก เพราะรู้สึกที่ในรูปยืน ถ้าเปลี่ยนเป็นท่านั่ง ก็รู้สึกตัวว่าอาการทั้งหมดนี้เป็นรูปนั่ง
โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:26:59 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )
สลักธรรม 10
เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็สามารถเปลี่ยนแปลงอริยาบถได้ ให้กำหนดนามทุกข์หรือนามเมื่อยแล้วก็เปลี่ยน..ไม่ต้องทน ให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดเป็นธรรมชาติของปรมัตถ์คือรูป หรือ นาม ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะมันเกิดขึ้นได้ตลอดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูตนเองไป
สังเกตดูอาการยืนกับนั่งมีอาการต่างกัน สังเกตอาการยืน ยืนทั้งตัว นั่งก็นั่งทั้งตัว ซึ่งต่างกันกับอาการยืน สังเกตรู้เท่านั้นเอง
ในขณะที่ท่านกำหนดอยู่นี้อาจมีเสียงแทรกก็ได้ เช่นมีเสียงดังมาทำให้ตกใจหรือทำให้ไม่พอใจ ก็ให้กำหนด "นามได้ยิน" แล้วไม่ต้องสนใจเสียงนั้น แต่ให้กำหนดดูรูปต่อไป เช่นมีอะไรกระทบรู้ แล้วกลับมาดูอาการของตัวเองต่อไป ถ้าเดินเฉียดท่าน ท่านก็ไม่ต้องมาไหว้ ให้กำหนด นามรู้ แล้วดูรูปต่อไป
เราห้ามเสียงไม่ได้ เพราะมันมีเหตุเข้ามา นามมีสิทธิ์ได้ยินเพราะมีเสียงเพลงมา หยุดแค่ไม่ต้องร้องตาม แต่เราไม่ต้องใส่ใจเท่านั้นเอง..ถ้ามีเสียงก็กำหนดนามได้ยิน แล้วถ้ารู้เรื่องว่าเขาพูดอะไร ก็กำหนดนามรู้ แล้วกลับมาดูรูปนั่ง และอย่ามองไกลให้มองต่ำลงมา ทำความรู้สึกที่รูปนั่ง ถ้าคิดจิตมันฟุ้งอยู่ คิดอยู่ ก็กำหนดนามฟุ้งแล้วกำหนดที่รูปนั่ง
ถ้าปวดปัสสวะ ..กำหนดนามปวด แล้วเดินไป หรือกำหนดรู้สึกแล้วเดินไป ถ้าคันกำหนดนามทุกข์ แล้วเกา สังเกตดูอาการยาววา หนาคืบต่อไป
ขณะนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะเดินข้ามโอฆะสงสารแล้ว ..เมื่อบอกให้นั่งลง ท่านก็นั่งลงกำหนดรูปนั่งเลยนะคะ แล้วรู้สึกไล่ตามอารมณ์ไป มีนามก็มีนาม มีรูปก็มีรูป ขอให้มีแค่รูปกับนามเท่านั้น เอาล่ะขอให้ทุกคนนั่งลง และกำหนดวิปัสสนากรรมฐานตามความเป็นจริง โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:27:37 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |