มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ถอดรหัสกรรมนำสู่การปฏิบัติ (๒)






ถอดรหัสกรรมนำสู่การปฏิบัติ (๒)


ตอนที่ผ่านมา

การที่ให้ตักข้าวทานด้วยมือซ้าย และให้ทานโดยลำพังนั้นช่วยได้หลายอย่าง คือ จะลดความอร่อยลง

ความอร่อยและความสุขจากการพูดคุยกับคนรอบข้างมันพาให้เพลิดเพลิน แล้วเราก็ไม่รู้ว่าทานอะไรไปบ้าง เพราะกิเลสมันพาเราไปตลอดเวลา บางคนก็รู้แค่ตอนที่เราสั่งมา แต่ตอนที่เราตักเข้าปาก เราไม่รู้ว่าเราตักอะไร? เพราะเราคุยไป กินไป อารมณ์จึงฟุ้งซ่านไปในเรื่องสารพัด

สิ่งเหล่านี้ทำให้เราไม่เห็นการงานเฉพาะหน้า หน้าที่ของเราคืออะไร? หน้าที่ของเราคือที่หน้า ที่หน้าเรามีงานทำแต่เราไม่มีสติระลึกรู้สึกตัว เราก็ไม่มีการงานชอบ..เพราะเราทำเกินหน้าที่คือ ทานไป คุยไป

การคิดถึงเรื่องราวต่างๆ แล้วก็มีเพื่อนร่วมวงอีก มันก็เลยทำให้รสชาติของอาหารอร่อย เพราะไม่ได้รู้สึกว่าต้องเคี้ยว ต้องกินเอง ต้องกลืนเอง พอทานไป คุยไปถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขาเรียกว่า "กิเลสพาเพลิน"

แต่พอมาทานด้วยสติ เช่นที่ให้ทานด้วยมือซ้าย จึงหาความถนัดไม่ได้ ก็ต้องระลึกรู้สึกตัวในการตัก ว่า "เออ..มันต้องตักนะ " มันไม่ถนัด พอจะเอาเข้าปากมันก็หก แล้วตักมากก็ไม่ได้ มันมีความระมัดระวัง นี่เป็นการฝึก สติ..

พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าสติครองความเป็นใหญ่ได้ เรียกว่า "สตินทรีย์" ก็จะสามารถควบคุมการงานทุกอย่างให้อยู่ในอำนาจของสติ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [19 มี.ค. 2551 , 09:56:04 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11


หลังจากที่ใช้เวลปฏิบัติพอสมควรแล้วก็ขอย้ำให้ทราบว่า การกำหนดวิปัสสนา.. เราไม่ได้เข้าทำลายธรรมชาติที่มีอยู่ ง่วงเป็นธรรมชาติไหม กำหนดนามง่วง เราทำลายความเห็นผิดว่าเป็นเรา แต่ธรรมชาติต้องทรงสภาวะของเขาไว้

ฟุ้ง..เป็นธรรมชาติ พอมีเราเข้าไป เวลาปฏิบัติเราจึงรู้สึก "โห..ทำไมเราฟุ้งจังเลย" เราเอาเราเข้าไป เพราะไม่อยากฟุ้ง จริงๆนี่ฟุ้ง เราห้ามได้ไหม? ฟุ้งเป็นอารมณ์ปัจจุบัน ให้เรารู้เท่าทันว่าเป็นนามฟุ้ง

การดูชีวิตนี้เปรียบเหมือนกับการดูรถยนต์ คือ รถคันหนึ่งเมื่อแยกส่วนประกอบออกมาเป็น หลังคา ประตู นมหนู เพลา เบรค คลัช ล้อ กะทะล้อ ฟันเฟือง เบาะ พวงมาลัย ถ้าเอาชิ้นส่วนเหล่านี้แยกออกจากกัน เป็นรถไหม? ไม่เป็น

การปฏิบัติวิปัสสนาก็เช่นกัน ธรรมชาติทุกอย่างยังมีอยู่ไม่ใช่ให้ไปทำลาย เพียงแต่ให้รู้เท่าทันว่าลักษณะนั้นมันเป็นนามฟุ้ง นั่นเป็นปัญญาบารมี จึงอย่าไปอยากหายฟุ้ง อย่าไปอยากสงบ เพราะ "อยาก" เป็นสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ความอยากทั้งหลาย เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพราะเมื่อเราอยากแล้วไม่สมปราถนาก็เป็นทุกข์

รูปนามเป็นทุกข์ ..ดูรูปนามให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก่อน รูปก็ไม่เที่ยง นามก็ไม่เที่ยง ฉะนั้น อย่า อยู่ อย่าง อยาก แต่อยู่อย่างผู้รู้เท่านั้นเอง นี่คือปัญญา หากตัวเราไม่เอาชีวิตเนื่องด้วยตัณหา และอวิชชา คือความอยากและความเห็นผิด เรียกได้ว่าขณะนั้นท่านกำลังสร้างทางนิโรธ ทางสิ้นสุดทุกข์ เป็นวิวัฏฏคามินี เป็นการถึงพระนิพพาน คือบรมสุข เพราะการไม่เกิดมีรูป มีนาม เท่านั้นคือบรมสุข แต่ถ้าตราบใดที่มีรูปมีนามอยู่ ตราบใดที่ยังเกิดอยู่แม้ว่าจะเกิดในที่ดีอย่างไรก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น เพราะดีก็ไม่เที่ยง

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:28:21 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )


  สลักธรรม 12


มรรค ๘ หนทางสู่ความพ้นทุกข์ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ การกำหนดรูปกำหนดนามอยู่นี่ เป็นการกระทำที่ได้ทุกอย่างเลยเพราะเป็นหนทางที่เราดำเนินอยู่บนองค์ทั้ง ๘

จะเปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ..ชีวิตปกติของเรานี่เหมือนเรือลำน้อย มีตัวเราเป็นผู้พาย และในเรือมีน้ำรั่วเข้ามา รั่วทางรู ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวาร ๖ เมื่อเรือของเรามีรูรั่วมากมายเช่นนี้ ก็จะมีน้ำไหลเข้ามาเรื่อยๆ กิเลสคือน้ำ ไหลเข้ามาท่วมทับรวมกับของเก่าที่ขังอยู่ใต้ท้องเรือ และถ้ามีมากเข้าเรือมันก็อัปปางลง เหมือนเรือที่ไม่วิดน้ำเก่าออกและปล่อยน้ำใหม่ก็ไหลเข้ามา ในที่สุดเรือก็อัปปาง ..ตาย

ในการกำหนดรูปนาม ..เมื่อรอยรั่วหรือทวารทั้ง ๖ นี้มีอะไรผ่านเข้ามา เช่น ถ้าในขณะได้ยินท่านให้กำหนด..นามได้ยิน ขณะที่กำหนดนี้มีสติมาทำงานคือการระลึกตามอาการในขณะได้ยิน และมีปัญญากำหนดนามได้ยิน ส่วนการกำหนดไปตามสิ่งที่ปรากฏนั้นคือความเพียรที่เกิดขึ้นในการใช้สติปัญญา

ดังนั้น สติ ปัญญา และความเพียร เรียกว่า สติมา สัมปชัญโณ อาตาปี องค์คุณทั้ง ๓ ตัวนี้ต้องทำงานพร้อมกัน

เพราะสติเหมือนชันยาเรือใช้อุดรอยรั่ว ปัญญาเหมือนการวิดน้ำออก คือวิดความเห็นว่าเป็นเราออกไป น้ำใหม่เข้าได้ไหม?ไม่ได้ เรือก็จะเบา ความเพียรคือทำบ่อยๆเรือลำนี้ก็จะถึงฝั่งพระนิพพานแน่

ถ้ามีแต่สติอย่างเดียวอุดรูรั่วไว้ได้ แต่ไม่มีปัญญาวิดน้ำเก่าออกน้ำมันก็ยังขังอยู่ ..การทำงานของสติมา สัมปชัญโณและอาตาปี ต้องทำงานพร้อมกัน เมื่อประชุมกันพร้อมอย่างสมบูรณ์ เขาเรียกว่ามรรคสามัคคีหรือเอกสามัคคี นี่คือองค์คุณของสติมา สัมปชัญโณ อาตาปี ดังนั้นการที่เราปฏิบัตินี่ก็คือการอุดรอยรั่ว วิดน้ำเก่า แล้วพายต่อไป

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:31:05 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )


  สลักธรรม 13


ถาม กำหนดอยู่แล้วรู้สึกง่วงก็กำหนดนามง่วง จากนั้นต้องแก้ไจอย่างไร?

ตอบ ตามธรรมดาถ้าเราง่วง เมื่อเรายังมีการงานอยู่ เช่นกำลังดูทีวีอยู่ เมื่อง่วงก็จะขยี้ตาเพื่อจะดูทีวีให้จบหรือไม่ก็ขึ้นเตียงนอน เพื่อให้หายง่วง

ง่วงเป็นปัจจุบันธรรม แต่พอมันเกิดขึ้นกับเราก็เป็นปัจจุบันอารมณ์ เราก็มีหน้าที่รู้เท่านั้นเอง ว่าเป็นนาม- แล้วแก้ไข เมื่อมันง่วงเพราะตอนนี้อากาศกำลังพอเหมาะแล้วก็บ่ายด้วยมันก็เกิดความง่วงได้ เมื่อนั่งแล้วนามมันง่วง ก็กำหนดรูปเดิน ..ดูอาการที่ก้าวไป หากรูปเดินแล้วยังง่วง ก็ล้างหน้า สลัดแข้งสลัดขา แก้ไขอย่างนี้เพราะมีเหตุต้องแก้ไข

แต่หากว่ามันเป็นตอนดึก เช่น รู้ว่าสี่ทุ่มแล้วก็ควรแก้ไขด้วยการนอน.. กำหนดรูปนอนไป หลับเมื่อไหร่ก็เรื่องของเขา เราต้องไม่ฝืนธรรมชาติทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วมันจะสิ้นสุดตรงไหนก็ช่างมัน เพราะสุดความสามารถที่จะไปรู้ สิ่งเกินความสามารถนั้นไม่มีใครทำได้ เพราะฉะนั้นให้ไปรู้สึกตอนหลับไม่มีใครทำได้เลย

ทำไมเราหลงรักชีวิตกันนัก? เพราะเราไม่รู้ความจริง เราไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้นว่า ชีวิตของเราตกอยู่ใต้ลักษณะของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ว่าเราหรือเขา แล้วเราหรือเขาก็คือรูป-นามเท่านั้นเอง

ทำไมจึงไม่เห็นไตรลักษณ์ทั้งๆที่มีอยู่ในเราและเขา ? เพราะมันมีตัวปิดบังอยู่ เราจึงต้องทำลายเครื่องกีดขวางนั้นเสีย

ความไม่เที่ยงถูกปิดบังด้วยสันตติหมายถึงการสืบต่ออย่างไม่ขาดสาย เช่น ไฟที่เราเห็นติดอยู่นั้น มันมีการเกิดดับ สป๊าคกัน แต่มันเร็วมาก จึงเห็นว่าไฟติดอยู่ ลวงตา ลวงใจเรา มันเกิดขึ้นแทนความดับสืบต่อแทนกันเร็วมาก การสืบต่ออย่างนี้เรียก สันตติ จึงเห็นว่ามันเที่ยง แท้ที่จริงมันไม่เที่ยง

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:31:38 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )


  สลักธรรม 14


ความทุกข์ คือความทุกข์ร้อนในชีวิตนั่นเอง การทนไม่ได้ที่จะอยู่ในสภาพเดิม ควาทุกข์ที่ว่านี้ถูกปิดบังไว้ด้วยอริยาบถ

อริยาบถใหม่ปิดบังอริยาบทเก่า ดูว่าจริงไหม? ทำไมเราต้องเปลี่ยนอริยาบท นั่งไปนานๆเมื่อยไหม?เมื่อย นั่งท่าไหนก็เมื่อยหมดแหละ เรามีท่า ยืน เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย อริยาบถใหญ่มี๔ คือ เดินยืน นั่ง นอน ทุกคนเปลี่ยนอริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เราเปลี่ยนกันมาเท่าไหร่แล้ว

พอเรานั่งนานๆก็ "โอ้ยเมื่อย" ได้เดินยืดเส้นยืดสายสบาย..มันปิดบังอริยาบถเก่า เก่าตรงนี้ไม่ใช่ปิดบังนั่งเมื่อสักครู่นี้นะ คือเดินนี่..เราเคยเดินมาแล้วเป็นอริยาบทเก่าๆที่เคยทำมาแล้วพอเดินไม่ไหวก็ขอนั่งหน่อยพอนั่งจนเริ่มปวดแล้วก็ขอนอนหน่อย พอนอนนานๆก็เบื่อ ก็เมื่อย

ตอนกลางคืนลองดูนะ เรานอนท่านี้ พอตื่นเป็นท่าอื่นแล้วเรายังต้องพลิกตัวเลยเพราะมันเมื่อย ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ นี่คือ.. อริยาบถเดิมมาปิดบังอริยาบทใหม่

พอนั่งแล้วเป็นทุกข์ ก็เปลี่ยน เป็นยืน เดินนอน มันมาปิดบังทุกข์ ทำให้เราหลงเสวยสุข จิตมันสุขจนลืมทุกข์ มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ และทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เช่นนั่งเป็นทุกข์ แล้วเปลี่ยน นี่หายทุกข์แล้ว แท้ที่จริงมันไม่หาย มันเป็นการเริ่มต้นของทุกข์ใหม่

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:32:01 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )


  สลักธรรม 15



อนัตตา คือธรรมะ หมายถึงรูปนาม รูป-นามเป็นอนัตตา ไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของใคร ได้เลย ไม่ตกอยู่ตามอำเภอใจ เช่นห้ามไม่ให้แก่ได้ไหม? ไม่ได้ ต้องแก่ฟันหัก หูตึง ตาฝ้าฟาง สิ่งเหล่านี้มีสภาพมันเปลี่ยนไปเป็นอนัตตา

เราไม่เห็นอนัตตาหรืออีกอย่างคือความไม่ใช่ตัวตนแต่เป็นรูป-นาม สิ่งที่ปิดบังนั้นก็คือ ฆนสัญญา คือสิ่งที่มาประชุมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นกลุ่มของอวินิพโภครูป ๘ เป็นกลุ่มของมหาภูตรูป๔ เป็นกลุ่มของวิการรูป เป็นกลุ่มของกรรมชรูป เป็นกลุ่มของจิตชรูป มาประชุมกัน ๒๗

มาประชุมกันแบบนี้ลักษณะเรียกว่าคน นี่เรียกแมว สุนัข ก็คือการประชุมกันของธาตุต่างๆ คือ ปถวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ แต่เป็นสิ่งที่เราไม่รู้ ท่านจึงบอกว่าเมื่อปฏิบัติวิปัสสนา นั่งก็ให้กำหนดรูปนั่ง เดินก็เป็นรูปเดิน ยืนก็เป็นรูปยืน ต้องแยก ไม่อย่างนั้นฆนสัญญาจะกลายเป็นรูปอย่างเดียว จึงต้องทำลายให้เห็นด้วยการกำหนดรูปที่ต่างกัน เพราะที่จริงเรามีรูปต่างๆ คือรูปยืน รูปนั่ง รูปนอน รูปเหยียด รูปคู้ ฯลฯ

เมื่อกำหนดวิปัสสนาไปจนมีกำลังมากขึ้นสิ่งเหล่านี้ก็จะถูกทำลาย ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ก็จะปรากฎขึ้นมาให้เห็นด้วยปัญญาคือเห็นการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง หรือในอภิธรรมเรียกการเกิด ดับ เห็นความไม่มีแก่นสาร จะเห็นความเสื่อม เกิดดับเกิดขึ้นต่อหน้า

เช่นเรากำหนดเดินแล้วเปลี่ยนเป็นยืน รูปเดินต้องดับ ไปก่อนถึงจะมีรูปยืนได้ ผู้ปฏิบัติต้องประจักษ์ไตรลักษณ์ด้วยตัวเอง ฉะนั้น จิตที่เคยยินดี พอใจ หลงระเริงในรูปในนามนี้ จะค่อยๆคลายความกำหนัด ปราศจากทุกข์ ไม่สะสมกองกิเลส เป็นเหตุให้มีการปฏิบัติอย่างมั่นคง นี่คือเรื่องของวิปัสสนากรรมฐาน

อย่าลืมว่า ทุกท่านมีการบ้าน ทานข้าวไม่ต้องปรุง กินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก อร่อย หรือไม่อร่อย อิ่มได้เหมือนกัน จะหาอะไรก็แล้วแต่หาเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่หาเพื่อแก้อยาก เพราะของแพง เศรษฐกิจกำลังแย่ อยู่เพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่อยู่เพื่อแก้อยาก ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก

แล้วก่อนนอนทานน้ำทีละอึกเพื่อสุขภาพพลานามัย อย่าลืมว่าวันนี้เป็นมีค่าของท่าน ชีวิตท่านได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ท่านก็รู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนามแน่นอน จิตคืออะไร? จิตมีชื่อเรียกกี่ชนิด? ลักษณะของจิตเป็นอย่างไร? สภาพจิตที่ว่ามี๘๙ดวง หรือ ๑๒๑โดยพิศดารเป็นอย่างไร?

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:33:23 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )


  สลักธรรม 16


เราเรียนหนังสือทางโลกกันมากี่ปีแล้ว เหลืออะไรบ้าง เป็นความจำในการงานทางโลกที่ต้องใช้กันอยู่แหละ พอสิ้นเดือนก็ไปรับเงินเดือน พอได้เงินก็เอาไปแลกข้าวปลาอาหาร ค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อบำรุงตัวเอง แล้วกลับไปทำต่อ จนแก่ทำไม่ไหว นอน หมดแรง แล้วก็ตาย

"เมื่อสิ้นลม ล้มตาย กลายเป็นศพ

ถึงจุดจบเกมส์ชีวิต ปิดฉากฉาย

นอนในโลงใบแคบๆโอบแนบกาย

ไม่มีสหายญาติมิตรไปกับเรา

ฉะนั้นก่อนที่เราจะถึงเวลาอวสานของชีวิต มาอุทิศตนตรวจชีวิต ว่าชีวิตเราจะเดินไปในทิศทางใด?ต่อไปนี้เราจะมาหาแผนที่เดินทาง เพราะเราเดินสะเปะสะปะกันมานานแล้ว ไม่เหลืออะไรเลยในชีวิตนอกจากเวลาที่น้อยลงไป

ลองไปทำการบ้านดู ขัยอายุของเรา ๗๕ปี ตอนนี้เราอายุ ๕๔ ปี เหลืออีก ๒๑ปีหมดอายุขัยคูณ ด้วย ๓๖๕ วันเท่ากับ ๗๖๖๕วันฉีกกระดาษให้เท่าจำนวน ๗๖๖๕เส้น หมด ๑ วัน หยิบทิ้ง ๑ แผ่นมันจะลดลงไปเรื่อยๆ มันเหลือน้อยลง เราประมาทต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะอีกไม่กี่วันก็จอดแล้ว วีซ่าหมด แต่มันยังไม่ใช่สถานีสุดท้าย เรามาสร้างสถานีสุดท้ายกันเถอะ

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:35:01 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )


  สลักธรรม 17


แล้วก็ต้องระวัง..เพราะอยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังคำพูด ต้องระวังตรงนี้ด้วย คนเราเกิดมาร้อยพ่อพันแม่ จะให้เค้าเหมือนกับเราไม่ได้ และจะให้เราก็เหมือนเขาก็เป็นไปไม่ได้ จึงต้องรู้เขารู้เราว่า เขามีสิทธิ์จะคิด เขามีสิทธิ์จะพูด เรามีสิทธิ์จะคิด เรามีสิทธิ์จะพูด เป็นเรื่องส่วนตัว แต่สิทธิ์ของเราอาจเป็นบาปก็ได้

ระวังความคิดทำไม? เพราะความคิดของเรามันจะกลับมาทำร้ายเราได้เสมอ คนที่คิดมากเป็นพวก วิตกจริต จะปวดหัว หงุดหงิดง่าย น้อยใจ เสียใจเพราะคิ๊ดคิดๆๆๆ เรื่องที่ควรคิดไม่คิด เอ๊ะเราจะตายยังไง ตายแล้วจะไปไหนนะไม่คิด คิดเรื่องคนนู้น คนนี้ มันเป็นเรื่องของเขาน่ะ

ส่วนอยู่กับมิตรให้ระวังคำพูด จำไว้เลยว่า "พูดมาก ผิดมากไม่พูดเลย ไม่ผิดเลย" พอเราพูดออกไปแล้วผิด แก้คืนได้ไหม? ไม่ได้แล้ว ลแะก็ต้องมานั่งเสียใจว่า "ไม่น่าเลย"

จึงให้ระลึกเสมอว่าอะไรก็ตามที่เข้ามาสู่ชีวิตเรานั้น คือวิบากคือผล ผลไม้ถ้าเราปอกกินแล้วจะเป็นผลอีกไหม? ไม่..ยอมรับวิบากโดยดุษฎี คือวิบากไม่ดีก็ช่าง ปัจจุบันเราทำให้ดี ส่วนวิบากดี ก็อย่าหลง อย่าเหลิง สิ่งที่กระทำใหม่เป็นกรรม และกรรมก็มีทั้งดีทั้งชั่ว

คำพูดนี่เป็นกรรม คำพูดนี้เกิดได้ง่ายจากกิเลสวัฏฏ์ มีกิเลสเป็นเหตุแล้วเกิดกรรมวัฏฏ์ เป็นวงกลม ๓ เปลาะที่ร้อยรัดชีวิตของเราไม่ให้หลุดพ้น เราจึงต้องมีเทคนิคในการดำเนินชีวิต.. เป็นคนใหม่ ทำตนเองให้ดี ชีวิตเรา เรารู้แล้วว่ามีแต่รูป กับนาม ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ รูปเป็นสิ่งที่ไม่มีความรู้สึก กับนามที่มีความรู้สึก และสิ่งเหล่านี้ก็ตกอยู่ใต้ลักษณะ ๓ คือ ไตรลักษณ์ มีอนิจจังไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ อนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้

วันนี้ด้วยกุศลกายกรรม กุศลวจีกรรม กุศลมโนกรรม ที่ตั้งใจทำด้วยใจรักและศรัทธา ที่จะมามอบความรู้และความคิดดีๆให้กับพี่ๆน้องทุกคน ขอจงเป็นปฏิพร เป็นพลวะเสมือนเกราะแก้วกำแพงบุญ ให้ทุกท่านมีใบหน้าอันผ่องใส มีจิตใจที่สดชื่น มีพลานามัยที่แข็งแรง สามารถบำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านได้สมปราถนา มีสติมา สัมปชัญโณ อาตาปีเพียรทำความดี คือเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง เพียรรักษา กายวาจา ใจ ของตนเป็นไปเพื่อมรรคผล นิพพานได้ทั่วหน้ากัน อนุโมทนาค่ะ...



หมายเหตุ ได้รับความอนุเคราะห์แผนผังจิตจากพี่ดา และน้องช้างน้อยช่วยถอดเทปคำบรรยาย ขอขอบพระคุณและอนุโมทนาไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [19 มี.ค. 2551 , 10:35:55 น.] ( IP = 125.26.43.188 : : )


  สลักธรรม 18

ตามมาอ่านวิธีถอดรหัสกรรมต่อขอรับ ต้องเปิดย้อนเข้าไปอ่านตอนเก่าและมาถึงตอนนี้ อ่านไปแล้วก็ทำให้เห็นชัดในรหัสกรรมจริงๆครับ

เพราะถ้าถอดไม่ออก ชีวิตก็ไปไม่รอดจากวัฏฏะสงสารจริงๆนะครับน้องกิ้ฟ พี่เณรจะพยายามต่อไปจนสามารถถอดรหัสลับเหล่านั้นให้ได้ขอรับ

กราบขอบพระคุณมากๆเลยครับน้องกิ้ฟ สำหรับการนำเสนอเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องครับ และขออนุโมทนาสาธุกับน้องช้างน้อยด้วยนะครับผม

โดย พี่เณร [19 มี.ค. 2551 , 19:57:06 น.] ( IP = 58.9.140.141 : : )


  สลักธรรม 19

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์นะคะ
ที่ได้ชี้แนะแนวทางการใช้ชีวิตได้อย่างประทับใจและมีความสุขกับการศึกษาอย่างยิ่ง


ขอบพระคุณน้องกิ้ฟผู้ที่น่ารักมาตลอด
และน้องช้างน้อยที่ได้มามีส่วนร่วมในครั้งนี้ด้วยนะคะ


โดย Nong Au (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [19 มี.ค. 2551 , 23:44:15 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )


  สลักธรรม 20

อนุโมทนาในกุศลจิตของน้องกิ๊ฟและคุณน้องช้างน้อยด้วยค่ะ

จะรอติดตามผลงานต่อไปค่ะ

โดย ผู้เยี่ยมชม [25 มี.ค. 2551 , 13:14:42 น.] ( IP = 122.154.32.14 : : 192.168.71.41 )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org