
เนื้อหาและสาระสำคัญในปฐม ,ทุติย และ ตติยนานาติตถิยสูตร
ในทั้ง ๓ พระสูตรนี้ต่างว่าด้วยลัทธิแตกต่างกัน กล่าวคือ ต่างว่าด้วยลัทธิมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน แต่ต่างกันในรายละเอียด คือ
พระสูตรที่ ๔ ว่าด้วยอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการ ที่เป็นเหตุให้พวกสมณพราหมณ์และปริพาชกจำนวนมากต้องทะเลาะวิวาทกัน พวกภิกษุนำความกราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์ทรงแสดงธรรมเปล่งอุทานเปรียบเทียบสมณพราหมณ์ผู้มีลัทธิดังกล่าวว่า เสมือนพวกคนตาบอดคลำช้าง
ส่วนพระสูตรที่ ๕-๖ ว่าด้วยมิจฉาทิฏฐิ ๑๖ ประการ มีลัทธิที่เชื่อว่าอัตตาและโลกเที่ยง คำว่า อัตตา และ โลก มีความหมายหลายนัย เช่น
นัยที่ ๑ อัตตาและโลก หมายถึง ขันธ์ ๕
นัยที่ ๒ อัตตา หมายถึง อหังการวัตถุ คือ เหตุให้เกิดมานะว่าเป็นเรา
โลก หมายถึง มมังการวัตถุ คือ เหตุให้เกิดตัณหาว่าเป็นของเรา เป็นต้น
ในพระสูตรที่ ๕-๖ นี้ พระผู้มีพระภาครงเปล่งอุทานแสดงว่า เพราะสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นมิจฉาทิฏฐิเหล่านี้ จึงไม่บรรลุนิพพาน มัวจมอยู่ในโอฆะ ๔ ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา ไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏไปได้
เนื้อหาและสาระสำคัญในอุเทนสูตร
อุเทนสูตร ว่าด้วยพระราชวังของพระเจ้าอุเทนถูกไฟเผา คือตรัสตอบคำทูลถามของภิกษุทั้งหลายถึงคติ และภพของหญิง ๕๐๐ คน มีพระนางสามาวดีเป็นหัวหน้า ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่พระราชวังของพระเจ้าอุเทนถูกไฟเผาว่า พวกเธอเป็นโสดาบันก็มี เป็นสกทาคามีก็มี เป็นอนาคามีก็มี ทรงเปล่งอุทานมีสาระสำคัญ ดังนี้
คนพาลผู้ถูกอุปธิ ๓ ประการ คือ ๑) อุปธิ คือ กาม ๒) อุปธิ คือ กิเลส ๓) อุปธิ คือ ขันธ์ ย่อมเข้าใจว่าสรรพสิ่งยั่งยืน แต่ผู้รู้ย่อมปราศจากกิเลสเครื่องกังวล
เนื้อหาและสาระสำคัญในจุนทสูตร
จุนสูตร ว่าด้วยนายจุนทกัมมารบุตร คือพระสูตรที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์จำนวนมาก เสด็จจาริกไปถึงเมืองปาวา แคว้นมัลละ ได้ถวายภัตตาหารชื่อว่า สูกรมัททวะ แด่พระผู้มีพระภาค
คำว่า สูกรมัททวะ มีความหมาย ๔ นัย คือ
๑) หมายถึงเนื้อสุกรทั่วไปที่อ่อนนุ่ม
๒) หมายถึงหน่อไม้ชนิดหนึ่งที่สุกรชอบแทะดุน
๓) หมายถึงเห็ดชนิดหนึ่งที่เกิดในถิ่นที่สุกรแทะดุน๔) หมายถึงรสอาหารชนิดหนึ่ง
เมื่อพระองค์เสวยพระกายาหารสูกรมัททวะแล้ว ทรงพระประชวร จึงเสด็จไปยังกรุงกุสินารา ต่อมาได้ตรัสสั่งท่านพระอานนทเถระให้ปลอบใจนายจุนทะว่า อย่าได้เดือดร้อนเศร้าโศกเสียใจว่าตนเป็นเหตุให้พระองค์ต้องประชวร แต่ให้ถือเป็นลาภ เป็นโชคที่ได้ถวายอาหารบิณฑบาตมื้อสุดท้ายแด่พระองค์ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน เพราะถือเป็นเหตุให้ได้รับอานิสงส์มาก ทรงเปล่งอุทานมีใจความว่า ผู้ให้ทานชื่อว่าเพิ่มพูนบุญ ผู้มีศีล มีปัญญา ไม่ก่อเวร ย่อมละบาปได้