มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ในขณะที่เด็กอ่อนร้องแว้ ๆ นั้นเพราะอะไร




ในขณะที่เด็กอ่อนร้องแว้ ๆ นั้นเพราะอะไร

โดย..อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ในขณะที่เด็กอ่อนร้องแว้ ๆ นั้น มีการงานสลับซับซ้อน....

เมื่อเรากลืนอาหารลงไปในท้อง ใคร ๆ ก็ย่อมจะทราบว่าอาหารได้ถูกย่อยให้ละลาย แล้วร่างกายก็ใช้อาหารเหล่านั้นให้เป็นพลังงานช่วยให้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้

เมื่อเราหายใจ ใคร ๆ ก็ย่อมจะทราบว่า เราหายใจเข้าก็เอาอากาศอ๊อกซิเจนเข้าไปฟอกโลหิตแล้วช่วยให้เรายังคงมีชีวิตยืนยาวต่อไป

การย่อยอาหาร การหายใจดังกล่าวมาใคร ๆ ก็เข้าใจ พูดออกไปแล้วก็มิได้ผิด แต่มันถูกน้อยเหลือเกิน หรือถูกอย่างหยาบ ๆ เท่านั้นเอง ถ้าเป็นนายแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เช่น นายแพทย์ที่เป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ก็จะอธิบายแยกแยะออกไปโดยพิสดาร และพิสดารจนคนฟังที่ไม่ใช่นายแพทย์ฟังไม่รู้เรื่องเอาเลยทีเดียว แล้วทำให้นอนหลับสบาย ท่านจะเริ่มตั้งแต่น้ำย่อยที่อยู่ในปาก..ว่าสามารถย่อยอาหารประเภทแป้งให้เป็นน้ำตาลได้อย่างไร น้ำย่อยคือน้ำลายประกอบด้วยธาตุอะไรไบ้าง เมื่ออาหารไหลลงไปในกระเพาะแล้ว ต่อมเล็ก ๆ ภายในกระเพาะซึ่งมีอยู่หลายสิบล้าน ต่อมจะส่งน้ำย่อยให้ออกมา แล้วน้ำย่อยชื่ออะไรบ้าง เพื่อย่อยอาหารประเภทไหนแล้วก็แยกออกไปอีกมากมายไปจนถึงลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ แล้วอาหารจะถูกดูดซึมเข้าไปตามกระแสโลหิต แล้วถูกนำไปใช้ประโยชน์ให้แก่ร่างกาย เริ่มตั้งแต่การสลายตัวโดยกระบวนการทางฟิสิกส์และเคมี จนร่างกายได้ใช้พลังงานจากการรับประทานอาหาร

เรื่องเหล่านี้เป็นขบวนการที่สลับซับซ้อนของ แม้จะอธิบายกันเป็นวันก็พูดไม่หมดง่าย ๆ แต่ถ้าจะให้เข้าถึงความละเอียดลึกซึ้งจริง ๆ แล้วก็ยังเข้าไปไม่ถึงก็ยังเข้าไปให้ใกล้ไม่ได้อีกมากมายนัก เรายังต้องให้เวลาแก่ท่านนักวิชาการทั้งหลายต่อไปไม่ทราบว่าอีกนานสักเท่าใดก็ยังไม่ทราบได้ เพราะจะต้องอธิบายไปถึงว่า ถ้าขาดอำนาจของจิตไปเสียอย่างหนึ่งแล้วก็ย่อมจะย่อยอาหารไม่ได้อย่างแน่นอน จะต้องอธิบายว่าจิตใจเข้ามามีบทบาทต่อการย่อยอาหารประการใดบ้างธรรมชาติ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 15:56:49 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เมื่อจิตใจก็ไม่ทราบว่าคืออะไร จิตใจเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุอะไรบ้างก็ยังอธิบายไม่ได้ดังนี้แล้ว จะมีทางเข้าถึงระบบการย่อยอาหารได้ลึกซึ้ง จนหมดจดสิ้นเชิงกระไรได้

เพราะว่าเมื่อมองเห็นอาหารที่ชอบใจ น้ำลายก็จะไหลออกมาแทนจนเต็มปาก พอเคี้ยวแล้วกลืนลงไปน้ำย่อยอาหารก็ประดังกันออกมายกใหญ่ ถ้าเกิดมีความเสียใจเพราะคู่รักที่รักกันมากต้องจากไปทั้งน้ำลายและน้ำย่อยในกระเพราะอาหารก็เกือบจะหาไม่ได้ และถ้าเกิดเป็นศพไปเสียแล้วไม่มีจิตใจ ก็จะมีแต่น้ำเหลืองเท่านั้นที่จะค่อย ๆ ไหลซึมออกมามากมาย ทั้งภายนอกและภายใน

นอกจากนั้น ระบบประสาทในกระเพาะอาหารนั้นเล่าผลิตสร้างขึ้นมาโดยวิธีการใด ระบบประสาทจะถ่ายทอดมาจากเซลล์ของพ่อแม่เท่านั้นจะได้หรือ เพราะว่ามีบทบาทของอำนาจกรรม ที่เรียกว่า กรรมชรูปเข้ามาร่วมในการผลิตสร้างอยู่ด้วย ตั้งแต่ในขณะปฏิสนธิและต่อ ๆ มาจนเติบใหญ่และไปจนกว่าจะตาย ตลอดไปทุกเวลานาทีมิได้มีหยุดเลย

ด้วยเหตุนี้อดีตขาติไม่มีเสียแลว ระบบประสาททั้งหลายก็มีขึ้นมาเองไม่ได้ และอดีตชาติไม่มีเสียแล้ว อำนาจของกรรมที่จะผลิตสร้างคือผันแปรรุปปรมาณูที่เป็นเซลล์ที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ให้เป็นระบบประสาทอยู่ทุก ๆ วินาที อันเป็นสันตติคือการสืบต่อกันเรื่อย ๆ มาตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ ในขณะที่เรียกหยาบ ๆ ว่าในวินาทีแรกแล้วก็ต่อ ๆ มา โดยไม่ขาดสายก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ แล้วการย่อยอาหารจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

นอกจากนี้ยังมีอำนาจของอุตุซึ่งได้แก่ความสามารถของความร้อนหรือความเย็น และอำนาจของอาหารที่ถูกย่อยเข้าไปช่วยในรูปที่ทำการงาน เช่นระบบประสาทไม่มีอาหารเข้าไปชดเชยอยู่ตลอดเวลาแล้ว การย่อยอาหารก็จะสะดุดหยุดลง ระบบการหายใจก็มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนมากไม่ใช่เล่น แล้วก็ต้องอาศัยเวลาการบรรยายเป็นวัน ๆ เช่นเดียวกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:01:11 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 2

ใคร ๆ พากันพูด และชอบพูดว่า ลูกนั้นได้ ถ่ายทอดมาตามสายเลือด ถ่ายทอดมาจากบิดามารดาที่สมสู่อยู่ด้วยกัน ผู้พูดมิได้มีความเข้าใจเรื่องจิต เจตสิกและ รูป ในพระพุทธศาสนา จึงได้สรุปเอาง่าย ๆ เพราะไม่ทราบว่าจิต เจตสิก และกรรมชรูป (รูปที่เกิดมาจากอำนาจของกรรมผันแปรจากเซลล์ที่ถ่ายทอดมากจากพ่อแม่) นั้นคืออะไร มันเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุอะไรบ้างแล้วมันทำงานกันอย่างไร ทั้งในเวลานอนหลับและในเวลาที่ตื่น

ถ้าถ่ายทอดตามสายเลือดจากบิดามารดาโดยมิได้มีจิต เจตสิก และกรรมชรูปแล้ว นั้นก็คือซากศพที่นอนอยู่ในโลงนั่นเอง มันจะย่อยอาหารไม่ได้ มันจะหายใจไม่ได้ แล้วก็จะเน่าเปื่อยผุพังไปในที่สุด

จิตใจถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ได้หรือ ประสาทตา ประสาทหู เป็นต้น ตลอดจนปรมาณูที่แสดงความเป็นเพศหญิงหรือเพศชายทั่วร่างกายทั้งภายนอกและภายใน จะถ่ายทอดมาจากเซลล์ของพ่อแม่ได้อย่างไร

คนที่มีชีวิต จะต้องมีการประชุมของรูป (สสารและพลังงาน) เป็นอันมาก (รูปที่ถ่ายทอดจากบิดามารดาและกรรมชรูปคือรูปอันเกิดจากอำนาจกรรมของผู้ที่มาเกิดผันแปรเซลล์ของบิดามารดา) แล้วมีชีวิตรูปหรือเรียกรูปชีวิตินทรีย์เป็นตัวยึดโยงรูปทั้งหมดเหล่านั้นเอาไว้ มิให้กระจัดกระจายหลุดออกไปจากกัน

คนที่มีชีวิต จะต้องมีจิตใจ คือรู้อารมณ์ เช่น เห็น ได้ยิน คิดนึกได้ เป็นต้น แล้วมีเจตสิกจำนวนมากที่ได้สืบต่อมาแต่ในอดีตประชุมร่วมกันทำงานต่าง ๆ โดยพิสดาร แล้วจึงมีชีวิตนามหรือนามชีวิตินทรีย์ควบคุมนามทั้งหมดเอาไว้มิให้กระจัดกระจายหลุดออกไปจากกัน
รูปชีวิตินทรีย์และนามชีวิตินทรีย์นั้นเป็นตัวยึดโยง แม้จะเปรียบก็เหมือนกับปรมาณูของวัตถุธาตุที่จุดศูนย์กลางซึ่งมีประจำไฟฟ้าบวกหลายตัว เช่น ยูเรเนียม เป็นต้น ต่างก็ผลักกันซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา แต่มันก็หลุดออกไปจากกันไม่ได้เพราะมันมีพลังงานมายึดโยงมิให้หลุดออกไปจากกันได้

น่าสงสารคนสมัยใหม่บางคนที่คิดว่าตนนั้นเป็นคนทันสมัยจึงได้คุยเฟื่องในเรื่องของชีวิตจิตใจ แล้วตำหนิติเตียนคนโบราณเป็นการใหญ่ว่า เพ้อฝัน งมงาย ไม่ทันสมัย แล้วยังทับถมอะไร ๆ อีกสารพัดทั้ง ๆ ที่ยังมิได้เคยศึกษาพระธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งให้เข้าใจ

ถ้าท่านเหล่านี้ได้ศึกษาพระอภิธรรมให้พอมีความเข้าใจแล้ว ก็จะพากันกราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความมีน้ำใจและศรัทธาในพระมหากรุณาที่ได้มอบปัญญาให้ และจะเห็นว่าความตรัสรู้นั้นไม่ใช่ไปนั่งคิด นั่งค้น ไม่ใช่ไปนั่งทำสมาธิ เพราะว่า เพียงไปนั่งคิด นั่งค้น และนั่งทำสมาธิสัก ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ก็จะถึงซึ่งความตรัสรู้ไม่ได้เลยเป็นอันขาด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:06:10 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 3

การแสดงออกเช่นพฤติกรรมต่าง ๆ นั้นก็โดยทำนองเดียวกัน ถ้าจะอธิบายให้ละเอียดลออจริง ๆ แล้ว ก็จะต้องอธิบายกันมากมายเหลือเกิน แล้วผู้ศึกษาก็จำเป็นจะต้องมีพื้นฐานการศึกษาเพียงพอสำหรับเอาไว้รองรับด้วย

เช่น ถามว่า คนเดินได้อย่างไร ทางโลก ทางวิทยาศาตร์จะตอบไม่ได้ แม้จะเดินอยู่ทุก ๆ วัน เดินมาตั้งแต่เล็ก ๆ มาจนเติบใหญ่ เดินมาเสียมากมายจนนับจำนวนไม่ไหวก็ตาม ถ้าไม่เชื่อการเวียนว่ายตายเกิดและไม่ได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยชีวิตจิตใจจากในพระอภิธรรมปิฎกแล้วก็ไม่มีหนทางที่จะตอบคำถามง่าย ๆ นี้ได้ ดังนี้ ผมจึงได้ตั้งรางวัลเอาไว้ ๕๐,๐๐๐ บาท สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อชาติก่อนแล้วอธิบาย "คนเดินได้อย่างไร" ได้

ผมได้เคยตั้งคำถามแก่ท่านนักวิชาการท่านหนึ่งว่า คนเดินได้อย่างไร ท่านก็อธิบายว่า เมื่อเราคิดว่าจะเดินทันทีนั้น ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น แล้วก็อธิบายกระแสไฟฟ้าเสียเป็นคุ้งเป็นแคว อำนาจของมันก็ต่อ ๆ กันไปบังคับให้ต่อมต่าง ๆ ตามร่างกายซึ่งมีอยู่มากมาย ซึ่งมีวัตถุเคมีเป็นชั้น ๆ ติดต่อกันไปโดยรวดเร็ว แล้ววัตถุเคมีก็บังคับให้กล้ามเนื้อยืดและหดตัวได้ จึงทำให้การเดินเกิดขึ้น

ผมก็ได้คัดค้านว่า ยังตอบไม่ตรงคำถาม เพราะผมถามว่าคนเดินได้อย่างไร ไม่ได้ถามว่าคนเคลื่อนที่ได้อย่างไร เพราะคำว่า คนเดินนั้น จะต้องก้าวเท้าซ้ายก้าวเท้าขวา ยกเท้าสูง ยกเท้าต่ำ ก้าวยาว ก้าวสั้น เลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้าย ร่างกายเคลื่อนไหวแกว่งแขนทั้งสองข้าง ฯลฯ ฉะนั้น ผมจึงขอคำอธิบายใหม่ว่า คนเดินได้อย่างไร

การเดินได้ จะต้องเกี่ยวข้องกับอำนาจ คือความสามารถของกรรม ของจิต ของอุตุ และของอาหาร แล้วจะต้องเข้าใจเป็นอย่างดีพอสมควร หรือศึกษามาให้พอเข้าใจในเรื่องของ จิต เจตสิก รูป (สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา) และเรื่องกรรมและอำนาจกรรมของมันทั้งในอดีตและปัจจุบันด้วย ไม่ใช่ใช้เวลาพูดกันเพียงเล็กน้อยก็จะเข้าใจละเอียดลออ

ท่านผู้อ่านอาจจะตกใจก็ได้เมื่อผมกล่าวว่า จะต้องใช้เวลาศึกษาเรื่อง จิต เจตสิก รูป กรรม ผลของกรรมเป็นต้นกันเป็นปี ๆ เพื่อให้เป็นพื้นฐานรองรับเสียก่อน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:09:59 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 4

เหตุที่จะทำให้คนเดินได้นั้นมีมากมายก่ายกอง แต่ถ้าจะว่าโดยย่อแล้วก็จะต้องอาศัยเหตุ ๖ ประการ คือ

๑. กรรมชรูปดี หมายถึงระบบประสาทกายเรียบร้อยไม่เป็นอัมพาต (กายปสาท เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ก็มีคำอธิบาย มิได้เกิดขึ้นมาเพราะถ่ายทอดจากพ่อแม่แต่เพียงเท่านั้น)

๒. จิตคิดจะเดิน ก่อนที่จะเดินนั้น จะต้องคิดนิดหนึ่งก่อน เช่น จะยกเท้าข้างไหนก่อน สูงเท่าใด แต่คนโดยมากกระทำไปโดยรวดเร็วเพราะมีความสันทัดจัดเจนจึงไม่รู้สึกตัว

๓. มีจิตสั่งให้เดิน จิตจะสั่งตามชอบใจไม่ได้ เพราะจะต้องมีการประชุมจึงจะเดินได้ ในที่นี้หมายถึงจิตเป็นหัวหน้าคือเจตนา

๔. จิตตชวาโยธาตุ อำนาจหรือพลัง คือความสามารถอันเกิดจากจิต เหมือนคนตกใจหนีไฟไหม้แล้วยกของหนักผิดปกติได้แสดงว่าจิตให้อำนาจได้

๕. อุตุชวาโยธาตุ อำนาจอันเกิดจากความร้อน อุณหเตโช = ร้อน สีตะเตโช = เย็น คือร้อนน้อย

๖. อาหารชวาโยธาตุ อำนาจอันเกิดจากอาหาร กายปสาทะ ทั้งหมดทั้งร่างกายต้องอาศัยอาหารทั้งสิ้น

เหตุทั้ง ๖ ประการดังกล่าวมาจะขาดไปแม้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลยเป็นอันขาด ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่ายังมิได้ยกเอาเหตุปัจจัยมากมายเข้ามาบรรยาย เพียงเหตุย่อ ๆ เท่านั้น ก็ทราบได้อย่างแน่นอนว่า ผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาหาความจริงจากพระอภิธรรมปิฎกแล้วจะตอบปัญหา "คนเดินได้" อย่างไรเล่า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:14:10 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 5

ถ้าผมนั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือในบ้าน แล้วเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ถ้าพูดอย่างช้า ๆ แบบฉายหนังช้าแล้ว ก็จะว่า มือขวาก็ค่อย ๆ เอื้อมไป เอื้อมไปทีละน้อย ๆ ในขณะที่กำลังค่อย ๆ เอื้อมไปดังกล่าวนั้น จิตจะต้องสั่งงานต่อ ๆ กันไปไม่ขาดสาย ติดต่อกันไป เพราะจิตใจนั้นเกิดดับรวดเร็วจึงสั่งโดยไม่ขาดสาย วินาทีละตั้งมากมาย

ดังนั้น มือที่เคลื่อนไปแต่ละเซนติเมตร (หยาบ ๆ ) ก็จะถูกสั่ง (เจตนา) ต่อ ๆ กันไป ไม่ขาดสายเช่นเดียวกัน และถ้าหากว่าในทันใดนั้น คือในระหว่างที่กำลังเอื้อมมือ คือมือกำลัง เกิดมีเสียงปืนดังสนั่นขึ้นนัดหนึ่ง มือที่เคลื่อนไปเพื่อจะหยิบแก้วน้ำก็จะค้างอยู่กลางคันมือไม่ไปถึงแก้วน้ำนั้น (มื้อค้าง) เพราะจิตได้สั่งให้หันไปสนใจในเสียงปืนเสีย

ด้วยเหตุดังนี้เอง แม้เท้าที่เคลื่อนออกไปก้าวหนึ่งก็มิได้สั่งครั้งเดียว แต่จิตจะสั่ง (เจตนา) เกิดขึ้นติดต่อ ๆ กันไปโดยรวดเร็วมากมายจนนับไม่ไหว จึงได้เคลื่อนไปก้าวหนึ่งได้ แล้วยังเรื่องแกว่งแขนเรื่องตัวเคลื่อนไหวอีกมากมาย เพราะความรวดเร็วของจิตใจดังนี้เอง เราจึงเดินด้วย พูดคุยด้วย เห็นด้วย ได้ยินด้วย ฯลฯ ได้ ทั้ง ๆ ที่จิตจะกิดอารมณ์ครั้งละ ๑ เท่านั้น เกิดพร้อมกัน ๒ อารมณ์ไม่ได้ ถ้าจิตมิได้เกิดดับรวดเร็วจริง ๆ แล้วก็จะทำดังนี้ไม่ได้

จิตรับอารมณ์ครั้งละ ๑ อารมณ์เท่านั้น แต่เพราะความรวดเร็วของจิต เราจึงดูเสมือนหนึ่งว่าจิตทำงานทีละหลายอารมณ์ได้ ถ้าท่านผู้ใดไม่เชื่อก็ขอให้ทดลองดู ว่าหัวเราะกับร้องไห้จะเกิดขึ้นพร้อมกันได้ไหม อ่าน ก.ไก่ กับ ข.ไข่ พร้อม ๆ กันจะได้หรือไม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:18:35 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 6

ผู้เข้าวิปัสสนากรรมฐาน ได้ญาณที่ ๔ เรียกว่า อุทยัพยญาณ (ไม่ต้องถึงญาณที่ ๑๖ ผ่านมรรคผลนิพพาน) ผู้ปฏิบัติก็จะเห็นทั้งรูปทั้งนามเกิด-ดับ ปรากฏเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาอยู่ต่อหน้า เป็นประจักษ์พยานในเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เป็นมโนภาพ เขาผู้นั้นก็จะพ้นจากความสงสัยในเรื่องของชีวิตจิตใจที่เคยติดข้อง แล้วอธิบายไม่ได้ แม้จะนั่งอยู่นิ่ง ๆ ยืนอยู่เฉย ๆ ผู้ปฏิบัติก็จะนั่งจะยืนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้เลย ท่านผู้ใดสงสัยก็ขอเชิญลองพิจารณาดู เช่นบางคนนั่งในรถไฟ ในเรือกลไฟ แล้วนั่งสัปหงก เอนไปเอนมา เพราะจิตสั่งให้นั่งบ้าง จิตไม่ได้สั่งบ้าง สลับกันไป เราพูดว่าคนหลับ ๆ ตื่น ๆ ผู้ใดได้เห็นรูปนามเกิดดับแล้ว ก็จะพากันสะดุ้งสะเทือน หวั่นไหว แล้วจะไม่ตกอยู่ในความประมาทได้ง่ายต่อไป (ขอเชิญอ่านวิปัสสนากรรมฐานของอภิธรรมมูลนิธิ)

ด้วยเหตุที่ผมได้แสดงแวดล้อมมาหลายทางนี้ ท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า เมื่อเด็กคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดาแล้วร้องแว้ ๆ นั้น เพราะความเจ็บปวดและความตกใจ จิตซึ่งเป็นโทสะมูลจิตที่ประกอบด้วยเจตสิกมากหลายจึงได้เกิดขึ้น จึงได้มีการร่วมการทำงานบังคับให้รูปแสดงออกซึ่งเป็นการงานมากมายก่ายกองทั้งร่างกายภายในและทำให้ท้องเคลื่อนที่ และเป็นไปมากมาย

และภายนอก คือ แขน ขา ปากที่อ้ากว้างบ้าง แคบบ้าง ลิ้นที่กระดิกไปมางอเข้าเหยียดออกทำสียงออกมาสูง ๆ ต่ำ ได้หลายอย่าง ทุก ๆ อย่างหล่านี้ก็หนีไม่พ้นไปจากอำนาจของกรรม อำนาจของจิต อำนาจของอุตุ และอำนาจของอาหารที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่าง ๆ แต่เบื้องหลัง การแสดงออกดังกล่าวนั้นมีเหตุปัจจัยสลับซับซ้อนมากมายยิ่งนัก ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมหรือศึกษาเข้าไปไม่ไหว ก็กล่าวอ้างเอาง่าย ๆ ตามความคิดเห็นตื้น ๆ ของตนเอง

บางท่านกล่าวว่า เด็กอ่อนนอนในเบาะนั้นบริสุทธิ์ผ่องใสเหมือนผ้าขาวพับไว้ เพราะมิได้แปดเปื้อน มิได้มีราคีคาวอะไรแล้วมีอุปกิเลสจรเข้ามาภายหลัง

ท่านไม่มีความเข้าใจถึงอนุสัยกิเลส อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่หลบหน้าซ่อนตาอย่างเร้นลับอยู่ภายในจิตใจของเด็ก ท่านจึงพยายามที่จะยกเอาเด็กอ่อนให้เป็นพระอรหันต์จนได้

ผมจึงได้ตั้งคำถามว่า เด็กคลอดออกมาแล้วร้องแว้ ๆ ได้อย่างไร พระหันต์ร้องแว้ ๆ ได้หรือ กิเลสอย่างละเอียดไม่มีจะทำให้เกิดความเร่าร้อน แล้วทำให้แสดงออกมาเป็นร้องไห้ได้อย่างไรเล่า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:26:05 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 7

จิตที่ว่าประภัสสรนั้นหมายถึง ความผ่องใสเท่านั้น ไม่ใช่จิตบริสุทธิ์ ได้แก่จิต ๑๙ ประเภท คือ อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิต ๑ อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิต ๑ มหาวิบากจิต ๘ และมหัคคตวิบาก ๙ จิตทั้ง ๑๙ ประเภทนี้ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ปฏิสนธิ คือในขณะที่เกิด (ขณะแรก) ภวังค์ รักษาภพชาติ (นอนหลับเป็นต้น) และจุติ (คือในขณะที่กำลังตาย) ทั้งหมดนี้จะรู้สึกสำนึกตัวไม่ได้เลยเป็นอันขาด ในขณะนี้อุปกิเลสทั้งหลายจะเข้ามาพัวพันไม่ได้ ไม่ใช่บริสุทธิ์ผ่องใสดังที่บางท่านเข้าใจ

ท่านที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม หรือศึกษาเข้าไปไม่ไหวจึงเข้าถึงเหตุผลที่เป็นอำนาจ หรือเหตุปัจจัยที่มาจากชาติก่อน ๆ ไม่ได้ ท่านก็เลยปฏิเสธว่าการเวียนว่ายตายเกิด และการเกิดเป็นผีสางเทวดาได้นั้นเป็นศาสนาพราหมณ์

ศาสนาพราหมณ์บางลัทธิ ได้สอนให้คนฝึกฝนทำสมาธิและพากันเข้าป่าเป็นฤาษีชีไพรทำสมาธิกันเป็นการใหญ่ มาก่อนพุทธกาล แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังไปศึกษาการทำสมาธิจากอาฬารดาบส กับอุทกดาบส ซึ่งได้ถึงรูปฌาน ๔ (ตามนัยพระสูตร) และได้อรูปฌาน ๔ ท่านหนึ่งได้ถึงอากิญจัญญายตนฌาน ท่านหนึ่งได้ถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

บรรดาท่านฤาษีชีไพรเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ฝึกฝนจนมีความสามารถพิเศษที่เรียกว่า อภิญญาจิต ผู้ที่ได้อภิญญาจิตนั้น เมื่อได้ฝึกฝนจะมีความสันทัดจัดเจนแล้วก็มีความสามารถต่าง ๆ กัน บางท่านก็สามารถระลึกชาติได้ บางท่านก็ทราบว่าผู้ใดตายแล้วไปเกิดเป็นอะไร บางท่านก็แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ต่าง ๆ และบางท่านก็มีหูทิพย์ตาทิพย์ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:31:39 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ความตรัสรู้นั้นยิ่งใหญ่ที่ผู้ใดมิได้ศึกษาให้เข้าถึงความละเอียดจริง ๆ แล้วก็จะพิศวงสงสัยเพราะสามารถทำลายกิเลสได้ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตอีกต่อไป นอกจากนี้ยังทำอิทธิฤทธิได้มากมายด้วย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงออกตามความเป็นจริง เมื่อสิ่งใดที่ศาสนาพราหมณ์เขาทำได้ท่านก็ว่าเขาทำได้ เช่นเขาทำฌานตั้งแต่ปฐมฌานขึ้นไปได้ ทำอิทธิฤทธิได้ ทำอภิญญา เช่น ระลึกชาติ รู้เรื่องของชาติความเกิดของสัตว์ทั้งหลายว่าเกิดเป็นผีสางเทวดาได้ ความจริงเป็นอย่างไรท่านก็ยืนยันรับรองไว้ทุกอย่าง จะให้ท่านปฏิเสธอย่างไร

แต่เพราะท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้จึงรู้ละเอียดยิ่งขึ้นไปมากมายนัก เช่นเป็นต้นว่า ฌานที่ได้นั้นมีองค์เท่าใด ทำไมจึงเรียกว่าเป็นฌานแล้วแต่ละฌานที่ได้นั้นมีเจตสิกประกอบจำนวนเท่าใดและในขณะนั้นทำงานกันอย่างไร เป็นต้น ผู้ศึกษาพระอภิธรรมเสียให้มีความเข้าใจก็จะแยกแยะออกได้ว่าอันไหนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเพื่อประโยชน์ชาตินี้ เพื่อประโยชน์ในชาติหน้า และเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ปรมัตถประโยชน์ เพื่อสร้างปัญญาบารมี จะได้พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป ซึ่งก็แล้วแต่บุคคลผู้จะรับได้

แต่ผู้ไม่ยอมศึกษา ผู้ศึกษาเข้าไปไม่ไหว พอผู้ใดพูดถึงการเวียนว่ายตายเกิดและเกิดเป็นผีสางเทวดาได้ ก็หาว่าเป็นศาสนาพราหมณ์เพราะตนเองคิดเท่าใดก็มองไม่เห็นเพราะมันลึกซึ้งเกินไป ทั้งประสบการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องนี้ก็หาได้มีไม่ แต่กลัวที่จะเป็นเดียรถีย์ คือผู้ข้ามไม่ถูกท่า โดยหารู้ไม่ว่าข้างหน้าของตนนั้นอยู่ในแดนอันตรายเพียงใด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:35:37 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 9

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาประจำชาติ แต่การคดโกงคอรัปชั่น โจร ผู้ร้าย ปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน มากมายอย่างเหลือเกิน เกือบจะไม่เป็นที่สองรองใครในโลก ประชาชนผู้สุจริต ประชาชนผู้เป็นสัมมาทิฏฐิ ต่างพากันอกสั่นหวั่นไหวพากันนอนให้หลับสนิทได้ยาก แม้จะเฝ้าระแวดระวังอยู่แล้วคืออดที่จะได้รับภัยอันตรายไม่ได้


ไม่มีผู้ใดโต้เถียงว่า เพราะจำนวนพลเมืองเพิ่มมากขึ้นและระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมในสังคม ช่องว่างระหว่างบุคคลห่างกันจนเกินไป แต่มีผู้ใดบ้างเล่าจะปฏิเสธได้ว่าเพราะอำนาจของความเชื่ออย่างแน่นอน มั่งคง ของคนส่วนใหญ่ที่หันหลังให้ต่อพระพุทธศาสนา คือเชื่อว่าชาติหน้าไม่มี รรมที่ได้ทำลงไปแล้วให้ผลในชาติหน้าไม่ได้ แล้วยังมีพระภิกษุผู้ใหญ่ ๆ และฆราวาสอีกมากหลายที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ ได้สนับสนุนซ้ำเติมลงไปอีก จนทำให้ความเชื่อที่มีอยู่แล้วหนักแน่นไม่คลอนแคลน นี่เองได้เป็นตัวการอุดหนุนเป็นตัวการส่งเสริมให้คนกระทำความผิดได้ทุก ๆ อย่าง ขอให้ได้ประโยชน์แก่ตัวเองเท่านั้น บ้านเมืองจึงได้ลุกราวกับไฟ

การปฏิเสธการเวียนว่ายตายเกิด และการเกิดเป็นผีสางเทวดา แล้วกระจายความเห็นผิดดังกล่าวนี้ออกไปสู่สาธารณชนนับว่าเป็นอกุศลขนาดหนัก เพราะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา หันเห เบี่ยงเบนคำสอนของพระองค์ท่านไปในทิศทางตรงกันข้าม ประชาชนทั้งหลายเสียหายใหญ่ยิ่งจริง ๆ ที่หาความเสียหายใด ๆ มาเทียบเท่าได้ยากนัก เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง เพราะพระพุทธศาสนาก็จะเหลืออยู่สัก ๒๐% แล้วจะอยู่ได้อย่างไร วัดวาอารามและพระสงฆ์ทั้งหลายจะบวชกันไปทำไม การสั่งสอนศีลธรรมจรรยาบรรดาครูทั้งหลายเขาก็สอนกันอยู่แล้ว ท่านได้ชื่อว่ามิได้มีปัญญาในปัญหาของชีวิตจิตใจ แต่กล้าหาญชาญไชยนำประชาชนและประเทศชาติเข้าไปสู่แดนอันตราย อันเป็นหนทางสายของท่านเอง แล้วท่านก็อ้างว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเอาไว้เช่นกัน ขอเชิญท่านสาธุชนผู้มีปัญญาทั้งหลายช่วยกันแก้ไขก่อนที่มันจะสายเกินไป

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 มี.ค. 2551 , 16:40:07 น.] ( IP = 58.9.227.149 : : )


  สลักธรรม 10

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะที่มีคุณค่าของท่านพระอาจารย์บุญมีมาฝาก

โดย Nong Au (asomsopon) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [21 มี.ค. 2551 , 00:52:23 น.] ( IP = 130.91.157.142 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org