วันนี้ก็จะพูดถึง "ฌานโลกุตตระ"
โลกุตตระ หมายความว่า "ความเป็นพระอริยเจ้า"
สำหรับพระอริยเจ้า ๒ ขั้น คือ พระโสดากับสกิทาคา ทั้ง ๒ ท่านนี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เป็นผู้มีปัญญาเล็กน้อย แล้วก็มีสมาธิเล็กน้อย แต่เป็นผู้มั่นอยู่ในศีล เป็นผู้ทรงอธิศีล"
คำว่า "อธิ" นี่แปลว่า ยิ่ง หรือว่า ใหญ่ หรือว่าทับทรงอธิศีล ก็หมายความว่า ทรงศีลอย่างยิ่ง ที่ยอมตัวตายดีกว่าศีลขาด หรือสำหรับพระโสดาบัน มีอะไรบ้าง
ถ้าว่ากันตาม สังโยชน์ ก็คือ
๑. สักกายทิฏฐิ
๒. วิจิกิจฉา
๓. สีลัพพตปรามาส
พระสกิทาคามี ก็มีเท่ากัน
สำหรับปัญญาในด้านสักกายทิฏฐิ เห็นไม่ลึก ยังเห็นตื้นๆ นั่นก็คือว่ามีความรู้สึกอยู่อย่างเดียวว่า การเกิดเป็นทุกข์ การทรงชีวิตอยู่นี่มันเป็นทุกข์ และในที่สุดชีวิตของเราก็จะต้องตาย ท่านที่เป็นพระโสดาบัน ท่านไม่ลืมความตาย แต่ไม่ใช่ว่านึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามพระอานนท์ว่า
อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอนึกถึงความตายวันละกี่ครั้ง....?
พระอานนท์ก็ตอบว่า
วันละประมาณ ๗ ครั้ง พระพุทธเจ้าข้า....
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ยังห่างมากอานนท์ ตถาคตนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก....
ในขณะนั้นพระอานนท์เป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่าอารมณ์ของพระโสดาบันนี่ มีความคิดในด้านปัญญาแค่ว่าชีวิตนี่มันต้องตาย ยังไม่สามารถจะตัดขันธ์ ๕ ได้เต็มที่ ท่านจึงกล่าวว่า มีปัญญาเล็กน้อย และก็มีสมาธิไม่สูง ก็ได้แค่ปฐมฌาน
และข้อที่ ๒ วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาตัวนี้ พระโสดาบันไม่สงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอันว่ามีความเคารพในพระพุทธเจ้าจริง มีความเคารพในพระธรรมจริง มีความเคารพในพระอริยสงฆ์จริง มีความมั่นคงในพระรัตนตรัยทั้ง ๓ ประการ
และข้อที่ ๓ สีลัพพตปรามาส พระโสดาบันดับพระสกิทาคามี สามารถทรงศีล ๕ให้บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ หมายความว่าไม่มีเจตนาเพื่อจะละเมิดศีล ๕ แค่ศีล ๕ เท่านั้นนะตามแบบสังโยชน์ท่านกล่าวไว้ว่า พระโสดาบันกับพระสกิทาคามีนี่ก็เป็นแค่ตัดสังโยชน์เบาๆ ได้ ๓ และใช้ปัญญาเบาๆ คือมีความรู้สึกว่าร่างกายมันจะต้องตาย
ถ้าร่างกายของเราจะต้องตาย อบายภูมิมันมี สวรรค์มันมี พรหมมันมี ท่านก็คิดว่า ถ้าเราจะต้องตายชาตินี้ เราก็ขอไปอบายภูมิ ถ้าจะไม่ไปอบายภูมิสิ่งที่เราจะเกาะนั่นก็คือ คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม และคุณของพระอริยสงฆ์ ก็มั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และทรงศีล ๕ บริสุทธิ์ เพราะว่าถ้ามั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีล ๕ บริสุทธิ์ อันนี้ไม่ไปอบายภูมิ นี่ว่ากันตามลักษณะของสังโยชน์
แต่ว่าในอารมณ์ของการปฏิบัติ นั่นตามหนังสือนะ อารมณ์ของการปฏิบัติก็มีความรู้สึกตามนั้นจริง แค่ว่าพอจิตของเราจะก้าวออกจากโลกียฌาน เข้าสู่โลกุตตระ เข้าถึงความเป็น พระอริยเจ้า ตอนนี้จิตจะต้องเข้าสู่ โคตรภูญาณ ก่อน
คำว่า โคตรภูญาณ ก็หมายถึงว่า มีอารมณ์อยู่ในระหว่างท่ามกลางโลกียะกับโลกุตตระ
ตอนนี้ก็เห็นจะไม่ต้องอธิบายมาก เพราะมันจะเฝือ
เครื่องสังเกตง่ายๆ สำหรับโคตรภูญาณ ใจของเรามีความรู้สึกว่า เราจะต้องตาย ตายเมื่อไหร่ก็เชิญ ในเมื่อเรามีที่พึ่ง คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ เรามีศีล ๕ บริสุทธิ์ เราก็ไม่หนักในในด้านที่มันจะต้องตาย เพราะตายอย่างน้อยเราก็ไปสวรรค์ แต่ว่าถ้าจะถึงสวรรค์อย่างเดียวแล้วกลัวลงอบายภูมิ นี่เราไม่ต้องการ
ฉะนั้น อารมณ์ของท่านที่ปฏิบัติเพื่อจะเข้าถึงพระโสดาบันพอจิตเข้าถึงโคตรภูญาณ ตอนนี้จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง นั่นคือจิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์ ใครจะมาพูดถึงพรหมก็ดีพูดถึงสวรรค์ก็ดี และความเป็นใหญ่ในเมืองมนุษย์ มีความใหญ่โต มีความร่ำรวยก็ดี จิตไม่พอใจ ไม่ใช่โกรธแต่ก็ไม่เต็มใจ จิตตั้งใจอย่างเดียว คือต้องการพระนิพพาน นี่พูดในแนวของสุกขวิปัสสโก
ถ้าพูดในแนวของวิชชาสาม วิชชาสาม มีทิพจักขุญาณเป็นเบื้องต้น พอจิตเข้าถึงโคตรภูญาณ ตอนนี้กำลังของวิชชาสามจะเห็นพระนิพพานแจ่มใสชัดเจนมาก ถ้าจิตยังไม่ถึงโคตรภูญาณ มองพระนิพพานเท่าไหร่ก็ไม่เห็น จะเห็นได้ก็แค่พรหม นี่เป็นเครื่องวัด
สำหรับท่านที่ได้อภิญญา ถ้ากำลังจิตยังเข้าไม่ถึงโคตรภูญาณ ไปถึงพระนิพพานก็ไม่ได้ ถ้ากำลังจิตนั้นเข้าถึงโคตรภูญาณขึ้นไป สามารถไปถึงนิพพานได้ นี่เป็นเครื่องวัด ต่างกันนะ