มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ณ ห้องหัวใจภักดิ์รักกุศล








ณ ห้องหัวใจภักดิ์รักกุศล


หลังจากจบเพลงกำแพงบุญซึ่งท่านอาจารย์เปิดให้ลูกศิษย์ทุกคนฟังแล้ว ท่านบอกว่า ..สิ่งต่าง ๆ ที่เราได้รับฟังจากเนื้อเพลงนั้น เป็นเสมือนการเตือนใจเราให้รู้จักว่า ชีวิตของเราซัดเซพเนจรแล้วก็กอบโกยสิ่งต่าง ๆ มามากมายแล้ว เมื่อตายแล้วก็เอาไปสักอย่างไม่ได้สักอย่างเดียว มาสร้างกำแพงบุญกัน เหมือนสร้างรอบรั้วกำแพงใจให้มีกำแพงที่แข็งแกร่ง ที่จะอยู่กับบุญแล้วคุ้นกับความจริงแล้วก็นิ่งกับอกุศลเพื่อจะมีผลไปในภายภาคหน้าคือ ความสวัสดี

ความสวัสดีในภาษาธรรมะคือความสิ้นสุดทุกข์นั้นเอง และการที่จะสิ้นสุดทุกข์ได้ก็ต้องทำความดี หนีความชั่ว กลัวบาป กำราบจิต มีสติ สัมปัชชัญญะ และเพียรละ เพียรระวัง เพียรสร้าง และเพียรรักษา

ซึ่งในขณะนี้เราได้รักษาเจตนาของเราว่า นอกจากศึกษาธรรมปฏิบัติธรรมแล้ว ทุกเช้าวันอาทิตย์เราจะมาพร้อมกันสวดมนต์ทำวัตรเช้าบูชาพระรัตนตรัย จึงขอให้ทุกคนประนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำว่า ...พุทธัง สะระณัง คะฉามิ ธัมมัง สะระณัง คะฉามิ สังฆัง สะระณัง คะฉามิฯ...

และหลังจากทำวัตรเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวคำสวัสดีทุกคนอีกครั้งแล้วกล่าวว่า ในช่วงนี้เราก็ยังมีเวลาที่จะคุยกัน เพราะยังไม่ถึงเวลาสิบนาฬิกาซึ่งจะเป็นเวลาที่ท่านจะเริ่มต้นเป็นผู้มีใจพระเพื่อศึกษาพระอภิธรรม เพราะในสัปดาห์ที่ผ่านมาเราก็ได้มีพิธีทำขวัญนาคและบวชใจกันไปเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งต้องขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีส่วนในการทำงานกุศลบูชาครูให้สำเร็จรลุล่วงไปเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคมที่ผาสนมา ขอความเจริญ ความผาสุก ความมีสติความมีปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ทุกท่านทุกคน

วันนี้ เปิดภาคเรียนปริจเฉทที่ ๑ ก็ยินดีมากที่ทุกท่านกระตือรือร้นเพื่อขวนขวายในกิจการงานที่ชอบคือการมาศึกษาพระธรรม ซึ่งการขวนขวายในกิจการงานที่ชอบเป็นหนึ่งในการสร้างสรรค์บุญ

เราจึงต้องหมั่นเตือนใจของเราและหมั่นนึกหมั่นคิดไว้ว่า เราจะเป็นผู้ที่มีคิดนึกที่ดี จึงมีข้อเตือนใจมาฝากทุกท่านว่า.....

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [24 มี.ค. 2551 , 13:04:32 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]


  สลักธรรม 1


ห้องหัวใจภักดิ์รักกุศล


เราทุกคนย่อมต้องมีความหวังด้วยกันทั้งนั้น อาจสมหวังบ้างไม่สมหวังบ้าง ในสิ่งที่ปรารถนาต่าง ๆ

แต่หายาก..ที่ผู้ใดจะปรารถนาให้ตนเองสิ้นทุกข์ เพราะต่างก็โลดแล่นเล่นละครอยู่บนเวทีกรรมโดยไม่รู้ตัว

ด้วยความหลงระเริงมัวเมา ขลาดเขลานี้...จึงทำให้ชีวิตต้องเที่ยวไปกับความทุกข์อย่างไม่รู้จบ

หยุดเถิด! แล้วให้เวลากับชีวิตมาคิดถูกคิดดี และหาทางหนีไปจากความจำเจแห่งทุกข์นั้นด้วยปัญญาที่จะพาให้ท่านพ้นทุกข์ได้

ในความหวังก็ให้หวังที่สูงสุด
แต่อย่าลืมความโทรมทรุดสุดนึกฝัน
ชีวิตเราเล่นละครกันทุกวัน
ไม่มีใครซ้อมทันก่อนแสดง

บุษกร เมธางกูร
๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑
ครบรอบ ๕๑ ปี การก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ



โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:06:05 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 2


"เราทุกคนย่อมต้องมีความหวังด้วยกันทั้งนั้น อาจสมหวังบ้างไม่สมหวังบ้าง ในสิ่งที่ปรารถนาต่าง ๆ

แต่หายากที่ผู้ใดจะปรารถนาให้ตนเองสิ้นทุกข์ เพราะต่างก็โลดแล่นเล่นละครอยู่บนเวทีกรรมโดยไม่รู้ตัว "



ประโยคนี้คือ ความจริง เพราะที่เราต่างก็โลดแล่นอยู่บนละครเวทีกรรมโดยไม่รู้ตัว เราทุกคนต่างก็เป็นตัวละคร ที่กำลังเล่นอยู่บนเวทีกรรม ที่บางทีเราก็เล่นบทนางร้ายผู้ร้ายเมื่อเรามีความไม่ชอบเขา บางทีเราก็เล่นบทพระเอกนางเอกเมื่อ เรามีความพอใจเขาหรือเรามีความหวานชื่น บทนางอิจฉาสารพัด

ตัวละครทุกชนิดจึงอยู่ในตัวเราทั้งสิ้น ดังเช่นบทเพลงที่ว่า ...โลกคือละคร แบ่งเป็นตอน ๆ ตัวละครคือคนทุกคน บทในละครอาจจะยอกย้อนยุ่งยาก ฉากแห่งความเสียใจ ฉากแห่งความสนใจ ต่างมีไว้ให้เราขุดค้น ไม่พ้นทั้งเลวและดีทั้งมั่งมีและยากจน สิ่งเดียวที่เราทุกคนแน่ใจ คือฉากสุดท้ายต้องตายทุกตัวละคร เป็นฉากที่สอนให้คนค้นพบตัวเอง ..

เราจึงเล่นละครอยู่ทุกวัน และเป็นตัวละครที่มีผู้กำกับคือกิเลสต่าง ๆ ที่มาคอยกำกับเราบนเวทีตลอดเวลา และเมื่อเราตกอยู่ภายใต้อำนาจเหล่านี้แล้ว การแสดงบทบาทบนเวทีกรรมที่เรายืนอยู่ในขณะนี้ก็คือกรรมใหม่ เพราะเป็นกรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันภพซึ่งมีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:06:38 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 3


น้อง ๆ ที่มาศึกษาธรรมะในวันนี้ก็จะได้เรียนรู้ว่าละครชีวิตของเราเป็นอย่างไร ชีวิตเราที่ดูยอกย้อนเพียงไหนมีบทบาทสูงส่งเพียงใด ต่างก็มีบทจบเหมือนกัน คือ ต้องตายร่างกายผุพัง ...ก็จะมีแค่นี้

ในวันนี้ทุกท่านก็จะได้รู้จักกับ "เวทีกรรม"

ถ้ากรรมที่ท่านเล่นไปเป็นอกุศลกรรม ก็จะให้ผลเป็นผลอกุศล เวทีใหม่ที่เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดก็คือ อบายภูมิ ๔

ถ้ากรรมที่เล่นเป็นบทดีเป็นกุศล เวทีใหม่ที่เราจะเวียนว่ายตายเกิดก็ไปอยู่ในกามสุคติภูมิ ๑๑

และถ้าหากเราสามารถทำชีวิตให้สูงเหินฟ้าท้าทำลายกิเลสได้ เราก็จะมีมรรคจิตและผลจิตเกิดขึ้น สิ้นสุดจาการเวียนว่ายตายเกิดได้

นี่คือเรื่องราวที่เราต้องเรียนวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:07:26 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 4


"ด้วยความหลงระเริงมัวเมา ขลาดเขลานี้...จึงทำให้ชีวิตต้องเที่ยวไปกับความทุกข์อย่างไม่รู้จบ

หยุดเถิด! แล้วให้เวลากับชีวิตมาคิดถูกคิดดี และหาทางหนีไปจากความจำเจแห่งทุกข์นั้นด้วยปัญญาที่จะพาให้ท่านพ้นทุกข์ได้"



ชีวิตของเราก่อนนั้นเรามีความไม่รู้ เราจึงหลงระเริง มัวเมา และขลาดเขลามาตลอด จึงทำให้ชีวิตต้องเที่ยวไปกับความทุกข์อย่างไม่รู้จบ เพราะเรามีความรักก็ไม่รู้จบ คือ รักตัวเอง

เรารักตัวเราเองมาก ๆ เลย ไม่ว่าเราจะเกิดเป็นอะไรเราก็รักตัวของเราเองเสมอ เมื่อเรามีรักไม่รู้จบเราก็มีความทุกข์ก็ไม่รู้จบเช่นกันไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนใจของเราก็ยังภักดีกับตัวเราเองไม่มี สิ้นสลาย

ตอนนี้ใครแก่บ้างแล้วยกมือขึ้น ? เมื่อเรารู้ว่าตัวเราเองแก่แต่เราเลิกรักตัวเองหรือไม่? ไม่ เพราะเรารักชีวิตตนเองที่สุด ไม่ว่าจะแก่อย่างไรเราก็รักเราก็ดูแล ไม่ว่าจะแก่อย่างไรเราก็ยังคงล้างหน้า แต่งหน้า แต่งตา ทาแป้ง แต่งตัว เพราะกลัวเขาว่า กลัวแดดร้อน กลัวทุกอย่าง

ด้วยความตนเองจึงทำให้ชีวิตของเราเที่ยวไปกับความทุกข์ไม่รู้จบ เพราะการที่เราต้องคอยดูแลชีวิตนั้นเป็นความทุกข์ไม่รู้จบ

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:08:00 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 5


"หยุดเถิด! แล้วให้เวลากับชีวิตมาคิดถูกคิดดี และหาทางหนีไปจากความจำเจแห่งทุกข์นั้นด้วยปัญญา ที่จะพาให้ท่านพ้นทุกข์ได้"



บางท่านที่มาเรียนในวันนี้อาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดูซ้ำซากสักหน่อยเพราะได้เรียนจบไปหลายรอบแล้ว บางคนก็จบอภิธรรมเอกบัณฑิตแล้วก็มาเริ่มเรียน แต่อย่าลืมว่า ชีวิตเรียนไม่รู้จบ เพราะยังมีแง่มุมอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไม่ได้วิเคราะห์ ที่ผ่านมาเราอาจจะเรียนกันตามตำรา

ถ้าหากเราไม่คิดให้ดีแล้ว เราก็จะเชื่อตามตำราโดยปราศจากเหตุผล ยกตัวอย่างเช่นนักศึกษาเก่า ๆ ก็จะเรียนมาแล้วว่า จิตเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ต้องมีเจตสิกประกอบด้วย ซึ่งในปริจเฉทที่ ๘ มีอยู่บทหนึ่งที่สอนเกี่ยวกับปฏิสนธิจิตและมีคำว่า "ปฏิสนธิเจตสิก"

ถ้าหากเราไม่เข้าถึงความเป็นจริง เมื่อเราได้พบกับคำนี้เราก็จะคิด "เอ๊ะ.. ปฏิสนธิเจตสิกมันเกิดได้อย่างไร ?" แต่ถ้าเราเข้าใจว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนี้แม้จะพูดถึงจิต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตนี้ก็มีเจตสิกด้วยตามที่พระสัพพัญญุตาญาณพระองค์ทรงเห็นความเป็นไปความละเอียดสุขุมคัมภีรภาพ เราก็จะไม่แปลกใจ

และเมื่อศึกษาแล้วก็จะเห็นเลยว่า เราบงการชีวิตไม่ได้ เพราะเรามีสิ่งที่บงการชีวิตก็คือ อำนาจกรรม ที่ทำให้ชีวิตเป็นไปอย่างนั้น เป็นไปอย่างนี้ตราบนานเท่านาน ทำให้ชีวิตนี้ไม่พ้นไปจากทุกข์ได้ จึงเขียนคำกลอนสอนใจท่านว่า.....

"ในความหวังก็ให้หวังที่สูงสุด
แต่อย่าลืมความโทรมทรุดสุดนึกฝัน
ชีวิตเราเล่นละครกันทุกวัน
ไม่มีใครซ้อมทันก่อนแสดง"


โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:09:59 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 6


เพราะทุกวันนี้ การมีชีวิตของเราตามปกติที่จะรู้ว่า " ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม" เรามีสติทันไหมว่านั่นคือวิบาก? แล้วที่จะทำกรรมใหม่เราซ้อมหรือยังว่าจะเดินไปบทที่ดี ? เราไม่มีการซ้อมกันเลย เพราะชีวิตเราอ่อนซ้อมไปหน่อย

ไม่มีใครซ้อมทันเลยเพราะโกรธไปแล้ว ทั้งๆ ที่ เขาไม่ได้พูดให้เราโกรธ แต่สติเราเกิดตามไม่ทัน เราได้โกรธไปแล้ว

เราซ้อมไม่ทันกับบทบาทนิ่ง กับบทบาทอภัย กับบทบาทใจดี บทบาทเหล่านี้เราไม่ค่อยมีเลย ไหนใครไม่ค่อยมีบทบาทนี้เลย คือ บทบาทนิ่ง บทบาทอภัย บทบาทใจดี ... ยกมือขึ้น เห็นไหม? ไม่มีเลย

เราจึงเป็นนักแสดงรุ่นเดียวกันคือรุ่นนางร้ายนายร้าย ที่ เขาไม่เอาไปเป็นพระเอกนางเอกหรอก จึงไม่มีใครซ้อมทันก่อนแสดง ..นี่คือ ตอนเป็น แล้วตอนที่จะตายล่ะใครซ้อมตายบ้าง ทุกวันนี้ใครซ้อมตายบ้าง? ยังไม่ได้ซ้อมเลยเพราะยังหากันไม่รู้จักหยุด

เคยคิดไหมว่าถ้าหากเราจะต้องตายเราจะกำหนดอย่างไร เราจะวางชีวิตของเราในอารมณ์อย่างไร?

ถ้าจะต้องมีความเจ็บมากเราเคยซ้อมหรือยังว่า อาการเจ็บนี้เราจะวางใจอย่างไร?

ทุกขเวทนาต่าง ๆ มีมาธรรมดาแล้วมันก็หมดไปเป็นธรรมดา แต่การที่เราไม่เคยซ้อม ดังนั้น ที่มีมาอย่างธรรมดาก็ไม่ธรรมดา..เพราะไม่รู้ ที่ดับไปก็ไม่ธรรมดา..ก็เพราะไม่รู้อีกนั่นแหละ และคิดว่ามันเที่ยง

เมื่อไม่มีใครซ้อมตายได้ จึงเป็นหน้าที่ของอำนาจแห่งกรรมที่กระทำไว้บ่อย ๆ คือ อาจิณกรรม ที่จะมาพาให้ชีวิตนี้เป็นไป

เช่น เมื่อพบกับทุกขเวทนาอย่างแรงหรือดีใจอย่างสูงสุดแล้ว ความเคยชินที่จะมาแสดงบทนั้นเป็นอะไรคะ ? เป็นโลภะ โทสะ โมหะ ก็คือ กิเลส ฉะนั้น กิเลสก็จะชักใยให้เป็นไปในวัฏฏะสงสารเรื่อยไป

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:24:05 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 7


ถ้าทุกคนจะตั้งความหวัง ก็ให้หวังในสิ่งที่ดีไว้สูงสุด .. อะไรคือสิ่งที่สูงสุดและประเสริฐด้วย สิ่งนั้นก็คือความจริง และความอันจริงนี้ใครเป็นผู้รู้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงรู้ทั้งหมดและรู้จริง ๆ

ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อท่านก็ต้องลองศึกษาดู เพราะแต่ละท่านไม่เคยรู้จักพระพุทธเจ้า แต่เรารู้จักเพียงเกียรติคุณอันเกิดจากพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณของพระองค์ท่าน

แต่เราจะรู้จักพระพุทธเจ้าได้ด้วยตัวเราเองเลย เพราะพระองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต "

ในการศึกษาธรรมโดยเฉพาะพระอภิธรรมนี้ จะทำให้เราจะเข้าใจจนเกิดความปลื้มใจ และศรัทธาเคารพในพระพุทธเจ้าเลย เพราะธรรมเหล่านี้ มีเหตุผลที่ไม่มีใครค้านได้เลยในโลกนี้ ต่อให้เก่ง เฮง เลิศ อย่างไรก็แล้วแต่ก็มาค้านไม่ได้ เพราะว่าธรรมะของพระองค์นี้ ล้วนเต็มไปด้วยเหตุและผล

ชีวิตของเรานั้นคงกันได้อีกไม่นานนัก เพราะใช้ชีวิตมาเกินครึ่งคนแล้ว เราควรมาสร้างความรู้ตรงนี้เพื่อที่จะเป็นนักแสดงที่ดี มีบทละครที่ดีไว้ให้ตัวเองเล่นโดยเราจะมาเขียนสคริปต์ให้ตัวเอง ไม่ให้มีบทที่แสดงอกุศลที่ประกอบไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ แล้วให้เรามีบทอันเป็นกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา เริ่มเขียนบทนั้นแล้วก็แสดงบทนั้น ก็จะเป็นนักแสดงที่กำหนดได้

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:24:32 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 8


"ในความหวังก็ให้หวังที่สูงสุด"



คนทางโลกนั้นเขาสอนกันมาว่า ..เราต้องสร้างความหวัง ให้มีพลังบำรุงใจ หมดความหวังลงไปเมื่อไร ชีวิตหม่นไหม้เศร้าระทม หวังในรัก หวังในเรียน ต่างพากเพียรจนได้ชื่นชม เพราะความหวังเป็นพรพรหม ให้ชีวิตสุขสมนานา เมื่อพบความผิดหวัง อย่าชิงชังอย่าหมดศรัทธา เพราะโลกที่รุ่งเรืองมาก็ด้วยชีวาที่มีความหวังเอย....

เขาสอนเรามาอย่างนี้ว่าให้เรามีความหวัง อย่างตอนที่เราเรียน พ่อแม่เราก็บอกว่า เรียนไปลูกอนาคตจะได้ดี เรียนตรงนี้เถิดโตขึ้นจะได้ไปเป็นหมอ จะได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ จะได้เป็นวิศวะ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน

แต่มีใครสอนเราไหม? ลูกตั้งใจเรียนจะได้เป็นขอทานดี ๆ ..ไม่มี เอ้า ...ลูก กิน กิน ซะจะได้ตาย..ไม่มี ลูกตั้งใจเรียนนะ ตั้งใจเอ็นฯ ไปจะได้สอบตก..ไม่มี แต่เขาสอนให้เราดีหมดเลย คือสอนให้เราหวังสูงสุดตามสภาพตามความสามารถของเรา

ตอนนี้ก็ขอให้ทุกคนสร้างความหวังว่า เราจะเป็นผู้ศึกษาพระอภิธรรมอันเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้สอน ไม่ใช่จำให้ได้หมด.. แต่ให้เข้าใจ

อย่าท้อกับชื่อที่ยาวๆ ของจิต เพราะชื่อมันเยอะมากเลย อย่างเช่นอกุศลจิต มี ๑๒ ชื่อ ก็อย่าไปติดตรงชื่อนะ แต่ส่วนมากไปติดตรงชื่อว่าเรียนมาสองอาทิตย์แล้วยังจำไม่ได้เลย

แต่ถามว่าเราเข้าใจไหม? เพราะความเข้าใจดีกว่าจำได้ ผู้ที่จำได้แต่ไม่เข้าใจไม่ดีเลย ก็คือพระอาจารย์ใบลานเปล่า หรือนักเรียนใบลานเปล่านั่นเอง ..จึงขอให้เข้าใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:25:28 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 9


"แต่อย่าลืมความโทรมทรุดสุดนึกฝัน"



ในชีวิตของเรานี้ที่เรายังทำงานอยู่ แต่เราไม่เคยนึกไม่เคยฝันเลยว่าร่างกายของเราต้องเสื่อมชราและไปถึงมรณะ ฉะนั้น อย่าลืมว่า ...เรามีความแก่เป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นของธรรมดา ซึ่งเราไม่ค่อยฝันกันเลย

อาทิตย์ที่แล้วเป็นอาทิตย์ไหว้ครู มีพระเถรานุเถระมาทำพิธี สวดมนต์ตรงนี้ห้องนี้ และวันนี้ก็เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง คือ วันนี้ ( ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๑) เป็นวันครบรอบ ๕๑ ปีการก่อตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้

เห็นไหม? คะว่าเกิดมาก่อนเราก็มี อายุแก่แล้วเกิน ๕๐ ปีแล้ว แต่ที่นี่ถ้าเป็นมูลนิธิแก่แบบไหน? แก่ความรู้ใช่อยู่นาน

๕๑ ปีแห่งความหลัง .. ความหลังครั้งนั้นก็คือท่านพระอาจารย์บุญมี เมธากูร ท่านมีความหวังให้เราทุกคน เพื่อนประชาชน พุทธบริษัททั้งหลายมีสถานที่ มีความถูก คือมีความรู้จริง คือให้ความหวังอันสูงสุดว่า หวังจะได้ไปพ้นทุกข์

นิพพานัง ปรมัง สุขขัง นิพพานัง ประมัง สูญญัง นิพพานเป็นบรมสุขอย่างยิ่ง นิพพานเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ดับสูญไปแล้วจากกิเลส ตัณหา ราคะ ต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เมื่อดับไปแล้วการเวียนว่ายตายเกิดก็มีขึ้นไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นล้อจักร ที่จะทำให้ชีวิตหมุนไป

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:26:22 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )


  สลักธรรม 10


๕๑ ปีที่แล้ว ..มูลนิธิแห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นมาที่บ้านเลขที่ ๓๐๑ ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี คือบ้านท่านพระอาจารย์บุญมี แล้วใช้เงินส่วนตัวจำนวน ๒๐๐.๐๐๐ บาท เป็นทุนจดทะเบียน

นับตั้งแต่ก่อตั้งมาอาจารย์บุญมีท่านได้ดำเนินการสอนพระอภิธรรมมาโดยตลอด โดยเริ่มต้นสอนที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ในขณะนั้นที่ท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นประธานพุทธสมาคม ในวันเสาร์-อาทิตย์นั้น จะมีนักศึกษามาเรียนประมาณสองร้อยคนขึ้นไป หลังจากนั้นก็ย้ายมาที่ศาลโพธิ์ลังกา ใกล้ๆ วิหารพระนอนวัดโพธิ์

ต่อมาพระสังฆราชปุ่น ปุณสิริ ได้เห็นความสำคัญของพระอภิธรรมจึงได้มอบบริเวณสังฆาวาสส่วนหนึ่งให้สร้าองอาคารเพื่อการเรียนการสอน โดยใช้เงินประชาชนที่ศรัทธามาสร้างอาคารสามชั้นขึ้นมา ชื่อว่ามงคลทิพย์ อภิธรรมมูลนิธิ แล้วก็มีการพิสูจน์การเวียนว่ายตายเกิด ผีสาง เทวดา โดยอาจารย์ก็ที่อยู่ที่นั่น

จนกระทั่งทุกอย่าง ทรุดโทรมสุดนึกฝัน เราจึงต้องวิ่งหาสถานที่ คือได้ที่แห่งนี้ ...ต้องบอกว่าหาได้ด้วยตัวเอง แล้วก็มาสร้างที่นี่ หาเอง ทำเอง ก่อสร้างเอง แล้วก็ให้ท่านอาจารย์บุญมีย้ายมาที่นี่ แต่พอท่านย้ายมาได้ไม่นานท่านอาจารย์บุญมีก็ป่วยแล้วก็มรณภาพ ไป

นี่คือ ๕๑ ปีแห่งความหลัง .. ซึ่งในบัดนี้มูลนิธิก็ยังมีทุกอย่างอันอุดมสมบูรณ์ให้ท่านเข้ามาศึกษาได้

โดย น้องกิ๊ฟ [24 มี.ค. 2551 , 13:26:57 น.] ( IP = 125.26.40.187 : : )
[ 1 ] [ 2 ][ 3 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org