| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
จิต คืออะไร? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1จิต คืออะไร เป็นคำถามที่ตั้งขึ้นมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่โบราณกาลมาจนถึงในปัจจุบัน แต่ก็หามีผู้ใดเข้าถึงความจริงไม่ แม้ว่านักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายจะได้ค้นคว้าทดสอบด้วยประการใด ๆ ก็ตาม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า "จิต คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์" (อารมฺมณ วิชฺชานน ลกฺขณํ) ด้วยเหตุนี้ เราก็จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจในคำว่า "อารมณ์" คืออะไรด้วยท่านก็แสดงเอาไว้อีกว่า "อารมณ์" ก็คือ ธรรมชาติที่ถูกจิตรู้ หรือธรรมชาติที่จิตเข้าไปจับ นั่นเอง
ก็จะเห็นได้ว่า จิตจะเกิดขึ้นโดดเดี่ยวแต่ลำพังไม่ได้เสียแล้ว เพราะจะต้องมีอารมณ์เข้ามาร่วมด้วย คือ อารมณ์เป็นตัวถูกจิตเข้าไปรู้ และจิตเป็นตัวรู้ ท่านยังแสดงด้วยว่า ในโลกนี้ เมื่อย่นย่อลงแล้วก็มีธรรมชาติอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ ธรรมชาติที่ "รู้" อย่างหนึ่ง และ ธรรมชาติที่ "ไม่รู้" อีกอย่างหนึ่ง
ธรรมชาติที่ "รู้" ได้แก่ จิต (รวมทั้งเจตสิกด้วย) เรียกว่า เป็นนามธรรมธรรมชาติที่ว่ารู้ ก็ได้แก่ รู้ในเรื่องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส สัมผัสทางกาย และคิดนึกได้
ธรรมชาติที่ "ไม่รู้" ได้แก่ รูป ซึ่งได้แก่สสารและพลังงาน เป็นรูปธรรม สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนาเรียกว่า "รูป" เป็นธรรมชาติที่ถูกผันแปรเปลี่ยนแปลงไปด้วยด้วยอำนาจของความเย็นและร้อน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ต้นไม้
แต่จิตจะเกิดขึ้นมาทำความรู้สึกเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัสทางกาย และคิดนึกก็จำเป็นจะต้องมีอารมณ์ คือตัวที่จิตเข้าไปรู้ นั่นก็คือจะต้องมีอารมณ์มาร่วมประชุม ซึ่งเราเรียกันโดยทั่วไปว่า มีอารมณ์มากระทบ แต่อารมณ์ที่มากระทบนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นรูปเสมอไป อาจจะเป็นนาม หรือเป็นบัญญัติที่สมมติกันขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้าไม่มีอารมณ์มากระทบเลย จิตจะเกิดขึ้นมาเฉย ๆ ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 เม.ย. 2551 , 08:37:07 น.] ( IP = 58.9.143.52 : : )
สลักธรรม 2ตัวอย่างเช่น ความรู้สึก "เห็น" เกิดขึ้น ก็จะต้องมี "รูปารมณ์" คือ รูป อันได้แก่คลื่นของแสงที่สะท้อนจากวัตถุมากระทบกับจิตที่ประสาทตา
ความรู้สึก "ได้ยิน" เกิดขึ้น ก็จะต้องมี "สัททารมณ์" คือ รูป อันได้แก่คลื่นของเสียงมากระทบกับจิตที่ประสาทหู
ความรู้สึก "ได้กลิ่น" ก็จะต้องมีคันธารมณ์ คือ รูปอันได้แก่กลิ่นมากระทบกับจิตที่ประสาทจมูก
ความรู้สึก "รู้รส" ก็จะต้องมี รสารมณ์ คือ รูป อันได้แก่รสต่าง ๆ มากระทบกับจิตที่ประสาทลิ้น
ความรู้สึก "เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง" ทางกาย ก็จะต้องมีโผฏฐัพพารมณ์มากระทบกับจิตที่ประสาทกาย
ความรู้สึก "คิดนึก" เกิดขึ้นก็จะต้องมี ธัมมารมณ์ ซึ่ง ได้แก่อารมณ์ที่มากระทบทางใจที่หทยวัตถุ
สำหรับธัมมารมณ์ คือ เรื่องราวที่คิดนึกนั้น อารมณ์อาจจะเป็นรูปก็ได้ หรือเป็นนาม คือความยินดีอยากจะได้ก็ได้หรืออารมณ์ที่เป็นบัญญัติที่สมมติขึ้น เช่น นายแดง นายคำ ก็ได้
อย่างไรก็ดี "จิตทั้งหลายจะต้องมีที่อาศัยเกิด" เช่น "จิตเห็น" จะต้องเกิดที่ประสาทตา จิตได้ยิน ก็จะต้องเกิดที่ประสาทหู ได้กลิ่น ต้องเกิดที่ประสาทจมูก รู้รส ต้องเกิดที่ประสาทลิ้น รับสัมผัสทางกาย ต้องเกิดที่ประสาทกาย และคิดนึกจะต้องเกิดที่หทยวัตถุ คือ ภายในหัวใจ อันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิต
การงานของจิตใจตามทวาร คือ ประตูต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้ว ถ้าได้ศึกษาโดยละเอียดก็จะเห็นความวิจิตรพิสดารมากไม่ได้เป็นไปอย่างที่ผู้ใดคาดคิด หรือไม่มีใครคาดคิดเข้าไปให้ใกล้เคียงได้เลย
สรุปความเรื่องจิตก็แสดงว่า จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์และอารมณ์เป็นธรรมชาติที่จิตเข้าไปจับ และถ้าตั้งคำถามโดยยกตัวอย่างขึ้นมาก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 เม.ย. 2551 , 08:42:12 น.] ( IP = 58.9.143.52 : : )
สลักธรรม 3ท่านทั้งหลายเห็นหนังสือที่ท่านถืออยู่หรือไม่ "เห็น" ก็เป็นจิต "หนังสือ" ที่เห็น ก็เป็นอารมณ์ หนังสือเป็นตัวที่จิตเข้าไปจับ
ท่านทั้งหลาย ได้ยินเสียงนกร้องไหม "ได้ยิน" ก็เป็นจิต "เสียงนกร้อง" ที่ได้ยินก็เป็นอารมณ์ เป็นตัวที่จิตเข้าไปจับ
ท่านทั้งหลายลองคิดถึงสามี ภรรยา บุตร หรือธิดาดูทีหรือ "คิดถึง" ก็เป็นจิต สามี ภรรยา บุตร ธิดา ก็เป็นอารมณ์ เป็นตัวที่จิตเข้าไปจับ
จิตอย่างเดียวเกิดไม่ได้ จะต้องมีอารมณ์เข้ามากระทบเสมอไป เหมือนพูดว่ามีพี่ก็จะต้องมีน้อง มีสามีก็จะต้องมีภรรยา มีครูบาอาจารย์ก็จะต้องมีศิษย์ จะมีอย่างเดียวจะได้หรือ จะมีแต่พี่ น้องไม่มี จะมีแต่สามี ภรรยาไม่มี จะมีครู แต่ศิษย์ไม่มี จะได้หรือ จิตจะว่างจากอารมณ์ ที่ชอบพูดว่าจิตว่างจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะจิตทั้งหลายก็ย่อมมีอนุสัยกิเลส เพราะไม่ใช่พระอรหันต์ และจิตจะเกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวเดียวดายได้หรือโดยไม่มีสภาวะรองรับเลย ลองค้นหาหรือพิสูจน์กันเมื่อใดก็ได้
อีกประการหนึ่ง จิตเกิดขึ้นอยู่ที่ไหน อารมณ์ก็จะอยู่ ณ ที่นั้น จิตเกิดขึ้นทางทวารใด อารมณ์ก็จะอยู่ทางทวารนั้นเสมอไป และอารมณ์ที่เป็นรูปต่าง ๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ ปากกา มันก็ยังคงเป็นรูปอยู่นั่นเอง เราเรียกว่าเป็น "อารมณ์" เฉพาะที่มาเป็นตัวการทำให้จิตเกิดขึ้นเท่านั้น
เท่าที่บรรยายมา เป็นการพยายามที่จะให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย พอเป็นแนวทาง แต่เหตุให้เกิดอารมณ์โดยหลักการท่านได้วางเอาไว้โดยพิสดาร แล้วมีตัวเลขกำกับเอาไว้ทั้งสิ้น
คนไทยส่วนใหญ่มีสัมโนครัวเป็นชาวพุทธ แต่ศึกษาพุทธศาสนาจริงจังไม่มากเท่าใด ด้วยเหตุนี้ จึงแยกศาสนาพราหมณ์ออกจากศาสนาพุทธไม่ได้ แล้วคิดว่า ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาพุทธไป เพราะพราหมณ์บางลัทธิยึดถือพระอิศวร และเทวดาในชั้นต่าง ๆ เอามาเป็นที่พึ่ง ทั้งก็เพราะมีผู้ที่ทำสมาธิมาก จนมีความสามารถพิเศษที่ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า "อภิญญาจิต" ติดต่อกับบรรดาเทวดาชั้นต่าง ๆ ได้ ก็เลยถือพระอิศวรและบรรดาเทวดาชั้นต่าง ๆ เหล่านั้นผู้มีความสามารถพิเศษ เช่น ดลบันดาลให้ตนรอดและปลอดภัย หรือมีลาภผลใด ๆ ตามที่ตนปรารถนา (ติดต่อกับผีสางเทวดาได้เท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องได้อภิญญาเสมอไป)
คนไทยมิใช่น้อยก็คิดดังนี้ จึงได้สู้อุตส่าห์เดินทางไปแม้ว่าจะไกลแสนไกล ต้องลำบากกายลำบากใจ และเสียเงินทองมากมาย เพื่อหวังจะได้บนบานศาลกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา และพระภูมิเจ้าที่ หรือต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่มีรุกขเทวดประจำอยู่ หรือมีข่าวเล่าลือว่ามี่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บอกเบอร์ลอตเตอรี่ได้ที่ไหน ก็จะพากันไปอย่างล้นหลามเป็นพันเป็นหมื่น เพื่อหวังจะได้ลาภโดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 เม.ย. 2551 , 08:48:09 น.] ( IP = 58.9.143.52 : : )
สลักธรรม 4
ผู้ศึกษาธรรมะในขั้นละเอียดลึกซึ้งก็จะทราบว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทวดานั้นมีจริง ๆ แต่ก็ไม่มีความสามารถที่จะดลบันดาลอะไรให้ใครได้ตามชอบใจ ถ้าดลบันดาลให้เพราะการคารวะกราบไหว้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเรียนเรื่องของกรรมดีกรรมชั่ว ที่มีความยุ่งยากและพิสดาร หรือพระพุทธศาสนาไม่ต้องมีก็ได้ เพราะต้องการอะไรก็ไปขอเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาได้ง่าย ๆ ก็แล้วกัน
อย่างไรก็ดี บรรดาเทวดาและสิ่งศักดิ์ที่กล่าวมานั้น เกิดมาได้ด้วยจิตเป็นกุศล ดังนั้น การคารวะกราบไหว้จึงเป็นมงคล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้กราบไหว้ แต่มิได้สอนให้ขอลาภผลอะไร ถ้าจะว่าตามความจริงแล้วเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธื์เหล่านี้ บางท่านก็มีอำนาจจิตสามารถสนับบสนุน หรือส่งเสริมได้บ้างตามสมควร ตามอำนาจของกรรมที่ผู้นั้นได้ทำ
เพราะสมาธิของผู้ที่ได้ฌานในชั้นต่าง ๆ เหล่านั้น จะมีความสามารถมากมาย และสามารถมี "อภิญญาจิต" ได้ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเข้าไปศึกษา คือ ท่านอาฬารดาบสกับอุทกดาบส ผู้ได้ถึงอากิญจัญญายตนฌาน และฌานขั้นสูงสุด คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาอยู่ไม่เท่าใดก็เสด็จจากไป เพราะสมาธินั้น ถึงจะทำให้มากมายก่ายกองอย่างไร ก็ถึงซึ่งความพ้นทุกข์ไม่ได้
บรรดาผู้ทำสมาธิจนได้ฌานขั้นสูงสุด ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ยังต้องแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตต่อ ๆ ไป เพราะกิเลสทั้งหลายได้แต่ถูกข่มเอาไว้ โผล่ขึ้นมาไม่ได้ด้วยอำนาจของสมาธิเท่านั้น วันใดวันหนึ่งอำนาจของสมาธิเสื่อมลง วันนั้นกิเลสทั้งหลายที่ข่มเอาไว้ก็จะเสนอตัวขึ้นมาใหม่อีก
อำนาจของสมาธิ มิได้ทำให้เกิดปัญญาทราบว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้แต่จิตใจก็คิดว่ามันเที่ยง มันเป็นอมตะไม่รู้จักดับ เพราะว่าจิตนั้นเกิดดับอยู่โดยรวดเร็วอย่างเหลือเกิน จนเกินกว่ากำลังของผู้มีแต่สมาธิจะทราบได้ ไม่มีปัญญาจึงไม่อาจทราบว่าจิตใจนั้นมีความเกิดับอยู่ตลอดเวลา และเกิดดับอยู่อย่างรวดเร็วต่อ ๆ กันไปไม่ขาดสาย จนผู้ทำสมาธิเข้าใจผิดไปจึงเข้าใจว่าจิตเป็นอมตะ หรือเป็นสิ่งกายสิทธิ์ไป คนไทยบางท่านก็คิดดังนั้น
เหมือนไฟฟ้า ที่ทำให้หลอดไฟสว่างอยู่ตลอดเวลา แท้จริงมันเกิดดับติดต่อกันไปไม่ขาดสายโดยรวดเร็ว แต่สายตาของเราจับความดับของมันไม่ทัน เพราะมันเกิดดับติด ๆ กันไปหรือเหมือนกับไฟฟ้าที่เขาทำไว้โฆษณา มันเกิดดับต่อ ๆ กันไปโดยรวดเร็ว จนทำให้เราเข้าใจว่า ไฟฟ้ามันวิ่งได้โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 เม.ย. 2551 , 08:52:42 น.] ( IP = 58.9.143.52 : : )
สลักธรรม 5
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนเลยแม้แต่สิ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นรูป หรือเป็นนามก็ตาม ล้วนแต่มีความผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาทุก ๆ วินาที จิตก็โดยทำนองเดียวกันแม้แต่รูปที่เราเห็นว่ามันใหญ่โต หรือกว้างขวาง แท้จริงก็เป็นหน่วยเล็ก ๆ เรียกว่า "ปรมาณู" มารวมกัน ( ปรมาณูในพระพุทธศาสนา)
ในบทสวดมนต์จึงได้กำหนดเอาไว้ว่า....
สัพเพสังขารา อนิจจา = สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีการปรุงแต่งย่อมไม่เที่ยง ย่อมจะผันแปรเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอตลอดเวลา สรรพสิ่งทั้งหลายก็ได้แก่จิต ๘๙ หรือ ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ประเภท
สัพเพสังขา ทุกขา = สรรพสิ่งทั้งหลายที่มีการปรุงแต่งย่อมจะเป็นทุกข์ (ทุกข์ไม่ใช่เจ็บป่วยไม่สบายอย่างเดียว) หมายถึงสรรพสิ่งทั้งหลาย ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ได้แก่จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ประเภท
สัพเพธัมมา อนัตตา = ธรรมชาติทั้งหมด (ทั้งที่มีการปรุงแต่ง หรือมิได้ปรุงแต่ง) ย่อมไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ หรือสิ่งของอะไร สักแต่ว่ามาประชุมกันชั่วคราวแล้วก็สลายตัวไปบังคับบัญชามันไม่ได้ (ทุกวินาที) ได้แก่จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘
สำหรับสัพเพธัมมานี้ หมายถึงธรรมชาติทั้งหมดรวมถึงพระนิพพานด้วย แต่นิพพานมิได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย นิพพานเป็นนิจจังเป็นสุขขังแต่เป็นอนัตตาโดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 เม.ย. 2551 , 08:56:00 น.] ( IP = 58.9.143.52 : : )
สลักธรรม 6
ตามที่แสดงมานี้ ก็จะเห็นได้ว่า พระธรรมทั้งหลายพูดเอาตามชอบใจไม่ได้ เพราะพระสัมมาสัพุทธเจ้าได้ควบคุมเอาด้วยตัวเลขทั้งหมด เฉพาะที่แสดงนี้เป็นแม่บทเท่านั้น
พระธรรมทั้งหมดผู้ศึกษาจะได้เห็นว่ามีตัวเลขกระจายอยู่ทั่วไป ผมนำมาเสนอให้ท่านได้เห็น เพื่อจะให้ท่านเข้าใจในพระธรรมว่า ถ้ามิได้มีตัวเลขควบคุมเอาไว้แล้ว ไม่นานนัก พระพุทธศาสนาก็ต้องล้มละลาย เพราะใครต่อใครก็จะตีความเอาเองก็ได้ตามชอบใจ เพราะคนที่ไม่ยอมศึกษาพุทธศาสนาที่ลึกซึ้ง คิดว่าพุทธศาสนานั้นตื้น ๆ ชอบคิดชอบตีความอยู่แล้ว
สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่า รูป หรือ นาม ก็ย่อมจะไม่มีสิ่งใดตั้งมั่นอยู่ได้ ผู้ไม่ได้ศึกษาให้มีความเข้าใจก็คิดเอาง่าย ๆว่า จิตนั้นเป็นอมตะ เป็นสิ่งกายสิทธ์ ทั้งล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ด้วย เมื่อสรรพสิ่งทั้งหลายมาว่าไม่เที่ยงแล้ว จิตจะเป็นสิ่งกายสิทธิ์ และล่องลอยไปเกิดได้อย่างไร ก็เป็นการไม่ถูกต้องตามสภาวธรรม
นอกจากนี้แล้วยังชอบพูดว่า จิตดวงเดียวชอบท่องเที่ยวไป นี่แสดงว่าจิตไม่มีความดับ ซึ่งผิดกับหลักของธรรมชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางเอาไว้ เพราะในโลกนี้หรือโลกไหนไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนแม้แต่สักวินาทีหนึ่ง แท้จริงเวลาจิตเกิดนั้น มีเหตุประชุมกันมากมายทั้งรูปทั้งนามแต่จิตนั้นเป็นประธาน เป็นหัวหน้าเป็นผู้นำให้ท่องเที่ยวแสวงหาอารมณ์ต่าง ๆ แต่หาได้เกิดขึ้นมาแต่จิตอย่างเดียวโดดเดี่ยว และไม่มีการเกิด-ดับ ซึ่งผิดสภาวะได้ไม่
จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่มีความเกิดดับสืบต่อกันไปไม่ขาดสาย ไม่ว่าเวลาหลับ เวลาตื่น ไม่ว่าตอนเกิดหรือตอนตาย เพราะเป็นอนันตรปัจจัย ซึ่งท่านผู้ใดศึกษามีความเข้าใจแล้วก็จะได้เหตุผลข้อเท็จจริงพร้อมด้วยบทพิสูจน์ทุกประการว่า ทำไมมันจึงดับ แล้วทำไมมันจึงเกิดใหม่ไม่ขาดสาย
เปรียบเหมือน "เซลล์" ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นร่างกาย มันแยกด้วยตัวเองแล้วก็ขาดออกจาก ๑ เป็น ๒ เป็น ๔ แล้ว เซลล์ทั้งหมดก็ได้ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยจากเซลล์ตัวเดิมมาทั้งหมด
จิตก็โดยทำนองนี้ เพราะจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์แล้วก็เก็บอารมณ์ต่าง ๆ เอาไว้ในจิตใจ เราจึงจำสีเขียว สีแดง จำ ก.ไก่ ข.ไข่ได้ ตลอดจนจำภรรยา สามี หรือเรื่องราวต่าง ๆ เอาไว้ แม้การสอบไล่ของนักศึกษา ก็เอาของเก่าที่เคยศึกษาเล่าเรียนแล้ว เก็บเอาไว้ในจิตใจออกมาตอบในข้อสอบ ส่วนคิดนึกไม่ออกนั้น ก็เพราะกำลังแรงของอารมณ์ไม่พอ หรือมีความสันทัดจัดเจนน้อยไป หรือไม่ได้คิดนึกบ่อย ๆ ด้วยไม่ได้มีความสนใจ
เมื่อจิตเกิดดับสืบต่อกันไปแล้ว การสืบทอดทุกอย่างก็ติดตามไปเหมือนกับเซลล์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้วยเหตุนี้เอง ความสันทัดจัดเจนต่าง ๆ ก็ติดตามไปด้วยทุกอย่าง ตลอดจนเรื่องของบุญ ของบาป เรื่องอุปนิสัยใจคอก็สืบต่อไปด้วยเช่นเดียวกัน
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 เม.ย. 2551 , 09:03:24 น.] ( IP = 58.9.143.52 : : )
สลักธรรม 7ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ คงจะก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่ท่านทั้งหลายอยู่บ้าง ถ้าท่านค่อย ๆ ศึกษาต่อ ๆ ไปแล้วก็จะเห็นว่า ในพระอภิธรรมปิฎกนั้นมีคำอธิบายอยู่พร้อมบริบูรณ์
จิตกับวิญญาณต่างกันหรือไม่
คนไทยชอบพูดคำว่า "วิญญาณ" กันอยู่เรื่อย ๆ เช่น วิญญาณออกจากร่างแล้วไปเกิดใหม่ วิญญาณนางนาคพระโขนง วิญญาณของคนตายมาเข้าฝัน
แท้จริง ตามหลักของสภาวธรรม จิตกับวิญญาณนั้นก็อย่างเดียวกัน จิตก็แปลว่า รู้อารมณ์ และวิญญาณก็แปลว่ารู้อารมณ์เหมือนกัน ถ้าเช่นนั้น เหตุไฉนเล่าจึงไม่ใช้เพียงตัวเดียวจะได้ไม่ลำบากแก่ผู้ใช้ เหมือนคำในภาษาไทยก็เหมือนกัน เราใช้กันหลายอย่าง เพื่อให้เหมาะสมกับที่จะใช้ในที่นั้น เช่น คำว่า จิต บางทีเราก็ใช้คำว่า ใจไม่ดี หัวใจปวดร้าว ดวงกมล พระทัยขุ่นหมอง พระหฤทัยว้าวุ่น
คำว่า ใจ, หัวใจ, ดวงกมล, พระทัย, หฤทัย ก็ล้วนแต่หมายถึงจิตใจทั้งสิ้น แต่ผู้ใช้ก็จะต้องเลือกเอาเองว่า จะใช้คำไหนให้เหมาะสมกับเรื่องอะไร ในพระอภิธรรมปิฎกก็มีชื่อของจิตที่เป็นปรมัตถ์หลายชื่อเหมือนกัน เช่น
มโน มนสํ ทหยํ ปณฺฑรํ มน มนายตนํ มนินฺทริยํ วิญญาณํ วิญญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ
ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ต้นไม้ สัตว์เดรัจฉาน บางประเภทมีวิญญาณหรือไม่ ก็มีคำอธิบายทั้งนั้น สำหรับคำว่าจิต คำว่าวิญญาณ และคำอื่นๆ ท่านก็จะได้พบว่าใช้ในที่อย่างไร เมื่อได้ศึกษาต่อ ๆ ไป (เชิญอ่านเรื่องความมหัศจรรย์ของจิต)
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [2 เม.ย. 2551 , 09:08:46 น.] ( IP = 58.9.143.52 : : )
สลักธรรม 8เคยได้ยินว่า ธรรมทั้งหลายเกิดจากจิต ผมยังงง ๆ ว่าหมายถึงทุก ๆ สิ่งเลยหรือป่าวคับ อิอิ นอกเรื่องไปนิด
โดย น้องบู [2 เม.ย. 2551 , 10:07:04 น.] ( IP = 124.120.183.192 : : )
สลักธรรม 9เรื่องของจิตที่ได้อ่านในวันนี้ แม้จะเป็นเพียงการสรุปโดยย่อ แต่ท่านอาจารย์ก็ได้แทรกสาระสำคัญไว้อย่างครบถ้วนทั้งในเรื่องของจิตและสภาพธรรม รวมทั้งแก้ไขความเข้าใจผิดในเรื่องวิญญาณไปด้วยในตัว
กราบขอบพระคุณความเมตตาของท่านอาจารย์ และกราบอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะที่นำมาให้อ่านเสมอโดย น้องกิ๊ฟ [2 เม.ย. 2551 , 10:08:53 น.] ( IP = 125.26.42.45 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |