มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร




จิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเอาไว้เป็นหลักการ เป็นบาลีว่า "เย ธมฺมา เหตุปฺภวา" ซึ่งแปลว่า "ธรรมชาติทั้งหลายย่อมไหลมาจากเหตุ" ซึ่งก็หมายถึงผลที่ปรากฏขึ้นมาได้นั้นไม่มีผู้ใดมาดลบันดาล หรือเสกสรรค์ขึ้นมาได้ หากจะต้องมี "เหตุ" เป็นแดนเกิด ถ้าปราศจากเหตุเสียแล้ว จะปรากฏขึ้นมาเฉย ๆ ย่อมจะเป็นไปไม่ได้เลยเป็นอันขาด

ด้วยเหตุดังนี้เอง จิตจะเกิดขึ้นมาทำการเห็น จึงต้องอาศัยเหตุเหมือนกัน โดยแบ่งเป็นเหตุใกล้ ๒ เหตุ และไกล ๒ เหตุ รวมเป็น ๔ เหตุด้วยกัน ทั้งนี้สำหรับผู้เริ่มศึกษาเล่าเรียนเรื่องจิต เพราะถ้าว่าโดยละเอียดแล้วก็มีเป็นจำนวนมาก

๑. อดีตกรรม..... ๒. อารมณ์...... เป็น เหตุไกล
๓. เจตสิก..... ๔. วัตถุรูป....... เป็น เหตุใกล้

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [4 เม.ย. 2551 , 08:10:14 น.] ( IP = 58.9.143.113 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

๑. คำว่า อดีต หมายถึงกาลที่ล่วงไปแล้ว อาจจะเป็นกาลที่ล่วงไปแล้วในชาตินี้ หรือล่วงไปแล้วในชาติก่อน ๆ ก็ได้ ส่วนคำว่า กรรม หมายถึงการกระทำ จะเป็นการกระทำทางกาย วาจา ใจ หรือเป็นการกระทำทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็ได้ รวมกันเข้าก็หมายถึงกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วเก็บเอาไว้ในจิตใจ ในข้อนี้ ผมขออธิบายโดยทั่วไปเสียก่อนเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย

จิตจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องอาศัยกรรมที่ได้กระทำไปแล้วในอดีต ทั้งเป็นอดีตชาติ หรือชาติก่อน ๆ และอดีตในชาตินี้เพราะถ้าไม่มีอดีตกรรมเข้ามาเป็นตัวอุดหนุนแล้ว จิตก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลยเป็นอันขาด ถ้าได้ทำความเข้าใจในข้อนี้เสียให้ดีก็จะพ้นความสงสัยไปได้ว่า ชาติก่อนไม่มี จิตที่จะเกิดขึ้นมาทำการงาน เห็น ได้ยิน ได้คิดนึกในชาตินี้ก็ไม่มี หรือพูดสั้น ๆ ว่า ชาติก่อนไม่มี จะเห็น จะได้ยิน ไม่ได้

ได้กล่าวมาแล้วว่า ธรรมชาติของจิตนั้นย่อมเกิดดับ สืบต่อกันเรื่อย ๆ ไปไม่ขาดสายอย่างรวดเร็วสุดที่จะพรรณาได้ จิตนั้นย่อมจะเก็บและสั่งสมอารมณ์ต่าง ๆ ที่รับเอาไว้ เช่นในเรื่องที่ได้เห็นมา ได้ยินมา หรือคิดนึกมา เอาไว้ภายในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องร้าย บุญ หรือบาปประการใด ตลอดไปจนที่เป็นความสันทัดจัดเจน เช่น เป็นคนมีความคิดอ่านว่องไวหรือเป็นคนเฉื่อยชา เป็นต้น

จิตที่สืบต่อ ๆ กันมานี้ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า วิบากจิต ซึ่งแปลว่าเป็นผลของกรรมอันเป็นบุญและบาป วิบากจิตนี้จะเกิดขึ้นสืบต่อกันไปเรื่อย ๆ ไม่ขาดสาย ไม่ว่าเวลาหลับหรือเวลาตื่น ยกเว้นเวลาจิตขึ้นวิถีเท่านั้น คือจิตทำการงาน ในขณะเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสทางกาย เรียกว่าอารมณ์เกิดขึ้นทางปัญจทวาร และคิดนึกเป็นอารมณ์เกิดขึ้นทางใจ เรียกว่าทางมโนทวาร

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของอดีตกรรมอย่างง่าาย ๆ ที่เข้ามามีบทบาทการทำงาน ในขณะเกิดอารมณ์ปัจจุบันให้ได้เห็นสัก ๒-๓ ตัวอย่าง

เมื่อตั้งคำถามเด็กนักเรียนในชั้นเรียนว่า นักเรียนเห็นไหมว่ามีรูปอะไรบนกระดานดำ นักเรียนก็จะพากันตอบเหมือน ๆ กันหมดว่า เห็นแมว กับสุนัข

เมื่อถามต่อไปว่า ทำไมจึงทราบว่าเป็นแมวและเป็นสุนัขได้ แล้วเหตุใดจึงแยกออกได้ว่าตัวแรกเป็นแมวและตัวหลังเป็นสุนัข

การตอบคำถามนี้ไม่ใช่ง่าย ๆ จะตอบว่า "จำได้" เฉย ๆ ก็ไม่ประกอบด้วยเหตุผล จำเป็นจะต้องยกหลักการจากสภาวธรรมขึ้นมาอธิบายว่า จำได้คืออย่างไร
ถ้าเด็กยังไม่เคยเห็นแมวและเห็นสุนัขมาก่อนเลย เขาก็จะรู้สึก "เห็น" เฉย ๆ เท่านั้น ไม่อาจทราบได้ว่าเป็นแมวหรือเป็นสุนัข

ที่ทราบว่าเป็นแมวหรือเป็นสุนัข ก็เพราะในใจของเขาเก็บภาพของแมวและของสุนัขเอาไว้แล้วอยู่ภายในจิตใจด้วย และจำชื่อได้ด้วย เมื่อตาเห็นรูปเขาก็เอาภาพแมวและสุนัขที่มีอยู่ในใจมาเปรียบเทียบกันดู แล้วจึงตัดสินได้ว่าตัวไหนเป็นแมวตัวไหนเป็นสุนัข

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [4 เม.ย. 2551 , 08:18:55 น.] ( IP = 58.9.143.113 : : )


  สลักธรรม 2

อดีตกรรม คือรูปแมว รูปสุนัขมิได้เก็บเอาไว้ในใจแล้วจะตัดสินว่าแมวว่าสุนัขได้อย่างไร ก็จะรู้สึกว่า "เห็น" เฉย ๆ เท่านั้น เห็น ก็เป็นปรมัตถ์ แมว กับ สุนัข ก็เป็นบัญญัติ คือ เป็นคำที่สมมติขึ้น
ถ้าเราถามนักเรียนว่า เห็น "สีแดง" ไหม ถ้าเด็กตอบว่าเห็นสีแดงก็หมายความว่า สีแดง เด็กเคยจำเคยเก็บเอาไว้ในใจแล้วจึงเอามาเปรียบเทียบกับที่ได้เห็นแล้วจึงตัดสินได้ ดังนั้น ถ้าคนตาบอดมาแต่คลอดออกจากครรภ์ของมารดา พูดเรื่องของสีอย่างไร เขาก็ไม่มีวันที่จะเข้าใจ สอนเรื่องสีกับคนตาบอดไม่ได้ เพราะในใจของเขาไม่มีสีเก็บเอาไว้ ถึงแม้ว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วตาเกิดเห็นก็ตาม ในทันทีนั้นเขาก็เห็นได้ แต่เขาก็จะไม่ทราบว่า ที่เห็นนั้นเป็นสีแดง
ทั้งนี้ก็เพราะสีแดงเป็นบัญญัติ และในโลกนี้ไม่มีสีแดง (หรือแม้สีอะไรเลย) เราบัญญัติคำว่าสีแดงเพื่อให้เป็นที่เข้าใจของคนไทยเท่านั้น

อย่าว่าแต่จะพูดว่าสีแดงแล้วเขาจะไม่มีความเข้าใจเลย แม้แต่ความฝันถึงเรื่องสีแดงเขาก็ไม่อาจจะฝันได้ด้วยซ้ำไป เพราะว่าจิตทางมโนทวารจะเกิดขึ้นก็ต้องมีอารมณ์มากระทบ แต่เขาไม่มีสีแดงเก็บเอาไว้ในจิตใจเลยที่จะเป็นอารมณ์ที่จะมากระทบกับจิตได้ ด้วยเหตุนี้สีต่าง ๆ จะเกิดเป็นความฝันขึ้นมาทางมโนทวาร ก็ต้องมีเก็บเอาไว้ในจิตใจ ซึ่งเป็นกรรมที่ทำเอาไว้ในอดีตมาเป็นตัวอุดหนุนให้จิตเห็นสีต่าง ๆ เกิดขึ้น

หรือเมื่อมีเสียงพูดขึ้นว่า "ผู้หญิงคนนี้รูปร่างสวยงามน่ารัก" เมื่อเราได้ยินเสียงนั้น จิตที่เข้ารับกระทบก็เกิดขึ้นรับต่อ ๆ กันไปแต่ละคำ แต่ละคำ หาได้รับพร้อมกันทั้งประโยคได้ไม่ เมื่อการกระทบเสียงที่ประสาทหูสิ้นสุดลงไป จิตคิดนึกจึงเกิดขึ้นโดยเอาแต่ละคำที่มากระทบหูนั้นมารวมกัน แล้วจึงตัดสินลงไปอีกครึ้งหนึ่ง ว่าสวยอย่างไร

อย่างไรก็ดี มโนภาพของแต่ละคนของคนแต่ละประเทศ จะให้เหมือนกันหาได้ไม่ เพราะว่า เราแต่ละคน แต่ละประเภทก็มีความรู้สึกว่าความสวยงามของผู้หญิงนั้นเป็นไปตามที่ได้อบรมมา ดังนั้น คนไทยว่าสวย คนฝรั่ง คนในอาฟริกา ก็อาจจะว่าไม่สวย หรือคนไทยด้วยกันเองก็อาจจะเถียงวกันก็ไดเ เพราะแล้วแต่รูปแบบความสวยของผู้ใดได้เคยบรมมาและเก็บไว้ในใจอย่างไร

เสียงที่พูดและจิตเข้ารับกระทบนั้น เกิดขึ้นที่ประสาทหูต่อ ๆ กันไป แล้วจิตทางมโนทวารจึงรวบรวมเอาไว้ทุก ๆ คำที่กระทบหู แล้วจึงตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง โดยทำนองเดียวกันนี้เองเมื่อเราเห็นหญิง "สวย" ก็เพราะรูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสงจากจุดต่าง ๆ ของบนใบหน้า เช่น จมูก ตา แก้ม หน้าผาก ลูกคาง ผม สะท้อนมากระทบกับจิตที่ประสาทตาแต่ละจุด ๆ เป็นขณะ ๆ ไป แล้วจิตจึงรวมเอาแต่ละจุดเหล่านั้นมาตัดสินอีกครั้งหนึ่ง

ในเรื่องเหล่านี้ก็จะได้ความละเอียดลึกซึ้งโดยการศึกษาตามขั้นตอนเป็นลำดับไป พร้อมทั้งมีภาพแสดงการทำงานของจิต และของอารมณ์ที่มากระทบด้วย

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [4 เม.ย. 2551 , 08:25:38 น.] ( IP = 58.9.143.113 : : )


  สลักธรรม 3

ผมขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้ท่านได้เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกสักเล็กน้อย

หญิงผู้หนึ่ง เมื่อชาติที่แล้วมาเคยหากินด้วยการขายตัวอยู่ตามซ่องในที่ต่าง ๆ มาเป็นเวลายาวนาน จนบังเกิดความสันทัดจัดเจน

ชายผู้หนึ่ง มีความประพฤติไม่ดีในทางเพศ คอยหาโอกาสที่จะกระทำผิดในบุตรหลาน หรือผู้หญิงที่มีผู้ปกครองให้มีความเสียหาย มีความตั้งใจกระทำผิดในทางเพศมาเป็นประจำเป็นเวลานานปี ไม่ยอมรับผิดชอบกับผู้หญิงคนไหนจริงจัง แม้จะตั้งครรภ์ขึ้น เขาก็จะหาเหตุผลเข้ามาหักล้าง เพื่อให้ตนพ้นไปจากความรับผิดชอบ

เมื่อหญิงและชายทั้งสองนี้ ได้โอกาสมาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ อำนาจที่ได้อบรมในชาติอดีตก็จะมาร่วมอุดหนุนให้ประพฤติปฏิบัติเรื่องที่ไม่สมควรในทางเพศอีก แม้จะอบรมแล้วด้วยดีในชาตินี้ แม้ว่าจะเกิดเป็นลูกผู้หญิงในตระกูลดีคือเป็นลูกเจ้าคุณ หรือมีศักดิ์ศรีอย่างไร ก็ห้ามใจไว้ไม่ได้ที่จะวุ่นวายในทางเพศ ถึงว่าอายุยังไม่มากก็ตาม พ่อแม่จะว่ากล่าวอย่างไร สั่งสอนกันมามากสักแค่ไหน เขาก็กล้าที่จะทำผิดในทางเพศได้ง่าย ๆ แล้วมองเห็นว่า ไม่เห็นเป็นเรื่องร้ายอะไร เป็นเรื่องธรรมดา ๆ คนอื่น ๆ คิดมากกันไปเอง

ผู้พิพากษาที่มาศึกษาพระอภิธรรมท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า มีหน้าที่อบรมผู้พิพากษาที่สอบเข้ามา โดยหลักการแล้วผู้ศึกษากฎหมายทุกท่านย่อมศึกษากันว่า ผู้ร้ายใจฉกรรจ์นั้นสืบสายโลหิตมาจาก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หรือใน ๆ เข้าไปอีกก็ได้ แต่ครั้นมาศึกษาพระอภิธรรมแล้ว ก็บรรยายเพิ่มเติมว่าตามหลักสภาวธรรมนั้นสันดานผู้ร้ายเป็นจิตใจที่ถ่ายทอดตามสายโลหิตไม่ได้ หากแต่ผู้ที่มีสันดานผู้ร้ายมักจะไปเกิดกับพ่อแม่ที่เป็นผู้ร้าย หรือมีเรื่องราวมีความแตกแยกในครอบครัวในขณะปฏิสนธิ หรือถ้าพ่อแม่ยิ่งเสพสุรายาเมาด้วยแล้ว เด็กปัญญาอ่อนก็มักจะมาเกิดได้อย่างง่ายดาย

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [4 เม.ย. 2551 , 08:30:04 น.] ( IP = 58.9.143.113 : : )


  สลักธรรม 4

อำนาจของการสั่งสมอบรมมาย่อมจะเก็บไว้ในจิตใจ แล้วก็ส่งต่อไปเรื่อย ๆ แก่จิตที่สืบต่อกันไม่ขาดสาย และอำนาจของกรรมที่ได้อบรมเหล่านั้นก็จะช่วยอุดหนุนให้เป็นไปต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้พี่น้องท้องเดียวกันจึงมีอัธยาศัยใจคอแตกต่างกันมาก เป็นฟ้ากับดินก็ได้

อำนาจของการอบรมที่ได้กระทำผ่านมาแล้วในอดีต ที่เห็นได้ง่ายที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อเวลาจิตเกิดขึ้นมีความโลภ หรือมีความโกรธ ความโลภหรือความโกรธนั้นก็ติดมาจากอดีตชาติทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีใครในชาตินี้สอนอะไรให้เลย ชาติก่อนมิได้ติดตัวมาแล้ว จะเอาความโลภ ความโกรธมาแต่ไหน

จิต "เห็น" ก็ดี จิต "ได้ยิน" ก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นวิบากจิต เป็นจิตอันเป็นผลของกรรมที่ได้ทำเอาไว้แล้วทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ อดีตกรรมไม่มี จิต "เห็น" จิต "ได้ยิน" จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

๒. อารมณ์ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า จิตจะเกิดขึ้นมาได้จิตจะต้องจับอารมณ์ หรือจะต้องมีอารมณ์มากระทบกับจิต เช่น "จิตเห็น" เกิดขึ้น จะต้องมีรูปารมณ์ คือรูปอันได้แก่คลื่นของแสงมากระทบกับจิตที่ประสาทตา ถ้าไม่มีอารมณ์มากระทบจิตก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
แต่ที่ว่าอารมณ์มากระทบนั้น ก็เพื่อทำความเข้าใจให้ง่าย สำหรับผู้ศึกษาใหม่เท่านั้น เพราะว่ามากระทบจริง ๆ ก็มี มากระทบโดยสืบต่อก็มี

กระทบทางกายนั้น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ก็มากระทบกับจิตที่ประสาทกายโดยตรง แต่บางทวาร เช่น กระทบทางตา เป็นต้น รูปอันได้แก่คลื่นของแสงหาได้กระทบโดยตรงไม่ หากแต่สืบต่อ ๆ เข้าไปภายใน และเปลี่ยนสภาพจากคลื่นของแสงในทางธรรมเรียกชื่อการกระทบโดยการสืบต่อ ๆ ไปนั้นว่า อสัมปัตตคาหกรูป และกระทบโดยตรงเรียกว่า สัมปัตตคาหกรูป

สำหรับเหตุให้เกิดจิตทั้ง ๒ ข้อนี้ เป็นเหตุไกล เพราะเป็นอดีตกรรม และอารมณ์ต่าง ๆ มากระทบ มิใช่เกิดที่จิตโดยตรง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [4 เม.ย. 2551 , 08:35:32 น.] ( IP = 58.9.143.113 : : )


  สลักธรรม 5

๓. เจตสิก เหตุให้เกิดจิตตัวที่ ๓ ได้แก่ เจตสิก และเจตสิกนี้ก็จะต้องเกิดร่วมกับจิตเสมอไป ไม่มีเจตสิกก็ไม่มีจิต

๔. วัตถุรูป ไม่ว่าสิ่งใดในโลกนี้ จะต้องมีที่ตั้งที่อาศัยสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้วไม่มีทื่อาศัยก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของใด ๆ ก็ตาม (เว้นอรูปพรหม) แม้ขอทานไม่มีบ้านเรือนอันเป็นที่อยู่ เขาก็มีที่นั่ง ที่นอน อาจจะเป็นตามใต้ต้นไม้หรือใต้สะพาน
จิตจะเกิดขึ้นมาก็โดยทำนองเดียวกัน จะต้องมีที่ตั้งที่อาศัยเหมือนกับธรรมชาติทั้งหลายนั่นเอง ไม่มีที่ตั้งที่อาศัยไม่ได้ จิตจะเกิดขึ้นทางตามาทำหน้าที่ "เห็น" ก็อาศัยที่จักขุวัตถุ คือ ประสาทตา ทางหูเรียกว่า โสตวัตถุ ทางจมูกเรียกว่า ฆานวัตถุ ทางลิ้นเรียกว่า ชิวหาวัตถุ ทางกายเรียกว่า กายวัตถุ ทางใจเรียกว่าหทยวัตถุ ที่เรียกว่าจักขุวัตถุ คือประสาทตานั้น ในภาษาธรรมะเรียกว่า จักขุปสาทะ ทางหู = โสตปสาทะ ทางจมูก = ฆานปสาทะ ทางลิ้น = ชิวหาปสาทะ ทางกาย = กายปสาทะ และทางใจไม่ใช่ ปสาทะ เรียกว่า หทย

หทยก็ได้แก่ที่ตั้งที่อาศัยของจิตที่จะทำการงานทางมโนทวาร คือคิดนึกถึงนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะหทยวัตถุอันเป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิตที่ทำงานคิดนึก และเป็นที่ตั้งที่รองรับจิตที่ทำหน้าที่ภวังค์ หรือบางทีก็จุติและปฏิสนธินั้น มีความละเอียดพิสดารที่จะต้องศึกษาต่อไป และจะต้องผ่านการศึกษาเรื่องรูปพอเข้าใจเสียก่อน

หทยวัตถุนี้ ตั้งอยู่ภายในหัวใจของสัตว์ทั้งหลาย ต่อมาได้มีนายแพทย์ได้ทำการผ่าตัดหัวใจของคนไข้ แล้วเอาหัวใจของคนตายใส่เข้าไปแทน ท่านนักศึกษาพระอภิธรรมก็พากันพูดว่า ผ่าตัดหัวใจออกแล้ว เหตุใดจึงมีชีวิตอยู่ได้ ในเรื่องนี้ ผมก็ได้นำเอาภาพการผ่าตัดหัวใจในครั้งแรกที่ลงในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ พร้อมกับปรึกษาศัลยแพทย์หลายท่านในประเทศไทย ก็ได้ความว่า ไม่ได้ตัดหัวใจทิ้งไปแล้วเอาหัวใจของอีกคนหนึ่งที่ตายมาใส่แทน หากแต่ตัดส่วนล่างออกเท่านั้น

รายละเอียดผมได้เขียนลงไว้ในวารสารของอภิธรรมมูลนิธิ ชื่อ "ชีวิต" อย่างไรก็ดี ผมได้เฝ้าคอยดูผลของเอาหัวใจของผู้อื่นบางส่วนเข้าไปต่อกับส่วนที่ตัดทิ้งจากคนป่วยโรคหัวใจต่อมาอีกหลายปี คนไข้ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมาอีกไม่นานทั้งนั้น นายแพทย์กล่าวว่า หัวใจของคนเก่าไม่ยอมรับหัวใจของคนใหม่ ได้พยายามทำทุกประการแล้วก็ยังไม่ได้ผล

เรื่องนี้ถ้าว่าโดยสภาวธรรมแล้ว กรรมชรูปของคนหนึ่งแล้วจะให้กรรมชรูปของอีกคนหนึ่งรับได้อย่างไร (ขอเชิญอ่านเรื่อง "ธรรมะบางประการ" โดยนายแพทย์ ซึ่งแสดงเกี่ยวกับเรื่องนี้"

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.


โดย พี่เณร....นำมาฝาก [4 เม.ย. 2551 , 08:42:55 น.] ( IP = 58.9.143.113 : : )


  สลักธรรม 6

เรื่องจิต เจตสิก รูป นี้ จะอ่านกี่ครั้งก็ดูใหม่เสมอ เพราะได้ความรู้ในมุมใหม่อยู่ตลอด

ยิ่งอ่านก็ยิ่งพบการประสานสัมพันธ์กันในการทำงานของนามธรรมและรูปธรรม ..ที่สำคัญกว่านั้นก็คือยิ่งเห็นชัดถึงความสำคัญของอำนาจกรรมมากขึ้นๆ

กราบระลึกในพระคุณของท่านอาจารย์ และกราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะ ที่นำมาเผยแพร่เป็นธรรมทานอีกครั้ง


โดย น้องกิ๊ฟ [4 เม.ย. 2551 , 09:55:37 น.] ( IP = 125.26.40.25 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ

มาอ่านเรื่องที่ท่านอาจารย์ได้สอนนั้นทำให้รู้สึกว่าพระอภิธรรมเป็นสุดยอดแห่งองค์ความรู้

สามารถอธิบายเรื่องราวของจิตและการเกิดขึ้นได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ทำให้น้อมระลึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระปัญญาของพระพุทธองค์ยิ่งขึ้น

และทำให้ไม่ปรารถนาที่จะเรียนทฤษฎีใดๆที่เกิดขึ้นแบบไม่สามารถเข้าถึงความจริงเหล่านี้ได้


ยิ่งวันนี้ได้เข้าเรียนในเรื่องราวของจิตกับสมองแล้ว ทำให้ระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์บุญมีเป็นอย่างมากเลยค่ะ

โดย น้องอุ๊ [4 เม.ย. 2551 , 09:58:25 น.] ( IP = 71.185.142.20 : : )


  สลักธรรม 8

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่นำธรรมะมาฝากค่ะ

"จิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร" เป็นคำถามซึ่งวิชาการทางโลกไม่สามารถตอบได้ ต้องอาศัยการศึกษาพระอภิธรรมเท่านั้น กราบขอบพระคุณในคำอธิบายขยายความของท่านอาจารย์บุญมีค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [5 เม.ย. 2551 , 19:59:18 น.] ( IP = 58.8.50.13 : : )


  สลักธรรม 9

ขอบพระคุณพี่เณรที่นำความรู้เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของจิตมาลงให้ศึกษาเพิ่มเติมมะคะ ช่วยให้ช้างเข้าใจมากขึ้น การกอ่านเพิ่มเติมในกระทู้ทำให้มีโอกาสที่ทำความเข้าใจมากกว่าในชั้นเรียนมะคะเพราะช้างต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจสักหน่อย พอมาอ่านกระทู้แล้วเข้าใจมากขึ้นมากเลยมะคะ กราบขอบพระคุณพี่เณรมากๆเจ้าคะ...ที่นำการบรรยายของท่านพระอาจารย์บุญมีมาลงไว้เพราะท่านใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และยกตัวอย่างได้เห็นภาพจริงๆเลยมะคะ..แล้วช้างจะพยายามเข้ามาศึกษาเพิ่มเติมให้มากขึ้นมะคะ ขอบพระคุณที่สุดเลยมะคะ

โดย ช้างน้อยมะคะ [7 เม.ย. 2551 , 03:20:28 น.] ( IP = 125.25.70.52 : : )


  สลักธรรม 10

ขออนุโมทนาและขอบคุณพี่เณรมากๆ ที่นำความรู้มาฝาก

โดย ผู้เยียมชม [9 เม.ย. 2551 , 10:09:05 น.] ( IP = 118.174.200.170 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org