| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การนอนหลับคืออะไร (๒)
การนอนหลับคืออะไร? เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร ? (๒)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
ผมได้กล่าวมาแล้วว่า ต้นเหตุที่นอนไม่หลับมีประการเดียวคือ การที่จิตยกขึ้นสู่อารมณ์มิได้หยุดหย่อน
แน่นอน ... เมื่อจิตยกขึ้นสู่อารมณ์บ่อย ๆ แล้ว การนอนที่จะให้หลับก็ปราศจากผล ดังนั้น จึงควรจะทราบว่ามีสาเหตุอะไรบ้างที่จะทำให้จิตต้องยกขึ้นอารมณ์บ่อย ๆ มีอะไรบ้างเล่าที่จะที่ให้จิตถูกระงับยับยั้งไม่ยกขึ้นสู่อารมณ์
เพื่อความแจ่มแจ้งของเรื่องนี้ จำเป็นที่ผมจะได้บรรยายถึงเรื่องของจิต เรื่องการนอนหลับคืออะไร อะไรทำให้ง่วงเหงาหาวนอน ขณะหลับจิตใจทำงานกันอย่างไร มีเหตุอะไรบ้างที่มากระทำให้จิต้องยกขึ้นสู่อารมณ์บ่อย ๆ จนเป็นเหตุให้ต้องตื่นอยู่เสมอ มีบ้างไหมที่การนอนหลับไม่ใช่เป็นสิ่งจำเป็นเลยสำหรับมนุษย์ และการแก้ไขในวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้การนอนหลับเป็นไปตามธรรมชาติ
ผมเคยแสดงมาแล้วตั้งแต่ตอนต้นว่า การนอนหลับเป็นเรื่องจำเป็นแก่คนทุกคน แต่ถึงกระนั้น ทุก ๆ คนก็หาเข้าใจไม่ว่า การนอนหลับคืออะไร ถ้านอนไม่หลับแล้วจะแก้ไขอย่างไรจึงจะได้รับผลดีที่สุด ทั้งนี้เพราะการนอนหลับเข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับจิตโดยตรง เมื่อมนุษย์ยังไม่รู้จักจิตใจดีพอ มนุษย์ก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าใจเรื่องของการนอนหลับได้ ฉะนั้นวิธีแก้ไขจึงแก่กันไปตามมีตามเกิด ถูกต้องบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง ได้ผลบ้าง ได้ผลบ้าง การนอนไม่หลับจึงเป็นไม้เบื้อไม่เมากับคนค่อนครึ่งโลก
โดย ศาลาธรรม [4 เม.ย. 2551 , 08:34:48 น.] ( IP = 125.26.40.25 : : )
สลักธรรม 1
ใคร ๆ ต่างก็นอนหลับกันมาตั้งแต่เล็กจนกระทั่งโตจนแก่เฒ่า และจนถึงแก่ความตายในที่สุด ถ้ารวมเวลา.. ต้องนอนหลับเฉลี่ยวันละ ๘ ช.ม. เมื่ออายุครบ ๖๐ ปี มนุษย์ก็จะต้องนอนหลับอยู่เป็นเวลาถึง ๑๗๕,๒๐๐ ชม. จากเวลาที่จำต้องนอนอันยาวเหยียดนี้มิได้ทำให้ทุก ๆ คนเกิดความเบื่อหน่าย หรือต้องท้อถอยในการนอนเลย ซึ่งผิดกับการกินอยู่เที่ยวเตร่ที่ต้องแปรอารมณ์อยู่เรื่อย ๆ
ทุก ๆ วันเราจะต้องเสียสละเวลาจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะต้องเสียไปอย่างน่าเสียดายให้แก่การหลับนอน อย่างน้อยที่สุดก็ถึงหนึ่งในสี่ของเวลาทั้งหมด ในเรื่องนี้แม้ว่าเราจะได้เห็นคนนอนหลับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งเราเองก็นอนหลับมาเสียอย่างโชกโชนทั้งการนอนหลับก็เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตารันแล้ววันเล่าแต่เป็นการน่าประหลาดยิ่งนัก ที่เราหาทราบไม่ว่า สิ่งที่เกิดอยู่ต่อหน้าเรานั้นคืออะไร?
เราไม่อาจค้นหาความจริงให้พบได้ว่า ธรรมชาติที่เกิดขึ้นแก่เราเองนี้ อะไรเป็นตัวการทำให้เกิดขึ้น เราจำต้องหลับไปโดยหาได้รู้จักหน้าตาของมันไม่เราเห็นแต่ผลของมันเท่านั้นปรากฏอยู่ เรายังเป็นเด็กอ่อนในเรื่องการนอนหลับแท้ ๆ แม้ว่าในยุคนี้จะเป็นยุคปรมาณูก็ตาม
แม้เราจะไม่รู้จักว่าการนอนหลับคืออะไรก็จริง แต่เราทั้งหลายก็ทราบกันโดยแน่นอนว่า การนอนหลับนั้นเป็นคุณประโยชน์สำคัญ ทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความสุขอย่างไร และถ้านอนไม่หลับแล้วจะทำให้ใจขุ่นมัวเศร้าหมอง ทุกข์ร้อนสักเพียงไหน
เมื่อความจำเป็นของชีวิตเกิดขึ้นเห็น ๆ เช่นนี้ จึงต่างก็พยายามจะนอนให้หลับสนิทกันทุก ๆ คน แต่ความปรารถนาดังว่านี้ หาได้สัมฤทธิ์ผลให้เสมอไปไม่ มีบุคคลเป็นอันมากที่ต้องใช้ความพยายามต่อสู้อย่างคร่ำเคร่งที่จะเอาชนะโรคที่ไม่มีตัวนี้ให้จงได้ ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่เว้นแต่ละคืน
อย่างไรก็ดีทั้ง ๆ ที่ได้พยายามอย่างเต็มกำลังแล้ว แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ต้องพ่ายแพ้ออย่างยับเยินต่ออำนาจที่ไม่มีตัวตนนั้นจนได้อย่างน่าอับอาย ผู้ที่นอนไม่หลับด้วยกัน จึงจะรู้ซึ้งถึงในกันจริง ๆ ว่าเมื่อดึกดื่นเที่ยงคืนเลยไป และใคร ๆ เขาก็หลับไหลสบายไปแล้วถ้ายังนอนไม่หลับเพราะบังคับใจตนเองไม่ได้ ผู้นั้นจะได้รับความกลัดกลุ้มทุกข์ทรมาณสักเพียงไหน
โดย ศาลาธรรม [4 เม.ย. 2551 , 08:35:22 น.] ( IP = 125.26.40.25 : : )
สลักธรรม 2
การนอนหลับเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกายหรือจิตใจ
มีบุคคลเป็นอันมากกล่าวว่า เมื่อร่างกายได้กรากกรำทำงานมาตลอดทั้งวันแล้ว ร่างกายก็ย่อมจะถดถอยกำลังจนรู้สึกอ่อนเพลีย เมื่ออ่อนเพลียก็ย่อมต้องการพักผ่อนนอนหลับถนอมกำลังเอาไว้ เพื่อจะได้ก่อให้เกิดพลังงาน สำหรับจะได้เอาไว้ต่อสู้ในวันต่อไป ดังนั้น การนอนหลับจึงได้เกิดขึ้น
คำกล่าวเช่นนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นคำกล่าวที่ผิดไปจากความจริงโดยชัดแจ้งก็จริง แต่ก็หาได้ตอบตรงเป้าหมายไม่ เพราะการนอนหลับนั้นเป็นเรื่องของจิตใจโดยตรง ร่างกายที่ไม่มีจิตใจ (คือซากศพ) ก็จะไม่ต้องการนอนหลับเลย แต่แน่นอนละ ย่อมจะมีสาเหตุมาจากทางร่างกายบ้าง เช่นกรำงานหนักจนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า การใช้ความคิดคร่ำเคร่งในเรื่องราวต่าง ๆ จนรู้สึกอยากจะนอนขึ้นมา
อย่างไรก็ดี บางคนไม่ได้ทำการงานอะไรเลยแม้แต่น้อยเพราะมีกินมีใช้เสียแล้ว ทั้งไม่ค่อยได้ใช้ความคิดในเรื่องอะไรด้วย เพราะไม่มีเรื่องราวอะไรจะคิด ร่างกายก็มิได้ระโหยโรยแรงเพราะถูกใช้งานมากแม้แต่สักอย่างเดียว แต่กลับนอนได้นอนดีทั้งกลางวันกลางคืน นั่งที่ไหนก็คอยแต่จะง่วงคอยแต่จะหลับที่นั้น
เป็นการถูกต้องอยู่เหมือนกันที่ว่า การนอนหลับเป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจ เพราะในขณะนอนหลับนั้นร่างกายและจิตใจทำงานกันน้อยที่สุด ในณะนอนหลับจิตใจทำงานทางใจทางเดียว (ทวารวิมุตติ) ขาดความสำนึกรู้สึกตัว ไม่มีอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ (คิดนึก) อะไรเลย ดังนั้น ร่างกายและจิตใจจึงนับว่าได้พักผ่อนในระยะที่ค่อนข้างยาวพอสมควร จนก่อให้เกิดกำลังงานกำลังความคิดขึ้นมาใหม่เมื่อตื่นขึ้น
ร่างกายกับจิตใจนั้น เหมือนคนกับเงา ย่อมจะติดชิดกันอยู่เสมอ จะขาดไปเสียอย่างหนึ่งอย่างใดมิได้ ด้วยเหตุผลนี้เอง เมื่อถูกกาย.. ก็จะกระเทือนไปถึงจิต และถ้ากระทบจิต.. ก็จะแล่นไปถึงกาย เมื่อร่างกายถูกเร้าด้วยประการต่างๆ เช่นความอ่อนเพลียหรือการย่อยอาหารเป็นไปด้วยความยากลำบาก จิตใจก็จะพลอยรับสิ่งเร้านั้นไปด้วย
โดย ศาลาธรรม [4 เม.ย. 2551 , 08:35:41 น.] ( IP = 125.26.40.25 : : )
สลักธรรม 3
อะไรเป็นเหตุให้ง่วงเหงาหาวนอน
นายแพทย์ที่ดีก็จะรักษาคนไข้ด้วยการหาสมุฎฐานของโรคให้ถูกต้องเสียก่อน มิฉะนั้นแล้ว การรักษาโรคก็จะปราศจากผล ดีไม่ดีอาจทำให้คนไข้ถึงแก่ความตายไปก็ได้ เหตุฉะนั้นการรักษาโรคนอนไม่หลับจึงต้องหาสมุฎฐาเสียให้พบ และการหาสมุฎฐานนี้จะหาจากผู้ใด หรือจากตัวของเราเอง ก็จะไม่ได้ผลสมประสงค์ จำเป็นจะต้องหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เฉพาะอย่างยิ่งศึกษาจากพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างวิจิตรพิสดาร ผมจะขอแสดงเหตุที่จะทำให้ง่วงเหวาหาวนอนเสียก่อน แล้วจึงจะแสดงถึงการนอนหลับคืออะไร? ตลอดไปจนถึงการแก้ไขให้นอนหลับได้ง่าย ๆ ไปตามลำดับ
จิตใจของสัตว์ ไม่ใช่ Soul ดังที่มีบางท่านเข้าใจกันเป็นส่วนมาก ธรรมชาติของจิตย่อมเกิด-ดับ ติดต่อกันอยู่เสมอเป็นนิจ ไม่ว่าในขะตื่น หรือขณะนอนหลับก็ตาม และการเกิดขึ้นของจิต ก็ไม่ใช่มีแต่จิตตัวเดียวโดด ๆ หากแต่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอยู่ทุกอารมณ์ แม้ในเวลาที่หลับสนิท
สรรพสิ่งสารพัดทั้งปวงในโลกนี้ ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรมก็ดีไม่มีสิงใดเลยที่เกิดขึ้นมาโด ๆ โดยมิได้มีอะไรปะปนอยู่เลย บ้านเรือนที่เราอยู่อาศัย เราเรียกว่าบ้านเรือนแท้จริงก็มีไม้กระดาน มีเสา มีหลงคา มีตะปู และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง หรือที่เราเรียกว่าคน ก็ต้องมีกระดูก มีกล้ามเนื้อ มีโลหิตและมีจิตใจ แม้สสารอย่างใดอย่างหนึ่งถึงจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยอย่างไรก็จะต้องมีประจุไฟฟ้าบวก ประจุไฟฟ้าลบ และพลังงาน ตลอดไปจนถึงอุณหภูมิ ในทางธรรมะแสดงว่า รูปทุกอย่างย่อมต้องมีธาตุดิน น้ำลม ไฟ ฯลฯ
ธรรมชาติของจิตใจ คนโดยมากพากันเข้าใจว่าเ ป็นสิ่งเดียวเดี่ยวโดด และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์หรือกายสิทธิ์ไม่มีวันแตกดับ หรือว่าจิตใจนั้นเป็นกายทิพย์ล่องลอยไปไหนก็ได้ทุกหนทุกแห่งเมื่อชีวิตได้สิ้นสุดลง ความจริงจิตนั้นเป็นธรรมชาติ มีเกิดมีดับอยู่เสมอเหมือนไฟที่บนตะเกียงหรือไฟฟ้าที่สว่างอยู่ในหลอด ซึ่งมิได้หยุดนิ่งอยู่เฉย ๆ จิตก็มิได้เป็นอมตะแต่อย่างใด ซ้ำยังต้องอาศัยเหตุเป็นแดนเกิดเสียด้วย มิฉะนั้นแล้วจิตจะเกิดขึ้นมาหาได้ไม่ เช่น จิต เห็น จะเกิดขึ้น จะต้องมีเหตุมาประชุมกันดังนี้
รูปอารมณ์ = รูปคือสี อันได้แก่คลื่นของแสง อาโลกะ = แสงสว่าง จักขุปสาท = ประสาทตา มนสิการ = ตัวการทำให้จิต กับ อารมณ์ที่มากระทบกับประสาทติดต่อกัน
นอกจากนี้ ยังมีเหตุอันละเอียดอีกมากมายที่เข้าร่วมประชุม ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวในที่นี้อันจะทำให้ท่านยุ่งยากเกินไป
โดย ศาลาธรรม [4 เม.ย. 2551 , 08:36:03 น.] ( IP = 125.26.40.25 : : )
สลักธรรม 4
เมื่อจิตเกิดขึ้นนั้นก็เหมือนกับธรรมชาติอื่น ๆ เช่นบ้านเรือน หรือคน ไม่ใช่จิตตัวเดียวโดด ๆ หากแต่มีเจตสิก (ธรรมชาติที่ประกอบจิต) เข้าประกอบร่วมการงานด้วย และเจตสิกเหล่านี้ก็เข้าช่วยการงาน การเห็น การได้ยิน หรือคิดนึก ให้เป็นไปในอารมณ์นั้น ๆ ถ้าธรรมชาติใดมิได้เป็นไปตามธรรมชาติ เช่นตั้งอยู่โดดเดี่ยวโดยลำพังเป็นสิ่งกายสิทธิ์ไม่ต้องอาศัยเหตุก็มีก็เป็นขึ้นมาได้แล้ว ก็จะกลายเป็นสิ่งที่น่าขบขัน
บ้านเรือนต้องมีไม้กระดานทำฝา ทำพื้น มีเสาค้ำจุนให้ตั้งอยู่ได้ มีหลังคากันแดดกันฝน และมีตาปูยึดตรึงไม้แต่ละชิ้นให้ติดกัน
บ้านเรือนย่อมมีส่วนต่าง ๆ กัน แต่ละชิ้นส่วนก็กระทำกิจ เช่นเป็นพื้น เป็นหลังคา มีหน้าที่การงานดังกล่าวแล้ว
จิตใจก็เช่นเดียวกัน ย่อมมีธรรมชาติที่เกิดประกอบร่วมกับจิตอีกเป็นอันมาก เพื่อทำหน้าที่การงานต่าง ๆ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิตนี้ ทางธรรมะเรียกว่า เจตสิก ซึ่งมีอยู่หลายสิบประเภท เช่น เจตสิกบางพวกทำหน้าที่ให้จิตตั้งอยู่ได้ในอารมณ์อันหนึ่ง ๆ ได้นาน ๆ เจตสิกพวกบางพวกมีหน้าที่ทำให้จิตเกิดยินดี หรือบางพวกก็ยินร้าย เป็นต้น
ท่านที่อ่านความมหัศจรรย์ของชีวิตมาแล้ว ก็จะเห็นว่าผมได้แสดงถึงเรื่องเจตสิกไว้บ้างพอสมควร ว่าเจตสิกเป็นธรรมชาติที่ประกอบจิต เหมือนความร้อน แสงสว่าง และพลังงาน ซึ่งเกิดจากไฟ ตามตัวอย่างที่เปรียบเทียบนี้ความร้อนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แสงสว่างก็เป็นเรื่องหนึ่ง และพลังงานที่เกิดจากความร้อนหรือแสงสว่าง ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เมื่อไฟเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ต่างก็ทำหน้ที่การงานไปคนละอย่าง ความร้อนก็ให้ความร้อน แสงสว่างก็ให้แสงสว่าง พลังงานก็ให้พลังงาน การงานที่ทำมิได้ก้าวก่ายยุ่งเหยิงกันเลย
โดยทำนองเดียวกันนี้ เมื่อจิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ใดอารณ์หนึ่งเจตสิกซึ่งเป็นธรรมชาตที่ปรุงแต่งจิตก็เกิดพร้อมกันด้วยแต่มิได้มีเพียง ๒-๓ อย่างเหมือนกับไฟที่กล่าวมาแล้ว เพราะเจตสิกที่เกิดขึ้นมาประกอบกับจิตนั้น บางคราวเกิดขึ้นมีจำนวนหลายสิบ
จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่ตัวเจตสิกเป็นตัวปรุงแต่งจิตอีกที่หนึ่ง เช่น จิตที่เห็น ก็มีหน้าที่การงานเห็นเฉย ๆ เท่านั้น ส่วนการที่เกิดเห็นชอบหรือไม่ชอบ พอใจหรือไม่พอใจ เป็นหน้าที่ของเจตสิกเป็นตัวปรุงแต่ง หรือกำหนดให้จิตเป็นไป หรือจิตคิดนึกในอารมณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้น จิตก็มีหน้าที่คิดนึก รู้ ขึ้นมาเท่านั้น แต่เจตสิกเป็นตัวการปรุงแต่ง หรือกำหนดให้จิตตเป็นไป ทำให้คิดโกรธ คิดรักคิดทำลาย หรือคิดสงสาร และอื่น ๆ อีกมาก
โดย ศาลาธรรม [4 เม.ย. 2551 , 08:36:25 น.] ( IP = 125.26.40.25 : : )
สลักธรรม 5
เจตสิกมีหลายสิบประเภท แต่บางประเภทเข้ากันไม่ได้หรือเป็นปฎิปักษ์ต่อกันราวขมิ้นกับปูน เหมือนความมืดเข้ามาความสว่างก็หนีออกไป ความสว่างปรากฏเกิดขึ้น ความมืดก็อยู่ไม่ได้ ฉะนั้น เมื่อเจตสิกโลภะเข้าประกอบจิตทำให้ความโลภเกิดขึ้น ขณะนั้นเจตสิกที่เป็นตัวโกรธก็เกิดร่วมด้วยไม่ได้ แต่เมื่อขณะใดที่เจตสิกโกรธเข้าประกอบจิตอยู่แล้ว ขณะนั้นเจตสิกที่ทำให้เกิดความโลภก็จะถอยห่าง ทั้งนี้เพราะเจตสิกที่เป็นปฎิปักษ์ต่อกัน ต้องผลัดกันเกิดคนละขณะ เกิดพร้อมกันไม่ได้ เหมือนความมืดกับแสงสว่างที่ไม่อาจเกิดร่วมกันได้เลยดังกล่าวแล้ว
แต่..แน่นอน เจตสิกบางประเภท เข้าประกอบหรือเกิดร่วมกันได้ เป็นกำลังสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่เป็นปฎิปักษ์ต่อกันก็มี เช่น เจตสิกที่ทำให้จิตเกิดโลภขึ้น มีเจตนาเจตสิก (ปรารถนา) สัญญาเจตสิก (จำ) โมหเจตสิก (หลง) อหิริกเจตสิก (ไม่อายต่อบาป) อโนตตัปปเจตสิก (ไม่กลัวบาป) เป็นต้น ก็เกิดพร้อมกัน หรือเมื่อจิตคิดให้ทานแก่คนยากคนจนเกิดขึ้น ก็มีเจตนาเจตสิก (ปรารถนา) สัญญาเจตสิก (จำ) หิริเจตสิก (ละอายบาป) โอตตัปปเจตสิก (กลัวบาป ) เป็นต้น ก็เกิดขึ้นพร้อมกัน
ตามตัวอย่างย่อ ๆ ดังกล่าวนี้ ก็จะเห็นได้ว่า จิต ตามหลักสภาวธรรมมิใช่ว่าตัวเดียวโดด ๆย่างแบบศาสนาอื่น หากแต่จิตมีเจตสิกเป็นตัวประกอบอีกมากมายและพิสดาร ทั้งจิตเล่ก็ทำหน้าที่ รู้ เท่านั้นเอง ส่วนเจตสิกต่างๆ ที่เข้ามาปรุงแต่งจิต ซึ่งมีหลายสิบประเภทต่างหาก เป็นตัวทำให้จิตเป็นไปต่างๆ เช่น ทำให้โลภ โกรธ หลงหรือไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ทำให้หัวเรา ทำให้ร้องไห้ ทำให้ขุ่นมัวใจ และทำให้รื่นเริง ต่างก็ทำหน้าที่แต่ละหน้าที่ของตน ๆ โดยเฉพาะ ๆ ไม่ก้าวก่ายกัน
จิตเป็นธรรมชาติ รู้ เท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนกับน้ำใส ๆ ส่วนเจตสิกนั้น เป็นตัวปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆ เหมือนสีเขียว สีแดง เมื่อใส่สีแดงลงไป น้ำใสๆ นั้น ก็จะเป็นสีแดง เมื่อใส่สีเขียวลงไป น้ำใส ๆ นั้นจะเป็นสีเขียวขึ้น ด้วยเหตุดังนี้เอง เมื่อจิตเกิดง่วงเหง่าหาวนอน ก็เพราะเจตสิกจำพวกหนึ่ง ที่เข้าประกอบจิตบังคับจิตให้เป็นไปเหมือนกับสี่เขียวสีแดงบังคับน้ำที่ใสๆ ให้เป็นสีเดียวกันกับตน
ธรรมชาติของจิตนั้นเป็นนามธรรม เห็นไม่ได้ ถูกต้องไม่ได้ จึงทำให้เข้าใจเรื่องจิตยากอยู่สักหน่อย ดังนั้น ผมของแสดงด้วยรูปเพื่อให้ท่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น โปรดทราบด้วยว่าภาพที่แสดงนี้เพียงเพื่อให้ท่านเข้าใจเท่านั้น ยังไม่ถูกต้องครบบริบูรณ์ทั้งหมด
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [4 เม.ย. 2551 , 08:36:50 น.] ( IP = 125.26.40.25 : : )
สลักธรรม 6กราบขอบพระคุณมากครับคุณศาลาธรรม ที่นำธรรมะเรื่องนี้มาฝากให้อ่าน เพื่อเข้าใจถึงเหตุว่าการนอนหลับนั้นเป็นอย่างไร ทำไมถึงนอนไม่หลับ จะตามอ่านต่อครับ
จิตเป็นธรรมชาติ รู้ เท่านั้น ซึ่งเปรียบเหมือนกับน้ำใส ๆ ส่วนเจตสิกนั้น เป็นตัวปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่างๆ เหมือนสีเขียว สีแดง เมื่อใส่สีแดงลงไป น้ำใสๆ นั้น ก็จะเป็นสีแดง เมื่อใส่สีเขียวลงไป น้ำใส ๆ นั้นจะเป็นสีเขียวขึ้น ด้วยเหตุดังนี้เอง เมื่อจิตเกิดง่วงเหง่าหาวนอน ก็เพราะเจตสิกจำพวกหนึ่ง ที่เข้าประกอบจิตบังคับจิตให้เป็นไปเหมือนกับสี่เขียวสีแดงบังคับน้ำที่ใสๆ ให้เป็นสีเดียวกันกับตน
เป็นการอธิบายที่ยอดเยี่ยมเลยครับ ทำให้รู้จักระวังในการปรุงจิตตนให้มากขึ้นเลยครับผมโดย พี่เณร [4 เม.ย. 2551 , 10:22:32 น.] ( IP = 58.9.143.113 : : )
สลักธรรม 8ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมมากค่ะ กลับมาอ่านอีกครั้ง
เพราะเป็นประเด็นที่ตรงกับใจพอดี
ตามที่ท่านอาจารย์ได้แสดงถึงเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ
คือ การที่จิตยกขึ้นสู่อารมณ์มิได้หยุดหย่อน
ทำให้เกิดความรู้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
และทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ตนเอง โดยเฉพาะเรื่องการนอนไม่หลับ
เพราะส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหา แต่พอมีเหตุการณ์เหล่านี้ก็พอแยกประเด็นได้
หากเกิดกับฝ่ายอกุศล ก็เกิดจากสภาพจิตที่เป้นอกุศล เช่น ความกังวล ความไม่พอใจ เรียกได้ว่าลูกๆโทสะทั้งนั้นเลยแถมทำให้ร่างกายไม่มีความปลอดโปร่งเลย
แต่มีบ้างบางโอกาสที่ทำให้นอนไม่หลับจากสภาพจิตที่รูสึกตัวอยู่ตลอดอันนี้ไม่มีสภาพร่างกายที่อึดอัด แต่ดูปลอดโปร่ง
การศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เกิดศรัทธาในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น โดยเฉพาะในหลักของพระอภิธรรม ซึ่งเป็นสุดยอดของความรู้จริงๆ
กราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านอาจารย์มาด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะโดย น้องอุ๊ [5 เม.ย. 2551 , 22:04:44 น.] ( IP = 71.185.142.20 : : )
สลักธรรม 9
เรื่องของการนอนไม่หลับ ยากส์ที่จะไม่มีใครไม่เคยประสบปัญหานี้
อ่านแล้วก็ทำให้เข้าใจเลยว่าจิตทำงานกันตลอดเวลา ที่ท่านอาจารย์บอกว่านอนไม่หลับเพราะยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ตลอดเวลา...อย่างนี้นี่เองที่เรามักพูดกันว่าคิดฟุ้งซ่านเลยทำให้นอนไม่หลับ
และทำให้เข้าใจสภาพการงานของจิตที่เป็นไปต่างๆนาๆ ก็ด้วยการปรุงแต่งของจิต ซึ่งยกภาพเปรียบเทียบกับสีต่างๆที่เติมลงไปในนี้ ก็ทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนสีตามไปด้วย
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องของการนอนไม่หลับ
และขอบพระคุณคุณศาลาธรรมมากค่ะที่นำเรื่องดีๆมีประโยชน์เช่นนี้มาให้อ่านเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ
กราบขอโดย peeda [8 เม.ย. 2551 , 10:29:42 น.] ( IP = 124.121.175.112 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |