| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องใจภักดิ์รักกุศล (๒)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
และหลังจากที่การแผ่เมตตาผ่านพ้นไปแล้วนั้น ท่านอาจารย์ได้หันกลับมาสวัสดีทุกคนอีกครั้ง และแจ้งเจตนาให้ทุกคนทราบถึงเหตุผลที่นำบทโพชฌังคปริตมาสวดในวันนี้ด้วยว่า..
เพราะทราบว่าทุกคนก็สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง บางคนก็อายุมาก บางคนก็เจ็บป่วยอยู่ จึงตั้งใจที่จะมาสวดบทนี้ เพื่อบำบัดทุกข์ ปัดเป่า และคลายความเศร้าหมองที่เกิดจากความป่วยเจ็บ แข้งขาที่ไม่ดี ร่างกายที่อ่อนเพลีย สุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ของแต่ละท่าน ก็ขอให้มีกุศลปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ความเจ็บป่วยเหล่านั้นให้ไกลจากชีวิตของทุกท่านได้
เช้าวันนี้แม้เราได้สวดมนต์กันสายไปสักหน่อยเพราะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ก็ต้องขออนุโมทนากับกุศลกับทุก ๆ ท่านที่มีขันติอดกลั้นต่อความลำบาก ได้ฟันฝ่าอุปสรรคคือฝนและน้ำที่ท่วมขัง มาร่วมงานกุศลในครั้งนี้
เพราะอย่างน้อยในหนึ่งสัปดาห์เราก็จะได้มาสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยกันอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อเราอยู่บ้านที่เราก็ไม่ได้ทำอย่างนี้ ดังนั้น หนึ่งวันในหนึ่งสัปดาห์ที่เราได้มาสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย สรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และได้มีโอกาสกล่าวคำบาลีในสิ่งที่พระพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ เช่น ชาติปิทุกขา ชราปิทุกขา มรณังปิทุกขา
จงควรภูมิใจที่เรารักษาความดีได้ด้วยความอดทนและฟันฝ่าอุปสรรคผ่านพ้นมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าฝนจะตกหนักขนาดไหน น้ำจะท่วม ฟ้าจะร้อง เราก็ได้มากล่อมใจของเราด้วยกุศลบารมี นับว่าเป็นศิริเป็นมงคลอย่างยิ่ง
เพราะการกระทำเช่นนี้หาได้ยาก คือถ้าหากมีโอกาสได้ทำอาทิตย์ละ ๑ หนึ่งครั้ง เดือนหนึ่งก็จะได้ ๔ ครั้ง พอครบหนึ่งปีก็จะทำได้อย่างน้อย ๔๘ ครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำความดีมิใช่น้อยเลย
โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [7 เม.ย. 2551 , 07:12:48 น.] ( IP = 58.9.96.209 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ในวันนี้ก็ควรหาโอกาสทำความดีให้ปรากฎขึ้น เพราะความดีย่อมชนะความชั่ว และความดีนั้นย่อมปัจจัยสืบต่อให้เราทำกุศลได้มั่นคงขึ้น การทำกุศลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ที่รู้ว่าทำกุศลแล้วให้ผลอย่างไร
ดังนั้น วันนี้ก็มีสิ่งที่ฝากท่านขึ้นกระดานว่า..
ชีวิตคนเรานั้น ต้องมีการเดินทางไปเพื่อเป้าหมายของชีวิต
และในการเดินทางของชีวิตนั้น เราไม่สามารถมองเห็นจุดหมายปลายทางได้ว่า จะถึงเมื่อใด
ขอเพียงอย่าท้อแท้ จงเดินต่อไปเรื่อย ๆ แม้หนทางจะยาวไกล ด้วยกำลังใจที่เต็มด้วยศรัทธา
เพียงแค่หันมองจุดเริ่มต้น ด้วยความตระหนักในก้าวแรกแห่งวิปัสสนานั่นเอง
ยิ่งเราอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นมากเท่าไร ก็เท่ากับว่า...เราได้ลงมือเดินทางดีแล้ว
โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือกังวลใจว่า จุดหมายปลายทางนั้นอยู่อีกยาวไกลแค่ไหน
เพราะก้าวแรกที่ถูกทาง ย่อมถึงจุดหมายปลายทางได้แน่นั่นเอง
บุษกร เมธางกูร
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2551 , 07:13:18 น.] ( IP = 58.9.96.209 : : )
สลักธรรม 3
ข้อความนี้ท่านอาจารย์กล่าวว่า เป็นข้อความที่มีเนื้อหากระชับดีแล้ว แต่เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงความหมายที่สำคัญท่านจึงได้อธิบายเพิ่มเติมมา
คนเรามีการเดินทางกันทั้งนั้น เหมือนกับเรื่องของจิตที่เราจะต้องเรียนเรื่องชวนะจิตในกาลข้างหน้าว่า จิตนั้นก็มีเส้นทางของจิต เช่น ถ้าหากอกุศลเกิดขึ้นจิตก็จะเดินทางยาวสืบต่อไปในอกุศลจนสุดวิถี ถ้ากุศลเกิดขึ้นจิตก็จะเดินทางยาวสืบต่อไปในกุศลจนสุดวิถี
วันนี้ที่ ทุกคนมาอยู่ตรงนี้ได้ ก็เพราะเราต่างเดินทางมากันมากแล้ว แต่ก็ขอบอกว่าเส้นทางที่เราเดินกันมานั้นเราได้เดินบนเส้นทางที่ผิดกันมามากแล้ว เพราะเมื่อเราได้สวดมนต์บทบูชาพระรัตนตรัยแล้วเราก็จะเข้าใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริมให้เราเดินทาง แต่ท่านส่งเสริมให้เราทำชีวิตให้สิ้นสุดทาง เพราะชีวิตเป็นทุกข์
การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้เป็นความทุกข์ และสังสารวัฏฏ์เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะวิบากไล่ล่าเราอยู่ตลอดเวลา เราจะทำดีแค่ไหน แต่เราก็หนีความชั่วในอดีตไปไม่พ้น แล้วเมื่อใดล่ะที่เราจะหนีพ้น? .. ก็ต่อเมื่อเราไม่เกิด เมื่อเราไม่เกิดแล้ว สิ่งที่จะต้องตามให้ผลเราไม่รู้จะให้ใครเพราะหาเจ้าของไม่พบ
ชีวิตของคนเรานั้นจึงต้องมีการเดินทางไปเพื่อเป้าหมายของชีวิต และจะขอเน้นเป้าหมายตรงนี้ว่า ที่เรามาศึกษาพระอภิธรรมที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิแห่งนี้เรามาจุดประกายปัญญาด้วยความศรัทธาปสาทะเพื่อปลูกฝังเป้าหมายใหม่ จะได้เป็นเส้นทางที่ควรดำเนิน
เพราะว่าเรามีความปรารภพระนิพพานเป็นเอก ก็คือสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด โดยก่อนที่จะถึงพระนิพพานนั้น เราจึงต้องวางเป้าหมายไว้ว่า เราจะต้องสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดให้ได้ เพราะว่าสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดลงเมื่อใด ตัณหายุติจบบทบาทลงเมื่อนั้น
เพราะได้กล่าวไปแล้วว่า ..ชีวิตเราก็เหมือนละครชีวิต มีบทบาทลีลาแตกต่างกันไป บางคนมีความสุขมากแต่ก็สุขชั่วคราว บางคนฐานะก็พอจะอยู่ในภาวะอย่างนี้ได้ บางคนก็อยู่อย่างลำบาก แต่ถ้าเราเข้าใจชีวิตและใช้ชีวิตอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง เราก็จะสามารถอยู่ได้
โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2551 , 07:13:40 น.] ( IP = 58.9.96.209 : : )
สลักธรรม 4
เป้าหมายของชีวิตและในการเดินทางนั้น เราไม่สามารถมองเห็นจุดหมายปลายทางได้ว่า จะถึงเมื่อใด แม้เรามีความปรารภพระนิพพานคือสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด แต่เราก็ไม่รู้เลยว่าจะไปเมื่อใด
อย่างพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ต้องทรงบำเพ็ญบารมีมานานถึงสี่อสงไขยแสนมหากัปป์ ซึ่งมีจำนวนตัวเลขมากมาย ฉะนั้น ชีวิตของเราจะไปงพระนิพพานเมื่อใดเราก็ไม่รู้.. แต่ก็อย่าท้อแท้
แม้หนทางจะยาวไกล และไม่ว่าจะอีกกี่ภพกี่แสนชาติกี่แสนกัปป์กว่าที่เราจะไปถึงก็ช่างเถิด เพียงขอให้มีความเพียรเดินทางไปด้วยกำลังใจที่เต็มด้วยศรัทธาก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้พระปริยัติ ที่จะบอกให่ทราบว่า ..ชีวิตที่เราเวียนว่ายตายเกิดนี่ เกิดขึ้นมาเพราะอะไร มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตบ้าง ซึ่งมีทั้งอกุศลและกุศล
มีกิเลสมาเป็นตัวปรุงแต่งให้ชีวิตต้องมีพฤติกรรมคือการกระทำเป็นกรรม เมื่อมีกรรมแล้วย่อมต้องได้รับวิบากกรรม ซึ่งวิบากเป็นของส่วนตัวซึ่งเราจะต้องได้รับ กับตัวเอง
เมื่อเรามาเรียนตรงนี้ ในเรื่องของจิต ในเรื่องของเจตสิก ในเรื่องของรูป เราจะเห็นได้ว่าชีวิตนี้ไร้สาระไร้แก่นสาร
การที่ท่านกำลังเริ่มเรียนพระอภิธรรม นั่นก็คือท่านกำลังเป็นผู้มีเป้าหมาย เป้าหมายคือ "รู้จักชีวิต" หรือจะใช้คำของหลวงพ่อว่า "แจ้งแก่ใจ"
เรามาศึกษาเพื่อแจ้งแก่ใจว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร และเมื่อแจ้งแก่ใจแล้วเราจะสลดจิต เพราะไม่มีอะไรเป็นสาระจริงแท้เลย .. เราทำมาหากินกันมาจนถึงขณะนี้ก็เพื่อจะมีวันนี้และเพื่ออนาคต จากนั้นเราก็ตายแล้วก็ไปเริ่มต้นใหม่ในชาติหน้า เป็นชีวิตที่เริ่มตะกุยตะกายเพื่อไปแสวงหาแล้วก็จบชีวิตลงไปไปอีก
ก็เหมือนกับการพยายามหอบข้าวของมากองโตเลย พอเดินมาถึงตรงนี้(คือตาย) เราก็ต้องวางไว้ เพราะเราเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว แล้วก็เดินต่อไปอีก(ไปเกิด)แล้วก็เริ่มต้นเก็บอีก
โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2551 , 07:14:01 น.] ( IP = 58.9.96.209 : : )
สลักธรรม 5
เรามีชีวิตที่หยิบ ๆ วาง ๆ การมานานแล้ว เมื่อเราศึกษามาจนรู้เช่นนี้แล้วนี่ ก็อย่าท้อแท้ เพราะก้าวแรกแห่งวิปัสสนานั้นเป็นก้าวแรกที่ออกจากวัฏฏะสงสาร
ส่วนก้าวแรกของอย่างอื่นล้วนเป็นก้าวไปในวัฏฏสงสารทั้งสิ้นเลย เพราะการปฏิบัติวิปัสสนาเป็นวิวัฏฏคามินีกุศล เป็นกุศลที่ทำให้ออกจากวัฏฏสงสาร ก้าแรกแห่งวิปัสสนาจึงเป็นก้าวที่ทำให้เราหลุดพ้นได้ ถ้าใครยังไม่มีก้าวแรกก็ต้องเริ่มต้นให้มีก้าวแรกเสียก่อน
แต่ถ้าหากได้เคยปฏิบัติมาแล้ว ก็เพียงแต่เหลียวมาดูว่าเราอยู่ห่างไกลก้าวแรกนั้นขนาดไหนแล้ว ยิ่งเราอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นมากเท่าไร ก็แสดงว่าเราเข้าใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปทุกที
เช่น คนที่อยู่นอกห้องแล้วมีเป้าหมายว่าจะเดินทะลุผ่านห้องไปยังอีกด้านหนึ่ง เขาก็ต้องก้าวผ่านประตูเข้ามาในห้องเสียก่อนแล้วค่อยเดินไปยังจุดหมายที่ตั้งใจ แต่ละก้าวที่ก้าวไปๆ นั้นก็ยิ่งไกลจากประตูไปทุกที
เช่นเดียวกับที่เราก้าวไปทั้งในคันถธุระและวิปัสสนาธุระ แล้วรู้สึกเหนื่อยเหลือ หรือคิดว่ายังอีกไกลเหลือเกิน แต่เมื่อเราเหลียวหลังไปดูก็จะรู้ว่า เราอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นแล้ว และถ้าเรามีความเพียรก้าวต่อไปเราจะจไปถึงเป้าหมายได้เหมือนกับผู้ที่เพียรก้าวไปเรื่อยๆ ก็จะออกไปยังประตูอีกด้านหนึ่งของห้องได้
โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2551 , 07:14:24 น.] ( IP = 58.9.96.209 : : )
สลักธรรม 6
ความสำเร็จในชีวิตของเรานั้นอยู่ที่ความพียรก้าวต่อไปเท่านั้นเอง ห่างจากก้าวแรกมากเท่าไร ก็เท่ากับว่า...เราได้ลงมือเดินทางแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าจะถึงเมื่อไหร่
เพราะถ้าหากเรารู้ว่าเราก้าวเดินไปด้วยความมั่นคง สักวันหนึ่งเราต้องถึงจุดหมายปลายทางแน่นอน แม้ขณะนี้จุดหมายปลายทางนั้นจะอยู่อีกยาวไกลแค่ไหนก็ตาม หากก้าวแรกของเราเป็นก้าวที่เดินไปบนเส้นทางที่ถูกแล้ว ก็ย่อมต้องถึงจุดหมายปลายทางได้แน่ และเราจะก้าวถูกทางได้ก็ต่อเมื่อรู้จักชีวิตถูกต้องด้วยการศึกษาพระอภิธรรมและการปฏิบัติธรรม
พระพุทธเจ้า..พระองค์ก็มีก้าวแรก ครูบาอาจารย์ของเรา..ก็มีก้าวแรก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสมเด็จพ่อของพวกเรา หลวงพ่อเสือก็เป็นพ่อของเรา และท่านได้ก้าวมาแล้วก็มีรอยเท้าฝากเอาไว้ให้เราก้าวตาม เราจึงต้องตระหนักว่า เราจะต้องเดินตามรอยเท้าพ่อ และตั้งใจะก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง จะไม่ท้อแท้ จะไม่ท้อถอย ..แมัในขณะนี้พระพุทธองค์จะดับขันธ์ไปนานแล้ว..แต่ทางสายเอกก็ยังอยู่ ครูบาอาจารย์เรา.. ท่านยังทิ้งความรู้ไว้ให้เรา
ไม่มีอะไรทำได้ง่าย ๆ แต่ก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ ... พระสัมมาสัมพุทธ..เจ้าท่านผจญมารมามาก หลวงพ่อเสือ..ท่านก็เผชิญชะตากรรมของท่านมามาก ท่านอาจารย์บุญมี..ท่านก็ทนทุกข์ทรมานจากร่างกาย และจิตใจเพียรพิสูจน์เรื่องผีสางเทวดา พิสูจน์เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด พิสูจน์ให้คนเห็นว่าชีวิตเป็นทุกข์ แล้วกว่าที่ท่านจะตั้งมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิจนมาถึงวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
ก่อนหน้านี้ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ อาจารย์บุญมีท่านจะเดินไปสอนธรรมะ ท่านเดินไปให้ความรู้ประชาชน ท่านเดินอย่างสม่ำเสมอด้วยความมั่นคงในหน้าที่การงานที่ท่านคิดว่าประเสริฐแล้ว และเป็นบุญมหาศาล แม้จะมีความท้อแท้บ้างแต่ท่านไม่เคยท้อถอยจนลมหายใจสุดท้าย เราที่เป็นลูก ๆ .. เราก็ต้องเดินตามทางอย่างมั่นคง
โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2551 , 07:14:45 น.] ( IP = 58.9.96.209 : : )
สลักธรรม 7
แม้จะต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตก็ไม่หนักหนานักหรอก บางครั้งแค่ผ่านหู..แล้วมันก็ไป บางครั้งแค่ผ่านตา..แล้วมันก็ไป ก็แค่วิบากที่เข้าออกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมันก็ต้องผ่านไป แต่ทุกข์จากชีวิตนี้มันไม่ผ่านเพราะเราต้องเดินไปหามันตลอดเวลาทุกชาติ
จึงขอให้เราตระหนักในก้าวแรกที่เราเหลียวไปมองว่า เราทำดีหรือเปล่า เราเริ่มต้นดีหรือเปล่า เมื่อเริ่มต้นดีแล้วก็เดินต่อ อย่าท้อแท้ และท้อถอย อย่าน้อยใจ และไหวตาม ในสิ่งที่มากระทบทั้งดีและทั้งชั่ว เพราะว่าเราก้าวมาในทางที่ดีแล้ว
ก็ขอกุศลเจตนาและความตั้งใจของทุกคนนั้น จงทำให้ทุกคนฟันฝ่าอุปสรรคก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง มีความอดทนเพื่อชัยชนะของตนเอง ถึงธงชัยของตนเองก็คือถึงมรรคผลนิพพาน
มรรคผลนิพพานนั้นต้องอาศัยกุศลเป็นปัจจัยอันสำคัญ ฉะนั้น การที่เรามาสวดมนต์ เรามาเรียนธรรมะ เรามาช่วยกันสอนธรรมะ ช่วยกันกอบกู้อิสรภาพจากนั่นแหละ เป็นก้าวแรกที่มั่นคงและดีแล้ว ขอให้ทุกท่านนั้นมีก้าวอันมั่นคงต่อไปโดยไม่หวั่นไหว ไม่น้อยใจได้ตลอดชีวิต อนุโมทนาค่ะ...
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [7 เม.ย. 2551 , 07:15:08 น.] ( IP = 58.9.96.209 : : )
สลักธรรม 8ได้อ่านสิ่งที่ท่านอาจารย์นำมาฝากแล้วได้กำลังใจในการเดินทางต่ออย่างมากเลยขอรับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่อนที่บอกว่า
"... ยิ่งเราอยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นมากเท่าไร ก็เท่ากับว่า...เราได้ลงมือเดินทางดีแล้ว
โดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือกังวลใจว่า
จุดหมายปลายทางนั้นอยู่อีกยาวไกลแค่ไหน
เพราะก้าวแรกที่ถูกทาง ย่อมถึงจุดหมายปลายทางได้แน่นั่นเอง"
แม้ว่าในวันนี้มองๆไปแล้วยังไม่เห็นจุดหมายปลายทาง แต่หันไปมองข้างหลังก็ดูเหมือนว่าเราก็เดินมาจนมองไม่เห็นจุดเริ่มต้นแล้วเช่นกัน ในเมื่อในใจของเราทุกคนล้วนปักหมุดไว้บนแผนที่ที่จะเดินทางต่อแล้ว ต่อจากนี้ก็เพียงแต่ลงเท้าเดินทางต่อด้วยความศรัทธา พร้อมทั้งเปิดใจยอมรับในคำตักเตือนและติติงจากอาจารย์ท่านต่างๆเพื่อที่จะไม่เดินผิดไปจากเส้นทางที่เราปรารถนาจะเดินไปนั่นเอง
ขอขอบคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟอย่างมากเลยครับที่นำเอาข้อความอันเป็นประโยชน์มาฝากกันโดย เณรจิ๋ว [8 เม.ย. 2551 , 10:07:06 น.] ( IP = 202.7.166.169 : : 123.243.29.251 )
สลักธรรม 10กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
ที่นำธรรมะมาช่วยขลัดเกลาและสร้างความมั่นใจต่อการเดินทาง
คงไม่สามารถคำนวนระยะทางที่ได้เริ่มเดินทางมาแล้วบ้าง แต่ยังไงก็จะพยายามเดินตามทางที่ครูสอนค่ะ
ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะโดย น้องอุ๊ [9 เม.ย. 2551 , 07:41:24 น.] ( IP = 71.185.142.20 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |