มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


เจตสิก คืออะไร




เจตสิก คืออะไร

โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรม ซึ่งเป็นพระธรรมที่ว่าด้วยเรื่องอันลึกซึ้งของชีวิตจิตใจ ก็จะตีความคำว่า เจตสิกเอาง่าย ๆ ว่าเจตสิกกับวิญญาณเป็นเจตภูต เพราะเจตสิกกับเจตภูต พูดคล้ายกัน แล้วเวลานอนหลับเจตภูตจะออกจากร่างกาย ได้แล้วก็ท่องเที่ยวไป ทำให้เกิดความฝันต่าง ๆ

ผู้ใดมีความคิดเห็นอย่างไรก็แสดงออกมา โดยไม่ได้มีหลักวิชาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ พร้อมทั้งมีตัวเลขควบคุมมิให้บางท่านมักง่าย แล้วก็ค่อย ๆ ทำลายพระพุทธศาสนาไปโดยปริยาย ผู้แสดงธรรมะมักง่ายเหล่านี้ เพียรพยายามที่จะทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งตรัสรู้ ผู้ซึ่งมีสัพพัญญูให้กลายเป็นบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป ดังนั้น จึงตัดเรื่องยาก ๆ ออกไปเสียจนหมด เช่น เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ผีสางเทวดา และปัญหาโลกแตกอีกมากมาย ที่มีแสดงและมีบทพิสูจน์พร้อมบริบูรณ์อยู่ในพระอภิธรรมปิฎกออกเสีย โดยพยายามหาคำพูดหาทางยกเหตุผลของตนเองขึ้นมา แล้วก็ใส่ความคิดเห็นของตนลงไปโดยไม่ละอายโดยมิได้มีความรับผิดชอบใด ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสภาวะรับรองและมิได้เอาตัวเลขที่ควบคุมเอาไว้มาวาง

ในเรื่องของเจตสิกนี้ บางท่านก็คิดเอาง่าย ๆ โดยอธิบายเป็นจิตไปเลย ว่าเจตสิกก็คือความรู้สึกนั่นรู้สึกนี่ มันเป็นจิตที่ผสมเจตสิกเสร็จแล้ว จึงรักบ้าง โกรธบ้าง แล้วแถมท้ายว่าขอให้เข้าใจว่ามันเป็นดวงจิตเดียวนั่นแหละ มันจะไปไหน มันจะอยู่ที่ไหนมันก็ดวงเดียว จึงได้ใช้คำว่า "เอกจรํ"ท่านยังกล่าวต่อไปว่า มีเจตสิกธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งผสมแล้ว นับตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่จะมีความเป็นอย่างนี้เข้มข้นมากขึ้น จนเป็นนิสัยสันดานของสิ่งที่เรียกว่า จิต

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 12:38:55 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ท่านมีความเข้าใจว่า จิตกับเจตสิกนั้น มันเป็นคนและกลุ่มคนละพวก แล้วจึงได้มาผสมกันกลายเป็นว่า มีจิตกลุ่มหนึ่งต่างหาก แล้วจึงเอามารวมกับเจตสิก เจตสิกคืออะไรก็ไม่ทราบ ตีความเอาง่าย ๆ ว่า เจตสิกคือความรู้สึกนั่นรู้สึกนี่ มันเป็นจิตที่ผสมเจตสิกเสร็จแล้ว จึงรักบ้าง โกรธบ้าง

ท่านพยายามที่จะแสดงว่า ท่านก็ได้ศึกษาพระอภิธรรมมาเหมือนกัน แต่พอขึ้นต้น ผู้ศึกษาพระอภิธรรมก็ทราบว่า ท่านไม่เคยได้ศึกษามาก่อนเลยอย่างแน่นอน ยิ่งวิปัสสนาของท่านด้วยแล้ว ก็เป็น "วิปัสสนึก" ไปทั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ แล้วจะสอนวิปัสสนึก ดังนี้หรือ

ท่านพยายามแสดงหลายที่หลายแห่ง และหลายครั้งว่า จิตนั้นมันเป็นอันเดียว ดวงเดียว ไม่มีอะไรเป็นคู่ได้ ไม่มีอะไรปน เช่นในเวลาที่คนนอนหลับ หรือเด็กที่ยังอยู่ในท้องแม่ ท่านคิดแล้วพูดเอาเองแท้ ๆ บาปหรือบุญที่ได้ทำไปแล้ว เรียกว่า "วิบากจิต" หายไปไหน นิสสัยใจคอหรือัธยาศัยจะไปอยู่ในที่ใด และถ้าจิตของเด็กที่อยู่ในท้องแม่อยู่โดดเดี่ยวแต่ลำพังแล้ว ถ้าเช่นนั้น คนทำแท้งลูกก็งคงจะไม่เป็นบาปกรรมอะไรกระมัง ท่านไม่เคยได้ศึกษาแม้ในพระสูตรที่แสดงว่า ขณะปฏิสนธิเป็นจุดเล็ก ๆ ที่อยู่ในครรภ์ของมารดา เรียกว่า "กลละ" นั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีรูปอันเป็นปรมาณูจากอำนาจของอะไร มีจำนวนเท่าใด และมีอะไรบ้าง แล้วมันทำงานกันอย่างไร แม้คนนอนหลับท่านก็ไม่มีความเข้าใจ ง่วงนอน ละเมอ หรือความฝัน ก็แน่ละไม่มีวันที่จะอธิบายได้เป็นอันขาด เพราะท่านไม่ยอมอาศัยพระอภิธรรมปิฎก

นอกจากนี้ คำว่า "เอกจรํ" เขาไม่ได้แปลว่าเที่ยวไปโดดเดี่ยวแต่ลำพัง เพราะจิตจะไปไหนโดดเดี่ยวแต่ลำพังไม่มีสภาวะรองรับ และในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรโดดเดี่ยวเลยแม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของต่าง ๆ หรือรวมพูดว่า "รูปนาม" ก็ตาม จิตไม่มีอารมณ์ จิตไม่มีสถานที่อาศัย และจิตไม่มีเจตสิกหลายประเภทร่วมด้วยแล้ว จิตจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และเมื่อจิตเกิดขึ้นมาแล้ว จิตจะไปไหนได้ เพราะจิตล่องลอยไม่ได้ ถ้าล่องลอยไปก็จะกลายเป็นความเห็นผิดเป็นสัสสตทิฏฐิ ท่านคิดไปไม่ถึงดอกว่าเหตุที่ทำให้จิตเกิดคือรู้สึก "เห็น" รู้สึก "ได้ยิน" ได้นั้น ต้องมีเหตุปัจจัยมาประชุมกันถึง ๗๓ เหตุ แล้วในการแสดงพระอภิธรรมเรื่องจิตเกิด หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของสัตว์ทั้งหลายนั้น จิตเป็นหัวหน้า จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการแสดงออกแต่ลำพังผู้เดียว ทั้งเป็นใหญ่เป็นประธานอย่างไรก็มีคำอธิบายแล้วท่านก็สรุปเอาง่าย ๆ ว่า ขอให้เรารู้เรื่องจิตในลักษณะอย่างนี้เถิด คือรู้แต่ลักษณะที่สามารถอบรมจิต เจตสิก ให้มีความพ้นทุกข์ก็พอแล้ว (พ้นทุกข์ของท่านมีชาตินี้ชาติเดียว)

เพราะฉะนั้น จิตวิทยาในพระพุทธศาสนา จึงจำกัดอยู่แค่นี้ เกินนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา มันออกไปนอกขอบเขตของพระพุทธศาสนา มันเป็นจิตวิทยาที่เพ้อ ๆ ไปอย่างนี้ เมื่อเพ้อหนัก ๆ เข้า ก็เลยเฟ้อเลยแล้วมันจะเสียเวลาเปล่า

ท่านพยายามปิดประตูเสียอย่างมิดชิด มิให้ผู้ใดคิดไปในทางอื่น ๆ โดยถือความคิดเห็นของท่านเป็นใหญ่ ท่านผูกขาดแม้ผู้ใดจะค้นคว้าหาความจริงจากพระไตรปิฎก ช่างน่าประหลาด พระอภิธรรมนั้นลึกซึ้งอย่างเหลือเกิน กลับมีผู้ที่ไม่ได้ศึกษา แต่มีความสามารถอธิบาย และตีความ ซ้ำชี้ให้เป็นคำขาดเสียด้วยว่า ศึกษามากแล้วออกไปนอกขอบเขตของพระพุทธศาสนา จึงได้ว่า คำสอนในพระอภิธรรมนั้นเพ้อ ๆ ไปอย่างนั้นเอง ท่านห้ามเหมือนกับท่านสั่งว่า เรียนเครื่องยนต์ของรถยนต์นั้น อย่าเรียนมากมันจะเพ้อ เรื่องชีวิตจิตใจนั้นยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุด ศึกษามามากท่านก็กลัวจะเฟ้อ แล้วจะพาชีวิตจิตใจให้เดินทางไกลไปได้อย่างไร ดังนี้เองหนทางพ้นทุกข์ของท่าน จึงได้พูดเอา "ง่าย ๆ " เพียงในชาตินี้เท่านั้นเอง และถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเท่านี้และในชาตินี้โดยกลัวว่าจะเฟ้อแล้ว จะเป็นสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ได้อย่างไรกัน เรื่องที่เขียนออกมา ก็พูดวนไปเวียนมาว่าไปตามความเข้าใจ โดยมิได้อยู่ในความควบคุมของตัวเลขเลย แม้แต่ตัวหนึ่ง ผมขอยกเอามาวิจารณ์เพียงเท่านี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับจิตใจโดยตรงเท่านั้น ถ้าประชาชนมิได้มีความเสียหายใหญ่หลวงแล้ว ผมก็ไม่ปรารถนาที่จะแตะต้องเลย ผมก็จะไม่ทำให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายต้องเสียเวลาต่อไปอีก ขอเชิญท่านเรียนเรื่อง "เจตสิก" ต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 12:45:50 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 2

ท่านสาธุชนทั้งหลาย เรื่องของชีวิตจิตใจนั้นมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนอย่างที่สุด ดังนั้น จึงควรจะศึกษาไม่ว่าจะเป็นของครูบาอาจารย์คนไหน ขออย่างเดียวอย่าได้ลืมศึกษาพระอภิธรรมเสียด้วยก็แล้วกัน

ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวที่มันจะเกิดขึ้นมาได้โดยโดดเดี่ยวแต่ลำพัง ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ หรือจะเป็นสิ่งของอะไรทุก ๆ อย่าง หรือจะพูดว่า รูป-นามทั้งสิ้นก็ตาม กระดาษที่ท่านถืออยู่ในมือนี้ มันก็ประกอบไปด้วย เซลลูโรส อันเป็นเยื่อใยของไม้ชนิดต่าง ๆ วัตถุเคมีอีกหลายอย่างและหมึกพิพม์ ชอล์คที่ครูใช้เขียนกระดานดำ มันก็มีแคลเซี่ยมซัลเฟท แคลเซี่ยมคาบอเนต และวัตถุเคมีอีกหลายอย่างเหมือนกัน

เราจะค้นหาอย่างไรก็ไม่พบว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวแต่ลำพังได้ กระดาษและชอล์คที่ยกขึ้นมา ในทางธรรมเรียกว่ารูป หรือจะพูดว่าสสารและพลังงาน ในทางธรรมะก็จะต้องมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สี กลิ่น รส และโอชะ เรียกว่าอวินิพโภครูป ๘ อยู่เป็นประจำ ขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้เลยเป็นอันขาด ด้วยเหตุที่ธรรมชาติทั้งหลายต้องอยู่รวมกันหลายอย่าง ดังนี้ ท่านผู้ใดเข้าใจว่า จิตนั้นเกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวแต่ลำพังจึงเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูก และไม่ถูกต้องอย่างก่อความเสียหายให้มิใช่น้อย เพราะถ้าเข้าใจว่าจิตนั้นโดดเดี่ยวมั่นคงถาวร ความเข้าใจผิดดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสะกัดกั้นปัญญาความเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา มิให้ปรากฏเมื่อเวลาปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน แล้วหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ก็ถูกอุดตัน

ในมหาตัณหาขยสูตร ครั้นพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตำหนิพระสาติเป็นอันมาก ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ เพราะพระสาติมีความเข้าในในเรื่องวิญญาณเหมือนศาสนาพราหมณ์คือเข้าใจว่าวิญญาณเที่ยง วิญญาณย่อมแล่นไปโดยเข้าใจว่า คนตายแล้ววิญญาณนั้นเป็นสิ่งกายสิทธิ์ มีอำนาจล่องลอยไปเกิดใหม่ได้ตามบุญ และบาปที่ตนได้ทำเอาไว้

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่เกิด ไม่ดับ และตั้งอยู่โดดเดี่ยวแต่ลำพัง หากแต่จะต้องเกิดดับแล้วยังรวมกันอยู่หลาย ๆ อย่าง เหตุผลที่ควรจะทำความเข้าใจก็คือ มันรวมกันอยู่หลายอย่างทำไม ธรรมชาติเลือกคัดให้มันเกิดขึ้นมาหลายอย่างแล้ว ถ้าไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ย่อมจะไม่ใช่ฝีมือของธรรมชาติเป็นแน่

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 12:55:14 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 3

ธรรมชาติทั้งหลาย มันเกิดขึ้นมารวมกันหลายอย่าง ก็เพราะแต่ละอย่างมันมาช่วยกันทำงานเพื่อให้งานที่ทำนั้นสำเร็จไป เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งพูดคำว่า "บ้าน" ออกไป คนไทยทั้งหลายก็พากันเข้าใจว่า "บ้าน" นั้นคืออะไร แต่ว่าบ้านจะมีของชิ้นเดียวอย่างเดียวได้หรือ แน่นอน บ้านมันก็จะมีเสา จะมีพื้น มีหลังคา มีข้างฝา มีประตู หน้าต่าง และน็อตหรือตะปู ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มารวมกันเป็นบ้านนั้น มันล้วนแต่มีงานของมันทั้งสิ้น

เพราะเสามันก็ทำงานค้ำยันให้บ้านตั้งเป็นรูปทรงอยู่ได้ มีพื้นจะได้เป็นที่อาศัยของตน มีหลังคาเอาไว้กันแดดกันฝน มีข้างฝาเอาไว้กันขโมย และกันแดด กันฝน กันลม มีหน้าต่างก็จะได้ใช้ให้อากาศถ่ายเท มีประตูก็จะใช้เข้าออกได้มันเกิดขึ้นมาช่วยกันทำงานทั้งนั้น และแต่ละชิ้นส่วนรวมกันเราจึงสมมติเรียกว่าเป็นบ้าน แต่ว่าบ้านจริง ๆ หาได้มีไม่ เพราะถ้าชิ้นส่วนต่าง ๆ มากองกับพื้น บ้านก็จะหายไป

เราพูดคำว่า "คน" ก็เหมือนกัน มันก็จะต้องมีหน้าตาร่างกาย แขน ขา กระดูก และอวัยวะภายใน และจิตใจแต่ละชิ้นส่วนมันมีงานทำกันทั้งนั้น แต่ละชิ้นส่วนมารวมกันเราจึงเรียกว่า คน ชิ้นใดชิ้นหนึ่งหาเป็นคนได้ไม่

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 12:58:41 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 4

ถ้าบ้านพังลงไป ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของบ้านก็ทลายลงไปด้วยคำว่าบ้านก็หายไป ถ้าชิ้นส่วนต่าง ๆ ของบ้านประชุมกันขึ้นมาใหม่ บ้านก็เกิดขึ้นมาใหม่

คนก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจไม่มีเขาก็เรียกว่าศพ หาเป็นคนได้ไม่
ธรรมชาติของจิตก็เหมือนกัน ถ้าเราจะอธิบายเหมือนกับจุดไฟขึ้นที่เทียนก็ได้ เมื่อจุดไฟแล้ว ไฟก็เกิดขึ้น แสงสว่างก็เกิดขึ้น ความร้อนก็เกิดขึ้น พลังงานจากความร้อน และพลังงานจากแสงสว่างก็เกิดขึ้น ถ้าไฟเกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าไฟดับมันก็ดับพร้อมกันด้วย

เจตสิกที่รวมกันทั้งหมดนั้นมีอยู่ถึง ๕๒ ประเภท เป็นเจตสิกที่เป็นกลาง ๆ สามารถเกิดกับบาปก็ได้ กับบุญก็ได้ ไม่บาปไม่บุญก็ได้ ประเภทหนึ่ง อกุศลเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นอกุศลจิตเท่านั้นประเภทหนึ่ง และโสภณเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นโสภณจิตเท่านั้นอีกประเภทหนึ่ง

ก็น่าอัศจรรย์ เมื่อผู้ใดเกิดจิตคิดหรือทำไปในฝ่ายอกุศล เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น เจตสิกที่เป็นกลาง ๆ กับเจตสิกฝ่ายที่เป็นอกุศลก็จะเข้ามาเกิดร่วมกัน เราก็เรียกผู้นั้นว่า ได้กระทำบาป หรือพูดว่าอกุศลจิตเกิดขึ้น

เมื่อผู้ใดจิตคิดหรือทำไปในฝ่ายกุศล เช่น ทำบุญให้ทาน เมตตากรุณา เป็นต้น เจตสิกที่เป็นกลาง ๆ กับเจตสิกเป็นฝ่ายโสภณก็จะเข้ามาเกิดร่วมกัน เราก็เรียกผู้นั้นว่า ได้กระทำบุญหรือพูดว่า กุศลจิตเกิดขึ้น

ขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้ท่านได้เห็นหน้าตาบ้างเล็กน้อย พอจะได้มีความเข้าใจ แต่ ถ้าศึกษาเล่าเรียนจริง ๆ แล้วก็มีความละเอียดลึกซึ้งมาก เพราะจะแสดงถึงจิตประเภทไหนเกิดขึ้น มีเจตสิกอะไรบ้าง เข้ามาร่วมกันทำงานและทำงานกันอย่างไร เก็บอารมณ์ เก็บบุญ เก็บบาปเอาไว้ที่นั่น และบุญบาปที่เก็บเอาไว้เหล่านั้นสามารถแสดงออกคือ ให้ผลได้อย่างไร เหตุใดคนทำความดีจึงมองเห็นกันอยู่ทั่วไปว่าไม่ได้รับผลดี และคนชั่วร้ายกลับมีความร่ำรวยหรือมีความสุข ความสบาย

ตัวอย่างที่จะยกขึ้นมาให้ท่านได้พิจารณานั้น เป็นตัวอย่างที่จะทำให้พอมองเห็นหน้าตาบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องเจตสิกนี้ผมบรรยายอยู่ที่อภิธรรมมูลนิธิสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง ก็ต้องใช้เวลาปีเศษสำหรับเพียงเพื่อจะได้อาศัยเป็นพื้นฐานในการศึกษาสูงขึ้นไป

เมื่อเวลาจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ จิตกับเจตสิกก็จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ เพราะจิตเกิดขึ้นที่ไหนเจตสิกก็จะอยู่ในที่นั้น จิตรับอารมณ์อะไร เจตสิกก็ร่วมรับอารมณ์อย่างเดียวกัน เหมือนพูดว่ามีครูก็ต้องมีศิษย์ พูดว่าพ่อแม่ก็ต้องมีลูก พูดว่าสามีก็ต้องมีภรรยา ชิ้นส่วนของไม้มาประชุมกันให้ถูกต้อง บ้านมันก็เกิดขึ้น เจตสิกร่วมประชุมกันจิตก็เกิดขึ้น ไม่ใช่มีเจตสิกต่างหากแล้วก็เอามารวมกับจิตอีกทีหนึ่ง ผมจึงขอเขียนรูปให้ดูเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ วงกลมใหญ่สมมติว่าเป็นจิต และวงกลมเล็กสมมติว่าเป็นเจตสิก

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 13:16:13 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 5

จิต ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นนามธรรมก็ตามที่เกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีการประชุมที่มาเกิดร่วมกันก็เพื่อจะมาทำงาน ตัวที่มาประชุมร่วมกันเหล่านี้เรียกว่า เจตสิก มีอย่างเดียวมันก็ผิดธรรมชาติเป็นบ้านหรือเป็นคนไม่ได้ และไม่ใช่ฝีมือของธรรมชาติเป็นแน่

เมื่อตั้งคำถามว่า เจตสิกคืออะไร ก็ได้คำตอบว่า เจตสิกคือธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เดียวกับจิต และที่ตั้งที่อาศัยก็อยู่ในที่เดียวกันกับจิต

เจตสิกที่ประกอบกับจิตนั้น เรียกว่า เจโตยุตฺลกฺขณํ คือการประกอบที่บริบูรณ์ด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ

๑. เอกุปฺปาท เกิดพร้อมกับจิต
๒. เอกนิโรธ ดับพร้อมกับจิต
๓. เอกาลมฺพน มีอารมณ์อันเดียวกับจิต
๔. เอกวตฺถุก อาศัยวัตถุอันเดียวกับจิต

เพราะว่าชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มาร่วมประชุมกันเป็นบ้านนี้เองที่ทำให้บ้านมีรูปแบบต่าง ๆ กันออกไป เช่น หน้าจั่ว ขื่อ แป ข้างฝา เป็นต้น แล้วก็สมมติชื่อขึ้นมาใหม่เพื่อเรียกขานกันให้เข้าใจ เช่น บ้านปั้นหยา บ้านไทย บ้านแบบฝรั่ง บ้านบังกะโล ไปจนถึงกระท่อมห้องหอ หรือห้องแถว เพราะชิ้นส่วนที่มารวมกันเป็นคน ก็มีความแตกต่างกันไป จึงได้ชื่อว่าเป็นคนเหมือนกัน แต่คนทั้งหลายหาได้เหมือนกันไม่ บางคนเตี้ย บางคนสูง บางคนตาใหญ่ บางคนตาเล็ก เพราะชิ้นส่วนต่าง ๆ มารวมกันจึงได้เป็นบ้าน และเพราะชิ้นส่วนต่าง ๆ มารวมกันจึงได้เป็นคน แม้จะชื่อว่าเป็นบ้าน เป็นคน ก็หาได้เหมือนกันไม่ ย่อมต่าง ๆ กันออกไปก็แล้วแต่ หรือตามแต่ชิ้นส่วนที่มาประชุมกันเหล่านั้นว่าเป็นอย่างไร

ที่ชื่อว่า "จิต" เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ก็เหมือนกัน เพราะมีเจตสิกมาร่วมประชุมกันจึงได้เป็นจิต และเพราะมีเจตสิกมาร่วมช่วยกันปรุงแต่ง ดังนั้น จิตจึงเป็นโลภะบ้าง โทสะบ้าง ซึ่งเป็นบาป และอโลภะบ้าง อโทสะบ้าง ซึ่งเป็นบุญ เป็นต้น

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 13:22:36 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 6

ถ้าบ้านพังลงไป ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของบ้านก็ทลายลงไปด้วยคำว่าบ้านก็หายไป ถ้าชิ้นส่วนต่าง ๆ ของบ้านประชุมกันขึ้นมาใหม่ บ้านก็เกิดขึ้นมาใหม่

คนก็เหมือนกัน ถ้าจิตใจไม่มีเขาก็เรียกว่าศพ หาเป็นคนได้ไม่
ธรรมชาติของจิตก็เหมือนกัน ถ้าเราจะอธิบายเหมือนกับจุดไฟขึ้นที่เทียนก็ได้ เมื่อจุดไฟแล้ว ไฟก็เกิดขึ้น แสงสว่างก็เกิดขึ้น ความร้อนก็เกิดขึ้น พลังงานจากความร้อน และพลังงานจากแสงสว่างก็เกิดขึ้น ถ้าไฟเกิดขึ้นมันก็เกิดขึ้นพร้อมกัน ถ้าไฟดับมันก็ดับพร้อมกันด้วย

เจตสิกที่รวมกันทั้งหมดนั้นมีอยู่ถึง ๕๒ ประเภท เป็นเจตสิกที่เป็นกลาง ๆ สามารถเกิดกับบาปก็ได้ กับบุญก็ได้ ไม่บาปไม่บุญก็ได้ ประเภทหนึ่ง อกุศลเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นอกุศลจิตเท่านั้นประเภทหนึ่ง และโสภณเจตสิกจะประกอบกับเฉพาะจิตที่เป็นโสภณจิตเท่านั้นอีกประเภทหนึ่ง

ก็น่าอัศจรรย์ เมื่อผู้ใดเกิดจิตคิดหรือทำไปในฝ่ายอกุศล เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น เจตสิกที่เป็นกลาง ๆ กับเจตสิกฝ่ายที่เป็นอกุศลก็จะเข้ามาเกิดร่วมกัน เราก็เรียกผู้นั้นว่า ได้กระทำบาป หรือพูดว่าอกุศลจิตเกิดขึ้น

เมื่อผู้ใดจิตคิดหรือทำไปในฝ่ายกุศล เช่น ทำบุญให้ทาน เมตตากรุณา เป็นต้น เจตสิกที่เป็นกลาง ๆ กับเจตสิกเป็นฝ่ายโสภณก็จะเข้ามาเกิดร่วมกัน เราก็เรียกผู้นั้นว่า ได้กระทำบุญหรือพูดว่า กุศลจิตเกิดขึ้น

ขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้ท่านได้เห็นหน้าตาบ้างเล็กน้อย พอจะได้มีความเข้าใจ แต่ ถ้าศึกษาเล่าเรียนจริง ๆ แล้วก็มีความละเอียดลึกซึ้งมาก เพราะจะแสดงถึงจิตประเภทไหนเกิดขึ้น มีเจตสิกอะไรบ้าง เข้ามาร่วมกันทำงานและทำงานกันอย่างไร เก็บอารมณ์ เก็บบุญ เก็บบาปเอาไว้ที่นั่น และบุญบาปที่เก็บเอาไว้เหล่านั้นสามารถแสดงออกคือ ให้ผลได้อย่างไร เหตุใดคนทำความดีจึงมองเห็นกันอยู่ทั่วไปว่าไม่ได้รับผลดี และคนชั่วร้ายกลับมีความร่ำรวยหรือมีความสุข ความสบาย

ตัวอย่างที่จะยกขึ้นมาให้ท่านได้พิจารณานั้น เป็นตัวอย่างที่จะทำให้พอมองเห็นหน้าตาบ้างเท่านั้น เพราะเรื่องเจตสิกนี้ผมบรรยายอยู่ที่อภิธรรมมูลนิธิสัปดาห์ละ ๒ ชั่วโมง ก็ต้องใช้เวลาปีเศษสำหรับเพียงเพื่อจะได้อาศัยเป็นพื้นฐานในการศึกษาสูงขึ้นไป

เมื่อเวลาจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์ จิตกับเจตสิกก็จะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ เพราะจิตเกิดขึ้นที่ไหนเจตสิกก็จะอยู่ในที่นั้น จิตรับอารมณ์อะไร เจตสิกก็ร่วมรับอารมณ์อย่างเดียวกัน เหมือนพูดว่ามีครูก็ต้องมีศิษย์ พูดว่าพ่อแม่ก็ต้องมีลูก พูดว่าสามีก็ต้องมีภรรยา ชิ้นส่วนของไม้มาประชุมกันให้ถูกต้อง บ้านมันก็เกิดขึ้น เจตสิกร่วมประชุมกันจิตก็เกิดขึ้น ไม่ใช่มีเจตสิกต่างหากแล้วก็เอามารวมกับจิตอีกทีหนึ่ง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 13:24:46 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 7

ผมจึงขอเขียนรูปให้ดูเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ วงกลมใหญ่สมมติว่าเป็นจิต และวงกลมเล็กสมมติว่าเป็นเจตสิก เจตสิกตามรูปที่ท่านได้เห็นนั้นอยู่ในพวกที่เรียกว่า อัญญสมานาเจตสิก ซึ่งหมายถึงเจตสิกที่ร่วมประกอบกับจิตที่เป็นอกุศล หรือที่เป็นกุศลก็ได้ มีจำนวน ๑๓ แล้วได้แยกเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ประเภท ซึ่งหมายถึงเจตสิกที่ประกอบกับจิตทั้งหมดทุก ๆ ประเภท ซึ่งผมขอยกขึ้นมาให้เป็นตัวอย่าง ให้ท่านได้พิจารณา ส่วนปกิณณกเจตสิกอีก ๖ ประเภท จะของดเอาไว้ ส่วนอกุศล หรือโสภณเจตสิก ก็จะเสนอต่อท่านบ้างนิดหน่อย ขอท่านทั้งหลายได้โปรดศึกษาให้จริงจังต่อ ๆ ไป ผลที่ได้นั้นมิใช่เล็กน้อยเลย

เมื่อเวลาเราจะทำการงานอะไร การงานที่ทำนั้นมันก็มีคั่นมีตอน การงานที่ทำบางทีก็สลับซับซ้อน แต่ผู้ที่มิได้คิดพิจารณา ผู้ที่มิได้ประกอบการงานนั้นมาก็ไม่อาจจะทราบได้ถึงเรื่องอะไรที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ ดังนั้น จึงพูดออกไปอย่างง่าย ๆ ตามประสาของคนที่ไม่มีความเข้าใจ แต่ช่างคิดช่างพูดช่างออกความเห็น

ตัวอย่างเช่น นายช่างทำบ้านเรือนสักหลังหนึ่ง เขาจะต้องรู้จักตัวไม้ที่จะทำบ้านเรือนนั้นทุก ๆ ชิ้น ว่ามันมีรูปร่างอย่างไร หนาบางแค่ไหน กว้างและยาวมากน้อยเท่าใด จะใช้ตัวยึดโยงอันได้แก่น็อตหรือตะปูขนาดไหน ใครจะเป็นผู้ตกแต่งตัวไม้แล้วประกอบมันขึ้นอย่างไรจึงจะได้ผลดี

ช่างไม้ก็ต้องรู้เรื่องของช่างไม้ให้ดีเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวกับผลได้ผลเสียของตนเอง ด้วยเหตุดังนี้ ผู้ไม่เคยศึกษาเรื่องของช่างไม้ ก็ย่อมจะปลูกบ้านสร้างเรือนไม่ได้ อย่างน้อยก็จะต้องมีความเข้าใจบ้าง

สำหรับตัวของเราเองก็เหมือนกัน จะต้องรู้เรื่องจิตใจของเราเป็นพิเศษ หาไม่แล้วจะแก้ปัญหาให้แก่ชีวิตของเราได้อย่างไรเล่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกแยะเจตสิกแต่ละตัวให้ศึกษาเหมือนแยกชิ้นไม้แต่ละชิ้นส่วนมากมายที่ใช้ทำบ้านออกมาให้เข้าใจ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงหน้าที่การงานของเจตสิกแต่ละตัวให้ทราบว่ามันทำหน้าที่การงานอย่างไร เหมือนอธิบายชิ้นไม้ที่จะทำบ้านแต่ละชิ้นให้รู้หน้าที่การงานของมัน

และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอาเจตสิกทั้งหมดมาประชุมกันให้เราได้ศึกษา จะได้ทราบว่าจิตโลภะ โทสะ โมหะหรือจิตอโลภะ อโทสะ อโมหะเกิดนั้น รวมเจตสิกประเภทต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างไร เหมือนเรียนชิ้นไม้ทำบ้านเสร็จแล้ว ก็สอนให้ประกอบบ้านเป็นรูปบ้านแบบต่าง ๆ ได้ทุก ๆ แบบไม่ว่าจะปลูกแบบไหน เมื่อเรียนเจตสิกแล้วก็จะเข้าใจเรื่องของจิตทุกประเภท

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 13:33:40 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 8

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้สอนให้มีความรู้แต่เพียงเท่านั้น หากแต่สอนให้กำหนดพิจารณาในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อไปด้วย เพื่อให้เป็นบทพิสูจน์ เมื่อผู้ปฏิบัติได้ผลดีก็มีความสามารถรู้เห็นจิตและเจตสิกเหล่านี้ได้ เหมือนเรียนช่างไม้รู้จักไม้ทุกชิ้นที่จะประกอบเป็นบ้านแล้ว ก็ปลูกสำเร็จจนเห็นบ้านทั้งหลายได้ด้วยสายตาของตนเอง

ผัสสะเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่เป็นตัวรับกระทบอารมณ์ต่าง ๆ ทางทวารทั้ง ๖ เมื่ออารมณ์ทางทวารไหนเกิดขึ้นก็เข้ารับอารมณ์ทางทวารนั้น ๆ เช่นเมื่อรูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามากระทบกับจิตที่ประสาทตา ผัสสะเจตสิกก็เป็นตัวรับกระทบทำให้รู้สึกเห็น เมื่อสัททารมณ์อันได้แก่คลื่นของเสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศเกิดขึ้นแล้วมากระทบกับจิตที่ประสาทหู ผัสสะเจตสิกก็เป็นตัวรับกระทบทำให้รู้สึกได้ยิน และเมื่อเรื่องราวที่คิดนึกมากระทบใจ เช่น เรื่องทะเละเบาะแว้งเมื่อวานมากระทบใจก็ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเป็นต้น
ผัสสะเจตสิกก็รับกระทบเรื่องราวต่าง ๆ ดังกล่าวเหล่านั้นทุก ๆ ทวาร

แม้เวลานอนหลับสนิท ผัสสะเจตสิกนี้จะรับกระทบอารมณ์ที่เป็นบุญเป็นบาป หรือจะไม่บาปไม่บุญก็ตามก็ได้ทั้งหมด เพราะเป็นของอัญญสมานาเจตสิกที่เป็นกลาง ซึ่งหมายถึงรวมกับอย่างอื่นได้

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 13:37:12 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 9

เวทนาเจตสิก เป็นเจตสิกที่มีหน้าที่เสวยอารมณ์ หรือกินอารมณ์ อารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบก็ทำให้เกิดเวทนา คือ เป็นสุข เป็นทุกข์ และเป็นอุเบกขา คือ เฉย ๆ ทุก ๆ อารมณ์ไป ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
การงานของจิตนั้นสลับซับซ้อน และจิตก็เกิดดับต่อ ๆ กันไปโดยรวดเร็วมาก ฉะนั้นจึงมิใช่ว่าเวทนาเจตสิกนี้จะปรากฏชัดแจ้ง หรือจะทำให้มีความรู้สึก สุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์เสมอทุกครั้งไป

สัญญาเจตสิก คำว่า สัญญานี้มิใช่ทางโลก แต่ทางโลกเอาไปใช้ เช่นสัญญากู้ยืมเงิน หรือสัญญาว่าจะรักจะแต่งงานกัน หากแต่สัญญานี้แปลว่าเก็บหรือประทับอารมณ์เอาไว้ภาพในจิตใจ ไม่ว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกายและความคิดนึกใด ๆ เกิดขึ้น สัญญาเจตสิกนี้ก็ทำหน้าที่เก็บอารมณ์ที่กระทบเอาไว้ เช่น จำ ก.ไก่ ข.ไข่ได้ จำสีแดง สีเขียวได้ จำหน้าสามีภรรยาได้ แม้ความรู้ที่ออกมาเพื่อใช้ในการสอบไล่ ก็อาศัยสัญญานี้เป็นตัวเก็บเอาไว้ ส่วนการที่มันแสดงออกมาได้อย่างไร และทำไมจึงจำเก่ง หรือลืมไปเสียได้ง่าย ๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่มีคำอธิบายละเอียดเมื่อได้ศึกษาต่อไป

เจตนาเจตสิก หมายถึงตัวการที่ก่อให้เกิดความจงใจ ความตั้งใจ ถ้าไม่มีเจตนาเจตสิกแล้วจะเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกไม่ได้เลยเป็นอันขาด ความตั้งใจจึงเกิดขึ้นทุกอารมณ์ไป บางท่านอาจจะคิดว่าถ้าเสียงดังเกิดขึ้น เช่นเสียงรถยางระเบิดดังสนั่น เรามิได้ตั้งใจจะได้ยิน ก็ได้ยินได้เหมือนกันในข้อนี้ คำตอบก็มีพร้อมบริบูรณ์ว่า ในขณะที่ได้ยินนั้น เจตนาเจตสิกก็เกิดขึ้นมาแล้ว พร้อมกันกับจิตได้ยิน หากแต่ในขณะที่ได้ยินเกิดขึ้นมานั้น มิได้มีบุพพเจตนา คือมิได้มีความตั้งใจเอาไว้ก่อนว่าจะได้ยินเสียงระเบิดเท่านั้นเอง

เอกัคคตาเจตสิก ก็ได้แก่เจตสิกที่ทำให้จิตมีความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นขณะ ๆ ไป การที่เราเห็น ได้ยิน คิด นึกได้ จิตและเจตสิกมิได้เกิดขึ้นมาขณะเดียว หากแต่เกิดดับสลับซับซ้อนกันมากมาย (เชิญศึกษาเรื่องวิถี คือการงานของจิต) ติดต่อกันไป ดังนั้น เอกัคคตาเจตสิกเป็นตัวการที่ทำให้จิตตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ ได้ ถ้าเอกัคคตาเจตสิกไม่มีเสียแล้ว จะเห็น ได้ยิน หรือคิดนึกไม่ได้เลย

ชีวิตินทรีย์เจตสิก เป็นเจตสิกที่เป็นตัวการสำคัญในการรวบรวมหรือยึดโยงเจตสิกทั้งหลายที่มาร่วมประชุมให้ทำงานไม่ให้กระจัดกระจายแตกแยกออกจากกันไปเปรียบเสมือนนาฬิกาข้อมือ ต้องมีของหลายอย่างมารวมกันมันจึงจะเป็นนาฬิกา มันจึงจะทำงานได้
ของหลายอย่างที่มารวมกันเหล่านั้นวางอยู่เฉย ๆ ก็ย่อมจะไม่ได้ มันจะต้องมีตัวควบคุมอยู่หรือยึดโยงส่วนต่าง ๆ ของนาฬิกาทุก ๆ ชิ้น ไม่กระจัดกระจายออกจากกัน แล้วทำงานของมันได้ ตัวยึดโยงนี้แหละถ้ามันทำงานให้กับนามธรรม คือ จิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับมันไม่ให้กระจัดกระจายออกจากกันไป เราเรียกว่า ชีวิตินทรีย์เจตสิก

มนสิการเจตสิก เป็นเจตสิกที่ทำหน้าที่การงานสำคัญมาก เพราะจะทำให้จิตกับอารมณ์ตรงกัน หรือทำให้จิตเป็นไปในอารมณ์นั้น

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 13:42:14 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 10

เมื่ออารมณ์เกิดขึ้น เช่น รูป หรือเสียง มากระทบตา กระทบหูและจิตก็เห็นและได้ยินได้นั้น ก็เพราะมนสิการเจตสิกตัวนี้เองที่ทำหน้าที่ให้จิตตรงต่อารมณ์เห็น หรืออารมณ์ได้ยินไม่ไถลไปรับอารมณ์อื่น ก็แน่ละในบางครั้งก็มีอารมณ์อื่นที่มีกำลังมาก เช่น เสียงดังแรง หรือเรามีความสนใจมาก ทำให้จิตไม่จับอารมณ์ที่ตั้งไว้เดิมก็ได้ ก็แล้วแต่ความสนใจ แต่มนสิการเจตสิกก็ไปเกิดอยู่ในอารมณ์ใหม่ ทำให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์นั้นได้ต่อไป

การเห็นรูป ก็จะต้องมีเหตุ ๔ ประการด้วยกัน คือ รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นของแสง อาโลกะ มีแสงสว่าง จักขุปสาทะ มีประสาทตา และมีมนสิการะ ทำให้จิตใจตรงต่อารมณ์

มนสิการะ คือ เจตสิกที่เป็นตัวการทำให้จิตตรงต่ออารมณ์ไม่ไถลไปทางอื่น ๆ เสียโดยง่าย เมื่อมีมนสิการะ ก็คือมีจิตนั่นเอง ฉะนั้น ในที่บางแห่งก็อาจจะไม่ได้ใช้คำว่า มนสิการะเจตสิก หากแต่ใช้ "จิต" เลยทีเดียว ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความมุ่งหมายของผู้อธิบาย ถ้าเน้นหนักในเรื่องตัวการที่ทำให้จิตตรงต่ออารมณ์ แล้วก็ใช้มนสิการเจตสิก

เจตสิกทั้ง ๗ ประเภทนี้ จะเกิดขึ้นกับจิตทั้งหมด ไม่ว่าจิตในขณะมีอารมณ์อันเป็นบาป บุญ หรือไม่บาปไม่บุญ และจะเป็นปัจจุบัน อดีต อนาคต เช่น ในขณะปฏิสนธิ คือการเกิดในภพชาติใหม่ ภวังค์องค์แห่งภพ คือรักษาภพชาติเช่น ในขณะนอนหลับสนิทเป็นต้น และในขณะจุติ คือดับ หรือ ตายก็ตาม จึงได้เรียกชื่อว่า สัพพจิตตสาธารณเจตสิก

ยังมีเจตสิกอีกมากมายที่จะต้องศึกษา ผมก็เห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการนำท่านทั้งหลายเท่านั้น จึงขอเชิญชวนท่านให้ลองศึกษาต่อไป แล้วท่านก็จะได้พบกับความประหลาดใจ แล้วก็จะทราบได้อย่างแน่นอนพร้อมทั้งเชื่อมั่นว่า นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดใครที่ไหนที่จะมีความเข้าใจเจตสิกได้เลยเป็นอันขาด

อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเจตสิกที่จำเป็นจะต้องขอให้ท่านได้ทำความเข้าใจอีกสักเล็กน้อยว่า เจตสิกที่ได้แสดงไปแล้วนั้น เป็นตัวอย่างเพียงเพื่อให้ได้เห็นรูปร่างหน้าตาเท่านั้น ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาอีกมากนัก เช่น เจตสิกที่เป็นฝ่ายอกุศล มีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือฝ่ายกุศลมีการบริจาคทาน รักษาศีล เจตสิกที่เข้าร่วมประชุมกันทำงานนั้นสลับซับซ้อนกันยิ่งนัก ผู้ศึกษาจะทราบโดยละเอียดว่า ในขณะฆ่าสัตว์ หรือในขณะบริจาคทานนั้น มีเจตสิกประชุมกันทำงานอย่างไรบ้าง บางทีก็เข้าร่วมประชุมกันทำงานมากมาย ๒๐ กว่า หรือ ๓๐ กว่าประเภทก็มี ผู้ศึกษาเรื่องเจตสิกมาเข้าใจแล้ว ก็จะหายสงสัยเรื่องของจิตที่เคยข้องใจมาได้เป็นอันมาก

เมื่อจิตเกิดขึ้นจะเป็นบาปหรือบุญก็ตาม ก็จะมีเจตสิกอันเป็นตัวกลางที่เข้ากันได้กับจิตทั้งหมด คือ สัพพจิตตสาธารณ ๗ ประเภทที่ได้แสดงผ่านมาแล้ว กับปกิณณกะอีก ๖ ประเภท เท่าที่มันจะเกิดได้ และจิตใดที่เป็นบาป เจตสิกที่เป็นฝ่ายบาปอีกหลายตัวก็จะเข้าร่วมด้วย เจตสิกฝ่ายที่เป็นบุญประกอบไม่ได้เลย แต่ถ้าจิตใดเป็นบุญ เจตสิก อีกหลายตัวที่เป็นบุญก็จะเข้าประกอบร่วมด้วยอีกเหมือนกัน เจตสิกที่เป็นฝ่ายบาปก็เกิดไม่ได้ ผู้ศึกษาก็จะมีความเข้าใจอันประกอบด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริงของเครืองยนต์กลไกของจิต ส่วนหนึ่งก็จะถูกตีแผ่ออกมาให้ได้เห็นหน้าตา

อย่างไรก็ดี เรื่องของจิตหรือเจตสิก ดังกล่าวมาโดยย่อนี้ มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ของคนช่างคิดช่างฝันแต่ประการใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นสัพพัญญูผู้ตรัสรู้ได้วางบทพิสูจน์เอาไว้ให้ทั้งนั้น รอคอยผู้มีความรู้มาก ๆ มีเหตุผลดี ๆ อยู่เสมอ แล้วในขณะนี้บรรดานักศึกษาพระอภิธรรมเป็นอันมาก บรรดาท่านชาวพุทธผู้เป็นสัมมาทิฏฐิก็มิใช่เล็กน้อย ได้จับกลุ่มกันขึ้นมาต่อต้านเพื่อทำลายล้างมิจฉาทิฏฐิ ผู้ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงธรรมโดยคิด ๆ เอา ว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มี เกิดเป็นผีสางเทวดาก็ไม่ได้ เพื่อดึงนำให้ไปสู่ทิศทางที่ตนต้องการ ปฏิจจสมุปบาทก็ว่าไม่คร่อมภพคร่อมชาติ

ขอเชิญท่านสาธุชนทั้งหลายพบกับหนังสือที่เต็มไปด้วยวิชาการว่าด้วยเรื่องของชีวิตจิตใจ ซึ่งมีอยู่มากมาย

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.


โดย พี่เณร....นำมาฝาก [8 เม.ย. 2551 , 13:49:12 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org