มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การนอนหลับคืออะไร? (๓)







การนอนหลับคืออะไร? เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร ? (๓)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา




เจตสิกที่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอนดังกล่าวนี้มี ๒ ประเภทด้วยกัน พูดตามภาษาธรรมะว่า ถีนเจตสิก กับ มิทธเจตสิก

ถีนะ เป็นเจตสิกที่ทำให้จิตหดหู่ ง่วงงุนแสวงหาอารมณ์ไม่ได้

มิทธะ เป็นเจตสิกที่ทำให้เจตสิกที่เกิดร่วมกันกับตนนั้นหดห่อ ท้อถอย ในการที่จะแสวงหาอารมณ์ที่ต้องการนั้น (ไม่ต้องการอารมณ์)

ถีนะ มีสภาพที่ทำให้จิตหดหู่ท้อถอย มีการหมดความอุตสาหะเป็นลักษณะ และการที่ไม่เอาใจใส่ต่ออารมณ์ต่าง ๆ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น ส่วนมิทธะนั้น เป็นสภาพที่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอนเป็นลักษณะ และไม่สามารถที่จะจับอารมณ์ต่าง ๆ เป็นเหตุใกล้ให้เกิดขึ้น

โดย ศาลาธรรม [8 เม.ย. 2551 , 13:53:11 น.] ( IP = 125.26.40.237 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1




การอธิบายตามหลักธรรม ก็จะยุ่งยากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ศึกษาไปตามลำดับก็ไม่สู้กระไร จะเห็นเหตุที่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอน และจำต้องหลับไปนั้นละเอียดขึ้นซึ่งควรจะศึกษาต่อไป สำหรับเรื่องนี้ผมขอบรรยายเพียงให้เข้าใจพอเป็นสังเขปเท่านั้น

อันการที่ต้องง่วงเหงาหาวนอน ก็เพราะเหตุที่มี เจตสิกถีนะกับมิทธะ ทั้งสองประเภทนี้เข้าประกอบหรือปรุงแต่งจิต ทำให้ง่วงเหงาหาวนอน

ทั้งนี้ถ้าจะพิจารณาให้ดีแล้ว ก็จะรู้สึกได้เองว่าจิตของคนเรานั้นย่อมผันผวนเปลี่ยนแปลงไปมาไม่ได้หยุดหย่อนตามเหตุตามปัจจัย เช่น เมื่อมีคนมาตบหน้าเราสร้างเหตุขึ้นแล้วเจตสิกโกรธก็เข้าประกอบจิตทำให้เกิดโกรธขึ้น เมื่อมีเหตุเช่นใครมาชมเชย เจตสิกฝ่ายโภะก็เกิดขึ้นประกอบจิต ทำให้จิตยินดีติดใจในอารมณ์ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น เมื่อมีเหตุปัจจัยอันสมควร เจตสิกฝ่ายที่เป็นถีนะกับมิทธะก็เข้าประกอบจิต ทำให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอนขึ้น ส่วนมีเหตุปัจจัยอะไรบ้าง (เหตุที่จำให้เจตสิก ถีนะ กับมิทธะนี้เกิดขึ้น ) ก็จะได้กล่าวต่อไป

ตามธรรมดาจิตจะเกิดขึ้นได้นั้นจะต้องอาศัย ผัสสะ คือการกระทบ อันเป็นการกระทบระหว่างรูปหรืออารมณ์กับภวังคจิต ถ้าหากมิได้เกิดการกระทบขึ้นแล้วจิตจะเกิดรู้อารมณ์ขึ้นเองแต่ลำพังหาได้ไม่ เช่น ต้องมีเสียงมากระทบหูจึงจะยินต้องมีเรื่องมากระทบใจจึงจะคิดนึกรู้อารมณ์ทางใจได้

รูปหรืออารมณ์ที่มากระทบกับภวังคจิต (จิตที่ปราศจากความสำนึกรู้สึกตัว เช่นนอนหลับ) นั้นจะเกิดอยู่เสมอตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางใจบ้าง แต่อย่างไรก็ดี รูปหรืออารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบกับจิตเหล่านั้นย่อมไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน เพราะจะต้องได้อารมณ์ที่แรงบ้าง ค่อยบ้าง อารมณ์ที่ชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง ชัดเจนบ้าง ไม่ชัดเจนบ้าง

เมื่อได้อารมณ์ที่ดีที่ชอบใจ เช่นถูกล๊อตเตอรี่รางวัลมากหรือใครมานินทาว่าร้ายให้เจ็บใจ อารมณ์ที่มากระทบเช่นนี้ต้องเป็นอารมณ์ที่แรง ทำให้กระเทือนใจมาก ถ้าเป็นอารมณ์ที่แรงและความกระเทือนใจมากแล้ว ถีนะ มิทธะอันเป็นเจตสิกที่มีอำนาจเข้ามาประกอบจิตเพื่อให้เกิดความง่วงเหงาหาวนอนย่อมเข้าประกอบไม่ได้ เพราะอารมณ์ที่ยินดีหรือยินร้ายที่เกิดขึ้นนั้นมีกำลังมาก เป็นอสังขาริกจิตได้รับการจูงใจของตนเองมาก เหตุนี้ความง่วงจึงไม่ปรากฏออกมาให้เห็น

แต่ถ้าอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นมีกำลังอ่อนหรือมีเรื่องอันไม่น่าสนใจ ไม่สนุก ประโยน์น้อยแล้ว ถีนะ มิทธเจตสิกที่จะทำให้หลับก็ย่างกรายเข้ามา (ถีนะ มิทธะเป็นปฎิปักษ์กับอารมณ์ที่แรง) และถ้าไม่มีอะไรมาขัดขวางเสีย ก็เป็นการแน่นอนว่าจะต้องหลับลงในไม่ช้า

โดย ศาลาธรรม [8 เม.ย. 2551 , 13:54:51 น.] ( IP = 125.26.40.237 : : )


  สลักธรรม 2



ตามที่ผมได้แสดงมานี้ย่อมจะเห็นว่า การที่นอนหลับได้นั้น ก็จะต้องอาศัย ถีนะ มิทธะ เป็นตัวการอันสำคัญที่สนับสนุนให้การหลับบังเกิดขึ้น

นอกจากถีนะ มิทธะ อันเป็นตัวชวนให้จิตอ่อนกำลัง ทั้งเป็นตัวการให้จิตเป็นภวังค์ คือหลับลงแล้วยังมีการนอนหลับได้จากทางอื่นอีก เช่น การนอนหลับด้วยอำนาจของสมาธิ บุคคลบางคนจิตใจสงบมีอารมณ์อันใดอันหนึ่งแน่วแน่ จิตชนิดนี้สามารถหลับลงได้ง่าย ๆ หลังจากการมีอารมณ์เป็นสมาธิไม่นานนัก เพราะอำนาจของสมาธิย่อมจะทำให้วิตกเจตสิกที่คอยยกอารมณ์ให้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ต้องพ่ายแพ้ไป บางท่านมีอำนาจของจิตที่จะบังคับให้หลับหรือตื่นเวลาใดก็ได้ตามประสงค์ โดยไม่ต้องมีการง่วงเหงาหาวนอนก่อนเลย

ผมได้แสดงตัวการสำคัญที่จะทำให้การนอนหลับเกิดขึ้นแล้ว ก็อาจจะมีคำถามอีกว่า การนอนหลับคืออะไร และอะไรเล่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การนอนหลับบังเกิดขึ้นและทำให้ต้องตื่นหรือตาแข็งอยู่จนดึกดื่น ซึ่งผมจะกล่าวต่อไป

ผมได้เคยกล่าวมาแล้วว่า การนอนหลับคืออะไร ? เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร? นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กตามที่ได้กล่าวมาแต่ตอนต้น ก็แสดงเพียงตัวการสำคัญที่จะทำให้การนอนหลับเกิดขึ้นเท่านั้น การนอนหลับคืออะไร ขณะนอนหลับจิตทำงานกันอย่างไร อะไรเป็นตัวขัดขวางให้นอนไม่หลับ ทำอย่างไรจึงจะให้นอนหลับเป็นไปตามธรรมชาติและมีได้หรือมีการนอนหลับไม่มีความจำเป็น ซึ่งผมจะได้นำมาเสนอต่อท่านตามลำดับต่อไป

โดย ศาลาธรรม [8 เม.ย. 2551 , 13:55:17 น.] ( IP = 125.26.40.237 : : )


  สลักธรรม 3




การนอนหลับคืออะไร

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า การเกิดขึ้นของจิตเพื่อรับอารมณ์ต่าง ๆ นั้นมิได้มีแต่จิตตัวเดียวโดด ๆ หากแต่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย และเจตสิกที่เกิดร่วมประกอบกับจิตนี้มีมาก ย่อมจะผลัดเปลี่ยนเวียนวนกันเข้าประกอบซึ่งเจตสิกเหล่านี้เอง เป็นเหตุให้จิตเป็นไปต่างๆ เช่นเป็นความโลภความโกรธ หรือไม่โลภ ไม่โกรธ ทั้งนี้ก็เพราะมีเจตสิกจำพวกหนึ่งมาประกอบให้เป็นไป และการที่บังเกิดความง่วงเหงาหาวนอนขึ้น ก็ด้วยอำนาจของถีนะกับมิทธเจตสิกเข้าไปย้อมจิตให้เป็นไปเช่นนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีสมาธิเจตสิกอีกดวงหนึ่งซึ่งสามารถไปทำให้การนอนหลับบังเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เมื่อความเพียรที่จะให้สมาธิตั้งอยู่ได้นั้นมีกำลังตกลง เพราะต้องการจะนอนกลับ (กำลังสมาธิอยู่จะไม่กลับ)

ธรรมชาติของจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ลงมีจิตเกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องมีอารมณ์อยู่เสมอไป เหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าจิตอยู่ที่ไหนอารมณ์ก็อยู่ที่นั้น จิตอยู่ในที่ใด อารมณ์ก็จะอยู่ในที่นั้น จิตกับอารมณ์ไม่มีวันพรากจากกันเลย แต่อารมณ์ที่เกิดแก่จิตนั้น แบ่งออกโดยหยาบ ๆ เป็น 2 ประการ คือ

๑.จิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์

๒.จิตที่เป็นภวังค์ หรือภวังคจิต

จิตทั้ง ๒ ประเภทนี้ เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะศึกษาโดยละเอียดแล้วก็จะต้องใช้เวลาศึกษามากทีเดียว ขอให้ท่านที่มีความสนใจ โปรดศึกษาเอาได้จากเรื่อง (ความมหัศจรรย์ของจิต) และความมหัศจรรย์ของชีวิต ในที่นี้ผมจะกล่าวพอให้เข้าใจบ้างเล็กน้อยเท่านั้น

โดย ศาลาธรรม [8 เม.ย. 2551 , 13:55:38 น.] ( IP = 125.26.40.237 : : )


  สลักธรรม 4




๑. จิตที่ขึ้นวิถีรับอารมณ์

คำว่า วิถี แปลตรง ๆ ว่า หนทาง แต่หนทางในที่นี้มิได้หมายถึงหนทางตามที่เข้าใจกันในหมู่ประชาชนทั่วไปเป็นหนทางของสัตว์เดินหรือมนุษย์เดิน หากหมายถึงหนทางที่จิตเดิน หรือหมายถึงการทำงานของจิต เช่น ทำงาน “เห็น” หรือทำงาน “ได้ยิน” เป็นต้น (จิตเป็นวิถี คือ ยกจิตขึ้นทำงานรับอารมณ์ได้มี ๘0 ประเภท )

บุคคลทั้งหลาย ทำการงานอยู่ ณ ที่ทำงานต่าง ๆ เช่นเป็นทหารก็ทำงานอยู่ในกรมกองทหาร เป็นข้าราชการก็ทำงานอยู่ภายในอาคารที่ ๆ ทำงาน ถ้าเป็นพ่อค้าก็ทำงานอยู่ห้างร้าน

โดยทำนองเดียวกันนี้ จิตก็มีที่ ๆ ทำงานเหมือนกันไม่ว่าจะเห็นได้ยิน หรือคิดนึก จิตก็จะออกมาทำงานยังสถานที่ต่าง ๆ เช่นจิต “เห็น” ก็อาศัยประสาทตาเป็นทางแสดดงออกของจิต จิต “ได้ยิน “ ก็อาศัยประสาทหูเป็นทางแสดงออกของ จิต “นึกคิด” ก็เกิดขึ้นทางจิตใจ เป็นต้น

บุคคลทั้งหลายมีประตูเป็นทางสำหรับออกไปทำธุรกิจต่าง ๆ จิตก็อาศัยแสดงออกทางประตูเหมือนกัน คือ ประตูตา ประตูหู ประตูใจ เป็นต้น หาไม่แล้วจิตก็ไม่สามารถทำงานเห็นทำงานได้ยิน และทำงานคิดได้

วิถีก็คือการทำงานของจิตจากทางทวาร คือ ประตูต่าง ๆ มีทางตา, หู, จมูก, กาย เรียกปัญจทวารวิถี (ประตูคือทวารทั้ง ๕ ) และวิถีที่เกิดขึ้นทางใจ เรียกมโนทวารวิถี (ประตูทางใจ)

การทำงานของจิต คือ รับอารมณ์ต่าง ๆ ทั้งทางปัญจทวารวิถี (ทางประตูทั้ง ๕) และมโนทวารวิถี (ประตูทางใจ) นั้นสลับซับซ้อนละเอียดพิสดารมาก ต้องบรรยายโดยมีภาพประกอบหลายภาพจึงจะเข้าใจได้ง่าย แล้วจำเป็นที่จะศึกษาไปทีละชั้นตามลำดับ ขณะนี้ผมขอแสดงแต่ย่อๆ เท่านั้น

การรู้อารมณ์ต่าง ๆ นั้น มิใช่อยู่ ๆ ก็รู้ขึ้นมาเฉย ๆ จะต้องมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้รู้เป็นอันมาก ไม่ว่าจะรู้ทางปัญจทวารคือประตูทั้ง ๕ หรือจะรู้ทางมโนทวาร คือประตูทางใจก็ตามการรู้อารมณ์ดังกล่าวนี้ต้องอาศัยรู้ตามทวารต่าง ๆ เช่นตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ใจที่คิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเราเรียกว่า จิตที่ขึ้นรับอารมณ์ในวิถีต่าง ๆ คือปัญจทวาร และมโนทวารวิถี ซึ่งยังมีแตกแขนงออกไปเป็นจำนวนร้อย ๆ วิถี

โดย ศาลาธรรม [8 เม.ย. 2551 , 13:55:55 น.] ( IP = 125.26.40.237 : : )


  สลักธรรม 5




๒. จิตที่เป็นภวังค์

คำว่า ภวังค์ เมื่อแยกออกเป็น ๒ ก็คือ ภว + องฺค (ภว แปลว่า ภพ หรือชาติ องฺค แปลว่า เป็นเครื่อง) อันหมายถึงจิตเป็นเครื่องของภพหรือเป็นองค์แห่งภพ ซึ่งได้แก่จิตเป็นภวังค์มีจำนวน ๑๙ ประเภท (อุเบกขาสันตีรณะ ๒ มหาวิบาก ๘ มหัคตวิบาก ๙)

คำว่า ภวังค์ เรียกว่า วิถีวิมุตติ อันหมายถึงว่า หาได้เป็นวิถีเหมือนข้อ ๑ ไม่ กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รับอารมณ์ใหม่เช่นเห็น ได้ยิน อย่างสิถีจิตในข้อ ๑ ไม่ได้เลย ภวังคจิตก็คือ จิตที่ได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้รับสัมผัส ได้คิดนึกเรื่องราวต่างๆ ไม่ได้เลย

ถ้าจะดูความเป็นภวังค์ให้เห็นง่ายๆ ก็ดูได้จากคนที่นอนหลับสนิท คนนอนหลับสนิท จิตก็เกิด-ดับสืบต่อกันไปอยู่เสมอ (มิได้รับอารมณ์ใหม่) และนี่เองคือจิตเป็นภวังค์

อาจจะมีบางท่านตั้งคำถามว่า ถ้าเช่นนั้นภวังคจิตไม่มีอารมณ์หรือ ? ถ้าไม่มีอารมณ์เลยก็จะเป็นการไม่ตรงกับความจริงที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ลงขึ้นชื่อว่าจิตแล้วไม่ว่าจะเป็นภวังคจิตหรือวิถีจิตย่อมจะมีอารมณ์อยู่เสมอ จิตที่ไม่มีอารมณ์เลยนั้นไม่มี

เมื่อสัตว์จะถึงแก่ความตาย ก็จะเกิดอารมณ์ครั้งสุดท้ายขึ้น เช่นเห็นหรือได้ยิน หรือเห็นภาพปรากฏขึ้นในใจ ตามกำลังของกรรมที่ได้ทำเอาไว้ มีเห็นพระพุทธรูป หรือเห็นแหลนหลาว เกาทัณฑ์ หรือเห็นสุนัข ภาพต่างๆ ที่เห็นเหล่านี้ เรียกว่ากรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ และคตินิมิตอารมณ์ ทั้ง ๓ นี้จะเห็นอันใดอันหนึ่งเมื่อปฏิสนธิจิต(ขณะเกิด) เกิดขึ้นรับเอาอารมณ์เหล่านี้อันใดอันหนึ่งไว้ อารมณ์นี้จะคงอยู่ตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งถึงแก่ความตาย

เช่น เห็นอารมณ์สุนัข อารมณ์สุนัขก็จะเกิดอยู่ในจิตต่อไป จนชีวิตถึงที่สุดจะมีการเปลี่ยนแปลง จะรักษาภพชาติของสุนัขเอาไว้จนตลอดชีวิต แต่ความรู้สึกตัวว่าตัวมีอารมณ์อะไรนั้น ปรากฏขึ้นมาไม่ได้ (ไม่ได้ขึ้นวิถีรับอารมณ์) จึงเรียกวิถีมุตติ

และพ้นจากความเป็นทวาร เพราะมิได้แสดงออกทางประตูเหมือนกับจิตในวิถี จิตมิได้ใช้ประตูเป็นทางแสดงออก เช่นมิได้ใช้ประสาทตา ประสาทหู จึงมิได้มีความสำนึกรู้ในอารมณ์เดิมนั้น

โดย ศาลาธรรม [8 เม.ย. 2551 , 13:56:14 น.] ( IP = 125.26.40.237 : : )


  สลักธรรม 6




ผมได้กล่าวมาแล้วว่า จิตที่เป็นภวังค์นั้นจะเห็นได้ง่ายๆ จากคนที่นอนหลับสนิท (ไม่ได้ฝันหรือละเมอ เพราะจิตมิได้ขึ้นวิถี ) แต่อย่างไรก็ดี ภวังค์ก็มิได้เกิดเฉพาะเท่าที่นอนหลับสนิทเท่านั้น หากแต่เกิดอยู่เสมอโดยเรามิได้รู้สึกตัว เช่นวิถีจิตทางตา ..เห็นอารมณ์เกิดขึ้นจบวาระแล้ว ๑๗ ขณะ ภวังค์ก็เกิดขึ้น วิถีจิตทางใจคิดนึกอารมณ์เกิดขึ้น ๑๒ ขณะแล้วก็เป็นภวังค์ต่อไปอีก

แม้ว่าภวังคจิตจะเกิดขึ้นสลับกันไปกับวิถีจิตก็จริง แต่เราหาได้รู้สึกตัวไม่ เพราะภวังคจิตถึงจะเกิดจำนวนมากก็ดี (นอนหลับมากที่สุด) แต่อารมณ์มิได้ปรากฏขึ้นมาภายนอกให้เห็นให้รู้สึกได้ ยิ่งกว่านั้นความเกิด-ดับโดยรวดเร็วของจิตเราจึงกำหนดทราบไม่ได้ว่าภวังค์ที่มาเกิดสลับวิถีจิตนั้นมีจำนวนสักเท่าใด

พูดง่ายก็ว่ามีหลับปะปนอยู่ในขณะที่กำลังตื่นอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะกำลังลืมตาหรือกำลังหลับอยู่ แต่บางคราวเราอาจอนุมานได้ว่า เมื่อเราตั้งคำถามให้แก่บุคคลหนึ่ง ผู้นั้นกว่าจะตอบได้ก็ช่างช้าเสียเหลือเกิน ทั้งๆ เรื่องที่ถามก็ไม่ใช่เรื่องยาก และเขาก็เข้าใจดีอยู่ทั้งสิ้น บุคคลเช่นนี้เรามักพูดว่า เขามีภวังค์มาก

เมื่อเราเปิดไฟสว่างขึ้น เหมือนวิถีจิตที่เกิดขึ้น แต่เมื่อเราปิดไฟฟ้าเสียแล้ว แม้เราจะไม่เห็นแสงสว่างจากหลอดก็ดี เราก็ย่อมแน่แก่ใจว่าไฟฟ้าไหลมาที่สายอยู่ตลอดเวลา แต่เรามองไม่เห็น นี่ย่อมแสดงว่า ไฟฟ้าได้ทำงานของมันอยู่ในสาย และขณะใดก็ตาม เมื่อสวิทซ์ไฟถูกเปิด ก็จะเกิดมีแสงสว่างขึ้นทันที ถ้าไฟฟ้ามิได้ไหลมาตามสายแล้วเปิดสวิทซ์เท่าไร ๆ ก็หาแสงสว่างใช้ไม่ได้ เมื่อจะเปรียบแล้วไฟในสายก็เปรียเบหมือนภวังคจิต

โดยทำนองเดียวกันนี้ ภวังคจิตก็รับอารมณ์มาตั้งแต่ปฏิสนธิและรักษาอารมณ์นี้อยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่ปรากฏเป็นการเห็น ได้ยิน แต่มันก็ทำงานของมันอยู่ คือรักษาอารมณ์มาตั้งแต่เกิด ทั้งเกิด-ดับอยู่เนืองนิจ และมีเจตสิกเข้าประกอบอยู่ตามสมควร ทั้งนี้ก็เหมือนกับไฟฟ้าที่อยู่ในสายขณะยังมิได้เปิดสวิทซ์แต่เมื่อใดการเห็น ได้ยิน หรือคิดเกิดขึ้น ความรู้อารมณ์ ทางตา ทางหู ทางใจ กำลังปรากฏอยู่แล้ว ก็เป็นภวังค์อีกสลับกันเรื่อย ๆ ไป ถ้าไม่มีภวังค์ก็จะรับอารมณ์ใหม่ไม่ได้เลย (โปรดดูภาพที่แสดงด้วย)





โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม [8 เม.ย. 2551 , 13:56:35 น.] ( IP = 125.26.40.237 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงสุดครับ ที่อธิบายลักษณะของชีวิต โดยเฉพาะการหลับให้รู้จักสภาพแท้จริงของชีวิตที่ตนเองมีอยู่ครับ

จะติดตามอ่านต่อไปครับ เพื่อความรู้ความเข้าในมากขึ้น ดีขึ้น ถูกต้องขึ้นครับผม

ขอขอบพระคุณ คุณศาลาธรรมมากนะครับ สำหหรับสิ่งมีค่ามีประโยชน์ต่อชีวิตที่นำมาฝากเสมอนะครับผม

โดย พี่เณร [8 เม.ย. 2551 , 14:41:12 น.] ( IP = 58.9.145.84 : : )


  สลักธรรม 8

มาติดตามอ่านสาเหตุที่ทำให้การนอนหลับเกิดขึ้นค่ะ กราบขอบพระคุณในคำอธิบายขยายความของท่านอาจารย์ค่ะ

ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมค่ะ ที่นำความรู้มาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [8 เม.ย. 2551 , 21:58:51 น.] ( IP = 58.8.56.221 : : )


  สลักธรรม 9


มาศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนอนหลับต่อค่ะ

ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมมากค่ะที่นำเรื่องที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อการเข้าใจชีวิตมาฝากเป็นประจำ..อนุโมทนาในกุศลอาจิณณกรรมค่ะ

โดย peedanaka [10 เม.ย. 2551 , 10:00:42 น.] ( IP = 124.121.177.142 : : )


  สลักธรรม 10

ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมมากค่ะ

โดย Au [10 เม.ย. 2551 , 23:11:36 น.] ( IP = 130.91.156.55 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org