มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


รูป คืออะไร




รูป คืออะไร
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


รูปคืออะไร รูปเป็นปรมัตถธรรมข้อที่ ๓ ในจำนวนทั้งหมดใน ๓ ประการ รูปในพระพุทธศาสนาก็ได้แก่สสารและพลังงานในวิชาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์นั่นเอง รูปมีแสดงอยู่ในพระอภิธรรมปิฎก อย่างละเอียดพิสดารอย่างยิ่ง และมากทีเดียวที่วิชาการทางโลกทางวิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ และไม่ได้แม้แต่จะย่างกรายเข้าไปใกล้ และเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของชีวิตจิตใจที่เกี่ยวกับรูป

ผมบรรยายก็มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ "รูปชีวิต" ซึ่งมิได้มีผู้ใดจะศึกษาค้นคว้าเข้ามาให้ถึงได้ และเรื่องอื่น ๆ มากมายสำหรับจะได้ให้ผู้ศึกษาใช้เป็นบันไดเบื้องต้น จะได้ให้ผู้ศึกษาค้นคว้าต่อไปเท่านั้น ก็ต้องใช้เวลาบรรยายนานไม่ต่ำกว่า ๑ ปี โดยบรรยายครั้งละ ๒ ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง

ผู้ที่ไม่เคยได้ศึกษาพระอภิธรรมมักจะมีความเข้าใจผิดแล้วคิดว่า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงเรื่อง "รูป" หรือ บรรยายคำว่า "รูป" เอาไว้ เป็นรูปที่ใช้เป็นอารมณ์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นต้นนั้น เป็นรูป คือ ร่างกายแต่เพียงเท่านั้น ความจริงรูปมีถึง ๒๘ ประเภทด้วยกัน ผมเห็นเป็นการสมควรที่จะแสดงเรื่องรูปเอาไว้ย่อ ๆ พอให้ท่านผู้อ่านได้ทราบว่า รูปเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ คือสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา

เมื่อผมบรรยายพระอภิธรรม ได้แสดงถึงเรื่องของคำว่า "ปรมาณู" เพราะจำเป็นต้องพูดพาดพิงเข้าไปถึง อาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ได้ทักท้วงว่า ไม่อยากให้แสดงธรรมะโดยใช้คำว่า ปรมาณู เพราะเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ ถ้าในอนาคตวิชาวิทยาศาสตร์มีอันต้องเปลี่ยนแปลงไป พระพุทธศาสนาก็จะเสียหาย ท่านทักท้วงขึ้นมาด้วยความปรารถนาดี

แท้จริงคำว่า "ปรมาณู" แม้คำว่า "อณู" ก็เหมือนกัน เป็นภาษาบาลีต่างหาก แล้วนักวิทยาศาสตร์ได้เอามาใช้ในวิชาวิทยาศาสตร์ ผู้เอาคำว่าปรมาณูมาใช้ก็ไม่ได้เข้าใจพระพุทธศาสนา จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์แตกต่างกับในพระพุทธศาสนา เมื่อเวลาบรรยายก็เกิดปะปนกันไป ผู้ฟังทั้งหลายก็พากันเข้าใจว่าเป็นปรมาณูในทางวิทยาศาสตร์ ทำให้บังเกิดความยุ่งยากอย่างเหลือเกิน เพราะจะต้องคอยบอกว่าเป็นปรมาณูในพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ เพราะนักศึกษามิได้เข้ามานั่งในชั้นเรียนพร้อมกัน และศึกษาต่อ ๆ กันไปโดยตลอด มีคนใหม่ เข้ามาศึกษาอยู่เรื่อย ๆ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 เม.ย. 2551 , 10:22:03 น.] ( IP = 58.9.150.210 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

พระพุทธศาสนาแสดงเรื่องปรมาณูมากกว่า ๒๕๐๐ ปี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอะไรแล้ว ก็ไม่ได้ขอให้ใครเชื่อเฉย ๆ หากแต่ได้วางบทพิสูจน์เอาไว้ให้ด้วย ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แม้ในเรื่องการเกิดเป็นผีสางเทวดาก็เช่นเดียวกัน เรื่องผีสางเทวดาที่บรรยายอยู่ในชั้นเรียน บรรยายครั้งละ ๒ ชั่วโมง สัปดาห์ละครั้ง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๑ ปี นั่นเป็นเพียงพื้นฐานรองรับ เพื่อจะได้ศึกษาเรื่องที่ละเอียดพิสดารต่อไปเท่านั้น เรื่องผีสางเทวดาก็จะต้องนำให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจ คำว่า อณูและปรมาณูในพระพุทธศาสนาเสียก่อน

ในทางโลกทางวิทยาศาสตร์ อธิบายว่า ส่วนที่เล็กที่สุดของธาตุใด ๆ ก็ตาม ที่จะพึงมีอยู่ และยังรักษาลักษณะ คุณสมบัติของธาตุนั้นไว้ เราเรียกว่า ปรมาณูของธาตุนั้น ปรมาณูของธาตุต่าง ๆ เช่น hydorgen, oxygen, copper, uranium เป็นต้น ปรมาณูทั้งหลาย ประกอบด้วยแกนกลางที่แน่นทึบ และแกนกลางที่แน่นทึบนึ้ เรียกว่า นิวเคลียส (neucleus) มีอีเล็คตรอน (electron) แวดล้อมนิวเคลียสอยู่ แกนกลางแน่นทึบที่เรียกว่านิวเคลียสนั้น ประกอบด้วยอนุภาค ๒ ชนิดด้วยกัน คือ โปรตอน (proton) และนิวตรอน (neutron) ซึ่งโปรตอนและนิวตรอนทั้ง ๒ ชนิดนี้ มีมวล (mass) เกือบเท่ากัน

สำหรับโปรตอนนั้นมีประจุไฟฟ้าบวก แต่ส่วนนิวตรอนนั้นเป็นกลาง มิได้มีประจุไฟฟ้า และรอบ ๆ นอกของนิวเคลียสมีอีเล็คตรอน ซึ่งเป็นประจุไฟฟ้าลบวิ่งวนอยู่เป็นวง ๆ ลักษณะของปรมาณูนั้น ก็มิได้แตกต่างกันไปกับจักรวาลของดวงดาวพระเคราะห์ทั้งหลายที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ก็เปรียบเหมือนเป็นนิวเคลียส ดาวพระเคราะห์ทั้งหลายก็เปรียบเหมือนอีเล็คตรอนที่วิ่งวนอยู่รอบนิวเคลียส ที่วนอยู่ใกล้บ้าง ไกลบ้าง แต่อย่างไรก็ดี ดวงดาวทั้งหลายก็ไม่พ้นไปจากความดึงดูดของนิวเคลียส สสารวัตถุทั้งหลาย ประกอบขึ้นด้วยอานุภาคที่เล็กที่สุดอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว อนุภาคที่เล็กที่สุดนี้เรียกว่า ปรมาณู และอนุภาคที่ว่า เล็กเหล่านี้ ก็สามารถแยกออกมาเป็นโปรตอน นิวตรอน และอีเล็คตรอน แต่อย่างไรก็ดี ปรมาณูทั้งหลายมิได้ตั้งอยู่ในฐานะเสถียรภาพต้องเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 เม.ย. 2551 , 10:34:49 น.] ( IP = 58.9.150.210 : : )


  สลักธรรม 2

ปรมาณูในพระพุทธศาสนา

คำว่า ปรมาณูนั้น เป็นภาษาบาลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงมาแล้วก่อน ๒๕๐๐ ปี แต่นักวิทยาศาสตร์นำเอาคำนี้ไปใช้ ฉะนั้น เมื่อผมพูดถึงคำว่า ปรมาณู ท่านผู้ฟังส่วนมากจึงคิดว่า เป็นปรมาณูทางวิทยาศาสตร์ แม้คำว่า อณู ก็เหมือนกัน

ความมุ่งหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในการแสดงเรื่องนี้ แตกต่างกับที่ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันค้นคว้ากันอยู่ เพราะมุ่งที่จะเอาปรมาณูมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในยามสันติ และในยามสงคราม แต่พระพุทธองค์ทรงปรารถนาที่จะให้ผู้ศึกษามีความเข้าใจในเรื่องของชีวิตในส่วนที่เป็นรูป เพื่อให้เห็นความจริงของรูป ตั้งแต่เกิดไปจนกระทั่งถึงความตาย ทั้งรูปที่มองเห็นได้ด้วยตากับรูปที่มองเห็นไม่ได้ด้วยตา เช่น รูปที่ปรากฎขึ้นมาในขณะปฏิสนธิเป็นรูปมนุษย์ รูปเปรต รูปอสุรกาย และรูปเทวดา เป็นต้น กับทั้งเพื่อให้ศึกษาได้เห็นตามความเป็นจริงว่า คนหรือสัตว์ทั้งหลาย หรือไม่ว่าจะเป็นรูปอะไร ๆ ที่เรามองเห็นกันได้อยู่ต่อหน้าต่อตาเป็นรูปหยาบ ๆ แล้วเห็นว่าสวยสดงดงามเกิดความพึงพอใจจนกลายเป็นความหลงใหลนั้น

แท้จริงเป็นรูปของปรมาณูแต่ละหน่วยมาประชุมกัน แล้วปรมาณูเหล่านี้ไม่มีเสถียรภาพด้วย ทุกวินาทีที่ผ่านไป ย่อมจะตั้งมั่นไม่ได้ ย่อมจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เป็นอนิจจัง ความไม่เทื่ยง เป็นทุกข์ แปลว่า ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และเป็นอนัตตา เพราะสักแต่ว่าเป็นรูปมาประชุมกันชั่วคราวหนึ่ง ๆ หาได้มีตัวตน คน สัตว์ หญิงหรือชายประการใดไม่ ทั้งบังคับบัญชาอย่างไรก็ไม่ได้ด้วย เมื่อศึกษาเข้าใจในปรากฎการณ์ธรรมชาติที่แอบแฝงอยู่อย่างเร้นลับของสรรพสิ่งต่าง ๆ และของตัวเองแล้ว ปัญญาก็จะได้เกิดขึ้นเห็นหนทางที่จะพ้นไปจากความทุกข์คือหนทางที่จะทำให้การเวียนว่ายตายเกิดสะดุดหยุดลง มฤตยูจะได้ไม่มาคอยเฝ้าถามหาอยู่ทุกชาติ ทุกชาติ อีกต่อไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 เม.ย. 2551 , 10:38:46 น.] ( IP = 58.9.150.210 : : )


  สลักธรรม 3

ปรมาณูในพระพุทธศาสนาแยกจากเมล็ดข้าวเปลือกให้เล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ จนถึงเป็นปรมาณู
ดังคาถาจาปลินิคัณฑุ (อภิธานนัปปทีปิกา) คาถาที่ ๑๙๔ และคาถาที่ ๑๙๕ ในภูมิกัณฑ์ ว่า

ฉตฺตึส ปรมาณูน เมโก ณุจ ฉตึ เต
ตชฺชรี ตาปี ฉตฺตึส รถเรณูจฺ ฉตึส เต
ลิกฺขา ตา สตฺต อูกา ตา ธญฺญมาโสติ สตฺเต


๓๖ ปรมาณู...... เป็น ๑ อณู
๓๖ อณูเหล่านั้น ..... เป็น ๑ ตัชชารี
๓๖ ตัชชารีเหล่านั้น...... เป็น ๑ รถเรณู
๓๖ รถเรณูเหล่านั้น ....... เป็น ๑ ลิกขา
๗ ลิกขา....................... เป็น ๑ อูกา
๗ อูกาเหล่านั้น เรียกว่า ธัญญมาส

ถ้าจะกลับเสียก็ได้ดังนี้ :-

๑ เมล็ดข้าวเปลือก = ๗ อูกา
๑ อูกา = ๗ ลิกขา
๑ ลิกขา = ๓๖ รถเรณู
๑ รถเรณู = ๓๖ ตัชชารี
๑ ตัชชารี = ๓๖ อณู
๑ อณู = ๓๖ ปรมาณู

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 เม.ย. 2551 , 10:41:40 น.] ( IP = 58.9.150.210 : : )


  สลักธรรม 4

ท่านสาธุชนทั้งหลาย ถ้าคูณตัวเลขเหล่านี้ดูแล้วก็จะได้ถึง ๘๒ ล้านส่วน กับเศษอีกหลายแสน ท่านก็จะเห็นได้ว่า ใน ๑ ปรมาณูนั้น มาจากเม็ดข้าว ๑ เม็ด ซึ่งแยกออกเรื่อย ๆ ไป แต่รูปปรมาณูทั้งหมดเหล่านี้ แม้เราจะเห็นหรือสัมผัสถูกต้องไม่ได้แล้ว ก็ยังจัดว่าเป็นรูปหยาบอยู่มาก เพราะยังมีรูปที่ละเอียดยิ่งกว่านี้อีกต่างหาก

รูปทั้งหมดมีอยู่ ๒๘ รูป เป็นรูปปรมาณู แต่เป็นรูปหยาบเสีย ๑๒ รูป เหลืออีก ๑๖ รูป เป็นรูปละเอียดประณีตยิ่งกว่าปรมาณูดังได้แสดงมาแล้ว ทุก ๆ ปรมาณู แม้จะเห็นไม่ได้ และสัมผัสทางกายไม่ได้ก็ดี แต่ประกอบไปด้วย ปฐวี อาโป เตโช วาโย วัณณะ คันธะ รสะ โอชะ คือ ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส และโอชะ เรียกชื่อปรมาณูนี้ว่า อวินิพโภครูป ๘

อาโป = ธาตุน้ำ ไม่ใช่น้ำที่เราดื่มกัน วาโย = ธาตุลม ก็ไม่ใช่ลมที่พัดไปพัดมา และโอชะ=ก็ไม่ใช่แปลว่า อร่อย ผู้ศึกษามีความเข้าใจแล้ว จะเห็นความพิสดารเป็นอันมาก (ขอเชิญอ่านเรื่องสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา ของอภิธรรมมูลนิธิ)

ปรมาณูทั้งหลายเหล่านี้ เรียกว่า อวินิพโภครูป และอวินิพโภครูปนี้จะต้องมีธาตุทั้ง ๘ เสมอไป จะไม่มีปรมาณูหนึ่งปรมาณูใดที่มีธาตุเกินกว่า ๘ หรือน้อยกว่า ๘ อย่างแน่นอน คือจะแยกอย่างไรก็จะต้องมี ๘ เสมอ เพราะธาตุทั้ง ๘ นี้แยกออกจากกันไม่ได้

แม่ว่า ปรมาณูนั้นจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยเพียงใดก็ตาม แม้ว่าปรมาณูนั้นจะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ก็ตาม แต่ถึงกระนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังแสดงว่า ทุกปรมาณูนั้นมิได้ติดกัน หากแต่มีช่องว่างระหว่างปรมาณู เรียกในภาษาธรรมะว่า ปริจเฉทรูป ซึ่งเป็นชื่อของรูปอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุที่มีปรมาณูขึ้นมาแล้ว มันจะต้องมีช่องว่างระหว่างปรมาณูเสมอไป

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 เม.ย. 2551 , 10:46:36 น.] ( IP = 58.9.150.210 : : )


  สลักธรรม 5

แม้ว่า ปรมาณูนั้นจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยเพียงใดก็ตาม แม้ว่าปรมาณูนั้นจะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังแสดงว่า ทุก ๆ ปรมาณูจะได้หยุดนิ่งอยู่เฉย ๆ ก็มิได้ เคลื่อนไหวอยู่เสมอตลอดเวลาไม่หยุดพักเลยด้วยอำนาจของอุณหเตโช ธาตุไฟ คือ ความร้อน (สีตเตโช - เย็น ก็คือ ร้อนน้อย)

แม้ว่าปรมาณูนั้นจะเล็กน้อยกระจ้อยร่อยเพียงไรก็ตาม แม้ว่าปรมาณูนั้นจะเห็นไม่ได้ สัมผัสด้วยกายไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อมันมารวมกันเป็นรูปต่าง ๆ เข้าแล้ว มันก็จะประจักษ์ต่อสายตาของบุคคลได้ เมื่อเหมาะสมก็สามารถรับการสัมผัสได้ มันจึงได้กลายเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย หรือเป็นบ้าน เป็นเรือน เป็นต้นไม้ใบหญ้า ไปตามสามัญสำนึกของบุคคลทั้งหลายที่ได้สมมติขึ้น แล้วบคุลทั้งหลายต่างก็พากันหลงใหลในรูปปรมาณูที่มีช่องโปร่งอยู่ทั่วไป หลงเตลิดเพลิดเพลินไปกับปรมาณูที่ขาดสเถียรภาพเอาเป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนสภาพอยู่ร่ำไป

ดังนั้น ปรมาณูทั้งหลายย่อมเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (ทุกขังหมายถึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้) ไม่ใช่คนเกิด แก่ ตาย ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานแต่เพียงเท่านั้น หากแต่เป็นไปอยู่ทุกวินาที คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา คือ เกิดขึ้น สืบต่อ สลายตัว แล้วเปลี่ยนสภาพไปไม่เหมือนเดิม แล้วก็เกิดขึ้นทดแทนใหม่ต่อไป ภายใน ๑ วินาทีตั้งมากมาย (เชิญอ่านเรื่องสสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา)

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [10 เม.ย. 2551 , 10:49:24 น.] ( IP = 58.9.150.210 : : )


  สลักธรรม 6


เคยร่ำเรียนมาเกี่ยวปรมาณูถึงขั้นแตกตัวให้กัมมันตภาพรังสี แต่เมื่อมาอ่านเรื่องรูป ก็ทำให้ทราบว่าที่แท้ปรมาณู ก็เอามาจากพระพุทธศาสนานั่นเอง และด้วยพระสัพพัญญุตาญาณ ทรงทราบถึงขนาดของปรมาณู ซึ่งทรงเปรียบเทียบกับเมล็ดข้าวเปลือก ดังที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ ลองคูณตัวเลขดู เมล็ดข้าวเปลือก ๑ เมล็ดแยกออกได้เป็น ๘๒,๓๐๑,๑๘๔ ส่วน เพียง ๑ ส่วนจึงเรียกว่า ปรมาณู ซึ่งยังจัดว่าเป็นรูปหยาบ

...โอ้โห แม้จะเรียนมาทางนิวเคลียร์ ก็ขอสยบศิโรราบกับพระพุทธศาสตร์ค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำความรู้เรื่องรูปที่ควรศึกษาและทำความเข้าใจมาฝาก...อนุโมทนาค่ะ

โดย peedanaka [10 เม.ย. 2551 , 17:24:36 น.] ( IP = 124.121.176.186 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ได้อธิบายขยายความค่ะ ถ้าไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมแล้ว จะมีความรู้เรื่องรูปต่างๆ น้อยมากๆ ค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่นำธรรมะมาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 เม.ย. 2551 , 22:40:38 น.] ( IP = 58.8.51.143 : : )


  สลักธรรม 8

ขอน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ที่ได้อธิบายขยายความรู้เรื่องรูป
และขอกล่าวอนุโมทนาสาธุมา ณ ที่นี้ ค่ะ


กราบขอบพระคุณพี่เณร
ที่นำธรรมะมาฝากค่ะ

โดย Au [10 เม.ย. 2551 , 23:08:56 น.] ( IP = 130.91.156.55 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org