มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อำนาจที่ทำให้สัตว์ปฏิสนธิ




อำนาจที่ทำให้สัตว์ปฏิสนธิ
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


เมื่อเราขว้างก้อนดินไปข้างหน้า ก้อนดินก็จะลอยไปในอากาศแล้วไปตกอยูไกลตามแรงที่ขว้างออกไป ดังได้กล่าวมาแล้ว เหตุไฉนก้อนดินจึงไม่ตกอยู่ตรงหน้าในขณะที่ก้อนดินหลุดออกจากมือเล่าคำตอบที่เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ อำนาจของแรงที่เหวี่ยงออกไปนั้นมันมีความสามารถผลักส่งให้ก้อนดินลอยไปได้ในอากาศ เพราะแรงที่เหวี่ยงจะผลักส่งต่อ ๆ กันไป ก้อนดินจึงไปไกลมิได้ตกลงเสียกลางทาง แต่เมื่อมันหมดอำนาจของการผลักส่งแล้วก้อนดินจึงจะตกลงไปได้

พูดเพียงเท่านี้เราก็พอมีความเข้าใจ ว่าก้อนดินที่เคลื่อนที่ไปได้ในอากาศนั้นมันจะต้องมีอำนาจคือ แรงเหวี่ยงของเราผลักส่งต่อ ๆ กันไป ถ้ามิได้มีแรงหรือมีอำนาจในการผลักส่งแล้วก้อนดินมันจะไปตกในที่ห่างไกลได้หรือ แต่เรามองเห็นอำนาจคือตัวการผลักส่งให้ก้อนดินเคลื่อนตัวลอยไปในอากาศจนไกลจึงได้ตกลงนั้น ได้หรือ?

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 เม.ย. 2551 , 08:22:42 น.] ( IP = 58.9.138.36 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แน่นอน เราเห็นมันไม่ได้ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงที่เกิดขึ้นในครั้งแรกนั้น มันจะต้องมีอำนาจจึงสามารถทำให้ก้อนดินลอยอยู่ในอากาศได้ แล้วแหวกอากาศไปข้างหน้าได้ ไม่ตกลงมาง่าย ๆ

หรือเหมือนชายหนุ่มกับหญิงสาวเกิดผูกสมัครรักใคร่กันยิ่งนานวันอำนาจของความรักก็ยิ่งจะเกิดเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อย ๆ อำนาจของความรักจะผลักส่งให้เขาทั้งสองหาหนทางได้พบปะแล้วสนทนาปราศรัยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน และพยายามจะมอง จะพูดและสัมผัสกันด้วยความอิ่มเอมเท่าที่จะหาโอกาสได้ เขาทั้งสองจะไม่ยอมแยกออกจากัน เขาจะฟันฝ่าไปไม่ว่าจะมีภูเขามากั้นหรือป่าไม้มาบัง ถ้ามีเจ้าหนุ่มหน้าใหม่เข้ามาขวางกั้นเมื่อใด เจ้าหนุ่มผู้ถือตนเองว่าเป็นเจ้าของก็จะยอมไม่ได้ ดีไม่ดีก็เกิดเรื่องใหญ่ไปจนถึงฆ่ากันตาย

ความรักนั้น ตัวตนมันอยู่ที่ไหน เห็นและสัมผัสมันได้หรือไม่ แน่นอน แม้จะมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจเหลือหลายเพราะมันทำให้คนฝ่าเข้าไปในแดนอันตรายและทำให้คนรบราฆ่าฟันกันตายได้
ความปรารถนาที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจของคนทั้งหลายนั้นมีมากมายยิ่งกว่าแผ่นฟ้าหรือแผ่นดิน อยากเห็นรูปที่ดีที่สวยงามน่ารัก อยากได้ยินเสียงที่ไพเราะ อยากกินที่อร่อย อยากเที่ยวให้สนุก อยากนอนหลับให้สบาย อยากอวดความยิ่งใหญ่ของตน และอยากได้เงินทองข้าวของสารพัดอย่าง ดังนั้น จึงได้ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มความสามารถ กระทำทุก ๆ ทางเท่าที่จะทำได้ ทุก ๆ คนก็คิดกันเช่นนั้น แล้วจะไม่ให้การเบียดเบียนกันอย่างหนักหน่วงรุนแรงเกิดขึ้นมากระไรได้ ความเห็นแต่จะได้จะทำอะไร ๆ ก็ได้ทั้งนั้น ขอให้ได้สมความปรารถนาก็แล้วกัน แม้ผู้ใดจะเดือดร้อนแสนสาหัสอย่างไรก็มิได้เอาใจใส่แม้ตัวเองจะทราบว่าได้เดินเข้าไปใกล้ชิดกับที่คุมขังนักโทษขนาดใหญ่ หรือแม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการเสียชื่อเสียงหรือแม้ความตายก็กล้ากระทำได้ การต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกันอย่างรุนแรงจึงได้เกิดขึ้นทั่วไปในโลก เพราะแต่ละคนก็ทนต่ออำนาจการเห็นแก่ตัวเห็นแต่จะได้ไม่ไหว อำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในอุดหนุน ผลักส่งให้แสดงออกไป ความทุกข์ทั้งหลายก็มีประจำตัวให้ต้องแก้ไขอยู่แล้ว ก็ยังหาได้พอไม่ ต่างก็ช่วยกันหาฟืนไฟให้เข้ามาเผาไหม้ให้มากยิ่งขึ้น ความทุกข์ความเดือนร้อนทั้งหลายจึงได้แพร่สะพัดกระจายออกไปทุกหย่อมหญ้า

ยิ่งผู้ที่เป็นหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นผู้นำของประเทศก็จะหาทางให้แก่ตน ให้แก่ชาติ และญาติมิตรของตน ก็จะใช้อำนาจของการเมือง การเศรษฐกิจ การทหาร ตลอดไปจนถึงการศาสนา เข้าไปแทรกแซงหรือพลิกแพลงด้วยกลวิธีการต่าง ๆ สารพัดอย่าง สารพัดวิธีเท่าที่จะทำได้ให้แก่ชาติบ้านเมืองของตนเองโดยหาทางเอาคนลงมาเป็นทาสในเรือนเบี้ย เอาประเทศชาติอื่นมาเป็นเมืองขึ้นในทางเศรษฐกิจและทางทหารด้วยวิธีการอันน่าสยดสยอง จนในที่สุดต้องรบราฆ่าฟันกันไปทั่วโลก

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 เม.ย. 2551 , 08:25:48 น.] ( IP = 58.9.138.36 : : )


  สลักธรรม 2

ความเห็นแต่จะได้ถูกรุกเร้าหนักขึ้นไปเพราะอนุสัยกิเลสก็จะมองไม่เห็นทุกข์โทษภัยที่ตนเองและของผู้ใดที่จะได้รับ แล้วอดทนอยู่ไม่ไหว จนถึงแสดงออกไปในเรื่องต่าง ๆ ผู้มีปัญญาพิจารณาด้วยดีแล้วก็จะมีความตกใจ แล้วร้องออกมาว่า เป็นมนุษย์ผู้อวดว่ามีใจสูงแท้ ๆ เหตุไฉนจึงได้กล้ากระทำการอันน่าสยดสยองใจเช่นนี้ได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนให้เคารพในสิทธิของผู้อื่น เพราะมีความเป็นมนุษย์ด้วยกันก็หาไม่ หากแต่ทรงสอนให้เคารพสิทธิในความมีชีวิตของผู้อื่น แม้ที่เป็นสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมความทุกข์ด้วย แต่มนุษย์ผู้ขาดปัญญาในปัญหาของชีวิตจิตใจคิดแต่จะเอาให้ได้ ผู้ใดจะเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสประการใดก็ไม่เอาใจใส่ บาปกรรมมีที่ไหน เพราะเกิดหนเดียวตายหนเดียวเท่านั้น จะต้องสร้างสมความยิ่งใหญ่ให้สำเร็จจงได้ แม้จะย่ำลงไปบนซากศพของมนุษย์ด้วยกันเอง หรือเป็นซากศพของสัตว์ชนิดไหนก็ได้ทั้งนั้น

แต่ละคนที่เกิดขึ้นมาก็ย่อมจะมีตัวการที่ทำให้เศร้าหมองเร่าร้อนซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายในจิตใจ ไม่มีผู้ใดที่ไหนจะสร้างขึ้นมาได้ ตัวการที่แอบแฝงอยู่ในใจนี้ ทางธรรมะได้ตั้งชื่อให้มันว่า "อนุสัยกิเลส" ซึ่งแปลว่าเป็นกิเลสอย่างละเอียด อันเป็นการก่อให้เกิดความเศร้าหมองเร่าร้อนและกล้ากระทำอะไร ๆ ลงไปเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของตนเอง เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดจะทราบเพราะไม่ได้พิจารณาให้ดีจริง ๆ

อนุสัยกิเลส นั้นติดตามมาตั้งแต่ชาติก่อน ๆ ทันที่ที่ปฏิสนธิก็มีขึ้นมาแล้ว พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดลูกมิได้เคยสอนให้ลูกมีกิเลสเลย แล้วก็สอนกิเลสให้ลูกที่อยู่ในครรภ์ไม่ได้ด้วย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงถึงเรื่องของอนุสัยกิเลสนี้ว่า มันติดสอยห้อยตามความเกิดของสัตว์ทั้งหลายมามากมายเหลือหลายจนนับชาติที่เกิดถอยหลังไปไม่ทราบว่าเป็นชาติที่เท่าใด แต่เป็นการยากที่ผู้ใดใครที่ไหนจะเห็นมันได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุอะไร ได้แต่พูดคำว่า โลภะ โทสะ โมหะ

น่าอัศจรรย์เหลือเกิน ที่บางท่านพูดเรื่องโลภะ โทสะ โมหะ เสียเป็นคุ้งเป็นแคว พูดในที่ทั่วไปมาเป็นเวลานานปี เขียนหนังสือกระจายออกไปทั่วทิศ แต่ปฏิเสธการเวียนว่ายตายเกิดว่าเป็นไปไม่ได้ ขอให้ถามท่านเหล่านี้ว่า โลภะ โทสะ โมหะ มันมาจากไหน ไม่มีชาติก่อน ๆ แล้วจะเกิดขึ้นมาเองได้อย่างไร ได้แต่พูดแล้วก็อธิบาย แต่เหตุที่เกิดมันขึ้นมาหาได้ทราบไม่ อนุสัยกิเลสเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอย่างมิดชิดอยู่ภายในจิตใจมาตั้งแต่ปฏิสนธิ เมื่อได้รับการกระทบอารมณ์ก็กระเทือนเข้าไปถึง จึงเป็นปัจจัยให้เกิดความเร่าร้อนอันเป็นกิเลสอย่างกลาง และถ้ากิเลสอย่างกลางมีกำลังมากก็จะอุดหนุนให้เกิดกิเลสอย่างหยาบโดยแสดงออกทางวาจา เช่น ด่าทอกันและแสดงออกทางกาย เช่น ตบตีกัน ถ้ากิเลสอย่างละเอียดไม่มีจิตจะเกิดความเร่าร้อนได้หรือและถ้ามิได้เร่าร้อนแล้วจะด่าว่าและตบตีกันได้อย่างไรเล่า

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 เม.ย. 2551 , 08:30:29 น.] ( IP = 58.9.138.36 : : )


  สลักธรรม 3

โลภะก็ได้แก่ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ เช่นติดใจในรูปที่เห็น ติดใจในเสียงที่ได้ยิน และติดใจในเรื่องราวที่คิดนึกต่าง ๆ เป็นต้น

โทสะ ได้แก่ความโกรธ ความเสียใจ ตกใจ กังวล ทุกข์ร้อน เพราะได้รับอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา

โมหะ ได้แก่ความโง่ ความหลง ไม่มีความรู้ในเรื่องของชีวิตจิตใจ และหนทางที่จะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ว่าไปทางไหน ไม่เชื่อเรื่องของกรรม ผลของกรรม ไม่เชื่อการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายในภพภูมิต่าง ๆ

แม้อารมณ์ที่เกิดอยู่ต่อหน้าก็เห็นว่าเป็นคน เป็นหญิง เป็นชาย ถ้าว่าโดยปรมัตถ์อันเป็นความจริงแท้แล้ว ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโมหะ (หรืออวิชชา) เหมือนกัน เพราะรูปารมณ์อันได้แก่คลื่นแสงเป็นรูปปรมาณู ความรู้สึก "เห็น" เป็นจิตใจ หรือเป็นนาม มีแต่รูป มีแต่นามเท่านั้นปรากฏขึ้น ทั้งรูปทั้งนามเกิดขึ้นมาประชุมกันแล้วก็ดับ คือเกิดขึ้นขณะหนึ่งเท่านั้น แต่มันต่อ ๆ กันไปโดยรวดเร็วมาก เพราะทั้งรูปทั้งนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ตั้งมั่นอะไรไม่ได้เลย แม้แต่น้อย

ผู้เห็นว่าเป็นคน เป็นหญิง เป็นชาย ได้สร้างมโนภาพขึ้นมาโดยอาศัยความรู้เก่า ๆ ของตนที่เก็บเอาไว้ภายในจิตใจออกมาร่วมในการตัดสิน หาไม่แล้ว จะเห็นเป็นคน เป็นหญิงหรือชายไม่ได้ เพราะมีแต่รูปกับนามเท่านั้นจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้นมาและอยู่ต่อหน้าต่อตาได้ง่าย ๆ ผู้คิดพิจารณาไม่ลึกซึ้งจึงเห็นโมหะอวิชชาไม่ได้ แล้วก็ตกเป็นข้าช่วงใช้ของมัน มันชี้นิ้วบงการมาจนนับชาติไม่ได้

เด็กเล็ก ๆ ก็มีตา ก็มีใจ แต่ก็มิได้เห็นเป็นคน เป็นหญิงหรือเป็นชายได้ เพราะมิได้มีของเก่าที่เก็บหรือฝังอยู่ในใจออกมาให้ร่วมในการตัดสินได้ สุนัขก็มีตา ก็มีใจ แต่ก็มิได้เห็นเป็นคน เป็นหญิงหรือเป็นชายได้ เพราะมิได้มีของเก่าที่เก็บหรือฝังอยู่ในใจออกมาร่วมการตัดสินจึงสร้างมโนภาพขึ้นมาไม่ได้

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 เม.ย. 2551 , 08:34:01 น.] ( IP = 58.9.138.36 : : )


  สลักธรรม 4

ความเกิด-ดับ โดยรวดเร็วอย่างเหลือเกินของรูปของนามมาปิดบังขวางกั้นความจริงที่แท้จริงที่อยู่ต่อหน้าต่อตาเสียสิ้นเหมือนเทียนที่จุดไฟ ไส้และน้ำมันถูกเผาไหม้แล้วลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วความร้อนก็เผาไหม้ละอองน้ำมันต่อ ๆ กันไป ไฟเกิดขึ้นแล้วก็สลายตัวเกิดดับติดต่อกันโดยรวดเร็วไม่ขาดสาย แต่มองเห็นมันไม่ได้จึงเข้าใจว่าไฟมิได้เกิด-ดับ

ด้วยเหตุที่รูปนามเกิด-ดับติดต่อกัน (สันตติ) โดยรวดเร็วเช่นนี้ จึงได้พากันหลงใหลในมโนภาพของตน จึงหนีโมหะหรืออวิชชาไม่ได้ แม้เด็กเล็ก ๆ หรือสุนัข จะมิได้เห็นเป็นคน เป็นหญิง เป็นชาย ก็หนีโมหะอวิชชาไปไม่พ้น ทั้งนี้ก็เพราะทั้งรูปทั้งนามมาปรากฏอยู่ต่อหน้าแล้วก็เกิดดับสลายตัวต่อ ๆ กันไปอยู่ต่อหน้าต่อตานั่นเอง แต่ก็หาได้มีปัญญาทราบไม่ว่ามันเป็นรูปเป็นนาม

เมื่อโลภะหรือโทสะ อันเป็นตัวการมารร้ายได้เกิดขึ้นมาก็เพราะผู้นั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจของโมหะคือความโง่ความหลงทุกครั้งไป หาได้มีคน มีหญิง มีชายที่ไหนไม่ แม้ทางทวารอื่นคือทาง หู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจก็โดยทำนองเดียวกัน ด้วยเหตุดังได้บรรยายมาโดยย่อ ๆ นี่เอง คนทั้งหลายเมื่อตกอยู่ภายใต้อำนาจของโมหะอวิชชาดังนี้แล้ว จึงอดทนอยู่ไม่ไหว จึงได้แสดงออกซึ่งความเห็นแก่ตัวออกไปเป็นการใหญ่ ต่างก็พากันช่วงชิงผลประโยชน์กันวุ่นวายไปทั่วโลก แล้วจะมิให้ความทุกข์ยากทั้งหลายเข้ามาครอบงำกระไรได้

เมื่อตื่นนอนขึ้นมาทุก ๆ เวลาเช้า ต่างก็พากันมีแต่เจตนาหรือความปรารถนา อยากจะเห็น อยากจะได้ยิน อยากจะได้กิน และอยากที่จะเที่ยวเตร่ แล้วก็อยากจะได้อะไร ๆ ที่ตนต้องการสารพัดอย่าง เฉพาะอย่างยิ่งก็คือเงินซึ่งเป็นสื่อกลาง อำนาจของความอยากจึงได้ฝังประทับอยู่ภายในจิตใจ แล้วก็ฝังประทับเอาไว้ทุก ๆ ชาติมาจากอดีตที่เวียนว่ายตายเกิดจนนับชาติไม่ได้ตลอดจนอำนาจดังกล่าวมาของในชาตินี้รวมลงไปด้วย จึงได้ก่อให้เกิดพลัง เกิดความสามารถจากกรรมคือ เจตนา ที่ฝังประทับเอาไว้อย่างมั่นคงและเป็นตัวการทำให้จิต เจตสิก และกัมมัชรูปเกิดขึ้นมาได้ในภาพชาติใหม่ หรือมีชีวิตขึ้นมาใหม่ภายหลังจากจุติ คือ ความดับหรือความตาย

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 เม.ย. 2551 , 08:38:07 น.] ( IP = 58.9.138.36 : : )


  สลักธรรม 5

เจตนาอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น ขอให้มีกำลังให้มาก ขอเวลาให้นานเพียงพอเท่านั้น ผลก็จะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อสรุปแล้ว ตัวหัวหน้าใหญ่ในการให้อำนาจในการเกิดใหม่ก็ได้แก่ตัณหา นั่นก็คือความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ และองค์ธรรมก็ได้แก่ตัวโลภะนั่นเอง

อำนาจของความปรารถนาจะเห็นเป็นต้น ที่มีกำลังติดมามากมายก็จะผลิตสร้างประสาทตาขึ้นมาจากเซลของบิดามารดาร่วมกัน โดยกรรมชรูปที่ประทับอำนาจเอาไว้ มาผันแปรเซลของบิดามารดาให้เป็นประสาทตาขึ้นมาภายหลังจากการปฏิสนธิประมาณ ๑๐ สัปดาห์ หลังจากปฏิสนธิ คือการเกิดใหม่ในขณะแรกแล้วต่อมาด้วยอำนาจอันแรงกล้าของความปรารถนาจะเห็นอยู่เสมอตลอดมา อำนาจดังกล่าวนั้นจึงได้สร้างรูปปรมาณูที่เป็นประสาทตาขึ้น

เหมือนเม็ดของผลไม้เช่น มะม่วง เรามองเห็นอำนาจอะไรของมันไม่ได้ แต่มันก็มีอำนาจสั่งสมเอาไว้ภายในเม็ดของมันแล้ว เมื่อเอาไปปลูก อำนาจที่อยู่ภายในเม็ดที่เห็นไม่ได้นั้น ก็จะทำให้เกิดลำต้น กิ่งก้าน ใบ ดอก แล้วเกิดผลไม้ขึ้นมาได้จะให้มีรูปร่างเป็นมะม่วงพิมเสน หรือมะม่วงอกร่อง จะให้หวานจะให้เปรี้ยวอย่างไรก็ได้ตามอำนาจของมันที่ได้ประทับเอาไว้ ตั้งแต่เมื่อมันออกผล แล้วก็เก็บอำนาจเอาไว้ภายใน

อย่างไรก็ดี ในขณะปฏิสนธิ คือแรกเกิด (แก๊กแรก) นั้น จิต เจตสิก และกรรมชรูปก็เกิดขึ้นมาพร้อมกันโดยอาศัยเหตุ ๓ ประการ คือ

๑. การสมสู่ของบิดามารดา หรือการผสมเทียมก็ตาม
๒. มีประจำเดือนกำลังงาม (ไม่ใช่กำลังเห็น) และ
๓. ประการสุดท้าย มีสัตว์ (ที่ได้ตายแล้ว) เข้าปฏิสนธิ

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 เม.ย. 2551 , 08:42:43 น.] ( IP = 58.9.138.36 : : )


  สลักธรรม 6

เมื่อเหตุทั้ง ๓ ประการนี้เกิดขึ้น อำนาจของกรรมที่เรียกว่า กรรมชรูปก็ได้ทำให้เกิดขึ้นมา ๓ กลุ่ม กลุ่มละ ๑๐ รูป คือ

กายทสกกลาป กลุ่มรูปที่เป็นปรมาณูที่อำนาจของกรรมผันแปรเซลของบิดามารดาทำให้เป็นประสาทกาย กลุ่มรูปนี้มี ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชะ กายปสาทะและชีวิตรูปรวมมี ๑๐ รูป

ภาวะทสกะกลาป กลุ่มรูปที่เป็นปรมาณูที่อำนาจของกรรมผันแปรเซลของบิดามารดาให้เป็นเพศหญิง หรือเพศชาย กลุ่มรูปนี้มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชะ เพศหญิงหรือเพศชาย และชีวิตรูป รวม ๑๐ รูป

หทยะทสกะกลาป กลุ่มรูปที่เป็นปรมาณูที่อำนาจของกรรมผันแปรเซลของบิดามารดาให้เป็นที่ตั้งที่อาศัยของจิต กลุ่มรูปนี้มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชะ หทยะวัตถุและชีวิตรูป รวมมี ๑๐ รูป

ในขณะแรกเกิดจึงมีรูปปรมาณู ๓๐ กลาป คือ ๓๐ กลุ่ม ประสาทกาย ๑๐ เพศหญิงหรือเพศชาย ๑๐ และที่ตั้งที่อาศัยของจิตอีก ๑๐ เกิดพร้อมและเกิดร่วมกันในขณะปฏิสนธิ

คำว่า ชีวิตรูปทั้ง ๓ กลุ่มนั้น เป็นตัวอำนาจที่ยึดโยงกลุ่มรูปแต่ละกลุ่มที่เกิดจากอำนาจของกรรมให้ร่วมประชุมกันมิให้กระจัดกระจายออกไปจากกัน

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงขั้นตอนของรูปและนามตั้งแต่ปฏิสนธิโดยละเอียดไปเรื่อย ๆ โดยอาศัยอาหารจากตัวเองก่อน คือ เซลของบิดามารดาที่ประชุมกันได้แก่รูปที่มีอำนาจกรรมผันแปรในระยะแรก ๆ แล้วในที่สุดจึงได้อาหารจากสายโลหิตของมารดาโดยตรง ค่อย ๆ เจริญ ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จน ๕ สัปดาห์ กรรมชรูปจึงได้ผันแปรเซลดังกล่าวให้เป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม คือ ศีรษะ ๑ แขน ๒ และขา ๒
แล้วเมื่อประมาณ ๑๐ สัปดาห์ จึงได้มีประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น โดยอำนาจของกรรมชรูป ส่วนผู้ใดจะมีประสาททำงานได้ หรือเสียหายก็ด้วยอำนาจของกรรมสั่งสมเอาไว้หรือกำหนดให้เป็นไปตั้งแต่ปฏิสนธิ แล้วก็อาจเป็นไปในปวัตติ คือภายหลังปฏิสนธิก็ได้

ผู้ที่เกิดขึ้นมาแล้วมีความบกพร่องไม่สมบูรณ์เช่น เป็นใบ้ เป็นบ้า เป็นปัญญาอ่อน หรือเป็นกระเทยนั้น อาจจะเป็นไปในขณะปฏิสนธิเพราะอำนาจของกรรมได้กำหนดเอาไว้แล้ว หรืออาจจะเป็นในปวัตติ คือ ภายหลังจากปฏิสนธิก็ได้

สำหรับจิตใจทำงานกันอย่างไรนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ทรงแสดงเอาไว้ ผู้ศึกษาจะต้องศึกษาเรื่องวิถีคือการทำงานของจิต และวิถีคือการทำงานของทารกในครรภ์มารดา แล้วการเกิดขึ้นเป็นผีสางเทวดา สัตว์เดรัจฉานที่มีรูปกายเป็นปรมาณู มีรายละเอียดพิสดารมากมาย ผู้ใดได้ศึกษาแล้วก็จะได้เหตุ ได้ผล ได้ข้อเท็จจริง ตลอดจนบทพิสูจน์ทุกอย่างจนหายสงสัย แม้ในเรื่องของจักรวาลก็มีความเข้าใจแล้วก็ตลอดไปจนถึงเรื่องของนรก สวรรค์ ซึ่งมีรูปเป็นปรมาณู ด้วย

ท่านคิดว่าเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องที่ควรศึกษาหาความจริงหรือไม่ หรือท่านคิดว่าเป็นความเพ้อฝันของคนโบราณแล้วไม่สมควรจะเอาใจใส่

ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.


โดย พี่เณร....นำมาฝาก [13 เม.ย. 2551 , 08:48:09 น.] ( IP = 58.9.138.36 : : )


  สลักธรรม 7


มาสร้างประโยชน์ให้แก่ชีวิตตนเองในวันสงกรานต์ด้วยการเข้ามาอ่านกระทู้นี้

เหมือนกับเป็นนิมิตหมายที่ดีในการเริ่มต้นปีใหม่ไทยด้วยการคลุกคลีอยู่กับธรรมะเป็นให้ประโยชน์ยิ่ง

เนื่องในโอกาสวันปีใหม่ไทย ..จึงขอกราบระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์ และบูชากุศลถวายในความมีคุณของท่านด้วยความเคารพ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะ ที่นำมงคลมาให้ในวันนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [13 เม.ย. 2551 , 14:03:18 น.] ( IP = 58.9.93.91 : : )


  สลักธรรม 8


มาเข้าเรียนต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ ที่นำมาให้อ่านเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ

โดย peedanaka [14 เม.ย. 2551 , 09:26:10 น.] ( IP = 124.121.175.175 : : )


  สลักธรรม 9

มาเพิ่มพูนความรู้ที่ถูกต้องให้กับชีวิตค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่นำธรรมะมาฝากค่ะ

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [14 เม.ย. 2551 , 21:12:02 น.] ( IP = 58.8.53.161 : : )


  สลักธรรม 10

ขอกราบระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนากับพี่เณรด้วยค่ะ

โดย Nong Au [15 เม.ย. 2551 , 00:06:30 น.] ( IP = 130.91.156.55 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org