| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เบื่อชีวิตที่ยังวุ่นวายสับสน
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1สวัสดีขอรับคุณพัชราวัลย์ ที่คุณถามมานั้นก่อนอื่นควรเข้าใจก่อนนะครับว่า ความ"ต้องการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น" กระผมคิดว่าต้องทำความเข้าใจหน่อยนะครับว่า.. ชีวิตที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน แก่งแย่งนั้นเป็นอุปสรรคขัดขวาง ในเรื่องนี้จะขอให้คุณตามผมมานึกถึงชีวิตของ..สาวกสองท่าน ในสมัยพุทธกาล คือ พระยสและนางรัชชุมาลาเสียหน่อยก่อนนะครับ
คือเรื่องมีอยู่ว่า...ในช่วงที่ท่านทั้งสองได้ฟังพระธรรม และตั้งมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนา ยสกุลบุตรเป็นผู้ที่มีชีวิตสบายอย่างยิ่ง เพราะเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลที่มั่งคั่ง เมื่อท่านเดินรำพึงว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" นั้น ไม่ได้เกิดจากว่าท่านประสบความทุกข์ยากเดือดร้อนแต่อย่างใด แต่ว่าการสะสมของท่าน ทำให้ท่านมองเห็นความจริง ว่า...การเกิดมามีชีวิตนั้นเป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งความขัดข้องและวุ่นวาย และเมื่อได้ฟังพระธรรม ท่านก็สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ด้วยปัญญาที่สะสมอบรมมาสมบูรณ์นะครับ
ส่วนชีวิตนางรัชชุมาลานั้นตรงกันข้ามอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะนางเป็นทาสี ที่ผู้เป็นนายกระทำทารุณโขกสับด้วยประการต่างๆ จิกผมนางทำร้ายอยู่เป็นนิจ จนนางต้องโกนผมออกจนหมด โดยหวังว่าจะไม่ต้องถูกทำร้ายเช่นนั้นอีก แต่กลับถูกเจ้านายใช้เชือกพันศีรษะไว้ เพื่อจะได้จิกตีทำร้ายดังเดิม จนนางได้ชื่อว่ารัชชุมาลา
นางเบื่อหน่ายชีวิตจนคิดจะฆ่าตัวตาย เมื่อนางได้พบพระผู้มีพระภาค และได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ ทำให้นางได้คิด และหมดความทุกข์ร้อน จิตใจผ่องแผ้ว ตั้งอยู่ในธรรม จนรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบันบุคคลโดย เทพธรรม [16 เม.ย. 2551 , 16:21:40 น.] ( IP = 58.9.152.57 : : )
สลักธรรม 2
ที่กระผมได้นำตัวอย่างทั้งสองนี้มาเสนอก่อนนั้น.. แสดงว่าความสะดวกสบาย หรือความวุ่นวายของชีวิต มิได้เป็นปัจจัยให้คนเราเข้าถึงความหลุดพ้นได้ แต่เมื่อใดความรู้ที่ได้สะสมมามากพอ ถึง "ความแก่รอบแห่งญาณ" แล้วผู้นั้นก็จะสามารถบรรลุธรรมได้ เมื่อได้ฟังพระธรรมคำสอน ชีวิตที่ปราศจากทุกข์ร้อนของพระยส มิได้ทำให้ท่านมองข้ามความขัดข้องวุ่นวาย ของการเกิด ....ส่วนนางรัชชุมาลาได้เข้าถึงธรรมะทั้งๆ ที่สถานะที่ยากแค้นลำเค็ญ ของนางทาสี ก็ยังมิได้หมดไป
คนเราในปัจจุบันที่มีชีวิตสุขสบาย เช่นพระยสก็คงมี ลำบากเช่นนางรัชชุมาลาก็มาก การที่ได้อ่านได้ฟังคำสอนของพระพุทธองค์ ผ่านทางหนังสือหรือคำบรรยายธรรมะก็คงมีอยู่ การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ จะในลักษณะอย่างไรก็ตาม ก็เป็นวิบากของกรรมทั้งสิ้น ถ้าเป็นกุศลวิบากก็ทำให้ได้รับสิ่งที่ดี เป็นอิฏฐารมณ์ ถ้าเป็นอกุศลวิบากก็เป็นอนิฏฐารมณ์
ถ้ารู้เช่นนี้แล้ว ก็ไม่พึงหวั่นไหวไปตามผลแห่งกรรม ไม่เกิดโทสะเมื่อได้รับสิ่งที่ไม่ชอบใจ ไม่เกิดโลภะเมื่อได้สิ่งที่ชอบที่ปรารถนา ไม่มีโมหะซึ่งเกิดขึ้นทุกขณะจิต
ที่ไม่ได้เป็นไปด้วยทาน ศีล ภาวนา
คุณพัชราวัลย์ "รู้สึกเบื่อหน่ายกับความวุ่นวาย สับสน แก่งแย่ง เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วไม่อยากเกิดอีก" .."ต้องการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น" จาก "โลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สับสน" ดังที่คุณบอกมานั้น แต่ถ้าหากว่าความวุ่นวายสับสนเหล่านั้นหมดไป เช่นว่า คุณมีฐานะดีกว่าที่เป็นอยู่ ได้ทุกอย่างสมตามที่มุ่งหวังปรารถนา ผู้ที่ทำให้ท่านเดือดเนื้อร้อนใจเลิกกระทำตนเช่นนั้น หรือไม่มาข้องแวะกับคุณอีก หรือคุณได้ไปสู่แดนสวรรค์ ที่มีแต่ความสุขสบายอย่างยิ่ง ไม่มีความแก่ความเจ็บ หรือปฏิสนธิในพรหมโลกที่ดำรงสภาวะนั้นๆ ยาวนานมากจนความตายดูเหมือนว่าจะไม่มี คุณจะยังอยาก "ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น" อีกหรือไม่ครับ หรือว่าคุณจะถือว่า ได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่ต้องการแล้ว คุณจะไม่เหมือนพระยส ผู้เห็นความขัดข้องวุ่นวาย แม้ในชีวิตที่ไร้ความยากลำบากใดๆ
ความขุ่นข้องหมองใจ หรืออารมณ์อันไม่พึงปรารถนาทุกประการ คือโทสะ เป็นศัตรูที่ใครๆ ก็เห็นและไม่อยากให้เกิด แต่ศัตรูที่ใกล้ตัวกว่าและเอาชนะได้ยากกว่าคือโลภะ เป็นศัตรูที่คนมักมองข้าม เพราะเป็นอารมณ์ที่คนต้องการ เป็นศัตรูที่คอยเอาใจให้สุขสบายทุกเมื่อ เป็นศัตรูที่เอาชนะได้ยากกว่า
เมื่อคุณเห็นความวุ่นวาย สับสน แก่งแย่งของชีวิต ความทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บตาย เห็นว่าจะหลีกหนีทุกอย่างได้ด้วยการไม่เกิดใช่ไหมครับ แต่คุณต้องเข้าใจนะครับว่า การไม่เกิดอีกจะมีได้อย่างใด หรือทำอย่างไรจะไม่เกิดอีก.. ก็ด้วยการปฏิบัติธรรมอันได้แก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ละตัณหาและความเห็นผิดออกไป ตัดปัจจัยทุกประการที่จะทำให้เกิดอีก คือละคลายความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างนั่นเองครับ
พระพุทธองค์ตรัสว่า คนเรามีรักหนึ่งร้อย ก็เป็นทุกข์ร้อย มีรักหนึ่ง ก็เป็นทุกข์หนึ่ง ไม่มีรักเลยก็ไม่มีทุกข์เลย
และการจะละได้ก็ต้องศึกษาพระพุทธศาสนา ที่เป็นแก่นแท้จริงๆ อ่านหรือฟังพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ คิดใคร่ครวญตาม และเจริญสติปัฏฐาน ตามรู้จิตของตนให้เห็นถ่องแท้ ถึงความเกิดดับของธรรมะทุกอย่าง ว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย โดยอยู่นอกเหนืออำนาจบังคับ หรือความเป็นตัวตนใดๆ ทั้งสิ้น
คุณต้อง สะสมอบรมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึง "ความแก่รอบแห่งญาณ" ที่จะเกิดปัญญารู้แจ้งได้จริงแล้วคราวนี้แหละครับสิ่งที่คุณหวังคุณจะสมหวังครับผม
ส่วนความคิดที่ไม่มีความรู้จริงแล้ว ก็เหมือนดั่งคนที่อยากเดินทางออกจากที่คุมขัง แต่ไม่รู้หนทางประรู้ว่าประตูทางออกอยู่ทางไหนนั่นเองนะครับ ก็จะไม่สามารถไปจากสิ่งเดิมๆได้นั่นก็คือความทุกข์นั่นเองครับผม.
![]()
![]()
![]()
โดย เทพธรรม [16 เม.ย. 2551 , 16:40:51 น.] ( IP = 58.9.152.57 : : )
สลักธรรม 3อ่านคำถามของคุณพัชราวัลย์แล้ว ก็คิดอยู่ในใจว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี ..เพราะคุณพัชราวัลย์พูดไว้แต่เพียงว่า .......รู้สึกเบื่อหน่ายกับความวุ่นวาย สับสน แก่งแย่ง เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วไม่อยากเกิดอีก...แต่ไม่ได้บอกมาว่า ตนเองกำลังประสบกับมรสุมชีวิตอื่นใดอีกหรือไม่ ....จึงพอที่จะเข้าใจได้ว่า ..น่าจะเป็นผู้ที่มีการศึกษาธรรมมาแล้ว และก็มิได้มีปัญหาอะไรมากจนเกินไป ....แต่อาจเป็นเพราะมีความรู้ทางธรรมมากขึ้นจึงทำให้พบเห็นในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้มากมายกว่าบุคคลอื่น และก็ปรารถนาที่จะพ้นไปจากสภาพนั้น..นี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวที่เกี่ยวกับผู้ถามนะคะ
และการตอบคำถามนี้..ถ้าตอบเองก็คงจะตอบได้เพียงสั้นๆค่ะว่า ....คงต้องเริ่มด้วยการศึกษาพระปรมัตถธรรมให้รู้จักชีวิตที่แท้จริง ...จากนั้นก็เป็นการปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ..และก็คงกล่าวถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานพอเป็นแนวทางอีกเล็กน้อย...รวมถึงการเจริญสมถภวนาอีกนิดหน่อยเพื่อเป็นการพักผ่อนหย่อนใจเข้าสู่ความสงบในขณะที่ไม่สามารถเจริญวิปัสสนากรรมฐานได้
แต่ก็โชคดีค่ะที่ยังไม่ได้ตอบคำถามอะไรลงไป ..เพราะได้อ่านคำตอบของท่านเทพธรรมเสียก่อน ....ซึ่งเป็นวิธีการตอบที่รัดกุมและชัดเจนมาก โดยเฉพาะ..การย้ำความเข้าใจว่า .."หลุดพ้น" จากอะไร ....การยกเรื่องของโทสะขึ้นมาถามว่าเป็นเหตุให้เกิดความต้องการหลุดพ้นนั้นจริงหรือไม่ ..และถ้ามีความพอใจในฐานะความเป็นอยู่แล้วจะต้องการหลุดพ้นอีกหรือเปล่า ..เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ต้องการหลุดพ้นทั้งหลายต้องตรวจสอบตนเองอีกครั้งว่า ....ต้องการ หรือกล่าวออกมาด้วยเหตุใด ...ตรงนี้คงต้องบอกว่าเป็นคำอธิบายที่รวบรวมเป้าหมายให้กับผู้ตั้งกระทู้จริงๆ ว่า...ต้องการเพราะอะไรกันแน่
และการหลุดพ้นนั้น เกี่ยวเนื่องด้วยความสุขหรือความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้นหรือไม่ การยกตัวอย่างเรื่องพระยสะ และนางรัชชุมาลา ขึ้นมาอธิบายนับว่าเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ....การหลุดพ้นนั้นไม่เกี่ยวเนื่องด้วยฐานะความเป็นอยู่ทั้งในทางสูงและทางต่ำ ..แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ "ความแก่รอบแห่งญาณ" นั่นเอง ....รู้สึกชอบกับการตอบคำถามแบบนี้มากเลยค่ะ ..เพราะทำให้เข้าใจได้เป็นอย่างดี
วันนี้ได้เริ่มต้นด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบขึ้น เมื่อได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ ..เพราะคำว่า "วิบาก" และคำว่า "อนิฏฐารมณ์"...ช่วยให้มีสติยั้งคิดได้มากขึ้นว่า ...วันนี้จะต้องเตรียมตัวรับอะไรบ้างและควรโต้ตอบอย่างไร
ขอบคุณมากค่ะคุณพัชราวัลย์ที่มาตั้งคำถาม
และขอบพระคุณท่านเทพธรรมที่ให้ความสว่างไสวและความรอบคอบในวันนี้โดย น้องกิ้ฟ [16 เม.ย. 2551 , 16:53:39 น.] ( IP = 58.9.152.57 : : )
สลักธรรม 5สวัสดีค่ะ คุณพัชราวัลย์
บอกได้ไหมคะว่าเพื่อนท่านไหนแนะนำมา
เพราะคิดว่าเพื่อนท่านนั้นคงให้คำแนะนำเกี่ยวกับมูลนิธิมาไม่หมดค่ะ
คงต้องขอเรียนให้ทราบก่อนนะคะว่า ท่านพระอาจารย์บุญมี เมธางกูร อดีตประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธินั้น ท่านมรณภาพไปแล้วค่ะเมื่อวันที่ ๒๕ พ.ย. ๒๕๓๔ แล้วนะคะ ...เพราะฉะนั้นก็คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมนะคะว่าท่านจะมาตอบคำถามให้เมื่อใด
แต่ที่มูลนิธิยังมีผลงานที่ทรงคุณค่าของท่านอยู่หลายประการค่ะ ทั้งหนังสือ เทปบรรยายพระอภิธรรม และซีดีรอม .... แต่แม้ท่านพระอาจารย์บุญมีจะจากพวกเราไปแล้ว มูลนิธิของเรายังคงมีอาจารย์บุษกรมาเป็นผู้ให้ความรู้ทางธรรมแก่พวกเราค่ะ.... และมีการสอนพระอภิธรรมในทุกๆวันเสาร์และวันอาทิตย์นะคะ และถ้ามีคำถามเพิ่มเติมเชิญได้นะคะโดย น้องกิ้ฟ [16 เม.ย. 2551 , 17:01:19 น.] ( IP = 58.9.152.57 : : )
สลักธรรม 6กราบอนุโมทนาท่านเทพธรรมเจ้าค่ะ
เป็นคำตอบที่เป็นลำดับขั้นตอนไปสู่ความเข้าใจในจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา ขอเป็นกำลังใจให้คุณพัชราวัลย์ศึกษาด้วยความเข้าใจเพื่อการกระทำที่ถูก ต่อไปนะคะ โดย มด [16 เม.ย. 2551 , 17:03:10 น.] ( IP = 58.9.152.57 : : )
สลักธรรม 8
สวัสดีครับคุณกรชกร ด้วยยินดีครับที่จะช่วยให้ปัญหา คือทุกข์ของคุณทุเลาลงบ้างนะครับ แต่ต้องย้ำให้ทราบอีกก่อนนะครับว่า ที่กล่าวไปว่าการปฏบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้นที่จะเป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ที่ตอบกระทู้ไว้นั้นเพราะผู้ตั้งคำถามต้องการความหลุดพ้นระครับ เลยต้องตอบเช่นนั้นเพื่อให้เหตุ (ที่สร้าง) ตรงกับผล (ที่ต้องการ)นะครับ
ส่วนเรื่องการแก้ไขอารมณ์ เบื่อก็ดี โกรธง่ายก็ดีนั้น ก็จะพอมีทางอยู่บ้างนะครับ ด้วยการมองความเป็นไปได้ของชีวิตเมื่อคุณรู้สึกเบื่อเกิดขึ้นมา
จริงอยู่ที่ความเบื่อนั้นเกิดขึ้นเสมอๆกับทุกๆคน นั่นเพราะมีสาเหตุมาจากการที่เราทำอะไรจำเจมากๆนั่นเอง ความจำเจนั่นละครับที่คนเราไม่ชอบ เช่นทานอาหารจำเจกับข้าวที่วนไปมาบ่อยๆ หรือจะเป็นการฟังเรื่องราวที่ซ้ำซาก ย่อมนำมาซึ่งความเบื่อหน่ายทั้งนั้น แม้กระทั่งเรื่องการงานที่ต้องทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ตามครับ แต่เราเองนั่นละครับต้องมองและสำรวจว่า..ความเป็นไปได้ของเรามีไหม มากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นโดยการขาดความตริตรองนะครับ
เช่นถ้าเราเบื่อในหน้าที่การงานที่จำเจ ก็ลองคิดดูว่า เราจะหลีกจากงานได้ไหม ถึงเวลาสมควรหรือยัง ถ้าทิ้งหรือหันหลังให้กับงานนั้นๆแล้ว เรายังจะสามารถดำเนินชีวิตได้แบบปกติสุขไหม ลำบากไหม การคิดเช่นนี้จะทำให้เราได้คำตอบแก่ใจตนเองได้นะครับ เช่นเดียวกับการฟังเรื่องราวที่เบื่อ เราไม่ฟังได้ไหม เช่นถ้าผู้นั้นเป็นคนที่เราต้องรับผิดชอบและปลีกตนออกไปได้ยาก เราก็ต้องอดทนนะครับและแก้ไขปัญหานั้นด้วยการเป็นผู้ฟังที่ดี หรือหยุดการโต้ตอบลงเสีย ผมคิดว่าไม่นานครับผู้เล่าผู้บ่นก็จะต้องยุติเรื่องลงเพราะขาดผู้สนทนานั่นเอง
และถ้าเราสามารถวางใจถูก ทำใจได้อารมณืโกรธที่เกิดได้ง่ายก็จะหายได้ง่ายเช่นกันนะครับ เพราะไม่มีใครอยากทำให้เราโกรธนะครับแต่เราโกรธเองต่างหาก
สรุปว่าทุกอย่างเกิดที่เรา ก็ต้องแก้ไขที่เรานะครับ ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าใด ขอให้เรามีสติ คือความระลึกรู้สึกตัวมากๆเข้าไว้ และมีปัญญารู้ความจริงของชีวิตได้ไว ว่าทุกอย่างล้วนเป็นวิบาก คือผลของกรรมที่ตนทำมาเองทั้งสิ้น ทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอนครับผม.
![]()
![]()
![]()
โดย เทพธรรม [16 เม.ย. 2551 , 17:50:24 น.] ( IP = 58.9.152.57 : : )
สลักธรรม 9เบื่อมากมายหลายล้านเหตุการณ์เบื่อ
เบื่อเหลือเชื่อเบื่อได้ไม่จำกัด
เบื่อเส้นทางที่รถติดชะมัด
เบื่อคนขัดคอเราไม่เข้ารอย
เบื่อฝนฟ้ามาพรำให้ย่ำเปรอะ
เบื่อเรื่องราวเลอะเทอะพวกชอบฝอย
เบื่อนัดหมายที่ช้าต้องมาคอย
เบื่อไม่น้อยการงานบานตะไท
เบื่อคนพูดไม่ตรงคงเรื่องราว
เบื่อการคิดสืบสาวเพื่อแก้ไข
เบื่อคำพูดจากปากต่างกับใจ
เบื่อโรคภัยที่มีทุกวี่วัน
เบื่อกับความเจ็บใจในบางคน
เบื่อรอผลบางสิ่งที่อิงฝัน
เบื่อความทุกข์ที่มีทั้งร้อยพัน
เบื่อที่สุดคือใจนั้นที่ต้องทน
บ่นไปไยบ่นไปก็ยิ่งเบื่อ
บ่นแล้วใจคลุมเครือทั้งสับสน
บ่นมากมายขยายเรื่องให้วกวน
บ่นแล้วยิ่งเกิดผลให้ท้อใจ
บ่นนานนานพาลเบื่อตัวเองบ่น
บ่นแล้วงานยังล้นมิลื่นไหล
บ่นกี่ครั้งเขายังพูดเรื่อยไป
บ่นทำไมกับเจ็บป่วยไม่ช่วยเลย
บ่นพร่ำไปหาใช่เป็นเรื่องดี
บ่นอย่างนี้เปลืองพลังกว่านั่งเฉย
บ่นมากมากปากถึงหูน่าเกลียดเอย
บ่นแล้วยิ่งคุ้นเคยกับอ่อนแอ
ทนเอาไว้ตั้งใจฝ่าให้พ้น
ทนลำบากตรากตนทนบาดแผล
ทนเจ็บปวดรวดร้าวเหงาดวงแด
ทนเอาไว้อย่าแพ้กิเลสลวง
ทนต่อสู้รู้ข่มปมความโกรธ
ทนการโอดครวญไว้ให้หนักหน่วง
ทนทำงานเบิกบานไม่ท้อทรวง
ทนคือฐานของปวงสำเร็จการ
เรื่องการเบื่อนั้น เป็นของธรรมดาคู่ใจปุถุชนเสมอเลย จนมีอำนาจให้แสดงออกมาในการบ่นเพ้อรำพันไปต่างๆ
ลองใส่ใจรายละเอียดต่างๆ รอบๆตัวเราให้มากขึ้นกว่า ความรู้สึกตัวเอง ตั้งใจฟังคนอื่นพูดให้มากขึ้นมากกว่าจะจะพูดแข่งกับคนอื่น
และอดทนต่อวิบากอารมณ์ให้ได้ ความสำเร็จที่จะเป็นผู้หยุดชีวิตไร้สาระก็จะบังเกิดขึ้นได้นะคะ.
![]()
โดย พี่ดอกแก้ว [16 เม.ย. 2551 , 17:55:52 น.] ( IP = 58.9.152.57 : : )
สลักธรรม 10พี่ ๆ ที่นี่น่ารักทุกคนเลย ตอบคำถามได้อย่างครบถ้วนกระชับ และ ชัดเจนจริง ๆ อนุโมทนากับทุกข้อความคับ
โดย น้องบู [17 เม.ย. 2551 , 09:19:52 น.] ( IP = 124.120.189.50 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |