มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ค้นหาที่มาของวิปัสสนา




หลักฐานที่มาเรื่องวิปัสสนากรรมฐานในทางพระพุทธศาสนา


วิปัสสนา เป็นกรรมฐานที่ใช้ปัญญาพิจารณาหยั่งรู้เบญจขันธ์ตามสภาพความเป็นจริง เป็นคำสอนเพื่อพัฒนาจิตหรืออยกระดับจิตของปุถุชนให้ขึ้นสู่ระดับจิตความเป็นอริยบุคคลซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในทางพระพุทธศาสนา การเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานแท้จริง มุ่งที่จะถ่ายถอนความหลงผิด รู้ผิด และยึดติดในสิ่งทั้งหลายที่เรียกว่าอวิชชาออกเสียจากจิต ถึงขั้น เปลี่ยนท่าทีต่อชีวิตใหม่ ทั้งท่าทีแห่งการมอง การรับรู้ การวางจิตและความรู้สึกทั้งหลาย


ดังพระดำรัสที่พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า
“เมื่อใด อริยสาวกรู้ทั่วถึงความเกิดและความดับของสังขารตามที่มันเป็นจริงอย่างนั้น อริยสาวกนี้เรียกว่า เป็นผู้มีทิฏฐิสมบรูณ์ เป็นผู้มีทัสสนะสมบรูณ์ เป็นผู้ลุถึงสัทธรรมนี้ ว่าเป็นผู้ประกอบด้วยเสขญาณ เป็นผู้ประกอบด้วยเสขวิชชา เป็นผู้บรรลุกระแสธรรมแล้วและเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดประตูอมต (นิพพาน) ดังนี้แล” 1.สํ.นิ. 16/184-187/94-96)

โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:25:49 น.] ( IP = 58.8.35.53 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


คำว่า “วิปัสสนา” หมายถึง ความเห็นแจ้ง, การรู้แจ้ง ได้แก่ การทำจิตให้สงบระงับหมดจากความฟุ้งซ่าน โดยการเพ่งสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอารมณ์ เพื่อพิจารณาให้เห็นแจ้งรู้ตามความเป็นจริง” 2.(พจนุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525, 2531 : หน้า 757)
คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรมได้แก่ “ ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ อันให้ถอนความหลงผิดในสังขารเสียได้ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นของมันเอง ” 3(พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2535), หน้า 276)


บทวิเคราะห์ศัพท์ภาษาบาลีว่า วิเสเสน ปสฺสตีติ ธรรมชาติใดย่อมเห็นแจ้งเป็นพิเศษ เพราะเหตุนั้นธรรมชาตินั้นชื่อว่า วิปัสสนา ความเห็นแจ้งเป็นพิเศษ
วิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงหมายถึง ที่ตั้งแห่งการงาน หรืออารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งการงานเพื่อให้จิตเกิดปัญญาเข้าไปเห็นแจ้งในรูปนาม พระไตรลักษณ์ อริยสัจ และมรรค ผล นิพพาน
“ปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งชัด สิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะของมัน คือ ความเข้าใจตามความเป็นจริง การเห็นแจ้งหรือวิธีที่ทำให้เกิดการเห็นแจ้ง หรือปัญญา จึงชื่อว่าวิปัสสนา” 4 [องฺ.ฉกฺก. 22/325/418.]
“หมู่ชนผู้ปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมคือเจริญกรรมฐานสมควรแก่มรรค ผล นิพพานจึงชื่อว่าได้บูชาเราอย่างแท้จริงดังนี้ ” 5 [มหามกุฏราชวิทยาลัย, พระธัมมปทัฏฐกถาแปล ภาค 6, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2529), หน้า 205]

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:27:04 น.] ( IP = 58.8.38.215 : : )


  สลักธรรม 2


การกำหนดรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ปัจจุบันอารมณ์จึงหมายถึง รูปนามที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้า และผู้ปฏิบัติรู้ทันปัจจุบันธรรมที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้านั้นได้ อารมณ์นั้นก็ชื่อว่าปัจจุบันอารมณ์ ผู้ปฏิบัติจะต้องพยายามให้ได้ปัจจุบันอารมณ์เสมอ
วิปัสสนากรรมฐาน คือ กรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา เป็นคำสอนเพื่อพัฒนาจิตยกระดับจิตของปุถุชนธรรมดาให้ขึ้นสู่ระดับจิตความเป็นอริยบุคคล ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา วิปัสสนากรรมฐานเป็นหลักปฏิบัติในด้านปัญญา เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้พิจารณาด้วย”ปัญญาอันหยั่งถึงในรูปและนาม ตามสภาวะความเป็นจริง การเจริญวิปัสสนานั้น จุดมุ่งหมายเพื่อให้จิตได้เห็นแจ้งเป็นพิเศษ ในรูปนาม และในขันธ์ 5 ว่า เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขัง เป็นทุกข์ อนัตตา ไม่ใช่เป็นตัวบุคคล ตัว ตน เรา เขา คือเราไม่สามารถที่จะบังคับบัญชามันได้ตามที่คนทั่วไปเข้าใจกัน ความเห็นแจ้งเป็นพิเศษนี้ เรียกว่า วิปัสสนา คือปัญญาเจตสิก ที่ปรากฏในมหากุศลญาณสัมปยุตตจิต” ๖ [สมาน บุญยารักษ์, พจนานุกรมอภิธรรม 7 คัมภีร์, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อักษรสาสน์, 2526), หน้า 15]


พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า “วิปัสสนาปัญญากรรมฐาน ทำให้ปัญญารุ่งเรืองและละอวิชชา ความไม่รู้เสียได้” ๗ [องฺ. ทุก. 20/576/77.] หมายถึงปัญญาที่สามารถรื้อถอนตนขึ้นจากหล่มคือกิเลสต่างๆ มีหมักหมมพัวพันกันอยู่ในตนและเป็นเหตุแห่งความทุกข์เสียได้เป็นปริโยสานถ้าว่าโดยหน้าที่หรือกิจแล้ว วิปัสสนาปัญญา มีกิจคือการขจัดความมืด คือโมหะ ความหลง หรือความไม่เข้าใจในสภาวะปกติคือการเกิดดับแห่งรูปนามทั้งปวง สัตว์ทั้งหลายแต่บรรดาที่เห็นผิด เห็นว่าสัตว์เที่ยงโลกเที่ยง มีความผาสุกสนุกสบาย เห็นว่าเป็นตนของแห่งตนนั้น เพราะอาศัยโมหะปิดป้องกำบัง ต้องอาศัยวิปัสสนาปัญญา วิปัสสนาปัญญาเกิดแล้วในกาลใด ก็ทำให้สำเร็จกิจคือขจัดความมืดได้ในกาลนั้น
ดังที่พระพุทธองค์แสดงไว้โดยสรุปในขุตตกนิกาย ธรรมบทว่า “เมื่อใด บุคคลเห็นอยู่ด้วยปัญญษว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ ข้อนี้เป็นทางแห่งความบริสุทธิ ” ๘ [ขุ. ธ 25/30/51.]

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:28:37 น.] ( IP = 58.8.38.215 : : )


  สลักธรรม 3


หลักการหรือข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะเข้าทำวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้นับว่ามีความสำคัญมากอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ที่มีความตั้งใจจริงต่อการเจริญทางวิปัสสนาจะต้องทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่เข้าใจผิดหรือปฏิบัติผิด เพราะถ้าเราเข้าใจผิดไปแล้ว มันเป็นการยากต่อการแก้ไขในภายหลังและจะเป็นการเสียเวลาเปล่าของผู้แสวงหาธรรมะ การทำวิปัสสนาจะต้องพยายามขับไล่กิเลสที่สำคัญคือตัณหาและทิฏฐิ ความเห็นผิดเหล่านี้ให้ห่างออกไปก่อน จึงจะได้มองเห็นความจริงของสิ่งนั้น อุปมาเหมือนน้ำที่มีตะไคร่น้ำปิดอยู่ ถึงแม้ว่า น้ำนั้นจะใสสะอาดสามารถมองเห็นว่ามีอะไรอยู่ที่ก้นบ่อนั้นได้ แต่ทีตะไคร่น้ำมาปิดบังเสียเราก็ไม่สามารถมองเห็นว่าก้นบ่อนั้นมีอะไรอยู่บ้าง การทำวิปัสสนาก็เช่นเดียวกัน ในระหว่างที่กำหนดหรือพิจารณาอยู่นั้น ถ้าหากว่ากิเลสตัณหาและทิฏฐิเข้าอาศัยความรู้สึก หรือเข้าอาศัยอารมณ์อันนั้นแล้ว กิเลสเหล่านั้นจะปิดบังความจริงทันที กิเลสเป็นเครื่องปิดบังปัญญาไม่ให้เข้าถึงความจริงในที่นั้นได้ เพราะความต้องการในอารมณ์นั้นมีอยู่ หรืออาศัยอยู่ในความรู้สึกนั้นแล้ว


ตามหลักสติปัฎฐานในหมวดอิริยาปถปัพพะ ที่ว่า การกำหนดการเดิน การยืน การนั่ง การนอน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
“ปน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ คจฺฉนฺโต วา “คจฺฉามีติ” ปชานาติ,
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเราเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่าเราเดินอยู่,
ฐิโต วา “ฐิโตมฺหีติ” ปชานาติ,
เมื่อเรายืน ก็รู้ชัดว่าเรายืนอยู่,
นิสินฺโน วา “นิสินฺโนมฺหีติ” ปชานาติ,
เมื่อเรานั่ง ก็รู้ชัดว่าเรานั่งอยู่,
สยาโน วา “สยาโนมฺหีติ” ปชานาติ,
เมื่อเรานอน ก็รู้ชัดว่าเรานอนอยู่ , ๙ [ที.ฆ. 10/275/290.]


โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:30:18 น.] ( IP = 58.8.35.53 : : )


  สลักธรรม 4


ธรรมที่เป็นรากเหง้า เป็นเหตุเกิดขึ้น ตั้งอยู่ของวิปัสสนานั้น ท่านกล่าวว่าเป็นวิสุทธิธรรม 2 ข้อแรกๆคือ ข้อที่ 1 กับข้อที่ 2 นั่นเอง ได้แก่
1. สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล
2. จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต
“การรักษาศีลตามภูมิของตนให้บริสุทธิ์ จัดเป็น สีลวิสุทธิ สมาธิ ทั้งที่เป็นอุปจาร ทั้งที่เป็นอัปปนา โดยที่สุดขณิกสมาธิ คือสมาธิขณะพอเป็นบทฐานแห่งวิปัสสนา จัดเป็นจิตตวิสุทธิ” ๑๐ [มหาสมณเจ้า สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิภาคปริเฉทที่ 2, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2531), หน้า 85
ธรรมทั้งสองชนิดนี้ เป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนาขึ้นได้ หมายความว่า “การเจริญวิปัสสนานั้น จะต้องมีศีลบริสุทธิ จะต้องทำใจให้ปลอดจากนิวรณ์ ถ้าไม่มีศีลและสมาธิแล้ว จะเจริญวิปัสสนาไม่ได้ผลเลย... เพราะยังไม่มีเหตุให้เกิดวิปัสสนาได้ เหตุที่ว่าผูที่ทำให้เกิดวิปัสสนาขึ้นมาได้ จะต้องมีศีลบริสุทธิและมีจิตบริสุทธิ คือมีสมาธิ สรุปว่า ศีลและสมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญา หรือเป็นเหตุให้เกิดวิปัสสนานั่นเอง” 11 [พระราชวิสุทธิกวี, บทอบรมกรรมฐาน, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2535), หน้า 254-255.]


ศีลกับสมาธิเป็นรากเหง้า เป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา มีศีลเป็นฐานอุปมาอย่างคนจะตัดต้นไม้หรือตัดป่าลงสักป่าหนึ่ง เขาจะต้องยืนอยู่บนแผ่นดิน ถ้าไม่มีแผ่นดินสำหรับยืน เขาก็จะตัดต้นไม่ไม่ได้ ฉะนั้นแผ่นดินในที่นี้ ก็เปรียบเสมือนศีลหรือศีลเปรียบเหมือนแผ่นดิน สำหรับคนที่จะตัดป่าหรือกิเลสได้ยืน ถ้าปราศจากศีลเสียแล้วก็เหมือนไร้แผ่นดินที่จะยืนทำงาน ส่วนกำลังสำหรับจะตัดป่านั้น ท่านเปรียบเหมือนกับสมาธิคือ เขาจะต้องมีสมาธิเป็นกำลังงาน
วิสุทธิ แปลว่า ความบริสุทธิ
การรักษาศีลของตนให้บริสุทธิบริบรูณ์ ตามความเหมาะสมแก่ฐานะของตน เช่น ฆราวาสควรรักษานิจจศีล หรือศีล 5 ให้สมบรูณ์ สำหรับบรรพชิตนั้น ควรรักษาปาริสุทธิศีล 4 ให้บริบรูณ์ จัดเป็น สีลวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งศีล คือ การเว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม และทำตามข้อที่พระพุทธเจ้าอนุญาต สำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายในเมื่อมีอารมณ์มากระทบ เช่น ตาเห็นรูปเป็นต้นฯ การเลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาชีพ เว้นจากการแสวงหาในทางที่ไม่ควร ให้พิจารณาในการบริโภคปัจจัย 4 ไม่บริโภคด้วยความมัวเมา ความเห็นตามสภาพที่เป็นจริงในนามรูปคือ เห็นว่านามรูปนี้ เกิดขึ้นได้ เพราะอาศัยการรวมกันของธาตุต่างๆ มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา การรู้เห็นอย่างนี้ จัดเป็น ทิฏฐิวิสุทธิ ความเห็นอันบริสุทธิ

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:31:40 น.] ( IP = 58.8.35.53 : : )


  สลักธรรม 5


ความบริสุทธิ์ หมายความว่า การชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ด้วยการบำเพ็ญไตรสิกขาให้บริบรูณ์เป็นขั้นๆไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดเป้าหมายคือ
สีลวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งศีล คือการรักษาศีลตามภูมิขั้นต้นของตนให้บริสุทธิและให้เป็นไปเพื่อเกิดสมาธิ
จิตตสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งจิต คือการฝึกอบรมจิตจนบังคับเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา
ทิฏฐิวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งการเห็น คือความเข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์ บุคคลเสียได้ จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์
กังขาวิตรณวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัยเสียได้
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งญารที่เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง
ปฏิทาญารทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน
ญาณทัสสนวิสุทธิ ความบริสุทธิ์แห่งญาณทัสสนะ คือความรู้ ความเห็นในอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ


สิ่งที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นผิดหรือเห็นคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงที่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นข้าศึกของวิปัสสนาอย่างร้ายแรง เรียกว่า วิปัลลาสธรรม มี 3 ประการ คือ
1. ทิฏฐิวิปัลลาส คือ ความเห็นที่ผิด
2. จิตตวิปัลลาส คือ ความรู้ที่ผิด
3. สัญญาวิปัลลาส คือ ความจำผิด
“อปัณณกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติไม่ผิด ได้แก่ ทางดำเนินที่ไม่ผิด พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร มี 3 ประการ คือ
อินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอดี ไม่มากไม่น้อย ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรเพื่อจะชำระใจให้หมดจดไม่เห็นแก่นอนมาก” 12 [องฺ. ติก. อปัณณกปฏิปทาสูตร, 20/455/142]
“เหมือนคนระวังเชื้อโรคมิให้เข้าสู่ร่างกายได้เหมือนเจ้าของรถเติมน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเชื้อเพลิงให้รถ เพื่อให้รถวิ่งไปได้ พอให้สำเร็จประโยชน์ในการเดินทางเท่านั้น” 13 [วศิน อินทสระ, กรรมฐานหรือภาวนา, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2534), หน้า 20-21]
พระองค์ตรัสต่อไปอีกว่า “สติปัฎฐาน 4 ที่บุคคลทำให้มาก ทำให้บริบรูณ์แล้ว ย่อมทำโพชฌงค์ 7 ให้บริบรูณ์” และตรัสต่อไปอีกว่า “โพชฌงค์ 7 ที่บุคคลทำให้มาก ทำให้บริบรูณ์แล้ว ย่อมทำวิชชาและวิมุติให้บริบรูณ์” 14 [ม.อุ. 14/291/203]

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:33:23 น.] ( IP = 58.8.38.215 : : )


  สลักธรรม 6


“อารมณ์เกิดขึ้นแล้วกำหนดชัดเจน สุดท้ายไม่ชัดเจนเป็นอยู่อย่างนี้ บางทีอารมณ์พิเศษต่างๆ เรียกว่า วิปัสสนูกิเลส” 15 [ขุ. ปฏิ. 31/278/324]
“อุทยัพพยญาณนับว่าเป็นญาณที่สำคัญมากในวิปัสสนาญาณขั้นต้นของวิปัสสนาญาณ” 16 [เล่มเดียวกัน, หน้า 1]
“ยงฺกิญฺจิ สมทนธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ ธรรมเหล่าใด ที่มีเกิดขึ้นแล้ว ธรรมเหล่านั้นย่อมมีความแตกสลายไปเป็นธรรมดา” 17 [ธัมมจักกัปปวัตนสูตร สํ.ม. 4/1621, ตถาคตสูตร, สํ.ม. 19/1671/479.]
“ ภยตูปัฏฐานญาณจะปรากฏแก่โยคีบุคคลว่าในภพ” 18 [ม.มู. 12/498/539] “กำเนิด 4” 19[ม.มู. 12/169/147] “ คติ 5” 20 [ที. ปา. 11/281/246, ม.มู. 12/170/148.] “วิญญาณฐิติ 7” 21 [องฺ.สตฺตก. 23/33/41.] และ”สัตตาวาส 9” 22 [องฺ.นวก. 23/236/424.]


“วัฏฏ คือวนหรือหมุนเวียนกันไปไม่มีที่สิ้นสุด” 23 [สงฺคห. (บาลี) 42/55/46.] วนคือกิเลส, วนคือวิบาก ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ปรีชากำหนดพิจารณาเป็นสังขารนั้นเพื่อหาทางเป็นเครื่องพ้นไปเสีย เมื่อโยคีบุคคลปรารถนาจะพ้นไปจากนามรูปทั้งปวง ที่กำลังแตกสลายอยู่ก็ต้องการจะพ้นไปจึงยกเอานามรูปทั้งมวลขึ้นสู่ “ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” 24 [สํ.สฬ. 18/1/1, ขุ.ธ. 25/30/51.]
“สัจจานุโลมิกญาณ ปรีชากำหนดรู้ด้วยการอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ” 25 [อภิ. สจฺจ. 25/190/125] “หลุดพ้นเพราะพิจารณา เห็นอนิจจัง เป็น อนิมิตตวิโมกข์ เห็นทุกขัง เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ และเห็นอนัตตา เป็นสุญญตวิโมกข์” 26 [ขุ.ปฏิ. 31/353, วิสุทฺธิ. 3/299]
“ผลญาณ ญาณกำหนดรู้อริยผล เมื่อปฐมมรรคทำการกำจัดกิเลสสังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกใจสัตว์อยู่ได้ 5 อย่าง”
27 [วิภงฺค. ทสก. 35/809/509.]

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:36:19 น.] ( IP = 58.8.35.53 : : )


  สลักธรรม 7


(สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ, ปฏิฆะ) อริยบุคคล ย่อมพิจารณากิเลสที่ประหานแล้วและกิเลสที่ยังไม่ได้ประหาน และ มรรค ผล นิพพาน มิได้เป็นอารมณ์ ของปัจจเวกขณญาณเพราะอารมณ์นั้นมิได้ปรากฏเฉพาะหน้าในญาณนี้ เปรียบเหมือน คนกินเกลือ รสเค็มของเกลือจะปรากฏเฉพาะหน้าในขณะที่กำลังกินเกลืออยู่นั้น แต่ส่วนนิพพานที่เป็นอารมณ์ของปัจจเวกขณญาณมิได้ปรากฏเฉพาะหน้า เหมือนกับคนนึกถึงรสเค็มของเกลือที่ตนได้เคยชิมลองมาแล้ว ไม่ใช่กำลังประจักษ์อยู่เฉพาะหน้า ฉะนั้น
“ปัจจเวกขณญาณจึงไม่ใช่โลกุตตรจิต” 28[ขุ.ปฏิ. 31/3/362]
“เป็นเพียงโลกียจิตเท่านั้น แต่กระนั้น ก็ยังสังเคราะห์อยู่ในญาณทัสสนวิสุทธิ” 29 [ม.ม. 12/259/279.]



ขุททกนิกาย มหานิทเทสว่า
“สังขารธรรมเหล่านั้น(รูปนาม) มาจากที่ซึ่งใครไม่เห็น แตกดับแล้วก็ไปสู่ความไม่เห็น เกิดขึ้นและดับไปเหมือนสายฟ้าแลบเกิดขึ้น(และดับไป) ในอากาศ” 30 [ขุ.มหา. 29/11/48 – 49.]
“อุทยัพพยญาณ คือ ญาณที่พิจารณาเห็นความเกิดดับของรูปนามเป็นปัจจุบันธรรม” 31[ขุ.ปฏิ. 31/92/78.]
“ปัจจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปรณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ” ปัญญาที่พิจารณาเห็นความแปรไปแห่งรูปนามที่เป็นปัจจุบัน คือ เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เรียกว่า อุทยัพพยญาณ” 32 [ขุ.ปฏิ. 31/103/63. วิสุทธิ. 3/262 – 263.]


“ญาณทั้ง 3 ญาณนี้ นับเป็นญาณเดียวกันก็ได้ โดยแบ่งเป็นตอนๆ ตามสภาวะญาณอย่างอ่อน ญาณอย่างกลาง ญาณอย่างแก่ ตามลำดับเท่านั้น” 33 [ขุ.ปฏิ. 31/112-119/67-71.]
“อนุโลมญาณนี้เป็นวิปัสสนาญาณที่มีกิจเห็นสอดคล้องถูกต้องกับวิปัสสนาญาณเบื้องต้น อันเป็นปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ” 34 [ม.ม. 12/258/279.]
“โลกุตตรจิต เพราะออกจากกิเลสทั้งอารมณ์และทั้งจิต อรรถกถาจารย์เรียกมรรคญาณนี้ว่า อุภโตวุฏฐาน “ 35 [วิสุทธิ. ปัญญา. 3/1 หน้า 278.] คือการออกจากกิเลสทั้งอารมณ์และทั้งจิต หมายถึงมรรคจิตสำเร็จกิจในอริยสัจทั้ง 4 เพราะว่าขณะที่จิตมีนิพพานเป็นอารมณ์ ตัณหาและทิฏฐานุสัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในสังสาร ยังไม่ถูกประหาน เพียงแต่ปัญญาในโคตรภูญาณทำให้หมดอำนาจลงเท่านั้น จึงไม่สามารถสร้างกรรมได้ ต่อเมื่อปัญญาในมรรคจิตที่เกิดต่อมาจากโคตรภูญาณ จึงได้ทำการประหานกิเลสที่เป็นอนุสัย มีตัณหานุสัยและทิฏฐานุสัยเป็นต้น ได้ขาดเป็นสมุจเฉทประหาน ลักษณะอาการเช่นนี้จัดเป็นลักษณะของมัคคญาณ ความบริสุทธิ์ของจิต จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยหลักปฏิบัติที่เป็นพื้นฐานของจิตแล้วค่อยพัฒนาหรือฝึกอบรมจิตขึ้นมาตามลำดับ เปรียบเสมือนบุคคลจะขึ้นไปอยู่บนตึกชั้น 3 ได้ ก็ต้องผ่านชั้นที่ 1 ที่ 2 ของตึกเสียก่อน การอบรมจิตเพื่อให้จิตเป็นจิตบริสุทธิ์นั้น ตามหลักพระพุทธศาสนา จะต้องปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา


โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:37:41 น.] ( IP = 58.8.35.53 : : )


  สลักธรรม 8


“ศีล ได้แก่ ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายและวาจาให้ดียิ่งขึ้น”
36 [พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2531, หน้า 292.]
“ศีลถือว่าเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติทั้งปวง ถ้าศีลบริสุทธิ์แล้วจิตก็จะก้าวขึ้นสู่ขั้นสมาธิต่อไป ศีลบริสุทธิ์ สำหรับนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็คือ ศีล 5 สำหรับฆราวาส ส่วนบรรพชิตควรเป็นปาริสุทธิศีล 4 ประการ” 37 [วิสุทธิ. สีล. (บาลี) 1/19.] คือ
1. ปาฏิโมกขสังวรศีล คือ ความประพฤติสำรวมตามบทวินัยและสังฆกรรม ไม่ละเมิดข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่พระองค์ทรงอนุญาต
2. อินทรียสังวรศีล การสำรวมอินทรีย์ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ไปยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส กายสัมผัส รู้ธรรมารมณ์ ด้วย หมายถึงการมีสติรู้และควบคุมอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ ผ่านอายตนะทั้ง 6 มิให้มันทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ได้
3. อาชีวปาริสุทธิ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต หมายถึง การพยายามทำตนให้เป็นคนเลี้ยงง่ายด้วยปัจจัย 4 ตามมีตามได้ ไม่แสวงหาลาภด้วยการหลอกลวงเขา เป็นการผิดสมณวิสัย


4. ปัจจยปัจจเวกขณะ ให้พิจารณาเสียก่อนจึงบริโภคปัจจัย 4 คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อันเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตว่า เราจะใช้สอยสิ่งเหล่านี้ เพื่อให้มีกำลังทำความดี ไม่ใช่บริโภคเพื่อสังเวยกิเลสตัณหา เป็นต้น เมื่อผู้ปฏิบัติได้ทำตามหลักไตรสิกขาข้อต้น คือ ศีลให้บริสุทธิ์ได้แล้ว ก้าวต่อไปก็คือการทำจิตให้มีสมาธิ “ สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่น หมายถึง ความตั้งมั่นแห่งจิต ความที่มีจิตมั่นคงไม่หวั่นไหว ดุจเสาเรือนที่ปักลงมั่น ย่อมรับน้ำหนักได้ดี ไม่โยกคลอนฉันใด ดวงจิตที่มั่นคงด้วยกำลังสมาธิก็ฉันนั้น ย่อมไม่วอกแวกหวั่นไหว แม้มีอารมณ์ภายนอกมากระทบ ก็รักษาปกติภาพไว้ได้ ดวงจิตอย่างนี้มีคุณค่ามาก” 38 [วศิน อินทสระ, กรรมฐานหรือภาวนา, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2535, หน้า 4.] แต่สมาธิจะเกิดขึ้นหรือมั่นคงอยู่ได้นานโดยลำดับนั้น ก็ต้องอาศัยหลักปฏิบัติที่เรียกว่า สมถกรรมฐาน คือ กรรมฐานเป็นอุบายสงบใจ โดยการกำหนดอารมณ์กรรมฐาน 40 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์ วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งนับว่าเป็นการก้าวหน้าแห่งการพัฒนาจิตใจให้บริสุทธิ์ ด้วยหลักไตรสิกขา อันมีสมาธิและปัญญา เป็นต้น เป็นกำลังสำคัญ เพื่อพุ่งไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง คือ การบรรลุพระนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสุดยอดทางพระพุทธศาสนา

โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:38:36 น.] ( IP = 58.8.35.53 : : )


  สลักธรรม 9


กรรมฐาน แปลว่า ที่ตั้งแห่งการงาน หมายถึง การงานที่บุคคลควรทำในด้านจิต กรรมฐานในทางพระพุทธศาสนานั้น พระองค์ได้ทรงจำแนกแสดงไว้ 2 ประการ คือ สมถกรรมฐาน คือ กรรมฐานเป็นอุบายทำให้จิตสงบ และวิปัสสนากรรมฐาน คือ คือกรรมฐานเป็นอุบายเรืองปัญญา ดังพระบาลีว่า “ทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา วิชฺชาภคิยา ธมฺมา วิชฺชาภคิยา กตเม เทฺว สมโถ จ วิปัสสนา จ” 39 [องฺ. ทุก. 20/275/77.]
แปลว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 2 ประการเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดปัญญา ธรรม 2 ประการนี้เป็นไฉน ธรรม 2 ประการ คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และมหาสติปัฏฐานสูตรนับว่าเป็นคลังแห่งการศึกษาเรื่องกรรมฐานที่เดียว เช่น พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในสติปัฏฐานสูตรว่า “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตตานํ วิสุทฺธิยา” 40[สติปัฏฐานสูตร, ม.มู. 12/138/119.]
แปลว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย หนทางสายนี้ เป็นสายเอก เพื่อความบริสุทธิหมดจดแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นต้น


นิพพาน คือ สภาวะที่ดับกิเลสและกองทุกข์ได้แล้ว ได้แก่ ธรรมที่ปราศจากตัณหาเครื่องร้อยรัด เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการบรรลุอริยธรรม นิพพานจึงเป็นผลสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา
เรื่องนิพพานนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก...หยั่งรู้ตามได้ยาก..
เมื่อไม่รู้ไม่เห็น..ก็ว่ากันไปต่างๆนาๆ...
หากถือความเห็นหรือเปรียบความจริงของพระนิพพานพอสรุปว่า มี 4 แบบ ดังนี้
แบบที่ 1....แบบปฏิเสธ..
นิพพานเป็นอสังขตธรรม..ธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง
นิพพานเป็นอชระ...ธรรมที่ไม่แก่
นิพพานเป็นอมตะ...ธรรมที่ไม่ตาย
นิพพานเป็นธรรมที่สิ้นราคะ...สิ้นโทสะ...สิ้นโมหะ
แบบที่ 2 แบบไวพจน์..
นิพพานเป็นสันตะ..คือความสงบ
นิพพานเป็นปณีตะ...คือความประณีต
นิพพานเป็นสุทธิ...คือความบริสุทธิ์
นิพพานเป็นเขมะ..นิพพานคือความเกษม


แบบที่ 3 แบบอุปมา...
นิพพานเป็นเหมือนคนข้ามมหาสมุทรได้
นิพพานเป็นเหมือนว่ายตัดกระแสน้ำข้ามถึงฝั่ง
นิพพานเป็นเหมือนไฟดับไปเมื่อสิ้นเชื้อ
นิพพานเป็นเหมือนภูมิภาคราบเรียบอันน่ารื่นรมณ์
นิพพานเป็นฝั่งโน้นที่เกษมไม่มีภัย
นิพพานเป็นอาโรคยะ...ไม่มีโรค..มีสุขภาพที่สมบูรณ์
นิพพานเป็นเหมือนเมืองที่ไป เช่น อุดมบุรี...นิพพานนคร...อมตหมานครนฤพาน
นิพพานเป็นเหมือนเมืองแก้ว
นิพพานเป็นเหมือนที่พ้นภัย
แบบที่ 4 บรรยายสภาวะโดยตรง....ดังศัพท์ตัวอย่างต่อไปนี้
-วิสุทธิ....ความบริสุทธิ หมดจด
-สัตตะ...สงบ ระงับ
-วิราคะ...ความจางหายคลายติด
-นิโรธ....ดับความทุกข์
-อสังขต...ไม่ถูกปรุงแต่ง
-อิสสริยะ...อิระภาพ..
-อนุปาทะ...ความไม่เกิด
-ตัณหักขยะ....ความสิ้นตัณหา
-ปรมัตถ....ประโยชน์สูงสุด
-บรมสัจจ์....ความจริงอย่างยิ่ง
-อรูปะ...ไร้รูป...ไม่มีทรวดทรงสัณฐาน
-นิจจะ...เที่ยงแท้แน่นอน
-ปริโยสาน.....จุดสุดท้าย
-ปหานะ....การละกิเลส
-วูปสม...ความเข้าไปสงบ
-สุญญัง...ว่างจากกิเลส
-สุขัง....เป็นสุข ฯลฯ

โดย ธีรวัสMA (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [17 เม.ย. 2551 , 10:42:09 น.] ( IP = 58.8.35.53 : : )


  สลักธรรม 10


การศึกษาค้นคว้าที่มาของวิปัสสนาในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมากยิ่งขึ้น ธรรมที่เป็นรากเหง้า เป็นเหตุเกิดขึ้นของวิปัสสนา ธรรมที่เป็นรากเหง้า เป็นเหตุเกิดขึ้นของวิปัสสนาคือ วิสุทธิ 7 โดยเฉพาะ 2 ข้อแรก คือ สีลวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งศีล
จิตตวิสุทธิ ความบริสุทธิแห่งจิต
อนึ่ง ธรรมที่เป็นรากเหง้า เป็นเหตุเกิดขึ้นของวิปัสสนานั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือ 1. เหตุใกล้ ได้แก่ สมาธิ หมายความว่า ถ้าบุคคลใดปฏิบัติกรรมฐานแล้วเกิดได้สมาธิ แสดงว่าบุคคลนั้น เป็นผู้ใกล้ต่อการเข้าถึงวิปัสสนากรรมฐาน หรือเป็นผู้สามารถทำวิปัสสนาให้เจริญขึ้นได้ สมาธิจึงเป็นเหตุใกล้ที่สุด


2. เหตุไกล ได้แก่ ศีล หมายความว่า บุคคลใดก็แล้วแต่ถ้าต้องการปฏิบัติกรรมฐานให้ได้ผลสำเร็จหรือผลสูงสุด จำต้องมีศีลสมบรูณ์ เพราะศีลเป็นเหตุเกิดขึ้นของวิปัสสนาเหมือนกัน แต่ไกลออกไปหน่อยกว่าสมาธิ ศีลกับสมาธิเป็นเหตุให้เกิดปัญญาหรือวิปัสสนา เพราะวิปัสสนาปัญญานั้นจะเกิดได้ก็ต้องอาศัยศีลที่เป็นภูมิของตนสมบรูณ์ และมีสมาธิขั้นขณิกะ หรืออุปจารสมาธิมาเป็นบทฐาน มิฉะนั้น วิปัสสนาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะยังขาดเหตุให้วิปัสสนาเกิด

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี [17 เม.ย. 2551 , 10:47:36 น.] ( IP = 58.8.38.215 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org