| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความจริงคืออะไร
สลักธรรม 1คนในตำบลนี้ ส่วนมากพากันยืนยันว่า กินเหล้าแล้วดีด้วยกันทั้งนั้น เป็นความจริงไหม คนป่าในกาฬทวีป หรือในเกาะทะเลใต้บางพวกถือว่า ได้กินเนื้อมนุษย์ แล้วเอากระโหลก ศีรษะที่กินแล้วเอามาเข้าพิธีที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ดีหรือเปล่า
มีคนมิใช่น้อยมิได้ศึกษาหาความรู้จริงจังในเรื่องของชีวิตจิตใจ จึงได้ปฏิเสธเอาง่าย ๆ ว่า การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นเรื่องเพ้อฝันของคนโบราณ กรรมและผลของกรรมก็เป็นเรื่องเหลวไหล ตายแล้วจะมีอะไรตามไปให้ผลได้อย่างไร มีแต่ไดโนเสาแต่าล้านปีเท่านั้นที่เชื่อเอาง่าย ๆ มีผู้รับรองเรื่องนี้มากมาย แล้วจะเป็นความจริงได้หรือไม่
มีคนมิใช่น้อยถือว่า ฆ่าสัตว์ไม่บาป มันจะเจ็บปวดอย่างไรก็ไม่เป็นไร เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นอาหารของวมนุษย์นั้น เท็จจริงประการใด ใครเป็นผู้ยืนยืนข้อนี้ สัตว์ทั้งหลายมันตอบรับหรือเปล่า การทำให้ผู้อื่นได้รับความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสก่อนที่จะสิ้นชีวิตเป็นของดีหรือเป็นความดีของใครกันแน่ มีผู้ใดรับรองบ้าง และคนกลุ่มใหญ่กำลังวางแผนที่จะกลืนศาสนาอื่นโดยวิธีการต่าง ๆ อย่างน่าอับอายขายหน้า เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและการมืองของตนเขาว่าเป็นความดีก็คงจะดีจริง ๆ กระมัง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ ได้สอนเรื่องความจริงเอาไว้ อย่างละเอียดลออและพิศดารยิ่งนัก ผู้ศึกษาจะทราบว่า ความจริงนั้นอะไร แล้วความจริงนั้นอยู่ที่ไหน และใครที่ไหนบ้างจะมารับรองหรือยืนยันว่าเป็นความจริงโดยไม่มีผู้ใดที่จะมาคัดค้านแม้แต่สักผู้หนึ่งได้ ว่าไม่เป็นความจริง แม้เวลาในอดีตที่ล่วงมาแล้วแสนไกลกี่หมื่นกี่แสนล้านปี หรือเวลาในอนาคตจะยืนยาวต่อไปจนนับเวลาไม่ได้ แล้วไม่ว่าสถานที่นี้หรือที่ไหน หรือนอกแสนโกฏจักรวาลออกไป แล้วสัตว์ทั้งหลายจะต้องยอมรับความจริงนั้นทั่วกัน ก็จะยังคงเป็นความจริงอยู่เช่นนั้น มันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงกลับกลอก กลายเป็นความไม่จริงไปได้เลยเป็นอันขาดโดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:19:41 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 2เรื่องของความจริงนี้จะต้องอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้จึงจะเข้าถึงความลึกซึ้งได้ พระองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเอาไว้ ๓ ปิฎก รวม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นสุตตันตปิฎกว่าด้วยเรื่องราวและการยกสัตว์ยกบุคคลขึ้นมาแสดงมี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระวินัยปิฎกเป็นกฎข้อบังคับของสงฆ์มี ๒๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ และพระอภิธรรมปิฎกมีมากเท่ากับสองปิฎกแรกรวมกัน คือมีถึง ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
พระองค์ได้ทรงแสดงพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตจิตใจและหนทางที่เดินไปสู่ความพ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด แท้จริง และสิ้นเชิง ซึ่งไม่มีมีผู้ใดในโลกนี้หรือโลกไหนที่จะแสดงให้ เพราะใช่วิสัยของเขาเหล่านั้นผู้ซึ่งยังมีกิเลสพัวพันอยู่ในจิตใจ แล้วมิได้เป็นผู้ตรัสรู้
อภิธรรมปิฎกแสดงความจริงอย่างไร
ในโลกนี้มีวิชาที่จะต้องศึกษาอยู่มากมาย ศึกษากันไม่ไหวจึงเป็นการยากที่จะเลือกเอาวิชาการใดมาศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เฉพาะที่เป็นประโยชน์เหลือหลายของชีวิตจริง ๆ
เรารักชีวิตของเรามากที่สุด มีความปรารถนาอย่างสุดหัวใจที่จะให้การเดินทางของชีวิตเป็นไปด้วยความราบรื่น สุขสบายเท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุนี้ เราก็จำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องของชีวิตเสียให้เข้าใจ หาไม่แล้วการเดินทางไกลก็อาจผิดทิศทางได้โดยง่าย ไม่เข้าใจชีวิตแล้ว จะทราบได้อย่างไรว่าจะพาชีวิตให้เดินไปในหนทางไหนจึงจะดีที่สุดได้โดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:22:41 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 3
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงความจริงเอาไว้ในพระอภิธรรมปิฎก ผู้ศึกษาจะเข้าถึงความจริงในเรื่องของชีวิตได้ เป็นวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตจริง ๆ ผู้ศึกษาจะได้เหตุได้ผล ได้ข้อเท็จจริง ตลอดจนได้บทพิสูจน์พร้อมบริบูรณ์ซึ่งจะหาวิทยาการใดในเรื่องของชีวิตมาเสมอเหมือนมิได้ ทั้งเป็นความจริงแท้แน่นอนไม่ผันแปร ไม่กลับกลอก ไม่เปลี่ยนแปลไป เพราะกาลเวลา หรือเพราะสถานที่ คือไม่ว่าเวลานี้ หรือเวลาไหน ไม่ว่าจักรวาลนี้หรือจะเป็นจักรวาลใด จะยืนหยัดความจริงที่แสดงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
อภิ.....แปลว่า ประเสริฐยิ่ง
ธรรม...แปลว่า ธรรมชาติที่มิใช่สัตว์ มิใช่บุคคล หรือธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่งสภาพของตน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
และพระอภิธรรมเป็นชื่อคัมภีร์ปรมัตถธรรม ได้แก่ความจริงที่ไม่มีการผันแปรหรือเปลี่ยนแปลงไป คือไม่วิปริตผันด้วยประการใด ๆ และปรมัตถธรรมเป็นเนื้อความในคัมภีร์พระอภิธรรม
พระอภิธรรมแสดงถึงเรื่องอะไร
พระอภิธรรมแสดงถึงความจริงที่แท้จริง ๔ ประการ คือ เรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน
จิต (มี ๘๙ หรือย่างพิสดารมี ๑๒๑ ประเภท) ได้แก่ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ เช่น เห็น ได้ยิน คิดนึก เป็นต้น
เจตสิก (มี ๕๒ ประเภท) เป็นธรรมชาติที่ประกอบจิตแล้วปรุงแต่งให้จิตเป็นไปต่าง ๆ เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์เป็นอันเดียวกับจิตและมีที่ตั้งที่อาศัยที่เดียวกันกับจิต
รูป (มี ๒๘ ประเภท) ได้แก่ ธรรมชาติที่ต้องย่อยยับลงไปด้วยความเย็นความร้อน ซึ่งก็ได้แก่สสารและพลังงาน แล้วรูปทั้งหลายก็จะรู้สึกนึกคิดไม่ได้ แม้จะวิวัฒนาการมานานแสนนานอย่างไรก็ตาม
นิพพาน ได้แก่ ธรรมชาติที่สิ้นความทุกข์ ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจนได้พระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว กิเลสอย่างละเอียดก็จะถูกทำลายลงเป็นลำดับ จนในที่สุดหมดจดสิ้นเชิง จึงไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ปัญหาการแก้ทุกข์น้อยใหญ่ทั้งหลายก็จบสิ้นลงไปด้วยโดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:27:52 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 4พระอภิธรรมปิฎก แสดงถึงความจริง ๒ ประการ คือ
๑. เป็นความจริงแท้แน่นอนตลอดไป ไม่ผันแปร ไม่เปลี่ยนแปลงเพราะกาลเวลาหรือสถานที่
๒. ความจริงที่สมมติหรือที่บัญญัติขึ้นมา เพื่อหวังจะให้คนหมู่หนึ่งหรือประเทศหนึ่งได้ทำความเข้าใจกัน
ตัวอย่างของความจริงทั้งสองประการ
เมื่อพูดคำว่า "บ้าน" บ้านเป็นความจริงหรือไม่ ใคร ๆ ก็พากันพูดว่าเป็นความจริง เพราะพูดไปแล้วก็พากันรู้จัก เพราะว่ามองก็เห็นอยู่ต่อหน้า และสัมผัสด้วยกายก็ได้ แต่ชี้ลงไปตรงไหนเล่า จึงจะเป็นบ้าน ชี้ลงไปมันก็เป็น เสา หลังคา พื้น ข้างฝา และประตู หน้าต่าง บ้านอยู่ตรงไหนกันแน่
นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาด้วยดีแล้ว คำว่า "บ้าน" เป็นการยอมรับความจริงของกลุ่มหนึ่งหรือหมู่หนึ่งเท่านั้น เพราะชาวต่างประเทศเขาไม่ทราบคำว่าบ้าน เขาไม่มีความเข้าใจ และเด็กเล็ก ๆ ก็ไม่ทราบว่าบ้านคืออะไร สุนัขหรือแมวมันก็มีหูแล้วก็มีใจ แต่มันก็หาได้ทราบไม่ว่า คำว่า "บ้าน" นั้นคืออะไร
ด้วยเหตุนี้เอง จึงเห็นได้ว่า "บ้าน" นั้นมิได้มีจริง ๆ เป็นแต่บุคคลกลุ่มหนึ่ง สมมติหรือบัญญัติขึ้นมาเพื่อจะได้เข้าใจกันเท่านั้น การรับรองว่าบ้านมีจริง ๆ ก็เป็นการรับรองของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นความจริงที่ไม่แท้จริง คือเป็นความจริงที่สมมติขึ้น
บ้านอยู่ตรงไหนแน่ บ้านประกอบไปด้วย พื้น เสา หลังคา ประตู หน้าต่าง มารวมประชุมกันทำงาน พื้นสำหรับอยู่อาศัย เสา สำหรับค้ำยัน หลังคา กันแดด กันฝน
ถ้ามันพังทลายลงมาคำว่าบ้านก็จะหายไป มันก็มีแต่ "รูป" คือ สสารและพลังงานในพระพุทธศาสนา
นอกจากนั้นการที่เราเห็น "บ้าน" ก็เพราะรูปารมณ์ อันได้แก่คลื่นแสงสะท้อนจากบ้านมากระทบตาแต่ละจุด ๆ แล้วจึงได้เอามารวมกัน คลื่นแสงแท้ ๆ แล้วจะหาบ้านที่ไหนพบได้เล่า เพราะคลื่นแสงไม่ใช่บ้านแม้คลื่นเสียงก็โดยทำนองเดียวกัน
หรือเราพูดคำว่า "คน" แล้วก็ว่าเป็นหญิงหรือเป็นชายสวยหรือไม่สวย แท้จริงคนก็ไม่มี หญิงชายก็ไม่มี สวยก็หาได้มีไม่ เพราะเมื่อเราชี้ลงไปมันก็เป็นปาก จมูก แก้ม คาง ร่างกาย แขน ขา ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้หาได้เป็น "คน" มิได้นอกจากนั้นมันก็จะต้องมีจิตใจ หาไม่แล้วมันก็คือซากศพโดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:34:06 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 5คำว่า "คน" มิได้เป็นการยอมรับโดยทั่วไป เพราะชาวต่างประเทศ เด็กเล็ก ๆ และสัตว์ เดรัจฉานก็มีจิตใจ แต่หาได้ยอมรับไม่ ว่าเป็นคน หญิงหรือชายสวยหรือไม่สวย แล้วจะว่าเป็นความจริงแท้ได้อย่างไร ก็เป็นความจริงที่สมมติกันขึ้นมาของคนกลุ่มหนึ่งหรือหมู่หนึ่งเท่านั้น
เรามีธนบัติใบละ ๕๐๐ มากมาย ต่างก็พากันอวดพากันดีใจ เพราะชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อไปตกอยู่ในต่างประเทศที่เขาไม่รู้จักใช้เขาก็จะเหยียบย่ำไป จะมีแต่เด็กเล็ก ๆ เท่านั้นที่เก็บเอาไปเล่น เพราะมันเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ทำด้วยเซลลูโลสอันเป็นเยื่อใยของไม้ แล้วก็เอาสีต่าง ๆ ประทับเอาไว้ให้สวย ๆ
ด้วยเหตุดังที่ได้ยกตัวอย่างขึ้นมานี้ก็จะเห็นได้ว่า เป็นความจริงที่สมมติขึ้นของคนกลุ่มหนึ่ง หมู่หนึ่ง หรือประเทศหนึ่ง หาได้เป็นการยอมรับความจริงนี้โดยทั่วไปไม่
พระอภิธรรมปิฎกเป็นความจริงที่แท้จริง
ความจริงที่แท้จริงนั้นต้องไม่มีวันผันแปรหรือกลับกลอกไม่ว่าในเวลานี้หรือในเวลาไหน ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานแสนนานอย่างไร หรือจะยืนยาวต่อไปข้างหน้าอีกสักเท่าใด ทั้งไม่ว่าในจักรวาลนี้หรือในจักรวาลไหน ความจริงมีอยู่อย่างไรก็จะมีอยู่อย่างนั้น
พระอภิธรรมปิฎกเป็นวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตจิตใจ เป็นความจริงที่แท้จริงไม่มีวันจะผันแปรกลับกลอกได้และคำว่า ปรมัตถธรรมนั้นก็ได้แก่เนื้อความจากในอภิธรรม
เมื่อเอาเข็มจิ้มเข้าที่ร่างกายของท่านทั้งหลาย ทุก ๆ ท่านก็จะมีความรู้สึก "เจ็บ" เหมือนกัน
เมื่อเอาเข็มไปจิ้มสัตว์เดรัจฉานที่มีประสาทกายรับสัมผัสได้ สัตว์ทั้งหลายก็จะรู้สึก "เจ็บ" เหมือนกับคนทั่วไป
ความจริงดังกล่าวมานี้ ไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาไหน ไม่ว่าที่นี่หรือในที่ใด หรือว่าในจักรวาลไหน แล้วไม่เลือกว่าเวลาใดด้วยจะเป็นในอดีตนานแสนนานสักเท่าใด หรือในอนาคตอีกต่อไปจนนับเวลาไม่ได้ก็ตามโดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:39:56 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 6อย่างไรก็ดีก็จะต้องเอาความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่คำพูดออกมา ถ้าพูดออกมาก็กลายเป็นความจริงที่สมมติไป
เมื่อมีเหตุ ๔ ประการมาประชุมพร้อมกัน ความรู้สึก "ได้ยิน" ก็จะเกิดขึ้นได้ คือ สัททารมณ์ อันได้แก่ คลื่นเสียง วิวรากาส คือ อากาศ คลื่นเสียงจะได้ต่อ ๆ กันเข้าไปในหู โสตะปสาทะ ประสาทหูแล้วก็มีจิตใจ
ไม่มีเหตุทั้ง ๔ ประการนี้ ผล คือการได้ยินจะเกิดขึ้นมาไม่ได้
เพียงแต่ความรู้สึก "เห็น" เพียงเท่านั้น ผู้ที่ไม่เชื่อชาติก่อนก็ไม่อาจจะอธิบายได้ว่า เห็นได้ด้วยอาศัยเหตุอะไร ถ้าผู้ใดได้ศึกษาพระอภิธรรมปิฎกโดยละเอียดแล้วก็จะเกิดความอัศจรรย์ใจ เพราะ "การเห็นรูป" จะเกิดขึ้นมาเฉย ๆ ไม่ได้ แม้จะมีเหตุมีปัจจัยเป็นตัวอุดหนุนให้เกิดการเห็นรูปได้ ก็มิใช่จะศึกษากันได้ง่าย ๆ มีทั้งเหตุในอดีตชาติเข้ามาร่วมด้วย หาไม่แล้วจะเกิดความรู้สึก "เห็น" ไม่ได้เลยเป็นอันขาด
ผมจึงขอยกตัวอย่าง ปัจจัยที่อุปการะแก่จักขุวิญญาณ คือ การเห็นรูป ซึ่งมีอยู่ถึง ๗๓ ปัจจัย คือ
๑. ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นปัจจัยให้ ๕ ปัจจัย
๒. ปัจจุบันรูปารมณ์เป็นปัจจัยให้ ๔ ปัจจัย
๓. มัชฌิมายุกจักขุปสาทเป็นปัจจัยให้ ๖ ปัจจัย
๔. อดีตเจตนากรรมเป็นปัจจัยให้ ๒ ปัจจัย
๕. อาโลกคือแสงสว่างเป็นปัจจัยให้ ๑ ปัจจัย
๖. ผัสสเจตสิกเป็นปัจจัยให้ ๘ ปัจจัย
๗. เวทนาเจตสิกเป็นปัจจัยให้ ๘ ปัจจัย
๘. สัญญาเจตสิกเป็นปัจจัยให้ ๗ ปัจจัย
๙. เจตนาเจตสิกเป็นปัจจัยให้ ๙ ปัจจัย
๑๐. เอกัคคตาเจตสิกเป็นปัจจัยให้ ๘ ปัจจัย
๑๑. ชีวิตินทรีย์เจตสิกเป็นปัจจัยให้ ๘ ปัจจัย
๑๒. มนสิการเจตสิกเป็นปัจจัยให้ ๗ ปัจจัย
รวม ๗๓ ปัจจัย
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:43:52 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 7สำหรับท่านที่มิได้เป็นนักศึกษาพระอภิธรรมก็ขอให้อ่านผ่าน ๆ ไปเท่านั้น เพื่อหวังจะให้ท่านเห็นว่าพระอภิธรรมนั้นประกอบด้วยเหตุผลอย่างไร มีบทพิสูจน์หรือไม่
ผู้ศึกษามีความเข้าใจ ก็จะเห็นอย่างถนัดชัดเจนในใจว่า การเวียนว่ายตายเกิดเป็นสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ นั้น เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพียงการศึกษาเท่านั้น บทพิสูจน์จากการปฏิบัติยังมีอีกหลายอย่าง หลายแง่หลายมุม เพราะฉะนั้น มีชีวิตขึ้นมานับครั้งไม่ไหวแล้ว ผจญต่อปัญหามาอย่างโชกโชนแล้ว
บัดนี้แสงทองผ่องอำไพในปัญหาของชีวิตจิตใจสาดส่องลงมาอยู่ตรงหน้ายังหลีกหนีไปเสียหรือ เพื่อหวังจะเกิด และจะเกิดต่อ ๆ ไป เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้แก่ชีวิตที่จะต้องเกิดโดยไม่รู้จักจบสิ้นต่อ ๆ ไป นั้นเป็นการสมควรหรือ
ท่านบาดหลวงผู้มักง่ายและเห็นแก่ได้อีกท่านหนึ่ง มิได้มีความละอายแก่ใจ กล้าดูหมิ่นชาวพุทธราวกับเป็นตอไม้กล้าเขียนว่า ปฏิจจสมุปบาทคือแผนการของพระเจ้าที่มีต่อโลกและมนุษย์ พระผู้เป็นเจ้าทรงไขแสดงให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้และนำมาตีแผ่ให้เห็นแจ้ง
พระเจ้าสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดหรือ พระเจ้าสอนว่าอำนาจกรรมที่เป็นบาปต่าง ๆ เช่นการฆ่าสัตว์ หรือผู้ที่ได้ทำบาปต่าง ๆ เอาไว้จะนำให้เกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกายหรือ
พระเจ้าสอนว่าการกระทำกิจกรรมดีต่าง ๆ จะนำไปเกิดเป็นมนุษย์และเทวดาหรือ พระเจ้าสอนว่าการทำสมาธิจนถึงได้ปฐมฌานขึ้นไปจนถึงฌานขั้นสูง ๆ แล้วจะเกิดเป็นรูปพรหมและอรูปพรหมหรือ และพระเจ้าเคยสอนไว้ที่ไหน แล้วอธิบายไว้อย่างไรว่า เทวดาและซาตานนั้น เป็นรูปปรมาณูที่สายตามนุษย์สัมผัสไม่ได้ และถูกต้องไม่ได้ พระเจ้าเป็นผู้สร้าง แล้วพระเจ้าไปสร้างซาตานไว้ให้มนุษย์เดือดร้อนทำไมโดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:47:21 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 8ศึกษาความจริงของปฏิจจสมุปบาทเข้าไปไม่ไหวเลยตีขลุมเอาง่าย ๆ ไม่สมเลยที่จะทำหน้าที่สอนพระธรรมให้ประชาชน
ขอเชิญดูปฏิจจสมุปบาทอย่างย่อ ๆ อีกสักนิด และขอให้พิจารณาเพิ่มเติมเฉพาะคำว่า "อวิชชา" คำเดียว สักเล็กน้อย แล้วท่านจะเห็นว่า คำที่ท่านพูดท่านแสดงเอาไว้นั้นมันไกลกันเป็นคนละจักรวาล
อวิชชา.. เป็นเหตุ.... สังขาร..... เป็นผล
สังขาร..... เป็นเหตุ.... วิญญาณ.... เป็นผล
วิญญาณ.... เป็นเหตุ.... นามรูป .... เป็นผล
นามรูป.... เป็นเหตุ.... สฬยาตนะ.... เป็นผล
สฬายตนะ.... เป็นเหตุ.... ผัสสะ.... เป็นผล
ผัสสะ .... เป็นเหตุ.... เวทนา .... เป็นผล
เวทนา.... เป็นเหตุ.... ตัณหา.... เป็นผล
ตัณหา.... เป็นเหตุ .... อุปาทาน.... เป็นผล
อุปาทาน.... เป็นเหตุ..... ภวะคือกัมมภวะ .... เป็นผล
กัมมภวะ.... เป็นเหตุ .... ชาติคืออุปัตติภวะ .... เป็นผล
อุปัตติภวะ .... เป็นเหตุ.... ชรามรณะ.... เป็นผล
ชรามรณะ .... เป็นเหตุ.... อวิชชา.... เป็นผล
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [18 เม.ย. 2551 , 08:50:39 น.] ( IP = 58.9.144.205 : : )
สลักธรรม 9
มาเรียนรู้ความจริงที่เป็นความจริงๆๆๆค่ะ
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำธรรมะล้ำค่ามาฝากเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะ
โดย พี่ดา [18 เม.ย. 2551 , 09:23:49 น.] ( IP = 124.121.176.88 : : )
สลักธรรม 10มาเข้าห้องเรียนของท่านอาจารย์บุญมีต่อค่ะ
นอกจากจะได้ความรู้ที่เป็นความจริงแล้ว
ยังทำให้เห็นว่าไม่มีความรู้ทางโลกอันใดเลย
ที่จะสามารถชี้ความจริงในขั้นลึกซึ้งเช่นนี้ได้
รวมทั้งทำให้น้องระลึกถึงพระคุณของอาจารย์ที่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคมากมายที่จะทำให้ประชาชน
ได้มาศึกษาพระอภิธรรม อันเป้นธรรมที่ประเสริฐ
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่ทำให้ได้มีโอกาสมาศึกษาในสิ่งที่มีคุณค่าโดย น้องอุ๊ [18 เม.ย. 2551 , 10:06:46 น.] ( IP = 71.185.142.20 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |