| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ห้องใจภักดิ์รักกุศล (๓)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เช้าวันนี้เป็นอีกหนึ่งเช้าที่นำโอกาสทองในการสร้างกุศลมาสู่ชีวิตของทุกคน เพราะหลังจากเพลงสลักธรรมได้สิ้นเสียงลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวน้อมนำใจก่อนที่จะสวดมนต์ทำวัตรเช้าขึ้นว่า..
เนื้อเพลงสลักธรรมท่อนที่ว่า "..ดวงใจรวมกันมั่นสร้างสรรค์ความดี" นี้ ก็เป็นคำเตือนและเป็นสิ่งที่เคาะหัวใจเราตลอดเวลาว่า เราจะทำอะไรสักอย่างไม่ว่าจะเป็นการคิดการพูด เราจะต้องทำเพื่อสร้างสรรค์ความดี เพราะมีแต่ความดีเท่านั้น ที่จะทำให้เราได้ดี ส่วนอย่างอื่นที่จะทำให้เราได้ดีเป็นไปไม่ได้เลย ทำดีย่อมต้องได้ดี
ถึงเวลาที่เราจะต้องสวดมนต์ทำวัตรเช้าพร้อมกันในวันอาทิตย์ ....ประนมมือขึ้น ให้สายตาและดวงตา ให้เกิดความเคารพนบนอบ มองไปที่พระพุทธรูปที่เป็นลักษณะจำลองขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระตถาคตเจ้าผู้ทรงตรัสรู้และทรงพระมหากรุณาธิคุณ ต่อเวไนยสัตว์โดยเฉพาะพวกเราที่ยังมีโอกาสมาศึกษาเล่าเรียน เพียรกระทำความดี และปฏิบัติดี
ขอให้มีความตั้งมั่นและกล่าวคำว่า ..พุทธัง สะระณัง คะฉามิ ธัมมัง สะระณัง คะฉามิ สังฆัง สะระณัง คะฉามิ ฯ
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:27:23 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 2
และในช่วงท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเวลาของห้องใจภักดิ์รักกุศล ท่านอาจารย์ได้กล่าวอบรมใจทุกคนที่ยังนั่งสงบอยู่ว่า..
ชีวิตคือขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ไม่ใช่ตัวตน คน สัตว์ เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณที่มาประชุมกัน เรียกว่าขันธ์ ๕ นี้เป็นทุกข์
เป็นทุกข์เพราะอะไร? พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสั่งสอนว่าทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี ก็คือชีวิตของเรานั่นเอง ซึ่งประกอบด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
หรือเราจะเรียกว่า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ทั้ง ๕ นี้ ย่นย่อแล้วก็ได้แก่ รูปและนาม เป็นของหนัก
ที่เป็นของหนักก็คือเราจะต้องดูแลทั้งชีวิตต้องบริหารมาก ต้องเอาใจใส่มาก ต้องบริการมาก จะต้องกินต้องเดินต้องนอน ต้องขับถ่าย เป็นอยู่ ซ้ำ ๆ ซาก ๆตลอดชีวิต สิ่งเหล่านี้แหละเป็นทุกข์ที่แก้ไม่มีทางหมด
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่าเป็นของหนัก หรือการยึดถือในบทที่ว่า ภารา ทานัง ทุกขัง โลเก ก็คือการแบกถือของหนักได้แก่การอุปาทานนั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:27:46 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 3
หรือความยึดนี่แหละเป็นความทุกข์ในโลกเพราะว่าไปยึดเอาของที่เป็นทุกข์ว่าเป็นความสุข โดยเฉพาะความยึดที่เป็นตัวเราของของเรา เมื่อมีความยึดอย่างนี้แล้วไม่ว่ามีความรู้สึกอะไรเกิดขึ้น มันจะต้องเกิดความกระทบกระเทือนใจทำให้เกิดการกระทำพฤติกรรมออกไป เป็นไป ตามกิเลสตัณหา โดยมีตัวอวิชชาคือความไม่รู้ เป็นตัวปกคลุมชีวิตอยู่
ส่วน ภาระนิกเขปะนังทุกขัง การปลดวางหรือการสลัดทิ้งซึ่งภาระเหล่านี้เป็นสุขยิ่งนักได้แก่บรมสุข แล้วใครเล่าเป็นผู้สลัดออกไปได้ก็คือพระอริยเจ้าทั้งหลาย นับตั้งแต่พระโสดาบันเพราะพระองค์นั้นสามารถปิดประตูอบายภูมิลงได้แล้ว แล้วก็มีชีวิตที่จะต้องเกิดอย่างมาก ๗ ชาติ แล้วก็สิ้นสุดภาระอันหนัก
พระโสดาบันเป็นต้นไป พระองค์จะไม่หยิบ หรือต้องการ เพราะรู้จริงเห็นจริงว่า ความไม่เที่ยงเป็นอย่างไร ความเป็นทุกข์เป็นอย่างไร ความเป็นอนัตตาเป็นอย่าไร เพราะความรู้ทั่วและรู้ถูกอย่างนั้นจึงสามารถแบมือและไม่กำได้ คือไม่กำหยิบเอาของหนักอันนั้นมาอีก เป็นผู้คลายแล้วและก็เป็นผู้ถอนรากถอนโคนแห่งความทุกข์ นั่นก็คือตัวตัณหา
และเป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ ก็คือตัณหาต่าง ๆ นั่นเอง ชีวิตของพวกเรายังเป็นของหนักแล้วยังก็ยังยึดถือของหนักอย่างนั้นอยู่ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับความไม่รู้ คนไม่รู้ คนที่ไม่รู้ ก็ไม่ต่างกับเราหลับตาแล้วเดินไปที่มืด ท่ามกลางอสรพิษร้ายในความมืดหรือตาบอดนั้นเราไม่รู้เลยว่า เราจะได้รับสิ่งอันตรายอย่างไร นั่นคือชีวิตของพวกเรา
ฉะนั้น ชีวิตของเราเหมือนอยู่ในละคร แล้วเล่นละคร และขอให้ทุกคนตระหนักแล้วลองนึกถึงความทุกข์เหล่านั้นให้ชัดเจน
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:28:04 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 4
ขออนุโมทนากับทุกท่านและกล่าวคำว่า..สวัสดีปีใหม่กับทุกท่าน เพราะ..
คนที่นั่งอยู่ที่นี่ จะมาต่างกันขนาดไหน มีความรู้สึกต่างกันขนาดไหน ความคิดต่างกันขนาดไหน สุดท้ายก็ต้องตาย ถ้าเผื่อคิดได้ขนาดนี้นะเรื่องวุ่นวายจะไม่มีที่สิ้นสุดถ้าไม่หยุดตรงนี้ นี่คือคำสอนของหลวงพ่อเสือ
เพราะว่าวันเวลาผ่านไป วันนี้ปีใหม่อีกแล้ว ปีใหม่ไทย เราก็แก่ขึ้น แล้วก็นึกว่าเดี๋ยวเราก็ต้องจากตรงนี้ไปแล้ว เราก็ต้องจากบ้านไป จากคนที่เรารัก จากคนที่เราชัง เราต้องจากไป ก่อนนั้นคิดว่าเราไม่จากเขาไป เขาก็จากเราไป
แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นที่เรา ..จึงต้องแก้ไขที่เรา แต่ถ้าเผื่อความรู้สึกเราดี เราก็รักษาความดีนั้นให้เหมือนเกลือรักษาความเค็ม ถ้าเผื่อไม่ดีเราต้องหาอะไรมาแก้ไขใจเรา เพราะว่าไม่มีอะไเลยในโลกแห่งมายาคือละครชีวิตที่มันจะราบเรียบ เสมอไป ทุกอย่างมันต้องมีอุปสรรค
ใช่! อุปสรรคท้าทายความสามารถ แต่ในความสามารถนั้นถ้านึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อเสือ ความสามารถในที่นี้คือความสามารถชนะกิเลส ตัณหา ไม่ใช่ชนะใครเลย
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:28:21 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เราควรจะทำที่เรา และที่เราที่นี้ก็คือ หาความดีเข้าตัว แล้วความดีเหล่านั้นคืออะไรเล่า? คือการรู้สชจักชีวิต ถ้าเผื่อเราไม่รู้จักชีวิตแล้ว เราจะหาความดีอย่างอื่นก็ไม่ได้ และเมื่อเราหาไม่ถูกต้องแล้ว เราก็เดินอยู่บนถนนที่เป็นละครเวที สั้น ๆ ห้าสิบตาย หกสิบ สามสิบ เล่นกันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรเป็นสาระสักอย่างหนึ่ง
พระพุทธองค์เป็นเจ้าของธรรมะที่พระองค์ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธองค์ก็ยังทรงวางเฉยต่อสิ่งที่พระพุทธองค์ได้มา เพราะรู้ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาอะไรได้เลย
พระองค์พยายามทำหน้าที่ของ พระองค์เผยแพร่พระพุทธศาสนา หลักธรรมคำสั่งสอนมีดั่งโอวาทปาฏิโมกข์ แล้วใช้หลักคือ ขันตี ปะระมัง ตะโปตีติกขา ขันติเท่านั้นที่เป็นตะบะ พระองค์ใช้ขันติ ครองตบะ เมื่อมีตบะแล้วหลอมใจเป็นทองแล้ว สิ่งต่าง ๆ ก็ ด้อยค่า
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติพุทธา พระองค์ให้พระนิพพาน ทางประเสริฐที่สุดแล้วให้กับพระองค์เองได้ก่อนเพื่อนเลย แล้วก็แจกจ่าย ให้แก่เวไนยสัตว์ และก็วางหลักให้ เมื่อวางหลักแล้ว ..วางเฉย
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:28:37 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 6
ฉะนั้น เราเป็นสาวกคือลูกศิษย์ เราต้องมีหลัก หลักการให้ และหลักการวางเฉย ทำให้ดีที่สุด ในระหว่างทำดีที่สุดนี้เราก็ต้องทบทวนด้วยตัวของเราเองนี้ สิ่งที่เราทำนั้น ดีไหม?
ถ้าเผื่อไม่ดีเราต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง ให้ถูกให้มากว่า ที่เราคิดว่าดีนั้นดีไหม?
บางครั้ง เราอาจจะไม่รู้หรือไม่มีความสามารถว่าที่เราคิดนั้นดีจริงไหม? เราก็ต้องหาผู้ที่รู้กว่า เช่น หาหลักธรรมในบทโอวาทปาฏิโมกข์ แล้วเราก็จะหยุดที่ใจเราได้ หรือไม่ก็หาในหลักคำสอนของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิ เป็นผู้ริผู้เริ่ม แล้วเป็นผู้บรรยายตลอดชีวิตท่าน จนกระทั่งคำสอนตกมาถึงเรา ณ วันนี้ ทั้งเสียงและหนังสือ
และขอเรียนให้ท่านทราบว่า ณ วันนี้ โลกภายนอกอภิธรรมมูลนิธิกำลังมีการระตือรือร้นไขว่คว้าศึกษาพระอภิธรรมกันมาก และก็ได้รับการบอกเล่าจากผู้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ที่จะเราให้ลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือของท่านพระอาจารย์บุญมีไป โดยเฉพาะเรื่องแสงสว่างแห่งชีวิต และความมหัศจรรย์ของจิต ว่าในขณะนี้เป็นที่ต้องการของนักวิชาการที่ผู้ที่ต้องการศึกษาอย่างยิ่ง
เพราะว่าอาจารย์บุญมี เมธางกูรท่านเป็นผู้เผยแพร่ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ชีวิตของท่านยังเป็นเจ้าของโรงงานชอล์กศรีอยุธยา ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่มีประสบการณ์สู่งมาก ชีวิตของท่านจาก อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เดินทางเข้ามาเพื่อทำมาหากิน ท่านได้ต่อสู้ดิ้นรนทุกอย่าง จากปั้นปูนปาสเตอร์ ดินน้ำมัน จนกระทั่งเป็นเจ้าของโรงงานชอล์กศรีอยุธยา ซึ่งทุกคนถ้าเพื่อเรียนหนังสือก็จะรู้จักชอล์กชนิดนี้
ก่อนนั้นทำชอล์กได้ทีละหนึ่งแท่ง และคนเมื่อก่อนจะใช้หลอดดูดน้ำเป็นหลอดเทียนไข ครั้งหนึ่งท่านได้เคี้ยวหลอดจนขาดและก็เกิดความคิดขึ้นว่าจากหลอดที่ขาดว่า เมื่อมีสองอันก็หยอดได้สองอัน มีสี่อันก็หยอดได้สี่อัน ท่านจึงคิดเครื่องมือปั๊มชอล์คออกมาได้ครั้งละ ๑๕๐ แท่งเป็นคนแรกของประเทศไทย
ชอล์กนี่แหละ! ท่านอาจารย์บุญมีเป็นผู้คิดและได้ขายพิมพ์เขียวให้กับมาเลเซียและประเทศพม่า ชอล์กจึงออกเผยแพร่ไปสู่ต่างชาติ
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:28:56 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 7
นอกจากความประสบความสำเร็จทางด้านการงานแล้ว ท่านยังเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง คือความรู้และคุณธรรมของท่านได้เป็นที่ยอมรับ การเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางนั้นจะต้องคัดเลือกจากผู้ที่มีคุณธรรมและมีความเมตตา
คุณธรรมมี เมตตาไม่มี ..ก็อยู่ยาก เมตตามี แต่ไม่มีคุณธรรมประจำใจ คือหลักความยุติธรรม ..ก็อยู่ยาก ฉะนั้นอะไร มันตึงไปอย่างหนึ่งมันก็หัก แต่ในชีวิตท่านอาจารย์บุญมีท่านมีสมดุลกันทั้งหมด และท่านก็ประสบความสำเร็จในทางโลก จนกระทั่งสามารถดึงน้องชายของท่านเข้ามาทำงานและรวมเครือญาตอยู่อย่างเป็นปึกแผ่นด้วยความเรียบร้อย
จากนั้นท่านก็วางภาระนั้นลงทันที แล้วก็ทุ่มเทให้กับการสอนอภิธรรม โดยการบวชที่วัดศรีประวัติโดยมีท่านมหาแสวง โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาจารย์ จนถึงวันสุดท้าย ฉะนั้นคุณค่าของชีวิตท่านประกอบกับความรู้ของท่าน จึงเป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชนทั่วไป
ขณะนี้คิดว่า ..จะให้ทุกคนรู้จักอาจารย์บุญมีให้มากกว่านี้ จึงได้นำมาเล่าให้ฟัง แล้วคณะกรรมการมูลนิธิก็เห็นว่าพวกท่านสนใจธรรมะมาก บางคนมาอาทิตย์ละครั้ง บางคนมาอาทิตย์ละสองครั้ง เพราะฉะนั้นการเรียนก็ไม่ต่อเนื่อง คนเราจะทำอะไรให้เก่งมันก็ต้องทำบ่อยๆ
ในห้องนี้ใครร้องเพลงชาติไม่ได้ให้ยกมือขึ้น ..เมื่อทุกคนร้องได้ก็ขอให้ลองร้องพร้อมกัน (หลังจากที่ร้องเพลงชาติจบลงแล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวต่อว่า ..) ถึงแม้จะไม่ได้ร้องมานาน และเพิ่งมาร้องวันนี้ แต่เราก็ร้องได้ เพราะร้องกันมาบ่อยๆ ตั้งแต่เด็ก ถึงมันจะอยู่ลึกอย่างไร เราก็ดึงความจำขึ้นมาได้
เช่นเดียวกัน การเรียนธรรมะ อยากจะให้คิดได้เหมือนเพลงชาติ เช่น "โสมนัส สหคตัง อสังขาริกกัง คือ จิตที่เกิดขึ้นด้วยความยินดีประกอบไปด้วยความเห็นผิด " เจตสิกมีเท่าไร ? มี ๕๒ สัพพจิตตสาธารณเจตสิกมีอะไรบ้าง ? มี ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา เอกัคคตา ชีวิตินทรีย์ มนสิการ โมจตุกะมี ๔ โลติกมี ๓ โทจตุกะมี ๔ เมื่อจะให้แม่นยำมันก็ต้องทำบ่อย ๆ
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:29:41 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 8
คณะกรรมการจึงได้ติดต่อไปยังผู้ที่ได้ลิขสิทธิ์ทำซีดีคำบรรยายของท่านอาจารย์บุญมี โดยได้ขอความอนุเคราะห์ว่า ให้คิดค่าใช้จ่ายในราคาต้นทุนผลิต เพื่อให้ทุกคนได้ซื้อเอาไปฟังกันตอนอยู่บ้าน ทำงานบ้าน หรือ ก่อนนอน ซึ่งในขณะนี้เราได้สั่งผลิตล่วงหน้าแล้ว ๓๐ ชุด ชุดละ ๗๗ แผ่น ความยาวแผ่นละ ๑๐ ชั่วโมง (MP3)ในราคาชุดละ ๓,๕๐๐ บาท จากเดิมในราคาชุดละ ๗,๐๐๐ บาท ฉะนั้น แทนที่ทุกคนจะเห็นท่านอาจารย์บุญมีที่นี่แล้วก็ยังมีโอกาสเชิญอาจารย์บุญมีไปที่บ้านด้วย
แล้วก็จะมีเสียงที่กล่าวกับท่านว่า " ท่านสาธุชนที่เคารพ กระผมมีความยินดีมากที่ท่านได้มาศึกษาพระอภิธรรม วันนี้เราจะมาเรียนปริจเฉทที่... ให้นักศึกษาเปิดมาที่หน้า ๗ วันนี้เรามาเรียนเรื่องอเหตุกจิตกัน ตัวเลขมากมายท่านไม่ต้องกังวล ตั้งใจฟัง ฟังไปบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เข้าใจ .... สุดท้าย ก็ขอความมีสติความมีปัญญาจงเกิดขึ้นแก่สาธุชน"
ทุกท่านก็จะได้นำไปเปิดฟังพร้อมกับหนังสือปรมัตถธรรมได้อย่างสะดวก แทนที่อาทิตย์หนึ่งจะได้มานั่งฟังกันสักครั้งหนึ่ง ท่านก็จะได้ฟังล่วงหน้าทุกวันที่บ้าน เมื่อมาถึงจะได้ไม่เอ๋อ เพราะตอนนี้พอครูจะเขียนกระดาน หรือขึ้นสไลด์ท่านก็มักจะเอ๋อ แต่พอท่านไปฟังทุกวันที่บ้านพอมาถึงก็อ๋อ ๆ ๆ
นี่คือสิ่งอยากจะบอกกับท่านว่าอะไรที่ใช้บ่อย ๆ มันก็เกิดความชำนาญ แล้วสิ่งเหล่านี้ทำไมต้องการบรรจุลงในใจของทุกท่าน ก็เพราะว่า เราจะได้หมดจากความทุกข์เน้อ คือ ภาราหะเว ปัญจะ ขันธา
เราจะได้รู้ว่าขันธ์ห้า เป็นทุกข์อย่างไร คนใหม่ก็อาจจะรู้ ไม่ลึกซึ้ง คนเก่าก็อาจจะรู้ลึกซึ้งแล้วลืมแล้ว ฉะนั้นเมื่อฟังบ่อย ๆ ได้ทบทวนบ่อย เราก็จะได้รู้ถูก และก็เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิได้เผยแพร่ธรรมะ แล้วก็อุดหนุนท่านที่เป็นผู้ที่เป็นเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตาย เพราะว่าเราทุกคนต่างเล่นละคร อยู่บนละครเวที
ไหนใครอยากจะลงจากเวทีละครบ้าง แล้วไม่ต้องลงไปเล่นอีก เราควรจะทำอย่างไร ก็คือทำความดีที่พ้นทุกข์
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:29:59 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 9
..เราทุกคน ต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน
เพราะแม้แต่ชีวิตที่เราอยู่กับตัวเองมาจนวันนี้...เรานั้นยังไม่รู้ว่า เราเป็นใครและมาจากไหน!
แต่จะเป็นไปได้ว่าไม่มีใครแปลกหน้าสำหรับใครหรอก
เมื่อเรามองเห็นแก่นแท้ของคำว่า "ชีวิต" ได้อย่างถูกต้อง
และดำเนินชีวิตอยู่อย่างงดงาม ท่ามกลางความเห็นถูก..
เราทุกคน ต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ไหนใครไม่แปลกหน้าต่อกันบ้าง นั่งอยู่ที่ไม่มีใครมีฝาแฝด .. เราจึงเป็นคนแปลกหน้า แล้วก็ดูซิ หน้าแปลก ๆ ทั้งนั้นเลย จมูกก็มีเเหมือนกัน แต่เป็นชมพู่ เป็นมะนาว ไม่เหมือนกัน ตาก็มีเหมือนกัน ตาตี่ ตาเข ตาเหร่ ตาส่อน แปลกหมดแหละ
ฉะนั้น เราเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน เมื่อมีคนแปลกหน้าแล้วเราก็แปลกใจ เพราะว่ามาที่นี่อย่างน้อยเคยถามในใจว่า "เธอมาจากไหน เธอจะเป็นใครฉันไม่เคยคิด รู้แต่บัดนี้เธอมาสถิต มาอยู่ใกล้ชิดในดวงใจฉัน"
แต่เป็นไปได้ที่เราจะทำความแปลกหน้านั้นให้หมดไป เพียงเราเห็นแก่นแท้เรา เพราะว่าทุกคนมีอกุศลจิต ๑๒ ดวง มหากุศลจิต ๘ ดวง เกิดขึ้นได้ ทุกคนประกอบไปด้วย"ชีวิต" มีรูปกับนาม ขณะที่คนที่นั่งในที่นี้มีโลภะเป็นดวงนี้บ้างดวงนั้นบ้าง นั่งอยู่ที่นี่มีความโกรธชนิดอสังขาริกบ้างสสังขาริกบ้าง
แล้วที่ยังเกิดอยู่ ยังความรู้สึกไม่ถึงแก่นแท้ก็เพราะเรามีโมหะอยู่ ขณะที่เรามานั่งเรียน มาสร้างปัญญา เราก็มีมหากุศลเป็นญาณสัมปยุตดวงนี้บ้าง ดวงนั้นบ้าง ไม่ว่าคนมาเรียน คนนอกห้องไม่ว่าคนจะนับถือศาสนาใด ที่สำคัญก็คือการเข้าใจจิต ดังที่ท่านอาจารย์บุญมีเขียนเรื่องความมหัศจรรย์ของจิต
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:30:19 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 10
เพราะว่าเรารู้ว่าเขาหรือเราโกรธก็เพราะมีจิตที่ประกอบไปด้วย"โทสะ" จะเป็นเราหรือเป็นเขา เวลาทำบุญก็คือ จิตบุญเกิด ก็คือมีจิตมีเจตสิกฝ่ายกุศลเข้าทำงานร่วมกัน และภายใต้ลักษณะที่ไม่เหมือนกัน เช่น รูปร่างทรวดทรงที่ต่างกัน แม้บางคนจะอ้วนก็ไม่เป็นไร แต่ก็ขอให้เป็นใจที่อ้วนไปด้วยเมตตาด้วยก็แล้วกัน
ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นใคร สูง ต่ำ ดำ ขาว อ้วน เตี้ย ต่างก็มีรูป ๒๗ รูป มีอวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ เป็นต้น อีกหน่อยเมื่อเราเรียนจนเข้าใจก็จะทราบว่า ที่เรียกว่าเชฟดี หรือเชฟไม่ดี ก็คือรูป ผู้หญิงก็เป็นอิตถีภาวะ ผู้ชายก็เป็นปุริสภาวะ
เราจะไม่แปลกหน้ากันแล้วเมื่อเรามองเห็นแก่นแท้ของชีวิต แล้วต้องเรียนได้อย่างถูกต้องด้วย และสิ่งที่ถูกต้องก็คือ ทำความเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร และสิ่งที่ท่านให้ทำความเข้าใจก็คือพระธรรม โดยเฉพาะพระอภิธรรมปิฎกที่ท่านพระอาจารย์บุญมีได้บรรยายเอาไว้มากมาย
แล้วเสียงท่านอาจารย์บุญมีก็ได้ปั้นคนดีและได้ปั้นครูขึ้นมามากมาย อย่างที่ผู้ที่ออกมายืนสอนท่านก็คือผู้ที่ถูกท่านอาจารย์บุญมีได้ปั้นมาด้วยน้ำคำทั้งสิ้น และท่านล่ะ... เมื่อเห็นความเก่งกาจของครูแต่ละท่านแล้ว ท่านไม่อยากเป็นบ้างหรือ ?
ฉะนั้นเมื่อเรามองเห็นความเป็นแก่นแท้แล้วก็ดำเนินชีวิตอยู่อย่างงดงามท่ามกลางความเห็นถูก
โดย น้องกิ๊ฟ [20 เม.ย. 2551 , 20:30:40 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |