| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การนอนหลับคืออะไร? (๖)
การนอนหลับคืออะไร? เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร ? (๖)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
เรื่องของการนอนหลับ ผมได้เคยกล่าวมาแล้วว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของปุถุชนคนใดคนหนึ่งที่ค้นคว้าขึ้นมาได้ หากแต่เป็นสัพพัญญุตาญาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุนี้ถึงผมจะได้บรรยายมาโดยย่อและพยายามที่จะให้รวบรัดแล้ว แม้กระนั้นก็ยังต้องแสดงติดต่อกันมานาน อันเป็นเหตุให้บางท่านที่มีความกระหายต้องการทราบว่า จะทำให้นอนหลับได้อย่างไรพากันบ่น
อย่างไรก็ดีเวลานี้ก็ใกล้จะถึงบทที่ว่านั้นแล้วท่านควรจะทราบเหตุผลและสมุฏฐานเสียด้วย เพื่อเป็นการศึกษาเรื่องการนอนหลับ ทั้งจะได้เหตุผลของวิธีแก้โรคนอนไม่หลับนั้นแจ่มแจ้งด้วย ท่านผู้ใดที่อ่านแล้วรู้สึกอึดอัดและยุ่งยากใจ ขอได้โปรดอ่านใคร่ครวญซ้ำอีกสักเที่ยวสองเที่ยว แล้วติดตามศึกษาความมหัศจรรย์ของชีวิตกับแสงสว่างของชีวิตร่วมไปด้วยก็จะเข้าใจดีขึ้นเป็นลำดับ
ผมได้บรรยายถึงเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ อันเกิดจากทางกาย ว่าเกิดจากอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบกับประสาทกายเข้า จึงทำให้กระทบกับภวังคจิต เมื่อการกระทบเช่นนี้เป็นอยู่เสมอ ๆ จากโรคต่าง ๆ ภายในร่างกาย เช่นแก๊สในกระเพาะอาหารกระทบกับประสาทกาย (ภายในกระเพาะอาหาร) อยู่เรื่อย ๆ นั่นก็คือการกระทบกับจิต จิตจึงได้พ้นจากความเป็นภวังค์ หลับลงไปไม่สำเร็จ แม้ว่าจะง่วงแสนง่วง และอยากจะนอนให้หลับเป็นกำลังก็ตาม
การที่จะรักษาโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องค้นหาสมุฎฐานของโรคเสียให้ได้ก่อน การรักษาจึงจะถูกจุดและเกิดลู่ทางที่จะปัดเป่าโรคเหล่านั้นให้ลดน้อย หรือหายไปได้ เรื่องโรคนอนไม่หลับก็เหมือนกัน ถ้าเราค้นหาสมุฏฐานของโรคได้แล้ว เราจะได้แก้ไปตามความเป็นจริงของเหตุเกิดขึ้นไม่ต้องมัวคอยดูผลที่ได้รับโดยการทดลองต่าง ๆ จนเกินไป
ในคราวที่แล้ว ผมได้แสดงถึงเหตุที่นอนไม่หลับอันเกิดจากทางภายนอก และต้นเหตุสำคัญที่สุดก็คือ มีอารมณ์มากระทบกับจิตมากเกินไปหรือบ่อยครั้ง และอารมณ์เหล่านั้นก็มาจากโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทางกาย
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:36:34 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ต่อไปนี้ผมจะได้แสดงถึงสาเหตุที่คนเราต้องเกิดโรคทางกาย แต่เนื่องมาแต่อำนาจจิต อันการศึกษาเรื่องโรคที่เป็นสาเหตุนี้ ก็เป็นทางหนึ่งของวิธีปฏิบัติเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายนั่นเอง
คนโดยมากกลัวโรคนอนไม่หลับ และเห็นว่า โรคนอนไม่หลับนั้นเป็นภัยร้ายแรงแก่ชีวิตของตน ดังนั้น จึงได้หาวิธีการต่าง ๆ ที่จะแก้ไขด้วยการบังคับจิตให้สงบบ้าง ด้วยการกินยาให้นอนหลับบ้าง แต่การบังคับจิตนั้นไม่ใช่เป็นของง่าย และการกินยานอนหลับ ก็ไม่ใช่ว่าจะหลับสนิทแล้วเป็นไปตามธรรมชาติ เมื่อกินบ่อยเข้าก็กลับให้โทษ บางทีก็ไม่มีผลอะไรเลย
การแก้ไขด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านั้นเท่าที่ผมทราบ โดยมากแก้ไม่ตรงเป้าหมายเลย เหตุนี้ ผลจากการแก้จึงมีไม่มาก บางครั้งบังคับให้นอนหลับไม่สำเร็จก็เลยเกิดโทสะ เสียใจ ทุกข์ร้อน ตามติดขึ้นมาด้วยอันจะเป็นเหตุให้เกิดอกุศล และทำให้การนอนหลับยากยิ่งขึ้นอีก
ในสมัยปัจจุบันนี้ คนที่เกิดขึ้นมามีมากเหลือเกิน ยิ่งในนครหลวงใหญ่ ๆ เช่น ลอนดอน นิวยอร์ค อันเป็นเมืองหลวงของอังกฤษและสหรัฐอเมริกา มีพลเมืองนับ ๑๐ ล้าน แม้ในกรุงเทพฯ ธนบุรี ก็ไม่เลวเรียกว่าอัดแอทีเดียว เพราะเวลานี้พลเมืองก็มากกว่า ๒ ล้านเข้าไปแล้ว
การที่ผู้คนมากขึ้นเช่นนี้ ความยุ่งยาก สับสน ตลอดจนความวุ่นวายก็ตามมา ความเอารัดเอาเปรียบชิงดีชิงเด่นก็เกิดขึ้นมาก การต่อสู้เบียดเบียนกัน เพื่อหวังให้ตัวเองมีชีวิตรอด เพื่อหวังให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ดีที่สุดที่จะดีได้ก็จะเป็นไปอย่างสุดเหวี่ยง เมื่อความปราถนานี้มีเหมือน ๆ กัน ความขัดแย้งกันจึงได้เกิดขึ้น
มนุษย์ต่อมนุษย์จึงต้องต่อสู้กันเอง เป็นสามารถ ทางตรงบ้าง ทางอ้อมบ้าง ทางซื่อบ้าง ทางคดบ้าง และก็ด้วยการต่อสู้ เอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียนกันอยู่ทั่วไปนี่เองที่ทำให้มุษย์ต้องพาตัวเองตกไปอยู่ในขุมนรก ที่มนุษย์ด้วยกันเองช่วยกันสร้างขึ้น
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:37:02 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 2
อำนาจความเห็นแก่ตัวที่เป็นไปอย่างรุนแรง ก็ย่อมขัดขวางความเมตตาปรานีมิให้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ดังนั้น ในนครหลวงที่มีผู้คนแออัด จึงมีคนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บเนื่องมาจากจิตเป็นอันมาก มีคนเป็นโรคนอนไม่หลับเพราะจิตใจก็มิใช่น้อย ด้วยต้องคร่ำเคร่งและครุ่นคิดในการต่อสู้เพื่อดำรงคงชีวิตอยู่ ต่อสู้กับความผิดพ้องหมองใจซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของความมักได้เห็นแก่ตัวของแต่ละฝ่าย อันมีอยู่ดาษดื่นทั่วไป แล้วการฆ่าตัวตายก็เพิ่มเปอร์เซ็นต์สูงขึ้นจนน่าตกใจ
ซึ่งบุคคลส่วนมากเข้าใจกันว่าสังคมได้พัฒนาการขึ้น ประเทศชาติได้เจริญรุดหน้ามากยิ่งขึ้น บางประเทศถึงแก่การยกย่องตนเอง ว่าเป็นอารยประเทศแต่ความจริงตรงกันข้ามต่างหาก หาได้เป็นดังนั้นไม่ เพราะความเจริญแต่วัตถุเท่านั้นเอง
ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มา ชีวิตทั้งหลายได้สมบัติทางพันธุกรรมทั้งทางร่างกายและทางจิตใจสืบต่อกันมาเรื่อย ๆ ไม่มีชีวิตใดในโลกที่มิได้สืบต่อ ๆ กันมา แล้ววิวัฒนาการมาเป็นชั้น ๆ ไม่มีชีวิตใดเลยที่มิได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม และแน่นอนที่สุด ไม่มีชีวิตใดเลยที่ปราศจากเสียซึ่งเขี้ยวเล็บที่แดงฉานไปด้วยโลหิตด้วยการเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวเหมือนสัตว์ร้าย เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดและปลอดภัยอยู่ได้
ฉะนั้น โลกนี้ทั้งโลกจึงเต็มไปด้วยความหิวกระหายอดโซเต็มไปด้วยการแข่งขันรังแกกัน เต็มไปด้วยการใช้อำนาจเพื่อนำมาทำลายล้างกัน ใครมีความแข็งแรง มีเขี้ยวเล็บแหลมคมมีความเฉลียวฉลาด มีความว่องไวหรือเอาเปรียบผู้อื่นได้มากก็จะมีชีวิตรอดอยู่ได้
ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคที่ล่วงเลยความเป็นเถื่อนมานานนับเป็นหมื่นปี มนุษย์ก็ได้พยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงจิตใจและสังคมเสียใหม่ จนเวลานี้กล่าวกันอยู่ทั่วไปว่า โลกเจริญขึ้นแล้ว ชาติก็ได้ก้าวขึ้นมาจนเป็นชาติอารยะแล้ว ไม่มีวันที่มนุษย์จะหันหลังไปสู่ความป่าเถื่อนนั้นอีกต่อไปแล้ว
แต่อย่างไรก็ดี แม้มนุษย์จะได้รับชัยชนะจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอันมากมาจนถึงบัดนี้ ทั้งกำลังเพียรพยายามที่จะพิชิตอวกาศ ชัยชนะทำให้มนุษย์เหิมเห่อทะเยอะทะยานทะนงตน แล้วประกาศว่าได้สร้างสรรค์ความเจริญให้แก่โลก ได้ก้าวห่างพ้นจากความเป็นสัตว์ป่ามาอย่างไกลริบ แต่ความจริงเราก้าวมาไกลกว่าสัตว์ไม่กี่ก้าว หรือบางทีเราย่ำเท้าอยู่อย่างเดิมเสียด้วยซ้ำ
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:37:19 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 3
เพราะความประเสริฐสูงสุดของมนุษย์นั้นมิได้ขึ้นอยู่กับวิทยาการใด ๆ ทั้งสิ้น หากแต่อยู่ที่ความประพฤตินั่นก็คือการลดความเบียดเบียนกัน ลดความเห็นแก่ตัวเพิ่มความเมตตากรุณาให้มากขึ้น และช่วยกันสร้างสรรค์ให้มวลมนุษย์อยู่ร่วมกันได้โดยสันติทั่วกัน
เหตุนี้ แม้มนุษย์จะได้ชัยชนะต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างงดงาม แต่มนุษย์ก็ต้องพ่ายแพ้ยับเยินแก่ความประพฤติ และแก่ความทะยานอยากของตนเอง แล้วความทะยานอยากนี้ก็นำเข้าไปสู่การเบียดเบียนกัน และรบราฆ่าฟันกัน มนุษย์ต่างคนต่างก็ได้สร้างกองเพลิงขึ้นมาเผาผลาญมนุษย์ด้วยกันเองมาจนถึงปัจจุบันนี้
เพราะความทะยานอยากอันไม่มีที่สิ้นสุดนี่เอง ที่ทำให้มนุษย์เหินห่างไปจากสัตว์เดรัจฉานไม่กี่ก้าว เราจะพิสูจน์ได้จากพฤติกรรมของมนุษย์เอง มนุษย์ได้จัดระบบการต่อสู้เพื่อแย่งกันกินอย่างสัตว์ป่ามาแก้ไขเสียใหม่ ไม่กระโดดเข้าฟัดเหวี่ยงกันกินต่อหน้า ไม่เอานิสัยของสัตว์ป่าโผล่ออกมาให้เห็น หากแต่เอาระบบการต่อสู้แย่งกันกินแบบสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์มาจัดระเบียบเสียให้ทันสมัย
ความทะยานอยากอันแฝงประจำอยู่ในจิตใจ มิได้ถูกขัดเกลาให้ลดลงเลย ได้ส่งเสริมให้มนุษย์กระทำทุกประการ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งอันตนปรารถนานั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เท่าที่ปัญญาที่อบรมมาในทางเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวจะอำนวยให้ทั้งทางตรงทางอ้อม ทั้งทางสุจริตหรือทางทุจริต เพื่อหากำไรจากหยาดเหงื่อและโลหิตสด ๆ ของสัตว์เดรัจฉานและของมนุษย์ด้วยกันเอง
ใครมีกำลัง ใครมีอำนาจ ใครได้ครอบครองไว้ซึ่งเศรษฐกิจ ก็ใช้กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลต่อบุคคล องค์การต่อองค์การ หรือประเทศต่อประเทศ เหตุนี้เองผู้ที่ยังไม่เข้าใจชีวิตดีพอ หรือผู้ที่อ่อนแอ จึงต้องเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ และตกอยู่ภายใต้ขุมนรกอันร้อนระอุที่ตั้งอยู่ภายใต้เมืองมนุษย์ ด้วยทุกข์ระทมขมขื่นนานาประการ โดยฝีมือของมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้เจริญแล้ว เป็นอารยชนแล้ว
การที่เราเห็นผู้คนชุลมุนวุ่นวาย และเดินกันขวักไขว่ไปมาอยู่ทุก ๆ วันนั้น เราแน่แก่ใจอย่างหนึ่งว่า ส่วนมากเพื่อแสวงหากำไร แสวงหาอำนาจ ตลอดจนแสวงหาช่องโอกาสของตนในทางเศรษฐกิจ หรือพูดง่าย ๆ ก็ว่า การแย่งกันกินนั่นเอง โดยการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกันอันจะเป็นเหตุให้จิตถูกบีบคั้นทำให้เกิดความทุกข์ร้อนวุ่นวาย คนสมัยนี้ทักทายปราศรัยกัน ถามถึงสารทุกข์สุกดิบกันน้อยลงทุกที แต่ได้ถามถึงประโยชน์และผลกำไรมากยิ่งขึ้น
เขาจะหัวเราะด้วยเสียงอันดังเมื่อเอาเปรียบผู้อื่นได้มาก เมื่อมีผู้ใดเสียท่าตกเป็นเบี้ยล่างของเขาได้ด้วยกลวิธีต่าง ๆ มีใครสักกี่คนที่ยอมเสียสละทรัพย์ที่หามาได้ และเหลือจากกินอยู่ใช้จ่ายแล้วสัก ๑ เปอร์เซนต์ทุกครั้งไป เอาไว้ช่วยเหลือคนอดอยากยากจนทุพพลภาพเป็นประจำ มีใครสักกี่คนที่มีอุดมการณ์อันสูงส่ง ที่จะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของมหาชน โดยมิได้มีผลประโยชน์อันมหาศาลแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:37:38 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 4
เรื่องของชีวิตเป็นเรื่องของทุกข์ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เราจะแก้ปัญหาชีวิตให้มีกินมีใช้ ให้มีความสมบูรณ์พูนสุขตามใจของเราไปตลอดชีวิตหาได้ไม่ เรื่องของชีวิตเป็นเรื่องที่เราหนีไม่พ้น ในการเผชิญภัยต่าง ๆ ที่ล้อมอยู่โดยรอบกายและภายในกายของเราเอง
เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ไม่ควรหนีชีวิต แต่เราควรจะสู้ เพราะจะเป็นการน่าอับอายยิ่งนัก ที่เราจะพยายามหนีในสิ่งที่หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เพราะชีวิตจะต้องสืบต่อไป (เกิดอีก) แต่ทว่าการต่อสู้อย่างโง่ ๆ ไม่เข้าใจชีวิตเสียบ้างเลย ก็ย่อมเป็นการต่อสู้ที่น่าสงสาร เพราะแน่นอนว่าจะตกเป็นผู้ได้รับความทรมานจากเหตุการณ์ที่แวดล้อมและโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากจิตที่ถูกบีบคั้น ตลอดจนโรคนอนไม่หลับที่จะครอบงำชีวิตอยู่ต่อไปอีก
เมื่อเหตุการณ์อันเกิดจากมนุษยภัยมาคุกคาม ทำให้เศรษฐกิจของครอบครัวขาดเสถียรภาพ ไม่มีงานทำ มีรายได้น้อย มีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องกระทบกระเทือนใจอันทำให้ต้องปวดศีรษะอยู่ทุกวัน ต้องป่วยเจ็บเรื้อรัง อันเนื่องมาจากจิตที่ต้องใช้ความคิดแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองและครอบครัวพ้นจากความวิบัติ
และเกิดโรคนอนไม่หลับ อันมีสมุฏฐานมาจากเหตุที่ต้องทำการงานมากหรือต้องครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเป็นประจำ เมื่อเช่นนี้ ก็จำเป็นที่เราจะต้องแก้ปัญหาเหล่านั้นที่ต้นเหตุและการศึกษาให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของชีวิต ก็เป็นทางที่จะบำบัดให้บรรเทาลงได้ทางหนึ่ง
ในสมัยก่อนที่วิชาแพทย์ยังไม่เจริญ คนเจ็บได้ถูกรักษาด้วยหยูกยาหรือไม่ก็ผ่าตัด แน่ละ ย่อมจะมีหายบ้าง ตายบ้าง และที่ไม่ตายแต่ไม่หายบ้าง ที่รักษาไม่หายเหล่านี้ มีอยู่จำนวนหนึ่งที่ไม่มีวันที่แพทย์จะรักษาให้หายได้เลย เพราะโรคที่เกิดแก่เขาเหล่านั้น เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากสมุฎฐานทางจิต แต่บรรดาแพทย์ทั้งหลายในเวลานั้นยังไม่เข้าใจในเรื่องของจิต จึงได้รักษากันแต่ในทางกายโดยตรงทางเดียว
ในปัจจุบันนี้ ย่อมเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงการแพทย์ว่า มีโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นเป็นอันมาก แม้บางโรคจะเกิดขึ้น หรือเป็นขึ้นที่ร่างกาย แต่โรคเหล่านี้เกิดขึ้นมาเพราะจิตใจเป็นต้นเหตุ ฉะนั้น แพทย์ที่ทำการรักษาในปัจจุบัน จึงต้องซักถามประวัติของคนไข้เป็นการใหญ่ ถ้านายแพทย์สงสัยก็จะต้องซักถามไปถึงเรื่องราวส่วนตัวความเป็นไปในครอบครัว และฐานะการเงินการทองตลอดจนสภาพแวดล้อม ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่คนไข้ผู้นั้นคลุกคลีอยู่
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:37:59 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อมนุษย์ต้องมาพ่ายแพ้แก่ความทะยานอยากของตนเองเสียแล้ว มนุษย์ก็ขาดความเมตตากรุณาต่อกัน ดังนั้นจึงต่างเอารัดเอาเปรียบกันอยู่ทุก ๆ วิถีทาง ช่วงชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างสุดเหวี่ยง เพื่อช่วยให้ตนเองรอดและมีหลักประกันอันมั่นคงดีที่สุดที่จะดีได้ จึงต้องคิดแล้วคิดอีกทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อจะหาทางเอาชนะกันให้จงได้
นั่นก็คือการแย่งกันกินด้วยอาศัยความคิด และสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ แน่นอนละ ตลอดระยะเวลาเหล่านั้น ก็ย่อมมีเหตุการณ์อันไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้นมาเป็นอันมาก อุปสรรคที่มาขัดขวางก็มิใช่เล็กน้อย ความผิดพ้องหมองใจกันก็มีอยู่บ่อย ๆ ความผิดหวัง ความเศร้าหมอง ความวิตกกังวล ก็ติดตามมาเป็นทิวแถว
ด้วยเหตุนี้คนที่อยู่ในเมืองหลวงหรืออยู่ในเมืองใหญ่ ๆ จึงมีโรคที่เกี่ยวแก่จิตใจโดยตรง หรือโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย แต่มีสาเหตุเนื่องมาจากจิตใจทวีมากขึ้น ๆ ไปตามจำนวนของพลเมือง
เมื่อพ่อบ้านแม่บ้านตกอยู่ในฐานะฝืดเคือง ครอบครัวขาดเสถียรภาพ แต่จำเป็นที่จะต้องเลี้ยงดูบิดามารดาและญาติที่ใกล้ชิดกับบุตรอีกหลายคน ที่ยังไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตนเองได้ จิตใจก็จะได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก ต้องครุ่นคิดเป็นกังวลห่วงใย ทุกข์ร้อน คิดวนไปเวียนมามากมาย ตัดสินใจไม่ได้
เมื่อจิตใจตกอยู่ในความทุกข์ร้อนอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้ อำนาจของความทุกข์ความกังวลใจเหล่านั้นเอง ก็จะหนุนเนื่องก่อให้เกิดเรื่องราวที่จะเกิดขัดแย้ง กระทบกระทั่งกับสามีภรรยาหรือคนในครอบครัวขึ้นได้ง่าย ๆ และบ่อย ๆ เหตุการณ์อันไม่สงบทำให้จิตใจขุ่นมัวเศร้าหมองก็จะตามติดกันมาเป็นทิวแถวซ้ำเติมขึ้นมาอีก
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:38:15 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 6
พ่อบ้านแม่บ้านคนใดตกอยู่ในฐานะลำบาก ด้วยกำลังแรงของความปรารถนาที่จะก้าวหน้าในการเงิน ในวิชาความรู้ ในตำแหน่งหน้าที่มากจนเกินไป เพื่อจะให้ทันเพื่อนฝูง เพื่อจะได้ไม่อับอายขายหน้า หรือเพราะความจำเป็นบังคับจึงต้องทำงานหรือคิดการงานหามรุ่งหามค่ำ เช่น เพราะเป็นครู ตื่นเช้าก็ต้องไปสอนวิชาให้แก่เด็กเกือบตลอดวัน กลางคืนก็ต้องออกไปสอนเป็นพิเศษเพิ่มเติมอีก หรือกลางวันไปทำงานกับบริษัทห้างร้าน แต่ได้เงินเดือนน้อย
ฉะนั้น กลางคืนจึงต้องขับรถแท็กซี่อีกจนดึกจนดื่น หรือเป็นนักธุรกิจการค้าหรือทำงานเกี่ยวแก่วิชาการ ต้องคร่ำเคร่งอยู่กับงาน ต้องนั่งตรากตรำอยู่กับโต๊ะ ต้องใช้ความคิดมากติดต่อกันไป เหลือเวลาพักผ่อนน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคิดหรือการทำก็ดี ถ้ามากจนเกินไปแล้ว ก็ย่อมจะกระทบกระเทือนต่อสุขภาพอนามัยของจิต ถ้าหากว่าเป็นการงานที่ต้องรีบร้อน เพราะกลัวว่าจะไม่สำเร็จ หรือเป็นการงานที่ตนไม่ชอบแล้วขืนใจทำ โทษก็มีมากขึ้น
เมื่อพ่อบ้านขี้เมา เงินทองก็หมดเปลืองไปมาก ซ้ำฤทธิ์เมายังทำให้สามีดุร้ายมิได้คิดเมตตาปรานี ดุด่าเกรี้ยวกราดเอากับภรรยาไม่เว้นแต่ละวัน ภรรยาก็เฝ้าแต่กลืนน้ำตาต่างอาหาร ขมขื่นสุดจะทนทาน แต่ก็หาทางออกให้แก่ตนเองมิได้ หรือภรรยาเป็นคนปากร้าย ดุด่าว่ากล่าวเอากับสามีหรือคนในบ้านเป็นเนืองนิจ ขี้บ่นจุกจิกวันหนึ่งนับจำนวนไม่ไหว สามีก็สุดแสนจะรำคาญ แต่เพราะบุตรก็มีอยู่ด้วยกันหลายคน จึงสู้จำทนหวานอมขมกลืนไปวันหนึ่ง ๆ
หรือสามีไปมีภรรยาน้อย ภรรยาหลวงจึงต้องโศกเศร้าเหงาหงอย เฝ้าแต่ทุกข์ร้อนตรมตรอมใจ หรือสามีมีความระแวงภรรยาว่าจะไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเสียแล้ว เพราะเห็นพฤติกรรมบางอย่างของภรรยาส่อไปในทางนั้น จิตใจก็มีแต่สลดหดหู่เร่าร้อนทุกข์ระทมอยู่เนือง ๆ
เมื่อรักไม่สมหวัง เพราะคู่รักหนีหายหรือล้มตายไปเพราะมีปากมีเสียงกับเจ้านาย กับญาติ หรือคนที่รัก คิดแค้นผูกพยาบาทมาดร้าย จองเวรกับศัตรูคู่อาฆาต หรือการค้าขายต้องขาดทุนล้มละลาย หรือร่างกายบกพร่องพิกลพิการไม่สมประกอบก่อให้เกิดปมด้อยขึ้น หรือโชคชะตาจะถึงฆาตพระราหูเข้าพระเสาร์แทรก ถูกกล่าวหาในความอาญาอุกฉกรรจ์ต้องเข้าไปสู่ประตูที่ไร้อิสรภาพ ได้รับความลำบากอ่างสุดแสน
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:38:35 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 7
ในปัจจุบัน พ้นจากข้อสงสัยแล้วว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่กระทบกระเทือนจิตใจอยู่อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ หรือเกิดความกังวลวุ่นวายทุกข์ร้อนมิได้หยุดหย่อน หรือต้องจำทนนั่งอยู่กับโต๊ะทำงานหามรุ่งหามค่ำ หรือใช้ความคิดไปในทางหนึ่งทางใดมากจนเกินไป จะให้ผลร้ายแก่ร่างกายและจิตใจ
บุคคลเหล่านี้เสมือนกำลังเพียรพยายามปลูกเพาะเชื้อของพืชที่เป็นพิษร้ายให้แก่ร่างกายและจิตใจเข้าแล้ว เฝ้าแต่รดน้ำพรวนดินอยู่เสมอ โดยหารู้ไม่ว่าได้เพาะปลูกพืชอันเป็นพิษร้าย
นับวันรากของพืชก็จะหยั่งลงลึกแล้วแตกใบแตกกิ่งก้านสาขาขึ้นมา เพราะจิตใจดังกล่าวนั้นสามารถทำให้เกิดโรคเกี่ยวแก่จิตใจโดยตรงเกิดขึ้น หรือแสดงออกมาทางร่างกาย มีการป่วยเจ็บต่างดังได้กล่าวมานั้นได้ง่ายๆ
บุคคลเป็นอันมากไม่รู้สึกตัวว่า โรคบางอย่างที่เกิดขึ้นแก่ร่างกายของตนเองนั้น ก่อกำเนิดตัวของมันเองขึ้นมาจากจิตใจแท้ๆ โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้างเพราะวิตก กังวล ทุกข์ร้อนซึ่งเกาะกินใจอยู่เสมอๆ นั้น ก่อให้เกิดโรคทางร่างกายได้มากหลายเริ่มตั้งแต่โรคเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงโรคใหญ่ๆ มีอันตรายมาก
เช่นโรคปากนกระจอก โรคฟันและโรคคอ ตาเป็นกุ้งยิง อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร ท้องผูก ท้องเดิน ปวดท้อง ท้องอืด-มีกรดมาก เนื้องอก แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ โรคขาดอาหาร เหน็บชา เป็นง่อย ปวดศีรษะ โรคเส้นประสาท ร่างกายอ่อนแอเปิดช่องว่างให้แก่โรค เช่นเป็นหวัดอยู่เสมอ เจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้หยุด สามวันดีสี่วันไข้ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นโลหิตแตกตลอดไปจนถึงเป็นวัณโรค
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:38:54 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 8
ตัวอย่างที่จะเห็นได้ง่ายๆ มีอยู่เป็นอันมาก เช่นคนในสมัยก่อนมีความเข้าใจว่า กระเพาะอาหารอยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจ แต่ความจริงจิตใจมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างใกล้ชิดเว้นแต่มิได้สั่งงานได้โดยตรงเท่านั้น บางทีเมื่อเราบังเกิดความเสียใจ ตกอยู่ในความหวาดกลัว หรือเกิดความกังวลอาจจะทำให้ท้องเดินหรือท้องผูกขึ้นได้โดยง่าย
และในกรณีเช่นนี้กระเพาะอาหารจะมีโลหิตลดลงมาก ประสาทบังคับการย่อยจะอ่อนกำลังลง อาหารจะย่อยได้น้อย จะไม่หิว อาหารจะบูดเน่า ก่อให้เกิดท้องเสีย แม้จะมีอาหารกินบริบูรณ์ก็อาจเป็นโรคขาดอาหารได้ เพราะย่อยได้น้อยร่างกายจึงทรุดโทรม การป่วยเจ็บต่างๆจึงได้ตามมา จนอาจเป็นอัมพาตหรือวัณโรคได้ เป็นต้น
บุคคลเป็นอันมากไม่ทราบว่า โรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว เกิดขึ้นมาได้เพราะมีต้นเหตุมาจากจิต ดังนั้น จึงสู้อุตส่าห์รักษาตัวโดยยอมเสียเงินเสียทองไปเป็นอันมาก ซื้อหยุกยาสารพัด เปลี่ยนหมอบ่อยๆ เมื่อเปลี่ยนหมอเปลี่ยนยาก็ดีขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่อาการก็หาได้ทุเลาลงจริงๆ ไม่ หรือเป็นๆ หายๆ ตามความขึ้นลงของจิตที่ผันผวนไปทุกๆ วัน แต่บางคนหายไปเอง เพราะเหตุการณ์ที่บีบบังคับจิตใจได้บรรเทาเบาบางลง หรือการงานที่ต้องตรากตรำคร่ำเคร่งนั้นหย่อนคลาย แต่บางคนไม่หายเลยไปจนตลอดชีวิต เพราะเป็นมาก และเป็นมาอย่างเรื้อรัง เช่นโรคหัวใจ โรคกระเพาะอาหารพิการ เป็นต้น
ตามสถิติที่ค้นได้ในต่างประเทศประจักษ์ว่า คนป่วยที่เป็นโรคทางร่างกายนี้ ตามเมืองใหญ่ๆ คนป่วยทั้งหมด ๕ ส่วนจะเป็นโรคทางร่างกายที่มีสาเหตุเนื่องมาจากจิตเสีย ๓ ส่วน ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า คนป่วยทางร่างกายที่เป็นไปตามธรรมดามิได้เกี่ยวแก่จิตนั้น มีจำนวนน้อยกว่า และย่อมเป็นการแน่นอนว่า เมื่อโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกายเป็นได้ถึงดังนี้ คนที่เป็นโรคจิตโดยตรงก็คงมีไม่น้อยไปกว่ากันนัก ดังนั้น ท่านก็จะเห็นได้ว่าการไม่มีสุขภาพจิต ย่อมเป็นภัยร้ายแรงแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากโรคที่เกี่ยวแก่ทางร่างกายดังได้กล่าวแล้ว ภาวะของจิตที่บุคคลบางคนบังคับไม่ได้ ก็ได้หันเหเตลิดออกไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับคนธรรมดา ในประเทศไทยมีคนเป็นโรคจิตประมาณ ๒๒,๐๐๐ คน (พ.ศ.๒๕๐๖) มัโรงพยาบาลสำหรับรักษาคนเป็นโรคจิตอยู่ ๕ แห่ง ตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ กัน แต่ละแห่งมีคนไข้เป็นจำนวนมากจนรับไว้ไม่หมด อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่เหลือที่เป็นมากบ้างน้อยบ้างรักษากันตามบุญตามกรรมในที่ต่างๆ เช่น ตามบ้าน ตามวัด อีกประมาณไม่ต่ำว่า ๒๐,๐๐๐ คน คิดเฉลี่ยแล้วเป็นจำนวน ๑ คนต่อคนดี ๑,๐๐๐ คน ซึ่งในจำนวนเช่นนี้ มิใช่จำนวนเล็กน้อยทีเดียว
แต่ในยุโรปและอเมริกามากยิ่งกว่านี้หลายเท่า เพราะมีประมาณ ๑ คนต่อพลเมืองดี ๒๐๐ คน สำหรับในกรณีนี้ ถ้าจะรวมกับโรคประสาทซึ่งยังมิได้แสดงอาการเป็นโรคจิตโดยตรงด้วยแล้ว ก็เพิ่มปริมาณมากกว่านี้อีกหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:39:13 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 9
รายงานจากทางตำรวจฮ่องกงมีว่า พลเมืองในฮ่องกงทุกๆ ๑๐๐,๐๐๐ คน มีฆ่าตัวตายถึง ๑๗ คน เมื่อ ๑๐ ปีก่อนมีคนฆ่าตัวตายเพียง ๒-๓ คนต่อจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ในเกาะฮ่องกงสถิติการฆ่าตัวตายสูงกว่าในหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังเป็นรองประเทศญี่ปุ่นมาก คนที่ฆ่าตัวตายโดยมาเป็นคนไร้งาน หญิงรับใช้ กรรมกร และคนที่เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งแน่ละย่อมเป็นคนที่จิตถูกบีบคั้นและเจ็บป่วยเรื้อรังอันเนื่องมาจากจิตรวมอยู่ด้วย
ในขณะนี้ตามสถิติปรากฏว่า การฆ่าตัวตายของพลเมืองประเทศเกาหลีใต้จะชนะโลกเสียแล้ว เพราะว่าฆ่าตัวตายเฉลี่ยแล้วทุก ๒๘ คนต่อพลเมือง ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ประเทศฮังการีเขายังแย้งว่า จะช่วงชิงความเป็นใหญ่ในการฆ่าตัวตายไปจากเขายังไม่ได้ เพราะว่าในจำนวนนี้ประเทศของเขาก็ทำได้เหมือนกัน
นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ๒ คน คือ ดร.ชไนด์ และ ดร.ฟาร์เบอร์โรว์ ร่วมกันออกเผยแพร่โดยสอบสวนจากผู้ตาย(คนใกล้ชิดผู้ตาย) และบันทึกต่างๆ ประมาณ ๒๐๐ ราย วางหลักไว้ว่า ผู้ฆ่าตัวตายมักมีอายุในระหว่าง ๔๐-๕๙ ปี ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ๓ เท่า มีดกดื่นในเมืองมากกว่าในชนบท ผู้หญิงชอบกลืนยาพิษ ผู้ชายชอบใช้ปืนหรือสิ่งร้ายอื่นๆ
ตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วโดยย่อตั้งแต่ต้น ท่านก็จะเห็นได้ว่าล้วนเป็นการแสดงถึงสาเหตุต่างๆ ที่จะกระทบกระเทือนต่อสุขภาพอนามัย และในประการสำคัญที่จะกล่าวในที่นี้โดยเฉพาะก็คือ กลายเป็นโรคนอนไม่หลับอย่างถาวร เมื่อนอนหลับยาก หลับน้อย หรือหลับไม่สนิทอยู่เสมอๆ แล้วก็ย่อมจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมยิ่งขึ้น ชีวิตก็จะตกอยู่ในความเร่าร้อนทรมาน ชะตาชีวิตถูกมหาภัยหลายประการมาคุกคาม ซึ่งจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเสียโดยเร็ว
แต่การแก้ไขการนอนหลับนั้น จะต้องแก้ตามเหตุดังได้กล่าวมาแล้วด้วย ไม่ใช่ว่า เมื่อเป็นโรคหัวใจ เป็นโรคท้องอืดท้องเฟ้อที่เนื่องมาจากจิต อันจะก่อให้เกิดความฟุ้งซ่านจนนอนไม่หลับแล้ว เราก็จะใช้วิธีทำให้จิตเกิดจิตตานุภาพขึ้นหรือทำสมาธิให้จิตเกิดความสงบขึ้น ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ สำหรับในเรื่องนี้ ผมจะได้แสดงถึงวิธีแก้ไขโรคนอนไม่หลับ โดยแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ๆ ๒ ประการด้วยกันคือ ๑. วิธีแก้ไขโดยทั่วไป และ ๒. วิธีแก้ไขโดยเฉพาะเจาะจง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [20 เม.ย. 2551 , 20:39:30 น.] ( IP = 58.9.235.68 : : )
สลักธรรม 10ขอขอบคุณมากครับคุณศาลาธรรม ที่นำสิ่งมีค่าและมากด้วยคุณประโยชน์มาฝากอีกแล้วครับ
กราบขอบพระคุณในความเมตตากรุณาของท่านอาจารย์อย่างสูงครับ อ่านไปก็นึกถึงความจริงในขณะนี้ว่า..ท่านผู้รจนาบทความที่ได้อ่านอยู่นี้ ท่านได้จากโลกนี้ไปแล้วถึง 16 ปีเศษแล้ว แต่งานของท่านยังเข้าสมัยใหม่เสมอตลอดมาจนกระทั่งวันนี้นะครับ
ท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร เป็นผู้แตกฉานในเรื่องราวของชีวิตอย่างมากที่สุดเลยครับ ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ และด้านที่จะนำพาให้เราท่านเดินตามทางแห่งความพ้นทุกข์ได้จริงๆครับ
ขอกราบบูชาคุณของท่านมาด้วยความเลื่อมใสศรัทธายิ่งครับ โดย พี่เณร [21 เม.ย. 2551 , 08:20:25 น.] ( IP = 58.9.135.177 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |