| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อวิชชา และผีสางเทวดา
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเกรงว่าพระธรรมที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นคว้ามาด้วยความแสนยากยิ่งจะได้รับความเสียหาย จากบุคคลผู้ที่คิดเอาเองง่าย ๆ ในอนาคตจะไหลไปตามใจของปุถุชนผู้มีปัญญาน้อย แต่อวดว่ามีปัญญายิ่งใหญ่ แล้วพระพุทธศาสนาก็จะค่อย ๆ สลายตัวไป พระองค์จึงได้วางองค์ธรรมปรมัตถ์ แล้วมีตัวเลขเข้ามาควบคุมเอาไว้ทั้งหมดมิให้ผู้ใดพูดธรรมะเอาได้ตามที่ตนคิดเอาเอง หรือพูดธรรมะเอาตามชอบใจเพราะจะทำให้ผ้าเหลืองห้อยหูเป็นไปโดยเร็ว ขอเชิญดูได้จากหนังสือชื่อพระอภิธรรมเครือญาติจะเห็นเป็นตัวเลขทั้งเล่ม ซึ่งเฉพาะปริจเฉท ๑-๒ ของอภิธรรมัตถสังคหะเท่านั้น
ขอเชิญท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้โปรดพิจารณาด้วยดีจากคำว่า "อวิชชา" ตัวเดียวที่ผมจะได้เสนอต่อท่านในปฏิจจสมุปบาทต่อไปนี้เท่านั้น ท่านก็จะเห็นได้ว่า ถ้ามิใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้แสดง และมิได้มีท่านอรรถกถาจารย์ช่วยขยายความให้แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดมีความสามารถที่จะแสดงได้ และถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้แสดงเอาไว้ ก็ไม่มีอรรถกถาจารย์ผู้ใดที่จะคิดขึ้นมาเอาเองได้เหมือนกัน
ท่านก็ได้อ่านปฏิจจสมุปบาทเรื่อง "อวิชชา" มาแล้ว ต่อจากนี้ไปขอเชิญท่านทั้งหลายได้พิจารณาปฏิจสมุปบาทของอรรถกถาจารย์ เฉพาะอย่างยิ่งของท่านพระพุทธโฆษาจารย์กับพระอนุรุทธาจาย์ดูบ้าง แล้วท่านก็จะได้ทราบว่าแตกต่างกันมากน้อยสักเท่าใด บางท่านตำหนิติเตียนท่านทั้งสองนี้ไว้มากมาย แล้วลองพิจารณาดูว่า ปัญญจะใกล้กันบ้างหรือหาไม่ จะเป็นคู่ต่อสู้ที่พอทัดเทียมกันบ้างไหม สำหรับผมแล้วเห็นว่าห่างไกลกันลิบลับ จนมองไม่เห็นเลยทีเดียวแม้แต่ฝุ่น ทั้งนี้ไม่ต้องเอาปฏิจจสมุปบาททั้งหมดด้วยซ้ำไปเพียง "อวิชชา" ตัวเดียวก็จะมองเห็น ว่าผิดกันอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนเสียแล้วโดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 07:56:17 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 2
อวิชชา และเดรัจฉานวิชา
คนไทยส่วนใหญ่ได้ยินคำว่า "อวิชชา" อยู่บ่อย ๆ เพราะพูดกันอยู่ทั่วไป บางทีก็พบคำนี้ตลอดจนคำอธิบายอยู่ในเล่มหนังสือ หรือบางทีก็ในหน้าของหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ
เรามักจะได้พบคำแปล คำอธิบายตามชื่อนี้ว่า อวิชชา แปลว่า ความไม่มีวิชาหรือไม่มีความรู้ เพราะ "อะ" แปลว่า ไม่ แล้วบางท่านยังอธิบายขยายความเพิ่มเติมไปอีกว่า ความรู้ที่ดีมีประโยชน์ทุก ๆ อย่างชื่อว่าวิชา แต่ถ้าศึกษาวิชาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ หรือการเจิมห้างร้าน เจิมรถ ตลอดจนตั้งศาลพระภูมิแล้ว ก็เรียกว่า อวิชชาทั้งนั้น และบางทีก็เติมคำที่น่ากลัวลงไปอีก คือ การกระทำดังกล่าวนั้นเป็น "เดรัจฉานวิชา" ซึ่งบางท่านก็อธิบายว่า "เป็นวิชาของสัตว์เดรัจฉาน"
นักโหราศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง มาสารภาพกับผมด้วยความไม่สบายใจว่า เขาคารวะกราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความจริงใจ เพราะนับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาไม่ชอบเลยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า วิชาโหราศาสตร์นั้นเป็นเดรัจฉานวิชา เพราะเขาทำมาหากิน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยวิชาโหราศาสตร์ ผมจึงได้ตอบเขาว่า เมื่อคุณมาถามอย่างนี้ก็ดี เมื่อผมได้ให้คำตอบไปแล้ว ขอให้คุณมาศึกษาพระอภิธรรมเสียให้มากสักหน่อย แล้วขอให้ช่วยขยายความจริง คำว่า "อวิชชา" และ "เดรัจฉานวิชา" ที่ใคร ๆ เขาว่าเป็นวิชาที่ไม่ดี และเป็นวิชาของสัตว์เดรัจฉานออกสู่ประชาชนเท่าที่จะทำได้ ให้ประชาชนมีความเข้าใจ
เรื่องอวิชชา และเดรัจฉานวิชาที่ถูกต้องตามความจริงตามหลักของปรมัตถธรรมต่อไป แล้วความเข้าใจว่า เป็นวิชาของสัตว์เดรัจฉานผู้โง่เขลาเบาปัญญาจะได้เลิกเข้าใจกันเสียที
เมื่อได้ตั้งคำถามว่า "อวิชชา" แปลว่าอะไร ใคร ๆ ก็พากันอธิบาย อะ แปลว่า ไม่ วิชา แปลว่า ความรู้หรือปัญญา เมื่อรวมกันเข้าก็แปลว่าไม่มีความรู้ หรือไม่มีปัญญา
สำหรับผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรม มิได้พิจารณาธรรมในขั้นละเอียดลึกซึ้งปราศจากองค์ธรรมและหลักฐานแล้ว ก็จะพากันตอบว่า ความไม่รู้วิชา หรือไม่มีปัญญา เช่นไม่รู้วิชานิติศาสตร์ ไม่รู้เศรษฐศาสตร์ ไม่รู้วิทยาศาสตร์ ไม่รู้แพทย์ศาสตร์ เป็นต้น เป็นอวิชชา ต่างคนต่างก็ว่า ต่างคนต่างก็คิดกันไป ตามแต่จะคิดขึ้นมาได้ ตัดสินกันตามชอบใจ
ในเรื่องของคำว่าปัญญา คนส่วนใหญ่ก็เอามาใช้กับวิชาการสารพัดอย่างแม้กับผู้ไม่สุจริตก็เหมือนกัน เช่น ขโมยมีปัญญาดี ตู้เซฟรุ่นนี้มันก็เปิดได้สบายมาก ไม่ทราบว่าคนที่มีปัญญาดีในทางทุจริตสารพัดอย่าง เช่น คดโกง ปล้นจี้ หรือตัดช่องย่องเบา ทำไมจึงไม่จัดว่ามีปัญญาเสียให้หมด เพราะก็มีความสามรถมากเหมือนกัน ควรจะได้รับการยกย่องว่าคอรัปชั่นศาสตร์ ตีนแมวศาสตร์บ้าง ก็จะดีหาน้อยไม่โดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 08:02:51 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 3คนที่ช่างคิดมากหน่อยก็เลยเพิ่มเติมให้ว่า การเจิมป้ายห้างร้าน เจิมรถ ตั้งศาลพระภูมิ คาถาอาคม หรือใช้วิชาไสยศาสตร์แล้ว ก็เป็นอวิชชาหรือเป็นเดรัจฉานวิชาไปทั้งนั้น แต่วิชาอย่างอื่นที่สุจริตเป็นวิชาไปทั้งหมด ไม่ใช่อวิชชา
ต่างคนต่างก็คิด ต่างคนต่างก็พูดกันตามชอบใจ องค์ธรรมและหลักฐานอยู่ที่ไหน ที่ควบคุมเอาไว้ไม่เคยเอามาแสดง ไม่เคยเอามาอ้างให้เป็นหลักฐาน บางท่านพูดเรื่องอวิชชาออกมาอยู่ทั่วไปก็หาหลักฐานไม่ได้
ถ้าต่างคนต่างก็คิด และตัดสินเอาได้ตามใจ โดยปราศจากหลักการดังนี้แล้ว พระพุทธศาสนาจะตั้งอยู่ได้นานต่อไปอย่างไร พระธรรมอันบริสุทธิ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสู้อุตส่าห์ค้นคว้าหามาได้แสนยากยิ่ง ก็จะต้องล้มละลาย พระองค์ต้องบำเพ็ญบารมีมาจนนับชาติที่เกิดไม่ได้ คือเกิดต่อ ๆ กันมายาวนาน เพื่อสร้างสมบารมีด้วยความปรารถนาดีต่อสัตว์ทั้งหลาย ก็ไม่มีความหมายอะไร ประโยชน์ใหญ่หลวงที่ประชาชนจะได้รับก็จะค่อย ๆ สลายตัวไป เพราะปุถุชนคนผู้มีกิเลสหนาผู้ไม่ยอมศึกษาพระธรรมที่ลึกซึ้ง แล้วคิดว่าตัวเองนั้นมีปัญญา คิดว่าข้านี้ยิ่งใหญ่จึงคิดเอาเอง แล้วตัดสินปัญหาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงเอาไว้ได้ โดยไม่ต้องอาศัยท่านอรรถกถาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งส่วนมากเป็นพระอรหันต์โดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 08:05:46 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 4ผู้ศึกษาพระอภิธรรมเบื้องต้นคือ อภิธรรมมัตถสังคหะเท่านั้น ก็จะทราบว่า "อวิชชา" นั้น องค์ธรรมได้แก่ โมหะเจตสิกที่เกิดอยู่ในอกุศลจิต ๑๒ ประเภท และประกอบในอกุศลจิตทั้งหมด
ส่วนวิชานั้นองค์ธรรมก็ได้แก่ปัญญาเจตสิก ซึ่งมีอยู่ ๔๗ ประเภทด้วยกัน มีโลกียปัญญา เป็นปัญญาที่รู้เรื่องกรรม ผลของกรรม รู้จุติปฏิสนธิ รู้เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ เป็นต้น ตลอดไปจนถึงหนทางพ้นทุกข์ด้วย ซึ่งมีอยู่ ๓๙ ประเภท และมีโลกุตตรปัญญา คือปัญญาที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปอีก ๘ ประเภท (ขอเชิญอ่านจากหนังสือชื่อ "ปัญญา")
ปัญญา
๑. โลกียปัญญา ๓๙ ประเภท
มหากุศลญาณสัมปยุตจิต ๔
มหาวิบากญาณสัมปยุตจิต ๔
มหากิริยาญาณสัมปยุตจิต ๔
รูปาวจรกุศลจิต ๕
รูปาวจรวิบากจิต ๕
รูปาวจรกิริยาจิต ๕
อรูปาวจรกุศลจิต ๔
อรูปาวจรวิบากจิต ๔
อรูปาวจรกิริยาจิต ๔
๒. โลกุตตรปัญญา ๘
โลกุตตรจิต
มรรคจิต ๔
ผลจิต ๔
เมื่อได้เอาหลักการมาวางไว้ดังนี้แล้ว การแสดงหรือการบรรยายก็ไม่ต้องเกรงว่าจะผิดไปได้ เพราะอวิชชาก็ได้แก่โมหะ และวิชชาก็ได้แก่ความมีปัญญาทั้งที่เป็นโลกีย์ ๓๙ และเป็นโลกุตตร ๘ นี่เอง
การศึกษาปัญญาทั้ง ๔๗ ประเภทนั้น จะต้องอาศัยเวลามากเพราะเป็นเรื่องกว้างขวาง และลึกซึ้งเกินกว่าที่ปัญญาของปุถชนคนใดจะคิด หรือคาดคะเนได้แต่เมื่อสรุปแล้วก็ได้แก่การศึกษาเรื่องของชีวิตจิตใจ และหนทางพ้นทุกข์ที่มีบรรยายอยู่ในพระอภิธรรมปิฎกทั้ง ๗ คัมภีร์นั่นเองโดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 08:10:02 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 5อย่างไรก็ดี เรื่องของชีวิตจิตใจและหนทางพ้นทุกข์ทั้งหลาย ไม่มีผู้ใดที่จะค้นคว้าหาความจริงออกมาตีแผ่ให้เห็นได้อย่างแน่นอนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิต หรือท่านอรรถกถาจารย์ท่านใดก็ตาม นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้กล่าวว่าตำราชีววิทยา พฤกศาสตร์ สัตวศาสตร์ มนุษยศาสตร์ หรือจิตวิทยา ก็หาได้ว่าด้วยเรื่องของชีวิตจิตใจได้ไม่ เพราะอย่างมากก็แสดงแต่พฤติกรรมของชีวิตจิตใจเท่านั้นเอง
ดังนั้น วิชานิติศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาไสยศาสตร์ วิชาโหราศาสตร์ และอะไร ๆ ศาสตร์ จึงเรียกว่าเป็น "อวิชชา" ไปทั้งสิ้น เพราะมิได้เป็นวิทยาการที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตจิตใจ และมิได้ว่าด้วยหนทางที่จะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ได้
คติของสัตว์เดรัจฉานนั้นมี ๓ ประการ คือ รู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักเสพเมถุน .... คติของเด็กก็มี ๓ ประการ คือ รู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักเล่น ...
ดังนั้น จึงไม่มีความรู้เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องผลของกรรม และเดรัจฉาน หมายถึงขวางต่อหนทางเดินไปสู่มรรคผลนิพพาน และไม่มีสัตว์เดรัจฉานตัวใดไปสู่มรรคผลนิพพาน คือ พ้นจากความทุกข์ได้
ส่วนคำว่า "สัตว์" แปลว่า เป็นผู้ข้องอยู่ด้วยกิเลส ก็คือผู้มีกิเลสหนา ส่วนคำว่า "เดรัจฉาน" แปลว่า ขวาง จึงทำให้หนทางเดินไปสู่มรรคผลนิพพาน อันเป็นหนทางพ้นทุกข์ไม่ได้ บรรดาสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายเราจะเอาสัตว์เดรัจฉานชนิดไหนเล่า ที่มันจะสร้างปัญญาให้เกิดขึ้นมาได้ เราจะเอาสัตว์เดรัจฉานชนิดไหนเล่า ที่เราจะสอนมันให้รู้ว่านี่เป็นบาป นั่นเป็นบุญ และบาปบุญเก็บเอาไว้ในใจได้แล้วก็แสดงออกมาได้ด้วย
เราจะสอนสัตว์ได้อย่างไรว่า บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้นย่อมมีการเวียนว่ายตายเกิด หรือสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราสอนมันไม่ได้ สัตว์เดรัจฉานมันรับฟังไม่ไหวทั้งนั้น เพราะมันไม่มีปัญญาเพียงพอที่จะเข้าถึงความจริงของเรื่องบุญ บาป และหนทางที่พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ มนุษย์บางคนพูดเรื่องกรรมแล้วยังล้อเลียนว่า กำ ๆ แบ ๆ (กำมือ แบมือให้ดู) บาปบุญมีอยู่ที่ไหน หาว่าคนเชื่อบาปบุญเป็นคนโง่ไปเสียด้วยซ้ำ
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 08:16:01 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 6บรรดาสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักบาป ไม่รู้จักผลของกรรมที่ได้กระทำ ไม่รู้จักว่าจะต้องเวียนว่ายตายเกิดและเมื่อมันไม่รู้เช่นนี้แล้ว มันก็ขวางต่อหนทางเดินที่จะไปสู่มรรคผล
และเมื่อตั้งคำถามว่า สัตว์เดรัจฉานนั้นเป็นผู้ขวางต่อหนทางเดินที่จะไปสู่มรรคผล ก็เพราะสัตว์เดรัจฉานหาปัญญามิได้ ไม่สามารถจะสร้างปัญญาให้แก่ชีวิตจิตใจของตนเองได้ เมื่อเรียนวิชานิติศาสตร์ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือเรียนวิชาอาชีพสาขาใดสาขาหนึ่ง เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องบาปเรื่องบุญ เรื่องผลของกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเปล่า วิชาทั้งหลายในโลกนี้ จะเรียนในประเทศไทย หรือจะไปเรียนในต่างประเทศ แม้จะเรียนจนมีดีกรีตั้งยาวสักเท่าใดก็หาได้เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องผลของกรรม เรื่องของหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงซ้ำแล้วซ้ำอีกในทั้ง ๓ ปิฎกว่า การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีชีวิตขึ้นมาเสียแล้วจะเอาทุกข์มาแต่ไหน
ดังนั้น วิชาที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์นั้นเราเรียนกันมาทางโลกพบบ้างไหม มีเรียนกันบ้างหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์หรือศาสตราจารย์ของศาสตร์ทั้งหลายที่ถือกันว่า สอนวิชาที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตจิตใจ ได้สอนหนทางพ้นทุกข์ให้แก่เราได้มีบ้างหรือไม่ก็เป็นการเรียนเพื่อจะได้มีความรู้จะได้ดำรงชีพอยู่ไปได้ เป็นการเรียนรู้เพื่อให้ได้เหตุผล ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทางโลก ๆ เท่านั้น เพื่อจะได้กิน ได้นอน ได้เสพเมถุน แต่หาได้เรียนเรื่องของชีวิตจิตใจจริง ๆ แม้แต่น้อยไม่ ตำราชีววิทยาเล่มใหญ่ ๆ ตำรามนุษยวิทยาก็เล่มโต ๆ ตลอดจนวิชาจิตวิทยาก็เล่มไม่ย่อย
บรรดานักวิชาการทั้งหลายเหล่านี้ต่างก็พากันภาคภูมิใจ คิดว่าเขาได้เข้าถึงความจริงใจเรื่องของชีวิตจิตใจแล้วแต่ลองตั้งคำถามดูซิว่าชีวิตคืออะไร ก็จะได้รับคำตอบว่า ชีวิตคือธรรมธชาติที่กินได้ ถ่ายได้ เจริญเติบโตได้ สืบพันธุ์ได้ ความจริงกลายเป็นพฤติกรรมของชีวิตไป ยังไม่ได้ตอบตัวเองว่า ชีวิตคืออะไร ถ้าไม่ได้เรียนพระอภิธรรมปิฎกแล้ว ตอบปัญหานี้ไม่ได้อย่างแน่นอน
ครั้นถามเรื่องจิตบ้าง ว่าจิตวิทยานั้นจัดว่าเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ด้วย และลองตอบปัญหาได้ไหมว่าจิตคืออะไร จิตเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุอะไร เขาก็ตอบว่า จิตคือธรรมชาติที่สนองตอบสิ่งเร้า ก็เพียงแต่พูดถึงพฤติกรรมของจิตเท่านั้นเองโดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 08:31:21 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 7
ดังนั้น คำถามเรื่องชีวิตคืออะไร คำถามเรื่องจิตคืออะไร ทั้งชีวิตและจิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ไม่มีคำตอบ วิชาการทางโลก ทางวิทยาศาสตร์จะตอบไม่ได้ จนปัจจุบันนี้เราถือว่าโลกเจริญอย่างถึงขนาดจนไปเหยียบดวงจันทร์ ซึ่งห่างจากโลกถึง ๒๓๐,๐๐๐ ไมล์ แต่เรื่องของชีวิตและจิตใจหาได้เข้าใจไม่ ดังนี้ วิทยาการในโลกนี้จึงเป็นวิทยาการที่เรียกว่าเดรัจฉานวิชาทั้งสิ้น เพราะขวางต่อหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ มิใช่เป็นการเรียนเพื่อพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด
อย่างไรก็ดี ก็อย่าไปพูดให้ใคร ๆ ฟังมาก เขาจะตกใจอย่างนักโหราศาสตร์ที่ผมว่ามาแล้ว เขาไม่ชอบใจ ไม่พอใจมานานแล้ว มาว่าเขาใช้วิชาของเดรัจฉาน ผมพูดให้ใครฟังก็สั่งเขาไปแล้วเหมือนกัน เวลาคุยให้ใครฟังแล้ว เล่าให้ฟังให้ละเอียดเสียก่อน เดรัจฉานแปลว่าอะไร วิชาแปลว่าอะไร เดรัจฉานวิชาหมายถึงแค่ไหน อยู่ ๆ ไปว่าเขาว่าคุณเรียนวิชาวิทยาศาสตร์นี่เรียนเดรัจฉานวิชา เดี๋ยวก็เกิดลงไม้ลงมือกันเข้าเพราะฉะนั้น ถ้าจะว่าก็ต้องพูดก่อนว่า เดรัจฉานแปลว่าอะไร วิชาแปลว่าอะไร ดังนั้น วิชาของคุณคือวิชาวิทยาศาสตร์ นิติศาสตร์ โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์นั้นเป็นเดรัจฉานวิชาทั้งหมด ทำไมเล่า ก็เรียนมาแล้วไม่ว่าวิชาใด มีมุ่งไปสู่มรรคผลนิพพานได้บ้างไหม เรียนไปก็เพื่อจะได้กิน จะได้นอน จะได้เสพเมถุน ซึ่งขวางต่อมรรคผลนิพพานทั้งนั้น
ยังมีอีกคำหนึ่ง คือคำว่า เดรัจฉานกถา เดรัจฉานก็คือสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งหมายถึงขวางต่อมมรรคผลนิพพาน ดังกล่าวมาแล้วนั่นเอง คำว่า กถา แปลว่า ถ้อยคำ ผมขอยกเรื่องเดรัจฉานกถาขึ้นมาให้ฟังเรื่องหนึ่ง
สมัยหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ปราสาทของมิคารมาตา ในบุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี บรรดาพระภิกษุทั้งหลายในที่นี้สนทนากัน ต่างก็ฟุ้งซ่านอวดตัว ปากกล้า พูดจาอื้อฉาว ขาดสติ และไม่มีสัมปชัญญะ ไม่มีการสำรวมอินทรีย์ แปลว่า คุยกัน เรื่องคน เรื่องสัตว์ เรื่องไม่มีสาระ พูดภาษาแบบชาวโลกเหมือนเราสนทนากันทั่ว ๆ ไป คุยเรื่องคนบ้าง เรื่องสัตว์บ้าง คุยเรื่องโจรบ้าง คุยกันเรื่องผู้หญิงผู้ชายรักกัน คนนั้นคนนี้จะแต่งงานกัน ท่านก็ว่ากันไปพระทั้งหลายคุยกันใหญ่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มีอภิญญาจิตสามารถทราบได้ว่า ใครกำลังคิดอะไรและเรื่องอะไร ท่านอยู่คนละที่แต่ท่านทราบได้ เมื่อท่านทราบเข้าแล้ว ท่านก็บอกกับท่านโมคคัลลานะว่า ดูกรท่านโมคคัลลานะ เวลานี้พระภิกษุในธรรมสภากำลังเดรัจฉานกถา เพราะสนทนากันเรื่องไม่มีสาระ เรื่องโลก ๆ แต่ไม่ใช่เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องผลของกรรม เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และเรื่องที่จะไปสู่ความพ้นทุกข์ เธอจงไปเถิดโมคคัลานะ เธอจงยังให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดธรรมะสังเวชสลดใจ
พระโมคคัลลานะก็เดินทางไปที่ศาลาธรรมสภาปราสาทมิคารมาตา พระโมคคัลลานะก็ไม่ได้ทำอะไรมาก หากแต่ใช่อภิญญาจิต คืออำนาจจิตที่พิเศษ โดยใช้หัวแม่เท้ากดลงไปที่ธรรมสภา แสดงอิทธาภิสังขารปราสาทก็สั่นสะเทือนหวั่นไหวไป ทำให้พระทั้งหลายในที่ประชุมกันนั้นมีความรู้สึกว่าปราสาทนั่นสั่นคลอนได้โดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 09:00:30 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 8ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นเกิดความสลดใจ ขนพองสยองเกล้า ได้พากันไปยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วพูดกันว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ลมแม้แต่น้อยก็มิได้มี ปราสาทก็ฝังลงรากลึกไว้ดีแล้ว แต่อะไรเล่ามาทำให้เกิดสั่นสะเทือนหวั่นไหว
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้กล่าวสั่งสอน แล้วบอกให้ทราบว่า ปราสาทสั่นไหวได้เพราะพระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มากโดยใช้หัวแม่เท้า และโดยใช้ธรรมะข้อไหน
ในเรื่องของอภิญญาจิต ได้แก่การแสดงฤทธิ์ได้ ในพระไตรปิฎกก็มีแสดงเอาไว้มากมาย แต่บางท่านศึกษาพระอภิธรรมเข้าไปไม่ไหว จึงได้ปฏิเสธอย่างแข็งขันอยู่ในหนังสือที่เขียน ตัวอย่างที่ศาลาธรรมสภาพต้องสั่นสะเทือนหวั่นไหวนี้ท่านคงจะว่า ถ้าทำให้ศาลาหลังใหญ่สั่นสะเทือน หรือโยกคลอนได้ อีกไม่ช้าไม่นานก็คงจะล้มคลืนลงมา เพราะโดนพายุที่แรงกล้าเข้าสักวันหนึ่ง ความจริงพระโมคคัลลานะใช้อำนาจของอภิญญาจิตบังคับจิตของพระทั้งหลายให้มีความรู้สึกไปเช่นนั้น
ส่วนโมหะหรืออวิชชาที่ว่านั้นคืออะไร เกิดขึ้นที่ไหนพิสูจน์ได้ไหม พิสูจน์กันต่อหน้าท่านผู้ศึกษาได้หรอืเปล่า ในเรื่องนี้พิสูจน์กันต่อหน้าได้แน่นอน โมหะ อวิชชา เดรัจฉานกถานี้ เราไม่ต้องนั่งเข้าสมาธิพิสูจน์กันในสมาธิ หรือไปเข้าพิสูจน์กันในห้องวิปัสสนาพิสูจน์กันในชั้นเรียนก็ได้ ผมพูดไปมากแล้ว เรื่องของโมหะ อวิชชา โดยทั่ว ๆ ไป
คำพูดที่จัดเข้าใน นิรตฺถกถา คือ พูดที่ไม่มีประโยชน์ หาสาระมิได้นี้ มีอยู่ ๓๒ เรียกว่า เดรัจฉานกถา ๓๒ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเอาไว้ในสามัญผลสูตร แห่งสีลขันธวรรคพระบาลี ตัวอย่าง เช่น
๑. ราชกถํ พูดเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ตลอดถึงพระญาติพระวงศ์
๒. โจรกถํ พูดเรื่องโจรต่าง ๆ
๓. มหามตฺตกถํ พูดเรื่องอำมาตย์ราชมนตรี
๔. เสนากถํ พูดเรื่องทหาร ตำรวจ
๕. ภยกถํ พูดเรื่องภัยต่าง ๆ
๖. ยุทธกถํ พูดเรื่องยุทธศาสตร์
๗. กุมารกถํ พูดเรื่องชายหนุ่ม
๘. กุมารีกถํ พูดเรื่องหญิงสาว เป็นต้นโดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 09:16:56 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 9อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สมฺภวนฺติ
สังขารย่อมปรากฏเกิดขึ้นเพราะอาศัยอวิชชาเป็นเหตุ
คำว่า อวิชฺชา เมื่อตัดบทแล้วได้ ๒ บท คือ อ + วิชฺชา
อ แปลว่า ไม่ หรือ ตรงกันข้าม
วิชฺชา แปลว่า รู้ หรือ ปัญญา
ดังนั้น เมื่อได้เอามารวมกัน ก็แปลว่า ไม่รู้ หรือธรรมชาติที่ตรงกันข้ามกับปัญญา
ความไม่รู้ หรือความไม่มีปัญญา องค์ธรรมได้แก่ โมหะเจตสิก ดังแสดงวจนัตถว่า
"วิชฺชา ปฏิปกฺขาติ = อวิชฺชา"
ธรรมชาติที่เป็นไปตรงกันข้ามกับปัญญา ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า อวิชชา
"อวิชฺชามาเน ชวาเปตีติ = อวิชฺชา"
ธรรมชาติที่เป็นผู้รู้ผิดในบัญญัติธรรม มีชาย หญิง เป็นต้น ที่ไม่มีปรากฏโดยสภาวะ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา
"วิชฺชมาเน นชวาเปตีติ = อวิชฺชา"
ธรรมชาติที่เป็นผู้ไม่ให้รู้ในปรมัตถสัจธรรม มีขันธ์ ๕ เป็นต้น ที่ปรากฏโดยสภาวะ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า อวิชชา
"จตุสจฺจ ธมฺมํ วิทติ ปากตํ กโรตีติ = อวิชฺชา"
ธรรมชาติใดเป็นผู้รู้แจ้งอริยสัจ ๔ และเป็นผู้ทำให้อริยสัจ ๔ ปรากฎขึ้น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า วิชชา องค์ธรรมได้แก่ ปัญญาเจตสิก ฯลฯ
สรุปว่า อวิชชา นั้น องค์ธรรมปรมัตถได้แก่ โมหเจตสิกและวิชชานั้น องค์ธรรมปรมัตถได้แก่ ปัญญาเจตสิก
อวิชชา คือ ความไม่รู้ตามความเป็นจริง มีอยู่ ๘ ประการด้วยกัน คือ
๑. ทุกฺเข อญาณํ ไม่รู้ในทุกข์ (ไม่รู้ทุกข์อันแท้จริง รู้แต่ทุกข์ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีเงินจะใช้ ไม่มีบ้านจะอยู่ เจ็บป่วยไม่สบาย หรือต้องผิดพ้องหมองใจกัน เป็นต้น)
๒. ทุกฺขสมุทเย อญาณํ ไม่รู้เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (ซึ่งได้แก่ตัวการที่ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด)
๓. ทุกฺขนิโรธ อญาณํ ไม่รู้ธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์
๔. ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาย อญาณํ ไม่รู้หนทางที่จะเข้าถึงความดับทุกข์
๕. ปุพฺพนฺเต อญาณํ ไม่รู้ในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เป็นอดีต (คือไม่รู้เรื่องของชีวิตในชาติก่อน ๆ)
๖. อปรนฺเต อญาณํ ความไม่รู้ในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เป็นอนาคต (คือไม่รู้เรื่องชองชีวิต ที่จะเกิดข้างหน้า)
๗. ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญาณํ ความไม่รู้ในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ที่เป็นอดีต และอนาคต (ไม่รู้ชีวิตทั้งชาติก่อน และชาติหน้า)
๘. อิทปฺปจฺจยตา ปฏิจฺจสมุปปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญาณํ ความไม่รู้ในรูปนามที่เกิดขึ้นโดยอาศัยมีเหตุให้เกิดตามนัยปฏิจจสมุปบาทโดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 09:29:50 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : )
สลักธรรม 10ท่านสาธุชนที่เคารพ ปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ถ้าสร้างพื้นฐานมาไม่มากพอแล้ว ก็จะเข้าถึงเรื่องของชีวิตจิตใจที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาจนนับชาติไม่ถ้วนไม่ได้ดี ด้วยเหตุนี้ ผมจำเป็นต้องขอร้องให้ท่านที่สนใจได้โปรดอ่านเรื่อง "จิต เจตสิก และรูป" ในตอนต้นด้วย
อีกประการหนึ่ง ถ้าแสดงปฏิจจสมุปบาทออกไปโดยปรมัตถ์แล้ว ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล หรือตัวตน เรา เขา เลยก็ได้แสดงปรมัตถอันเป็นความจริงแท้ แล้วก็แสดงบัญญัติ ซึ่งเป็นการแสดงโดยสมมติขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย เป็นการอธิบาย เพราะถ้าไม่มีบัญญัติหรือสมมติแล้วก็จะศึกษากันไม่ได้เลย
๑. ความไม่รู้ทุกข์ (ทุกฺเข อญาณํ) สัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์อะไรก็จะต้องประสบกับความทุกข์ทั้งนั้น แม้จะไปเกิดเป็นสัตว์บางประเภทที่มีกำลังของกุศลมาก ก็ย่อมจะหนีความทุกข์ไปให้พ้นหาได้ไม่ เพราะจะต้องเกิด จะต้องตาย และจะต้องเคลื่อนไหว หยุดอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ แต่ถึงจะทุกข์อย่างไร ถ้าไม่มีการเกิดใหม่ ทุกข์ทั้งหลายก็ไม่น่าเกรงกลัวอะไร เพราะทุกข์ก็จะสะดุดหยุดลงได้โดยทนเอาเพียงชาติเดียวเท่านั้น
แต่ไม่มีผู้ใดในโลกที่จะมาให้หลักประกัน หรือพิสูจน์ได้ว่า ชาติหน้าไม่มี แม้กิเลสตัว "โทสะ" ตัวเดียว คนที่ชอบพูดบ่อย ๆ ก็อธิบายไม่ได้ว่า โมหะมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ขณะเกิดโทสะมันทำการงานอะไรกัน
ทุกข์ส่วนใหญ่ของบุคคลทั้งหลายที่ได้รับอยู่เสมอ ๆ นั้นก็คือความเศร้าโศกเสียใจที่ได้ประสบกับสิ่งที่ตนมิได้รัก และต้องพลัดพรากจากสิ่งทื่ตนรัก
ความแก่ ความเจ็บ และความตาย เป็นต้น อันเป็นทุกข์ตื้น ๆ ที่เห็นได้ง่าย ๆ แล้วก็แก่ไปแต่เพียงเท่านั้น แม้ว่าสัตว์ทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ยากลำบาก หรือได้รับความทรมานอย่างแสนสาหัสจนน้ำตานองหน้าอย่างไร แต่ก็ไม่มีผู้ใดที่จะทราบได้ว่า ทุกข์นั้นมาจากอะไร ก็ยังคงหลงอยู่ในสามี ภรรยา บุตรธิดา ญาติมิตร และความติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตามแบบโลก ๆ เพราะอวิชชาปิดบังขวางกั้นเอาไว้ นั่นก็คือไม่มีวิชชา หรือขาดปัญญาพิจารณาเข้าไปถึงความลึกซึ้งของชีวิตจิตใจไม่ได้ ทั้งพิจารณาเห็นด้วยความยากยิ่งว่าจะหาความสุขได้อย่างไรกับความไม่เทียงแท้แน่นอนของตนที่ต้องผันแปรแก้ไข ต้องเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุก ๆ วินาที เพราะต้องคอยแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลาไม่จบสิ้น ตั้งแต่เกิดไปจนถึงแก่ความตายแล้วก็ต้องเกิดใหม่ แก้ปัญหากันต่อ ๆป
๒. ไม่รู้เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (ทุกฺขสมุทเย อญาณํ)
แม้ว่าความทุกข์จะปรากฏอยู่เฉพาะหน้า และปรากฏอยู่ตลอดเวลาก็ตาม สัตว์ทั้งหลายก็หามีวิชาคือปัญญาทราบได้ไม่ว่า ความทุกข์ที่ตนตามคอยแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา และตลอดชีวิตนั้นมาจากสาเหตุอะไร หลงค้นและแก้ไขแต่เหตุใกล้ ๆ ตื้น ๆ ตามสามัญสำนึกเท่านั้น เช่น ทุกข์เพราะไม่มีเงินจะใช้ ก็เพราะถูกคดโกงไป หรือค้าขายขาดทุน ทุกข์เพราะเจ็บป่วยไม่สบายก็รีบแก้ไข ดังนั้น ชีวิตจึงต้องผจญกับทุกข์ตลอดไป เพราะอวิชชา ความโง่ ความหลงมาปิดบังขวางกั้นเอาไว้ ไม่ให้ตัวเองทราบว่า มีอำนาจอะไรเป็นตัวการยิ่งใหญ่ที่ไม่มีความยิ่งใหญ่อะไรเหมือน ที่ทำให้ต้องเกิดขึ้นมาใหม่มาปิดบังขวางกั้น ไม่ให้ตัวเองทราบ ตัวการอะไรที่ทำให้ต้องเกิดแล้วเกิดอีก ทำให้ต้องแก้ปัญาครั้งแล้วครั้งอีกจนนับชาติไม่ถ้วน แล้วก็ไม่รู้จักจบสิ้นลงได้ว่าคืออะไร อยู่ที่ไหนโดย พี่เณร....นำมาฝาก [22 เม.ย. 2551 , 09:44:42 น.] ( IP = 58.9.141.145 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |