| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ตัวการปิดบังขวางกั้นความจริงที่เกิดอยู่ต่อหน้าต่อตา
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
น่าอัศจรรย์เหลือเกินที่ความจริงแท้ ๆ ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตา แต่บรรดาสัตว์ทั้งหลายหาได้ทราบความจริงนั้น ๆ ได้ไม่ ทั้งนี้ก็เพราะมีโมหะอวิชชา คือความโง่ ความหลงหรือความไม่มีวิชาหรือความไม่มีปัญญาเข้ามาปิดบังขวางกั้นเสีย ด้วยเหตุนี้เองจึงใช้คำว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งหมายถึงผู้ข้องคือผู้ที่ยังมีโลภะ โทสะ โมหะอยู่
มีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงทราบและด้วยพระมหากรุณาที่เปี่ยมอยู่ในพระทัย พระองค์จึงได้ขยายความจริงนี้ออกมาสู่เทวดาและมนุษย์เท่าที่ผู้ใดจะมีความสนใจ เท่าที่ผู้ใดจะมีปัญญารองรับได้ ด้วยหวังจะให้ผู้นั้นเกิดปัญญา แล้วปัญญาจะได้พาไปสู่ความพ้นทุกข์
เพราะด้วยอำนาจโมหะ หรืออวิชชาที่เป็นตัวการทำให้ไม่รู้ความจริง ทั้ง ๆ ที่ความจริงนั้นเกิดอยู่ต่อหน้าต่อตา จึงได้เป็นเหตุให้ชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิดตลอดมา แล้วการแก้ปัญหาจึงได้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์อะไรและอยู่ที่ไหนด้วยเหตุนี้ ความทุกข์ทั้งหลายจึงได้กระจายอยู่ทั่วไปทุกหย่อมหญ้า โดยมิได้มีเว้น แล้วในทุก ๆ ชาติที่ได้เกิดขึ้นมาจนนับชาติไม่ไหวว่าขณะนี้เป็นชาติที่เท่าใด
ท่านที่อ่านปฏิจจสมุปบาทที่ได้ผ่านมา ก็จะได้เห็นมีข้อความบางข้อว่า โมหะหรืออวิชชานั้นได้แก่ความไม่รู้ในขันธ์ (๕) อายตนะ (๑๒) ธาตุ (๑๘) อินทรีย์ (๒๒) ปฏิจจสมุปบาท (๑๒) และอริยสัจจะ (๔)
แท้จริงเรื่องทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า วิปสสนาภูมิ ๖ สำหรับผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากัมมฐานจะต้องศึกษาให้มีความเข้าใจทั้ง ๖ ภูมิ หรืออย่างน้อยก็จะต้องเข้าใจภูมิหนึ่งแล้วต้องเข้าใจเป็นอย่างดีด้วย ถ้ามิได้มีความเข้าใจแล้ว การปฏิบัติก็จะปราศจากเหตุผลและข้อเท็จจริง แล้วทำลายโมหะอวิชชาไม่ได้ และจะเรียกว่าเป็นวิปัสสนาไม่ได้
เพื่อความเข้าใจดีในปฏิจจสมุปบาทที่ได้แสดงผ่านมาโดยย่อ ผมจึงขอบรรยายเฉพาะอายตนะและธาตุเพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อย ขอเชิญท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายได้โปรดพิจารณาด้วยดีว่าเป็นความโง่ ความหลง ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาจริง ๆ หรือไม่ แล้วจะเป็นเหตุทำให้เกิดอะไรขึ้น ผมยินดีรับคำทักท้วงจากท่านทั้งหลายเสมอ ว่าอธิบายออกไปนอกทิศทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงเอาไว้อย่างไรโดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 10:22:44 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 2อนุสัย คืออะไร อนุสัยเป็นชื่อของกิเลสคือตัวการที่ทำให้จิตเศร้าหมองเร่าร้อน แต่เป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนอย่างมิดชิดอยู่ในจิตใจ ไม่มีผู้ใดมองเห็นมันได้ง่าย ๆ มันละเอียด มันสงบนิ่งอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย เหมือนตัวการสำคัญคืออำนาจที่อยู่ในเมล็ดผลไม้ที่ทำให้เกิดเป็นต้นไม้ทำให้ต้นไม้มีดอกมีผลขึ้นมาได้
คำว่า สันดาน หมายถึงความสืบต่อ ๆ กันไปของนามธรรมไม่ขาดสาย โดยที่มิได้มีอะไรมาคั่นกลาง
สังเกตผู้นอนหลับสนิทจิตก็ยังทำงานอยู่ แต่มิได้มีผู้ใดมองเห็นอนุสัยกิเลสได้ แต่ถ้าจิตได้รับการกระทบกระเทือนก็จะเกิดความเร่าร้อนขึ้นมาเรียกว่า ปริยุฏฐานะกิเลส กิเลสอย่างกลาง และถ้าเร่าร้อนมากก็จะแสดงออกทางกายทางวาจา เรียกว่า วีติกกมกิเลส คือกิเลสอย่างหยาบ
ถ้าอนุสัยกิเลสไม่มี กิเลสอย่างกลาง และกิเลสอย่างหยาบก็จะมีไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองเมื่ออนุสัยกิเลสยังมีอยู่ ก็หนีการเวียนว่ายตายเกิดไปไม่พ้น
ศีล ประหาณกิเลสอย่างหยาบ สมาธิข่มกิเลสอย่างกลางได้ และปัญญากุศลในมัคคจิตเท่านั้นจึงจะประหาณอนุสัยกิเลสได้เด็ดขาดออกไป
ถ้าประหาณอนุสัยกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว ก็เป็นพระอรหันต์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป การแก้ปัญหาทั้งหลายให้แก่ชีวิตจึงหมดสิ้น ไม่ต้องแก้ปัญหาอีกต่อไปตลอดกาลนิรันดร เมื่อมิได้มีชีวิตขึ้นมาเสียแล้วจะเอาปัญหามาจากไหน
ผมขอยกขึ้นมาให้ดูพอเป็นตัวอย่างเล็กน้อยในคำที่ว่า อนุสัยกิเลส คือ...โดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 10:54:00 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 3
กามราคานุสัย ได้แก่ธรรมชาติทำให้มีความยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ เช่น ติดใจในรูปที่เห็น เป็นต้น เมื่อแก่กล้าก็ทำให้เป็นกิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบ ซึ่งก็คือโลภะเจตสิกที่ประกอบในโลภมูลจิต ๘
ปฏิฆานุสัย ได้แก่ธรรมชาติทำให้เกิดความไม่พอใจในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ตนไม่ชอบ เมื่อแก่กล้าก็เป็นกิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบ คือโทสะเจตสิกที่ในโทสมูลจิต ๒
มานานุสัย ธรรมชาติทำให้ถือตัวยกตัว อวดดี อวดเก่ง เมื่อแก่กล้าเป็นกิเลสอย่างหยาบก็ได้แก่มานะเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔
อวิชชานุสัย ได้แก่ธรรมชาติ ไม่รู้ความจริงของชีวิตจิตใจอันแท้จริง ดังนั้น เมื่อได้กระทบอารมณ์เข้าแล้วก็จะกลายเป็นกิเลสอย่างกลางและกิเลสอย่างหยาบได้โดยง่าย องค์ธรรมก็ได้แก่โมหะเจตสิกที่ในอกุศลจิตทั้งหมด ๑๒ ประเภท
ความจริงอนุสัยมี ๗ ประการ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นหน้าตาพอทำความเข้าใจจึงได้ยกขึ้นมาให้ดูเป็นตัวอย่างเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อหวังจะให้ได้ทราบว่า ความโง่ ความหลง เกิดขึ้นได้ต่อหน้าต่อตานั้นอย่างไรโดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 10:58:14 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 4
การเพียรพยายามทำลายกิเลสของบุคคลทั้งหลายตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติขึ้นมา เขาก็ได้ทำกันอยู่แล้วในป่าในดงของประเทศอินเดีย คือ พวกฤาษีชีไพร โดยทำสมาธิ จนได้ฌานขั้นต่าง ๆ มากมาย แต่ก็เพียงข่มกิเลสเอาไว้มิให้มันโผล่ขึ้นมาได้เท่านั้น (เหมือนหินทับหญ้า) ตลอดเวลาที่ฌานยังมิได้เสียหาย หรือหมดอำนาจลงไปแต่ก็หาสามารถมีปัญญาประหาณอนุสัยกิเลสออกไปได้ไม่ เพราะใช่วิสัยของปุถุชนทั้งหลาย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อยังมิได้ตรัสรู้ก็ได้ศึกษาและปฏิบัติสมาธิจากอาฬารดาบส กับอุทกดาบสจนจบหมดสิ้นแล้ว พระองค์จึงได้หลีกออกไปสู่ป่าแล้วค้นคว้าด้วยพระพุทธองค์เองจนพบหนทางพ้นทุกข์ได้เด็ดขาด แท้จริง และสิ้นเชิง นั่นก็ด้วยอำนาจของความตรัสรู้โดยอาศัยบารมีมากมายในอดีตที่ไกลแสนไกลได้มาสนับสนุน
การปฏิบัติสมาธิจนได้ปฐมฌานเป็นต้นไป เป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ เรียกว่ามหัคคตกุศล เมื่อสิ้นชีวิตลงไปแล้วจึงได้เกิดเป็นพรหมขั้นต่าง ๆ ซึ่งเหนือกว่าทั้งประณีตกว่าเทวดาทุก ๆ ชั้น
แต่เพราะขาดปัญญาในปัญหาของชีวิตจิตใจ และตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดความหลงใหลนั้นก็เกิดอยู่ต่อหน้าเสียด้วยแต่ก็มองเห็นมันไม่ได้
แต่อย่างไรก็ดี เพราะอำนาจของฌานชั้นสู่ง ๆ ที่ได้ของฤาษีชีไพรทั้งหลาย เขาเหล่านั้นจึงมีอำนาจพิเศษ หรือวิเศษที่เรียกว่า อภิญญาจิต เกิดความสามารถระลึกชาติได้ รู้การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย รู้ใจผู้อื่น ฯลฯ ซึ่งคนธรรมดาทำไม่ได้ (เทวดาที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์แล้วทำอะไรได้แปลก ๆ ต่าง ๆ นั้นไม่ใช่อภิญญาจิตเสมอไป)
บรรดาผู้ได้ฌานชั้นสูงทั้งหลาย แม้จะปฏิบัติต่อเนื่องกันมานานแสนนาน ชาติแล้วชาติอีกอย่างไร หรือแม้จะมีการปฏิบัติโดยการพิจารณาต่าง ๆ ที่แอบแฝงแง่มุมอันลึกซึ้งประการใดก็หาได้ทำลายอนุสัยกิเลสออกไปได้ไม่ เพราะขาดปัญญา จึงไม่มีความสามารถทำลายปรากฏการณ์ที่มาหลอกล่ออันเกิดอยู่ต่อหน้านั้นได้ ปรากฏการณ์ที่เกิดอยู่ต่อหน้ามันก็ยังลอยนวลอยู่อย่างสบาย อนุสัยทั้งหลายก็ยังนอนอยู่ในใจไม่หายไปไหน
เช่นเห็น หรือได้ยินที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า เมื่อกำหนดพิจารณาไม่ทันเพราะขาดปัญญาแล้ว โมหะอวิชชาก็เข้าครอบงำทันที เช่น รูปารมณ์อันได้แก่คลื่นแสงที่สืบต่อ ๆ กันมากระทบกับนามคือจิตใจที่ประสาทตา แม้สัททารมณ์ อันได้แก่คลื่นเสียงที่ต่อ ๆ กันเข้ามากระทบกับนามคือจิตใจที่ประสาทหู ผู้ปฏิบัติสมาธิก็หาได้เห็นเป็นรูปเป็นนาม แล้วเห็นเป็นรูปนามที่เกิดดับสลายตัวไปอยู่ตลอดเวลาไม่ เพราะอำนาจของความรวดเร็วของรูปนามและสมาธิมีมาก จึงได้ขาดปัญญามองไม่เห็นความจิรงของรูปและนามที่เกิด-ดับอยู่ต่อหน้าจึงได้ตกเป็นข้าช่วงใช้ของโมหะ อวิชชา (แล้วตัณหาก็ตามหลังมา) โดยสร้างมโนภาพขึ้นมาให้เห็นเป็นคนเป็นสัตว์ และเป็นสิ่งของต่าง ๆ ตามที่ตนได้มีความสันทัดจัดเจนแล้วติดตามใจมา
ด้วยเหตุดังนี้เอง บรรดาผู้ที่ได้ฌานทั้งหลายจึงตกอยู่ในความเห็นผิดยึดมั่นความเป็นตัวเป็นตนอย่างแน่นหนาอยู่ภายในจิตใจ เพราะมองเห็นอยู่ชัด ๆ ว่า ผู้ที่ได้ตายลงไปแล้วย่อมไปเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ ได้ ความยึดมั่นนี้เรียกว่า ชีวอัตตะ คือ ชีพตัวตน วิญญาณ และวิญญาณที่มองไม่เห็น แต่ออกจากร่างไปเกิดโดย พี่เณร [23 เม.ย. 2551 , 11:00:30 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 5
ความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าเป็นชีวอัตตะ นั้นมีหลายประการด้วยกัน แต่ผมขอยกขึ้นมาให้เป็นตัวอย่าง เช่น ยึดเอารูปขันธ์ว่าเป็นตัวชีวิต ยึดเอาวิญญาณขันธ์ว่าเป็นตัวชีวิต หรือยึดเอาสัญญาขันธ์ว่าเป็นตัวชีวิต เป็นต้น แต่จะยึดอันไหนก็ตามก็ได้ชื่อว่าสักกายทิฏฐิ จัดเข้าไปอยู่ในพวกที่เรียกว่าอัตตวาทุปาทาน ซึ่งได้แก่ความยึดมั่นในความเป็นตัวเป็นตนว่า "เที่ยง"
การทำสมาธิจนได้ถึงฌานในขั้นต่าง ๆ โดยบรรดาพวกฤาษีชีไพรเป็นผู้สอนและการทำสมาธิจนได้ถึงฌานทุกขั้นตอน โดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้สอนก็ได้ฌานในขั้นต่าง ๆ นั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุดังนี้เองชาวพุทธหลายท่านที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรมปิฎกจึงได้พากันกล่าวว่า ศาสนาพราหมณ์มาปะปนอยู่ในศาสนาพุทธ แล้วก็ได้แสดงความคิดเห็นออกมาว่า การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ การเกิดเป็นผีสางเทวดาหรือนรกสวรรค์นั้น เป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์ทั้งสิ้น
แต่ถ้าท่านได้ศึกษาพระอภิธรรมสักเล็กน้อย เพียงปริจเฉทที่ ๑ ของพระอภิธรรมัตถสังคหะเท่านั้นท่านก็จะทราบว่า พระอภิธรรม (ทั้ง ๗ คัมภีร์) นั้นมีตัวเลขควบคุมเอาไว้ทั้งหมด ผู้ใดจะพูดออกความเห็นเอาตามชอบใจไม่ได้ เช่นการทำสมาธิได้ฌานก็เหมือนกันนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแยกแยะรายละเอียดออกมามากมายละเอียดยิบ ผู้ศึกษาพอเข้าใจก็จะทราบว่าพราหมณ์กับพุทธห่างกันลิบลับเพียงใด
แต่เมื่อมิได้ศึกษาพระอภิธรรมให้มีความเข้าใจ ดังนั้น ชาวพุทธไทยมิใช่น้อยจึงมีความเข้าใจผิดยึดถือตามศาสนาพราหมณ์ไป โดยยึดถือวิญญาณขันธ์เป็นตัว เป็นตน ยึดต้นไม้ว่ามีวิญญาณ ยึดภูเขาว่ามีวิญญาณ และยึดจอมปลวกว่ามีวิญญาณ เข้าใจวิญญาณ ผิดเป็นอัตตทิฏฐิ คิดว่าเป็นตัวตนคิดว่าเที่ยงเป็นอมตะ ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ ซึ่งแท้จริงแม้การปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย (แม้ มนุษย์ก็ตาม) นั้นจะต้องมีทั้งรูป (ปรมาณู) หรือรูปนามด้วยแล้วนามอันได้แก่จิตและเจตสิกด้วย แล้วก็เกิด-ดับ อยู่เสมอสืบต่อ ๆ กันไปจนตลอดชีวิต
ด้วยความเข้าใจผิดเพราะมองเห็นเข้าไปไม่ได้ แม้จะทำสมาธิขนาดไหนก็ตาม ดังนี้เอง เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งตายลงไปมักจะพูดตาม ๆ กันว่า วิญญาณออกจากร่างแล้ว วิญญาณไปเกิดแล้ว วิญญาณมาปรากฏให้เห็น เมื่อมีผีมาหลอก หรือมีปรากฏการณ์แปลก ๆ เกิดขึ้นก็มักจะพูดว่า ตายตั้งนานแล้วยังไม่ไปผุดไปเกิด วิญญาณมาเข้าหรือวิญญาณมาสิงร่าง แล้วก็ทำพิธีขับไล่วิญญาณกันเป็นการใหญ่โดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 11:04:27 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 6
ทั้งนี้ก็เพราะเขาทั้งหลายหาได้ทราบไม่ว่าเมื่อผู้ใดตายลงแล้วในทันทีนั้น จิต เจตสิก และกรรมชรูปก็ดับไปแล้วเกิดใหม่ในทันทีก็มีจิต เจตสิก และกรรมชรูปร่วมงานกันทำหน้าที่ทั้งตายและเกิดใหม่อย่างวิจิตรพิสดารอย่างไร ถ้าศึกษาพระอภิธรรมให้เข้าใจเสียสักเล็กน้อยแล้ว ความคิดเห็นผิด และยึดติดแน่นเป็นอัตตวาทุปาทานคือยึดความเป็นตัวตนอย่างเหนียวแน่น ก็จะเกิดขึ้นมาไม่ได้ แล้วความเห็นผิดดังนี้มิใช่จะเสียหายเล็กน้อย หากแต่จะสกัดกั้นหนทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ อันเป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่เสียด้วย เพราะยึดมั่นความเที่ยง ความเป็นตัวเป็นตนดังนี้แล้ว จะปรากฏปัญญาเห็นเป็นรูปนามได้หรือ แล้วจะเห็นรูป-นามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างไร
บางท่านเห็นผิดแล้วยังอุตส่าห์ยกบาลีขึ้นมาวางให้เป็นหลักฐานเพื่อสนับสนุนความเห็นผิดของท่านคือคำว่า "สัมภเวสี" แล้วแปลว่า ผู้ยังแสวงหาที่เกิด หรือผู้ล่องลอยไปเพื่อหาที่เกิดใหม่ได้ พยายามสนับสนุนศาสนาพราหมณ์ที่ยึดว่าเที่ยงจนได้ แท้จริงคำว่า "สัมภเวสี" มิได้แปลดังนั้นหากแต่หมายถึงผู้ที่ยังต้องเกิดอีกต่างหาก นอกจากพระอรหันต์ผู้หมดสิ้นจากกิเลสผู้เดียวแล้วก็ยังต้องเกิดอีกอย่างแน่นอนทั้งนั้น ไม่มีเว้นผู้ใดเลย
ธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาอยู่ต่อหน้าต่อตานั้น มีมากทีเดียวที่มาหลอกต้มมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้เกิดความหลงใหลตามมันไป แล้วความหลงนี้ก็ได้ถูกยึดติดอย่างแน่หนาอยู่ภายในจิตใจจนรื้อถอนออกไปได้แสนยากยิ่ง แล้วก็มีน้อยท่านอย่างเหลือเกินที่จะไม่ตกอยู่ในความหลงใหล และถอนตัวออกมาเสียได้ ทั้งนี้ก็เพราะความละเอียดลออพิสดารของธรรมชาตินั้น ๆ และเพราะขาดโยนิโสมนสิการะ คือการทำใจไม่แยบคายหรือการพิจารณาไม่ลึกซึ้ง ถ้ามิได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเสนอแสงสว่างให้แล้ว ก็ไม่มีวันที่มนุษย์และเทวดาตลอดจนพระพรหมทั้งหลายจะมีปัญญาเห็นอมตธรรมที่แสนประเสริฐนี้ได้ เพราะนำให้สัตว์ทั้งหลายพ้นไปจากความทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
ท่านสาธุชนที่เคารพ เรื่องที่ผมจะได้บรรยายต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ผมเพียรพยายามที่จะให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาโดยละเอียดอย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญญาในปัญหาของชีวิตอันลึกซึ้งซึ่งอธิบายออกมาเป็นถ้อยคำแล้วจะให้มีความเข้าใจดีนั้นแสนยากยิ่ง แต่มีคุณค่ามีสาระประโยชน์แก่ชีวิตยิ่งใหญ่เหลือหลาย เมื่อมีความเข้าใจดีแล้วก็จะเกิดโสมนัสแจ่มใสเยือกเย็นใจ มองเห็นพระปัญญาในความตรัสรู้ว่า จะพูดเอาง่าย ๆ ไม่ได้ เพราะลึกซึ้งเกินกว่าที่ผู้ใดจะหยั่งถึง แล้วจะหันเหชีวิตของตนไปในทิศทางที่ดีที่สุดที่ชีวิตควรจะเดินไปแล้วทราบว่าหนทางที่จะพ้นไปจากทุกข์ได้เด็ดขาดนั้นได้ถูกอำนาจของโมหะหรืออวิชชาปิดบังขวางกั้นอย่างไร เหตุไฉนจึงตกเป็นข้าช่วงใช้ของตัณหามาจนนับชาติไม่ได้ จะปลูกสร้างปัญญาเพื่อจะฟันฝ่าไปได้โดยวิธีการใดโดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 11:08:00 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 7
แต่อย่างไรก็ดี ท่านก็จะต้องพบกับความยุ่งยากในระหว่างทางที่จะทำความเข้าใจ ถ้าท่านลังเลหรือสงสัยก็ขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาด้วยดีซ้ำ ๆ อีกบ้าง สำหรับตัวเลขที่ได้กำกับเอาไว้นั้นท่านที่ยังศึกษาใหม่อ่านผ่าน ๆ ไปก็ได้ ผมเพียงแต่วางเอาไว้ให้เห็นจะได้ทราบว่า ผู้บรรยายพระอภิธรรมปิฎกนั้นพูดไปตามใจของตนเองไม่ได้เพราะมีตัวเลขควบคุมเอาไว้
ขอท่านทั้งหลายได้โปรดอ่านแล้วก็ทบทวนจนบังเกิดความเข้าใจ ผมแน่ใจว่าท่านจะได้ประโยชน์เกินคุ้มกับเวลาที่เสียไปมากมายนัก หวังว่าท่านคงไม่ปฏิเสธคำเชิญชวนอันเป็นความปรารถนาดีนี้เป็นแน่
ไฟฟ้าที่จุดอยู่ในหลอดเกิด-ดับ หรือไม่ เรามองเห็นไฟฟ้าที่สว่างอยู่ในหลอดตลอดเวลา แท้จริงมันก็เกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา แต่เรามองเห็นความดับของมันหาได้ไม่ เพราะกระแสไฟฟ้าไหลมาจุดในหลอดให้สว่างนั้นมันไหลรวดเร็วต่อเนื่องติด ๆ กันมาไม่ขาดสาย ไม่มีจังหวะขาดให้เรามองเห็นได้เลย เราทั้งหลายก็โดนภาพลวงตาหลอกเข้าให้แล้ว เพราะถ้ามิได้มีไฟไหลเข้ามาแล้วก็จะสว่างอยู่จะเป็นไปได้อย่างไร แล้วเราก็จะพากันชอบใจเพราะไม่ต้องเสียค่าไฟเมื่อตอนสิ้นเดือน
เหตุใดเทียนที่จุดจึงลุกเป็นไฟอยู่ได้ เมื่อได้ตั้งคำถามว่าเทียนที่จุดลุกเป็นไฟอยู่ต่อหน้านั้น มันเป็นไฟลุกขึ้นมาได้อย่างไร ผู้ที่มิได้ศึกษาและมิได้พิจารณาให้ดีก็จะให้คำอธิบายไม่ได้
เทียนที่จุดแล้วลุกเป็นไฟอยู่ได้นั้นต้นเหตุก็เพราะไฟจากไม้ขีดที่จุดไส้ของเทียนได้ให้ความร้อนเผาน้ำมันเทียนจนเป็นละอองเล็ก ๆ มากมาย โดยที่ตาของเราเห็นละอองน้ำมันไม่ได้แล้วก่อให้เกิดความวิโรจน์คือสุกปลั่งขึ้น
เหมือนเอาเหล็กกลม ๆ มาก้อนหนึ่งเผาไฟให้มีความร้อนสูงจนลูกเหล็กกลม ๆ ก้อนนั้นเกิดความวิโรจน์ขึ้นสุกปลั่งเกิดเป็นแสงสว่างออกมาได้ ละอองของเทียนที่จุดลุกไหม้เป็นไฟเทียนอยู่นั้นนับจำนวนไม่ไหวที่เกิดความวิโรจน์รวมกันขึ้นมา จึงก่อให้เกิดแสงสว่างออกไปมากน้อยเท่าใดก็แล้วแต่ละอองที่ถูกเผาไหม้นั้นจะมีจำนวนเท่าใด ถ้าเทียนแท่งใหญ่มีน้ำมันให้เผามากและไส้ก็ใหญ่ด้วย ก็เผาไหม้ แสงสว่างก็แผ่กระจายออกไปกว้างไกล
อย่างไรก็ดี เมื่อกลุ่มของละอองน้ำมันนั้นถูกเผาไหม้แล้ว มันก็จะกลายเป็นคาร์บอนไดอ๊อกไซด์หายไปในอากาศ แล้วละอองน้ำมันที่ถูกเผาไหม้กลุ่มต่อไปและกลุ่มต่อไปก็ถูกเผาไหม้ให้แสงสว่างเข้ามาแทนที่ดังนี้ไปไม่ขาดสายต่อ ๆ กันเรื่อย ๆ จนกว่าไส้หรือน้ำมันของเทียนจะหมดไป
ปรากฏการณ์ที่เกิดอยู่ต่อหน้าแต่เราก็ไม่สามารถจะมองเห็นละอองน้ำมันที่มารวมกลุ่มกันได้ค่อย ๆ ทยอยมาถูกเผาไหม้แล้วสลายตัวไปในอากาศต่อ ๆ กันไปไม่ขาดสายได้ เรามองเห็นแต่ไฟเทียนอยู่ตลอดเวลาที่ไส้หรือเทียนยังไม่หมดไป ทั้งนี้เพราะมันมีความละเอียดเกินไป และเพราะความรวดเร็วที่มันเกิดดับสืบต่อกันมิได้ขาดสายต่อ ๆ กันไปมาปิดบังขวางกั้นความจริงนั้นเสีย ทำให้เห็นตามความจริงไม่ได้ เราจึงได้พูดว่า เทียนจุดสว่างไสวอยู่ตลอดเวลาที่มันยังให้แสงสว่างไม่เห็นดับอะไรสักนิด นอกจากจะเป่าให้มันดับ
มันหลอกเราได้ต่อหน้าต่อตา แต่มนุษย์ผู้อวดอ้างว่ามีปัญญา แต่มิได้ศึกษาและพิจารณาด้วยดีก็หาได้ทราบความจริงที่แอบแฝงอยู่ในส่วนลึกนั้น ๆ ได้ไม่โดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 11:11:28 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 8
อายตนะคืออะไร อายตนฺติ อตฺตโน ผลุปฺปตฺติยา อุสฺสาหนฺตา วิย โหนฺตคติ-อายตนานิ แปลความว่า ธรรมเหล่าใดมีสภาพคล้ายกับมีความพยายามเพื่อจะยังผลของตนให้เกิดขึ้น ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า อายตนะ (ในที่บางแห่งหมายถึงตัวการนำไปสู่ความทุกข์ในวัฏฏะ) คำแปลนี้ อาจจะทำความเข้าใจได้ยาก ดังนั้น ถ้ายกตัวอย่างขึ้นมาก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นมาก
ถ้าท่านผู้ใดเอากระจกเงาบานใหญ่สักหน่อยไปวางพิงไว้ที่ข้างถนนหลวงในทันทีนั้น ก็จะปรากฏเป็นภาพขึ้นเมื่อมีอะไรผ่านไป เช่น รถยนต์ คน สุนัข หรือ แมวก็ตาม
ในกระจกเงามีภาพรถยนต์ คน สุนัข หรือแมว ผ่านไปปรากฏขึ้นได้ หรืออะไร ๆ ที่ผ่านไปก็ปรากฏภาพที่กระจกเงาเสมอไป คล้ายกับว่ากระจกเงานั้นพยายามที่จะยังผลของตน (คือภาพ) ให้บังเกิดขึ้น
ชื่อของอายตนะภายใน๑. จักขวายตนะ คือ จักขุ ได้ชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็นเหตุให้จิต เจตสิกเกิดขึ้น องค์ธรรมได้แก่จักขุปสาทรูป คือประสาทตา ซึ่งได้ผลิตสร้างขึ้นมาได้เพราะอำนาจของกรรมชรูปเป็นตัวผันแปรเซลที่ถ่ายทอดจากบิดามารดา (มนุษย์) ให้เป็นรูปนี้ขึ้น เกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลประการใด เป็นรูปปรมาณูอย่างไร ตั้งอยู่ที่ไหนคือตรงส่วนใดของตา และรูปนี้เกิดดับสืบต่อกันไปโดยรวดเร็วด้วยอำนาจของกรรมเข้ามาผันแปรอย่างไร ผู้ศึกษาจะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
จักขวายตนะหรือประสาทตา เปรียบเสมือนกระจกเงาที่คอยรับรูปที่ผ่านเข้ามา คล้ายกับพยายามเพื่อจะให้ผลของตน คือความรู้สึก "เห็น" เกิดขึ้น
๒. โสตายตนะ โสตะ ชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็นเหตุให้จิต เจตสิก เกิดขึ้น องค์ธรรมได้แก่โสตปสาทรูป คือประสาทหู ซึ่งได้ผลิตสร้างขึ้นมาได้ด้วยอำนาจของกรรมชรูปเป็นตัวผันแปรเซลที่ถ่ายทอดจากบิดามารดา (มนุษย์) ให้เป็นรูปนี้ขึ้นเกิดขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลประการใด เป็นรูปปรมาณูอย่างไร ตั้งอยู่ที่ไหน คือตรงส่วนใดของหู และรูปนี้เกิด-ดับสืบต่อกันไปโดยรวดเร็วด้วยอำนาจของกรรมเข้ามาผันแปรอย่างไร ผู้ศึกษาจะมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
โสตายตนะ คือประสาทหู ก็เปรียบเหมือนกระจกเงาที่คอยรับรูปที่ผ่านเข้ามา คล้ายกับพยายามเพื่อจะให้ผลของตนคือความรู้สึก "ได้ยิน" เกิดขึ้น
ประสาทตา ประสาทหู เรียกว่า อายตนะภายใน ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ ๖ แต่จะขอแสดงเพียง ๒ อายตนะเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดลออกยืดยาวและพิสดารมากโดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 11:18:02 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 9
อายตนะภายนอก บรรรดาฝูงโคทั้งหลายที่นายโคบาลเป็นผู้เลี้ยง ทุก ๆ เวลาเย็นนายโคบาลก็จะไล่มาเข้าคอก โคทั้งหลายต่างก็พากันพักผ่อนหลับนอนกันอย่างสบาย
ครั้นในเวลารุ่งอรุณของวันใหม่พอแสงทองเริ่มส่องกราดออกมาจากขอบฟ้า บรรดาโคทั้งหลายต่างก็นอนนิ่งอยู่ไม่ไหวต่างก็พากันใจเต้นแล้วก็กระสับกระส่ายเดินกันไปเดินกันมาขวักไขว่ เพราะใกล้จะถึงเวลาแล้วที่จะได้ตระเวณไปตามภูเขาลำเนาไพรให้ชื่นใจ ดังนั้น พอนายโคบาลมาเปิดประตูคอก วัวทั้งหลายจึงต่างก็ชิงกันออกไป
ภาระที่นายโคบาลจะต้องรับนั้นหนักมาก เพราะจะต้องคอยต้อนฝูงโคทั้งหลายที่กระจัดกระจายไปในทิศทางต่าง ๆ นั้นให้มารวมกัน หาไม่แล้วโคก็อาจจะหลงหรือเป็นอันตรายโดยผู้ร้ายมาขโมยเอาไป
แน่นอน บรรดาโคทั้งหลายได้กระจายตัวกันออกไปตามแต่ตัวไหนจะชอบหรือตัวไหนจะคิดอย่างไรเพราะมีหญ้าอ่อน ๆ มากที่ไหน มีน้ำลำธารที่ใสสะอาดเพื่อจะได้ดื่มให้ชื่นใจอยู่ในที่ใดหรือจะท่องเที่ยวโดยขึ้นเขาลงห้วยอย่างไร ก็กระจายกันออกไปภาระอันยิ่งใหญ่ในเรื่องนี้ก็ตกอยู่กับนายโคบาล
อายตนะภายนอกก็เปรียบเหมือนกับโค กระจายตัวออกไปตามหน้าที่ ตามเหตุปัจจัย มิได้มีผู้ใดมาดลบันดาลให้มันเป็นไปได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นไปตามธรรมชาตินั่นเอง
ในที่บางแห่งใช้คำว่า "โคจรรูป" หมายถึง รูปที่เป็นอารมณ์ของจิต เจตสิก ที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
ชื่อของอายตนะภายนอก
๑. รูปายตนะ คือรูปารมณ์ ชื่อว่า อายตนะภายนอก เพราะเป็นเหตุให้จิต เจตสิกเกิดขึ้น องค์ธรรมได้แก่ วัณณรูป (คือตัวการที่ทำให้เป็นสีต่าง ๆ ) ผู้ที่ศึกษาพระอภิธรรมมีความเข้าใจก็จะทราบว่า รูปารมณ์ได้แก่ "รูป" อันได้แก่คลื่นของแสงนั้นเป็นรูปปรมาณูที่ประณีตแล้ว เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิด-ดับ สืบต่อ ๆ กันไปโดยรวดเร็ว กระจายออกไปทั่วทิศเหมือนโคออกจากคอกยามเช้าแล้วมาประชุม (โดยมากผู้บรรยายมักจะใช้คำว่า กระทบซึ่งทำให้เข้าใจง่าย) กับประสาทตาอันเป็นอายตนะภายใน พร้อมทั้งมีวิญญาณซึ่งได้แก่ จิต เจตสิก แล้วจึงทำให้เกิดความรู้สึก "เห็น" ในโลกนี้ไม่มีสี แต่เพราะคลื่นแสงทำให้เห็นเป็นสีต่าง ๆ ดังนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้แสดงว่าการเห็นจะต้องมี อาโลกะ คือแสงสว่างรวมลงไปด้วย (คือรูปารมณ์ + อาโลกะ + จักขุปสาทะ + วิญญาณ) แต่ถ้าอย่างย่อ ๆ ก็มีดังนี้
ทวาร = อายตนะภายใน ได้แก่ประสาท ตา + อารมณ์ = อายตนะภายนอก ได้แก่คลื่นของแสง + จักขุวิญญาณ ความรู้สึกเห็นอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีเหตุมาประชุมกัน ๓ ประการดังนี้ (อย่างมากมีหลายสิบ)
ความรู้สึก "เห็น" จะเกิดขึ้นมาเองเฉย ๆ ไม่ได้ ผลจะเกิดขึ้นมาโดยมิได้มีเหตุจะได้อย่างไร ธรรมชาติทั้งหลายมิได้อยู่ภายใต้อำนาจการดลบันดาลของผู้ใด
พิณจะดังขึ้นมาเองเฉย ๆ ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้ จะต้องมีเหตุเข้ามาร่วมประชุมกัน คือ พิณ + สายพิณ + คนดีด
ไม่มีเหตุมีปัจจัยแล้วจะเห็นจะได้ยินได้หรือ ก็จะต้องอาศัย ทวาร + อารมณ์ + วิญญาณ เมื่อมันมาประชุมทำงานแล้วมันก็สลายตัวไป ต่อหน้าต่อตาด้วยความรวดเร็ว เราทั้งหลายจึงได้ตกอยู่ในความหลงใหลในมโนภาพของตนเองอยู่ตลอดเวลา
ผู้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะทราบว่า ทางทวารตานี้เป็นอสัมปัตตคาหกะรูป ซึ่งหมายถึงรูปารมณ์คือคลื่นของแสงมิได้กระทบกับจิตที่ประสาทตาอย่างผิวเผินตามสามัญสำนึกของผู้ใด (ไม่เหมือนกระทบกายเป็นต้น) เพราะเมื่อแสงมาตกแล้วมันจะสืบต่อ ๆ กันเข้าไปกระทบกับจิต เจตสิก หรือใช้คำว่าวิญญาณที่ประสาทตาซึ่งอยู่ภายใน แล้วในขณะนั้นก็สักแต่ว่า "เห็น" เฉย ๆ เท่านั้น ยังไม่ทราบว่าเห็นอะไรจะต้องศึกษาการทำงานของจิตใจโดยพิสดารซึ่งมีขั้นตอนมากมายจึงจะทราบว่าเห็นอะไรแน่ ซึ่งถ้าจะบรรยายในที่นี้ก็จะยืดยาวเกินไป
โดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 11:27:25 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : )
สลักธรรม 10
๒. สัททายตนะ คือ สัททารมณ์ ชื่อว่าอายตนะภายนอก เพราะเป็นเหตุทำให้จิต เจตสิก เกิดขึ้น องค์ธรรมได้แก่ สัททรูป คือ เสียง
ผู้ศึกษาพระอภิธรรมมีความเข้าใจก็จะทราบว่า สัททารมณ์นั้นได้แก่สัททรูปคือเสียงต่าง ๆ จะทราบว่าคลื่นเสียงนั้นได้แก่รูปปรมาณูที่ประณีต แล้วเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เกิด-ดับ สืบต่อกันไปโดยรวดเร็วกระจายออกไปทั่วทิศ เหมือนโคออกจากคอกยามเช้า แล้วมาประชุม (โดยมากผู้บรรยายมักจะใช้คำว่ากระทบซึ่งทำให้เข้าใจง่าย) กับประสาทหูอันเป็นอายตนะภายในพร้อมทั้งมีวิญญาณซึ่งได้แก่จิต เจตสิก แล้วจึงทำให้เกิดความรู้สึก "ได้ยิน
เพราะประสาทหูอยู่ภายใน หูตั้งอยู่ในแอ่งน้ำแล้วคลื่นของเสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศสืบ ๆ กันเข้าไป ดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้แสดงว่าจะต้องมีวิวรากาสะ ได้แก่ช่องว่างในหู (คือสัททารมณ์ + วิวรากาสะ + โสตปสาทะ + วิญญาณ) และกระเทือนต่อ ๆ กันไปเป็นชั้น (ตามที่เรียนกันอยู่ในวิชากายวิภาค)
ทวาร = อายตนะภายใน ได้แก่ ประสาทหู + อารมณ์ = อาตยนะภายนอกซึ่งได้แก่ความสั่นสะเทือนของอากาศ + โสตวิญญาณ = ความรู้สึกได้ยิน
ความรู้สึกได้ยินจะเกิดขึ้นมาเองเฉย ๆ ไม่ได้ ผลจะเกิดขึ้นมาโดยมิได้มีเหตุจะได้อย่างไร ธรรมชาติทั้งหลายมิได้อยู่ภายใต้อำนาจการดลบันดาลของผู้ใด
ผู้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะทราบว่า ทางทวารหูนี้ ก็เป็นอสัมปัตตคาหกะรูป (ไม่เหมือนการกระทบกายเป็นต้น) ซึ่งหมายถึง สัททารมณ์ คือเสียง อันได้แก่ความสั่นสะเทือนของอากาศนั้น มิได้กระทบกับจิตที่ประสาทหูอย่างผิวเผินตามสามัญสำนึกของผู้ใด เพราะคลื่นของเสียงได้สั่นสะเทือนตั้งแต่เยื่อหูแล้วก็สั่นสะเทือนต่อ ๆ กันเข้าไปภายในจนถึงแอ่งน้ำจึงได้กระทบกับจิต เจตสิก หรือใช้คำว่า วิญญาณที่ประสาทหูที่อยู่ภายใน
แล้วในขณะนั้นก็สักแต่ว่า "ได้ยิน" เฉย ๆ เท่านั้น ยังไม่ทราบว่า ได้ยินอะไร จะต้องศึกษาการทำงานของจิตใจโดยพิสดาร ซึ่งมีขั้นตอนมากมาย จึงจะทราบว่าได้ยินว่าอย่างไรกัน ผมขอบรรยายแต่เพียงย่อ ๆ พอให้เห็นเป็นแนวทางเท่านั้น
พระอภิธรรมปิฎกนั้น เป็นปิฎกที่มีความลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง เข้าถึงความจริงในเรื่องของชีวิตจิตใจซึ่งมนุษย์เทวดา ตลอดจนพระพรหมทั้งหลายหาได้ทราบไม่ พระอภิธรรมนั้นมีตัวเลขควบคุมอยู่ทั่วไป เพื่อมิให้ผู้ใดแสดงธรรมต่าง ๆ ออกมาตามชอบใจ หรือตัดสินเอาง่าย ๆ มีผู้ที่เคยมีชื่อเสียงมาในอดีตบางท่านบ่นเสียใจมากที่ได้แสดงธรรมะออกไปไม่ถูกต้องเพราะมาศึกษาพระอภิธรรมภายหลัง ต่อมาปาฐกถาของท่านจึงได้ประกาศว่าผู้ไม่ยอมศึกษาพระอภิธรรมเสียให้เข้าใจ จะแสดงธรรมะออกไปผิดได้โดยง่าย แล้วก็เป็นอันตรายต่อผู้อื่นและตนเองมิใช่เล็กน้อยเลย
ผมขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้ได้เห็นเป็นตัวเลข มิได้ตั้งใจจะให้ท่านที่มิได้ศึกษาโดยตรง แต่ก็คงจะทำให้พอเข้าใจได้บ้าง เช่นคำว่า ธาตุ
คำว่า ธาตุ นั้น นักวิทยาศาสตร์ เอาคำบาลีไปใช้แล้วไปกำหนดเสียใหม่เป็นธาตุแท้ ธาตุผสม แล้วก็มีธาตุอยู่มากมาย บางท่านตำหนิพุทธศาสนาว่ามี ๔ ธาตุ คือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟเท่านั้น ช่างน้อยเสียเหลือเกิน
คำว่า "ธาตุ" นั้น หมายถึงธรรมชาติที่ทรงสภาพของตนไม่มีการผันแปรเปลี่ยนแปลงไปด้วยกาลเวลาหรือสถานที่เพราะเป็นความจริงแท้ เช่น จะต้องมีเหตุมาประชุมกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงจะเห็นหรือได้ยินได้ ทั้งนี้ไม่ว่าเมื่อใดหรือที่ไหน หรือธรรมชาติของปรมาณู
ทั้งหลายก็ย่อมจะเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาหยุดนิ่งไม่ได้ไม่เลือกว่าเวลาใด ไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือในที่ไหน เป็นต้น
วิญญาณธาตุ ได้แก่จิต ๑๐ ประเภทชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้อารมณ์ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้อารมณ์เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัสทางกาย (ที่มี ๑๐ เพราะบาปบุญ)
มโนธาตุได้แก่จิต ๓ ประเภท ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้ปัญจารมณ์ องค์ธรรมได้แก่ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ สัมปฏิจฉนะจิต ๒
มโนวิญญาณธาตุ ได้แก่จิต ๗๖ ประเภทชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งการรู้อารมณ์ องค์ธรรมได้แก่จิต ๗๖ เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และมโนธาตุ ๓)
ธรรมธาตุ ได้แก่สภาพธรรม ๖๙ ชื่อว่า ธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะลักษณะของตน ๆ องค์ธรรมได้แก่เจตสิก ๕๒ สุขมรูป ๑๖ และนิพพาน ๑
รูปปรมาณูที่ท่านได้อ่านผ่านแล้วแยกจากเม็ดข้าวเปลือกเม็ดหนึ่งออกไปเป็นส่วน ๆ ถึง ๘๒ ล้าน ๓ แสนส่วนเศษ แต่สุขุมรูปมีอยู่ ๑๖ ประเภท นั้นมีความละเอียดประณีตยิ่งกว่าปรมาณูที่ได้กล่าวมาแล้วมากนัก คือ อาโปธาตุ ได้แก่ ธาตุน้ำ เป็นตัวการยึดโยงรูปธาตุคือ ธาตุดินทั้งหลายมิให้กระจัดกระจายออกไปจากกัน
ภาวะรูป ๒ (หญิงและชาย) เป็นรูปที่อำนาจของกรรมเป็นสมุฎฐานทำให้เกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิ (มีเหตุอะไรบ้างทำให้เป็นหญิงหรือชายก็มีคำอธิบาย) อำนาจของกรรมได้ผันแปรรูปคือเซลล์ของบิดามารดาให้เป็นเพศหญิงหรือเพศชายทั้งร่างกายภายในและภายนอก
ชีวิตรูป คือตัวการยึดโยงรูปปรมาณูทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาจากอำนาจของกรรม เช่น ยึดโยงกลุ่มรูปประสาทตา กลุ่มรูปประสาทหู กลุ่มรูปที่แสดงเพศเป็นหญิงหรือเป็นชายมิให้กระจัดกระจายเป็นต้น
ได้ยกตัวอย่างสุขุมรูปอันเป็นรูปที่ละเอียดประณีตยิ่งกว่ารูปปรมาณูมากมายเสนอให้ท่านได้เห็น ๔ รูป เป็นตัวอย่าง ความจริงมี ๑๖ รูป
ขอความสุขความเจริญ ความมีสติปัญญา จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทุกท่าน และขอให้สร้างปัญญาบารมีได้มากๆเพื่อจะได้พาตนเองพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วกันทุกท่านเทอญ.โดย พี่เณร....นำมาฝาก [23 เม.ย. 2551 , 11:40:45 น.] ( IP = 58.9.150.10 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |