| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การนอนหลับคืออะไร? (๗)
การนอนหลับคืออะไร? เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร ? (๗)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
วิธีแก้ไขการนอนไม่หลับ
ข้อ ๑. วิธีแก้ไขโดยทั่วไป
ในข้อนี้ ต้องแยกสาเหตุ คือ เนื่องจากคิดมาก เรียนมาก ทำงานคร่ำเคร่ง หรือเกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน และกังวลใจอยู่เนืองนิจ จึงได้เกิดเป็นโรคขึ้นทางร่างกาย โรคที่เกิดขึ้นนี้ย่อมเป็นสาเหตุอย่างสำคัญที่มาขัดขวางกานนอนหลับ เช่นโรคหัวใจ โรคทางเดินอาหาร(ย่อยได้น้อย)เป็นต้น
ในตอนแรกๆ ผมได้กล่าวแล้วว่า การนอนหลับก็คือจิตเป็นภวังค์ จิตเป็นภวังค์ ก็คือ จิตที่มิได้ยกขึ้นสู่อารมณ์ตามทวาร คือประตูต่างๆ เช่น เห็นหรือได้ยินเป็นต้น ภวังคจิตเป็นทวารวิมุตติ คือพ้นจากการนับเป็นทวาร (จิตทำงานโดยไม่ได้ออกทางประตู)
แต่อย่างไรก็ดี การนอนหลับจิตเป็นภวังค์ จิตก็ยังคงเกิด-ดับ อยู่ตามธรรมชาติของจิต ทั้งมีเจตสิกประกอบอยู่ตามสมควร และคงเกิดอารมณ์อยู่เสมอภายใต้ความเป็นทวารวิมุติ โดยอาศัยอารมณ์ที่ได้มาจากการปฏิสนธิ
เปรียบเสมือนกับไฟฟ้าที่อยู่ในสายมิได้จุดหลอดให้สว่าง แม้เราจะได้เปิดสายไฟออกดูก็มองไม่เห็นไฟฟ้า แต่มันก็มีไฟไหลมาอยู่เสมอมิได้ขาดสาย และเมื่อมีไฟไหลมาอยู่เสมอเช่นนี้ ก็ย่อมเห็นได้ว่าไดนาโมทำไฟอยู่มิได้หยุดนิ่งเฉยๆ แสดงว่าการงานนั้นยังทำอยู่ภายในมิได้แสดงออกมาภายนอก คือไฟไหลมาตามสายและจุดหลอดให้สว่างได้
ฉันใดก็ดี จิตที่เป็นภวังค์คือหลับก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะพ้นจากการนับเป็นทวาร คือไม่ได้แสดงออกทางประตูต่างๆ เช่น เห็น ได้ยิน หรือคิดก็จริง แต่ภวังคจิตก็มิใช่จิตจะดับหรือหยุดการงาน การงานของจิตก็ยังคงดำเนินไปอยู่เสมอภายใต้ทวาร ยังมีการเกิด-ดับสืบต่อกันไป ยังมีอารมณ์ มีเจตสิกเข้าร่วมการงานตามสมควร และมีรูปอันเกิดขึ้นมาจากจิตที่สืบต่อกันอยู่มิได้ขาดสาย
ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากว่าโมหเจตสิกมิได้มาครอบงำจิตอยู่อย่างถึงขนาดแล้ว (โมหเจตสิกครอบงำทำให้ขาดความสำนึกรู้) เมื่อมีสิ่งใดมากระทบกับส่วนหนึ่งส่วนใดของประสาทกายเข้า จึงย่อมกระเทือนถึงจิตได้อย่างง่ายดาย
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:52:34 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
คนที่เป็นโรคหัวใจหลายชนิด การเต้นของหัวใจที่สูบฉีดโลหิตย่อมผิดปกติไป การเดินทางของโลหิตทั่วร่างกายย่อมเป็นไปไม่สม่ำเสมอ จึงก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อประสาทกาย นั่นคือกระทบภวังคจิตอยู่มิได้หยุดหย่อน(กระทบกายประสาทก็ถึงจิต) และคนที่เป็นโรคทางเดินอาหารเช่น เป็นแผล เนื้องอกในช่องทางเดินของอาหารหรือท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ก็ย่อมเต็มไปด้วยแก๊ส (ลมที่เสียเกิดจากอาหารบูดเน่า)มากมาย
ลมที่เสียเหล่านี้ก็มักจะกระทบกับประสาทภายในกระเพาะอาหารและลำไส้ นั่นก็คือ การกระทบกับภวังคจิตเช่นเดียวกัน ในการกระทบนี้ทางธรรมะเรียกว่า "ผัสสะ" ซึ่งเป็นเจตสิกดวงหนึ่งที่ทำหน้าที่รับประทบ เมื่อจิตรับกระทบแล้ว ก็เกิดอารมณ์ทางประตูใจ คือนึกคิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้น เรียกว่า จิตออกมาทำงานที่ประตูใจ บางวินาทีหนึ่งตั้งหลายครั้ง หนักบ้าง เบาบ้าง ถ้ากระทบเบาก็หลับไม่สนิท (คือจิตเป็นภวังคจลนะบ่อยๆ หรือถึงภวังคุปัจเฉทะ มโนทวาราวัชชนะ หมายถึงจิตไหว และการกระเทือนอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่รู้อารมณ์ขึ้นมาจริงๆ )
ถ้ากระทบแรง จิตก็เกิดอารมณ์ขึ้นมาจริงๆ (ถึงชวนะ) ที่เรียกว่า อุทธัจจะคิดฟุ้งซ่าน ทำให้ตื่น แต่ถ้ากระทบหนักบ้างเบาบ้างก็จะเป็นหลับๆ ตื่นๆ คือหลับไม่สนิท หรือสะดุ้งผวาบ่อยๆ ละเมอ ฝันร้าย ฝันยุ่งจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เมื่อเป็นเช่นนี้ การนอนหลับจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมาของบุคคลนั้นแล้วก็ก่อให้เกิดความกลัดกลุ้ม ร้อนใจ เป็นทุกข์ ท้อถอยที่จะนอนหลับต่อไป
วิธีแก้ไขเรื่องนี้ อยู่ที่การตัดต้นเหตุที่เกิดขึ้น จะต้องรักษาความเจ็บป่วยเหล่านั้นเสียก่อน แต่ถ้าเป็นการเจ็บป่วยที่เนื่องมาจากจิตก็จำเป็นที่จะต้องรักษาทางยา เพื่อให้โรคหายหรือเบาบางด้วย รักษาทางจิตด้วยร่วมกันทั้งสองอย่าง
สำหรับท่านที่เป็นโรคเหล่านี้ ก็จำเป็นที่ต้องตัดมูลเหตุออกเสีย เช่นเป็นเพราะทำงานมากคิดมากหรือดื่มสุรามาก ก็หาทางแก้ไขเสีย แล้วก็จำเป็นจะต้องปรึกษากับนายแพทย์ ต้องให้นายแพทย์เป็นผู้ตรวจและรักษา ซึ่งผมจะไม่กล่าวในที่นี้ แต่การรักษาทางจิตใจนั้นเป็นหน้าที่ของท่านโดยตรง
ท่านจะต้องสนใจค้นคว้าหาความรู้อันเป็นต้นเหตุ และที่จะทำลายความทุกข์ร้อนและกังวลใจให้เบาลง วิธีแก้ไขในเรื่องนี้อะไรก็ไม่ดีเท่าการศึกษาพระอภิธรรมปิฎก ซึ่งเป็นวิทยาการที่ว่าด้วยชีวิตเสียให้เข้าใจ นี่เองที่เป็นเสมือนยาอันศักดิ์สิทธิ์เพียงความเข้าใจเท่านั้นก็ช่วยท่านได้มาก ยังไม่ต้องถึงการสร้างจิตให้มีอำนาจหรือการทำสมาธิ ท่านก็จะเบาคลายจากความทุกข์
ท่านจะมีจิตใจแจ่มใส เห็นหนทางที่จะเดินไปในอนาคต ซึ่งหนทางนี้จะเป็นที่พึ่งอันสถาพร ความห่วงใยกังวลทั้งหลายแม้จะยังไม่สะดุดหยุดลงในทันที แต่ก็จะสลายตัวไปได้เป็นอันมาก ตามความเข้าใจในเรื่องชีวิตของท่านว่ามีมากน้อยเพียงใด
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:53:05 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 2
บุคคลใดมีความทุกข์ความเดือดร้อนอยู่เป็นประจำ ย่อมจะหาหนทางที่จะหนีความทุกข์ความเดือดร้อนนั้นๆ โดยมากหนทางมักจะตัน หาทางออกไม่ได้ ผู้เดือนร้อนมักจะมีดวงตาอันมืดมัว พยายามที่จะออกไปในทางที่ออกไม่ได้นั้นแต่ทางเดียวให้จงได้ จึงได้เกิดความทุกข์มากยิ่งขึ้นถึงกับฆาตกรรมตนเองก็มี ทั้งนี้เพราะไม่มีความเข้าใจอันดีในเรื่องของชีวิตนั่นเอง ความจริงทางออกของชีวิตยังมีอีกหลายทาง แต่ละทางแม้จะไม่ราบรื่นนัก ก็ช่วยให้บรรเทาเบาบางลงได้ในความหม่นหมองมิใช่น้อย
บุคคลเป็นอันมากหาหนทางช่วยตัวเองด้วยการปลอบใจตนเอง เช่น "การที่ต้องลำบากยากเย็นเช่นนี้ ก็เพราะกรรมที่ได้ทำเอาไว้ในชาติก่อนไม่ดีโทษใครไม่ได้" หรือ "ชาติก่อนไปทำร้ายร่างกายเขาไว้ จึงต้องมาเจ็บปวดทรมานเช่นนี้"
หรือบางท่านจะกล่าวว่า "ความทุกข์กับความสุขเป็นของคู่กัน ด้วยเหตุนี้ จะร้อนใจไปก็เท่านั้น มันจะร้อนไปตลอดชาติหาได้ไม่ วันหนึ่งคงจะต้องถึงความสุขบ้างเหมือนกับคำพังเพยที่ว่า "ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน " หรือ " ถึงที่ตายแล้วมันก็จะต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ใครจะอยู่ค้ำฟ้าได้ จะร้องไห้เสียอกเสียใจไปทำไมกัน ไม่มีใครจะฉุดใครขึ้นมาให้พ้นจากความตายได้ แม้แต่ตัวเราก็เหมือนกัน"
บางท่านที่ไม่เชื่อกรรมก็จะกล่าวว่า "ไม่ว่าทำอะไรมันจะต้องมีผิด ถ้าไม่มีผิดก็ได้แก่คนที่ไม่ทำอะไรเลย" หรือบางคนก็ว่า "อุปสรรคที่มาขวางกั้นนั่นแหละ เป็นประตูแห่งความสำเร็จ ความสำเร็จของคนทั้งหลายที่ไม่มีอุปสรรค..ไม่มีเลยในโลกนี้"
บางท่านที่เชื่อพระผู้เป็นเจ้า ก็จะแข็งใจยอมรับทุกข์อันนั้นโดยถือว่าพระเจ้าลงโทษในความผิดบาป แล้วอ้อนวอนขอให้พระเจ้าช่วยเหลือ และบางคนก็บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ โดยยอมเสียสินบนก้อนเล็กๆ ตามฐานะเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:53:26 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 3
แม้การปลุกปลอบใจตนเอง จะช่วยให้ความทุกข์เบาบางลงได้บ้างก็จริง แต่การช่วยตนเองนั้น เป็นการช่วยเมื่อความทุกข์ได้เกิดขึ้นเสียแล้ว หาได้บั่นรอนผ่อนคลายให้ทุกข์เกิดแต่เพียงเบาบางไม่
มิหนำซ้ำการปลุกปลอบใจตัวเอง จะช่วยได้เพียงเล็กน้อย และทั้งเป็นการช่วยได้ครั้งหนึ่งคราวเดียว เมื่อมีความทุกข์ความเดือดร้อนขึ้นมา ก็ปลุกปลอบใจกันใหม่ ซึ่งไม่เหมือนกับการศึกษาชีวิตเสียให้เข้าใจ แล้วความเข้าใจนั่นเองจะมาช่วยเป็นเกราะป้องกันภยันตรายให้อย่างดีที่สุด
อีกประการหนึ่ง คำกล่าวปลอบใจเหล่านั้น เป็นคำกล่าวที่เลื่อนลอย ผู้กล่าวๆ ขึ้นโดยมิได้รู้เห็นอันมีเหตุผลข้อเท็จจริงหนุนหลังอยู่เลย ดังนั้น กำลังจึงได้อ่อนทำให้จิตใจสบายขึ้นได้ไม่มาก เช่น พูดถึง บุญ-บาป หรือเวรกรรมแต่หนหลัง ก็พูดไปกระนั้นเอง หาได้เข้าใจบุญ-บาป หรือเวรกรรมเหล่านั้นจริงจังไม่
ด้วยเหตุดังที่ผมกล่าวมานี้เอง ท่านก็จะได้เห็นความจริงว่า ผู้ใดทำความเข้าใจในเรื่องชีวิตเสียให้ดี ผู้ใดศึกษาสภาวะธรรมเสียให้เข้าใจ ก็จะช่วยความทุกข์ร้อนได้มากมาย เพราะธรรมะในขั้นละเอียดนี้มีหลักฐาน เหตุผล อันเป็นข้อเท็จจริงหนุนอยู่เบื้องหลัง ผู้เดือดร้อนมิได้คิดให้ทุกข์มันลดลงไป หากแต่มันน้อยของมันเอง
การกระทบกับอารมณ์ต่างๆ ที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านั้นมีกำลังอ่อนหรือจะกล่าวให้ชัดเจนก็ว่า จิตรองรับการกระทบกับอารมณ์เหล่านั้นเบาบางลงไป ไม่ค่อยรับจริงจัง ทั้งนี้ผมมิได้ว่าเอาเองตามใจ หากแต่ปรากฏความจริงแก่ผู้ศึกษาเป็นอันมาก
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:55:43 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 4
ตลอดเวลาที่ผมบรรยายพระอภิธรรมมาจนบัดนี้ เกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว นักศึกษาพระอภิธรรมเป็นอันมาก มาสารภาพและแถลงความจริงมีความสุขมีความเยือกเย็นขึ้นอย่างประหลาด ความทุกข์ความเดือดร้อน ความกังวลใจที่เคยมีก่อนๆ ลดลงไปมาก ความว้าวุ่นใจ คิดมาก นอนไม่หลับ ไม่หนักแน่นรุนแรงอย่างแต่ก่อน
แสงสว่างจากความจริงของพระธรรมอันประณีตได้ราดลงมารดดวงใจอันเศร้าหมองว้าเหว่และเป็นกังวลของเราให้ชุ่มฉ่ำ เสมือนน้ำฝนที่โปรยลงมาในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังแห้งผากร้อนระอุ ทุกๆ ปีแห่งการศึกษาที่ล่วงไป จิตใจก็จะแตกต่างจากปีเก่า โดยมีความสุขขึ้นเรื่อยๆ และโรคบางอย่างอันเนื่องมาจากจิตใจก็เป็นน้อยลง
การนอนไม่หลับที่เคยเกิดเป็นประจำก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยครั้งและบางเบา แม้บางขณะความทุกข์ต่างๆ ประดังเข้ามาทับถมอย่างน่ากลัว ก็กล้าเผชิญต่อทุกข์อันหลีกเลี่ยงมิได้นั้นด้วยจิตใจอันมั่นคง โดยมีความเสียใจ ท้อถอยหรือเบื่อหน่ายชีวิตน้อยที่สุด
ความจริงคณะกรรมการอภิธรรมมูลนิธิและนักศึกษาที่มาช่วยให้การศึกษา และช่วยในงานธุรการนี้ ก็ไม่มีรายได้อะไร หรือจะนึกถึงกุศลเป็นสำคัญก็หาไม่ คือจะถือเรื่องของกุศลเป็นอันดับหนึ่งก็ไม่ใช่ หากแต่นึกถึงความสุข ความสดชื่น ความร่มรื่นเยือกเย็นใจที่ตัวเคยได้รับจากการศึกษามาแล้ว จึงได้คิดเผื่อแผ่มายังพี่น้องทั้งหลาย เพื่อท่านจะได้รับบ้างจากการศึกษาพระอภิธรรม
ผมจะขอยกตัวอย่างขึ้นมาให้ท่านได้เห็นสักเล็กน้อย ดังต่อไปนี้
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:56:00 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 5
ครอบครัวหนึ่งมีฐานะไม่ดี มีพ่อ แม่ และบุตรหลายคนความเป็นอยู่โดยทั่วไปออกจะฝืดเคืองอยู่มาก เพราะในจำนวนบุตรชายหญิง ๗ คน อยู่ในวัยที่กำลังกินกำลังนอนอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ยังไม่โตพอที่จะออกไปช่วยพ่อแม่ทำการงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัวได้
ภาระจึงตกแก่หัวหน้าครอบครัวอย่างหนัก เป็นกังวล คิดมาก หวั่นไหว ในฐานะของตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะกลัวครอบครัวจะอดอยากกลัวลูกหลานจะโง่ เพราะไม่มีทุนจะส่งให้ไปเรียน นอกจากนี้ยังกลัวอื่นๆ อีกสารพัด
ความทุกข์ความกังวลจึงได้เข้าครอบงำเป็นประจำ ทำให้มองเห็นโลกนี้เป็นโลกที่น่าหวาดกลัวทำให้เบื่อหน่ายชีวิต และในบางครั้งอยากจะตายเสียให้พ้นทุกข์พ้นร้อนไป
บัดนี้ ความทุกข์ร้อนดังกล่าวเกิดขึ้นได้น้อยมาก ทั้งๆ ที่สภาพการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม เป็นเพราะความรู้สึกในทางจิตใจได้เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น เขาได้ศึกษาพระอภิธรรมจนพอจะเข้าใจบ้างทำให้มีความเชื่อมั่นว่า ความเป็นไปทั้งหลายของชีวิตนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจกรรมอย่างแท้จริง ทั้งกรรมในอดีตและกรรมในปัจจุบันร่วมกัน ดังนั้น "ผล" คือ ความทุกข์ยากของเขาก็คือหนี้สินอันหนึ่งที่ต้องชำระ
เมื่อเป็นหนี้แล้วจะไม่ชำระได้อย่างไร จะคดโกงใครๆ นั้นอาจจะคดโกงได้ แต่จะคิดคดโกงธรรมชาตินั้นเห็นจะไม่มีหวัง อย่างไรก็ดี ความเข้าใจชีวิตดังว่านั้น มิใช่เข้าใจโดยคิดเอาเองลมๆ แล้งๆ ตามๆ กันมา แต่เป็นความเข้าใจอันมั่นคงและประกอบด้วยเหตุผล
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:56:21 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 6
อนึ่ง เขามองเห็นความจริงว่า การที่เขาทุ่มเทความรักให้ลูกมากจนเกินไป จนเกิดเป็นความหลงขึ้น ด้วยคิดเอาแต่ปัจจุบันอย่างเดียว เมื่อโลภะ โมหะ เข้าครอบครองแล้ว ลูกก็จะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครจะแตะต้องไม่ได้ ความทุกข์แม้แต่เพียงเล็ก หรือการเจ็บป่วยของลูกสักนิดหน่อย ก็จะกลายเป็นความทุกข์หรือความเจ็บป่วยของเขาเอง เมื่อลูกบังเกิดความขุ่นแค้นหรือเสียใจ ตัวของเขาเองก็แทบจะเป็นจะตายไปด้วย
แท้จริงนั้น บุคคลแต่ละคนย่อมมีกรรมทั้งดีและชั่วของตนเองติดมาแต่อดีต การที่ลูกต้องมาเกิดในพ่อแม่ที่อัตคัดขัดสน ก็เพราะกรรมเป็นใหญ่ เราก็ได้แต่สนับสนุนจุนเจือเท่าที่จะทำได้ และกระทำหน้าที่ของพ่อแม่อย่างดีที่สุด ตามกำลังความสามารถเท่านั้น
อีกประการหนึ่ง ตามตัวอย่างที่เราได้เห็นนั้น ไม่มีหรือที่คนยากจนไม่ช้าก็มีหลักฐานเป็นปึกแผ่นแน่นหนา และคนร่ำรวยกลับล่มจมสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีใครที่จะขัดขืนอำนาจกรรมที่ได้ทำเอาไว้ แม้พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังต้องเสวยผลของกรรมอยู่จนตลอดชีวิตของท่าน
ในเรื่องกรรมในอดีต ไม่ว่าจะเป็นกรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์หรือสุขก็ตาม ถ้ามีกำลังมากแล้ว ก็ไม่มีใครจะมาขัดขวางได้ อย่างดีก็ทำให้กรรมในปัจจุบันให้ผลหนักเป็นเบาไปเล็กน้อยเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องกระทำกรรมในปัจจุบันให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลี้ยงดูลูกหลานให้ดีที่สุดเท่าที่จะมีกำลังทำไป แต่ไม่ควรคำนึงถึงผลจากการกระทำนั้นๆ จนเกินไป เหมือนพ่อค้าที่ลงทุนค้าายไปเป็นจำนวนมาก ก็ควรทำการค้าให้ดีที่สุด แต่อย่าไปวาดภาพถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจนเกินไปนัก
เมื่อลงทุนไปแล้วก็คิดว่าจะได้กำไรเท่านั้นเท่านี้จะต้องร่ำรวย จะต้องเป็นเศรษฐี แต่ถ้าผลมิได้บังเกิดขึ้นตามที่คิดเอาไว้ ก็จะบังเกิดความเสียใจรุนแรง อาจจะถึงฆ่าตัวตายเสียเลยก็ได้ เพราะไม่เข้าใจเรื่องของชีวิต ไม่เข้าใจเรื่องกรรมนั่นเอง
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:56:37 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 7
ความทุกข์เป็นอันมาก เกิดขึ้นเพราะเหตุที่ไม่เข้าใจชีวิตดีพอ จึงได้ทุ่มเทความรัก ทุ่มเทความหวังไว้เสียเหลือหลาย แต่อย่างไรก็ดี สำหรับนักศึกษาพระอภิธรรมที่เข้าใจสภาวธรรมดี การทุ่มตัวลงไปดังกล่าวน้อยกว่า และจะน้อยลงไปเมื่อความเข้าใจเรื่องของชีวิตดียิ่งขึ้น
เมื่อเป็นดังนี้ ความทุกข์จะเกิดขึ้นมากเท่ากันได้อย่างไร เปรียบเหมือนเหล็กที่เพิ่งออกมาจากเตาไฟใหม่ ๆ ถ้าเรารู้ไว้เสียก่อนแล้วเราก็คงไม่จับมันโดยแรงเป็นแน่ มือก็คงจะไม่เป็นอันตรายมากนัก
นอกจากนี้ บุคคลเป็นอันมาก .. เหตุการณ์ยังมิได้เกิดขึ้นเลย ก็วาดภาพที่น่ากลัวให้แก่ตนเองเสียแล้ว เช่น กลัวอด กลัวอยาก กลัวยากจน กลัวป่วยไข้ กลัวจะไม่ได้ในสิ่งที่ตนหวัง
บางคนสร้างสิ่งที่น่ากลัวเหล่านี้เสียจนชำนาญ ในวันหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นบ่อย ๆ เสมือนสร้างรูปผีให้มาหลอกตนเองให้หวาดหวั่นสะดุ้งกลัวอยู่เสมอ หรือสร้างนรกไว้ให้จิตใจของตนเองต้องตกลงไปโดยไม่จำเป็น ทั้ง ๆ ที่เหตุร้ายเหล่านั้นยังมิได้เกิดขึ้นสักนิดเดียว หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ สำหรับผู้ที่เข้าใจชีวิตดีพอ ย่อมจะมีความทุกข์ในเรื่องภาพหลอก ๆ หรือจินตนาการลม ๆ แล้ง ๆ เช่นนี้น้อย
และเพราะการฝึกให้จิตหมั่นคิดแต่เรื่องที่น่ากลัว เรื่องทุกข์ทนหม่นหมองหรือเป็นกังวลอยู่เป็นนิจนั้น ก็คือการเปิดประตูอบายภูมิไว้สำหรับจะได้ออกไปอย่างสะดวกดายเมื่อความตายมาถึง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องน่ากลัวมากสำหรับผู้ที่ศึกษาชีวิตเข้าใจบ้าง นอกจากนี้ ความทุกข์ต่าง ๆ จะเกิดแก่เขาไม่มากเพราะทราบชัดว่าผลที่เขาจะได้รับจากกรรมที่ได้ทำในปัจจุบันชาตินี้น้อยมาก
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:56:55 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 8
ทุกข์หรือสุข ร่ำรวยหรือยากจน เจ็บป่วยน้อยหรือมาก รูปร่างสวยงามหรือขี้ริ้วขี้เหร่ ย่อมเป็นผลมาจากอดีตไม่ใช่นิดหน่อย เหตุนี้เอง จึงต้องทำความดีในปัจจุบันไปให้มากที่สุดที่จะมากได้ โดยคาดหวังถึงผลที่จะได้รับให้น้อยไว้สักหน่อย เพราะเราไม่ทราบว่า ผลในอดีตที่จะแสดงตัวขึ้นมาร่วมกับกรรมในปัจจุบันนั้นมีกำลังมากน้อยเพียงใด ทั้งเราก็ไม่อาจที่จะหักล้างทำลาย หรือจะทำให้มันเกิดผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามใจเราได้
เปรียบเหมือนการสอบไล่ชั้นมัธยมปีที่ ๖ เราควรจะเรียนควรจะสอบให้ดีที่สุดที่จะดีได้ ส่วนผลคือการที่จะสอบได้หรือไม่ได้นั้นไม่ใช่อยู่ที่การสอบในปัจจุบันเป็นสำคัญ หากแต่ขึ้นอยู่กับอดีตที่เราได้ศึกษาเล่าเรียนมา และได้เก็บความรู้นั้น ๆ เอาไว้ในจิตใจ เริ่มตั้งแต่การศึกษาชั้นต้น คือประถมปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมปีที่ ๖ ไม่ว่าวิชาคำนวณ ภาษาไทยอังกฤษที่เราสอบไล่ ย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาเก่า ๆ ของเราทั้งนั้น
ถ้าการศึกษาเก่า ๆ ของเราไม่อำนวยผล เราศึกษามาในอดีตอ่อนมากในวิชาคำนวณ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ก็เป็นการแน่นอนว่า การสอบนั้นจะต้องล้มเหลวงลงโดยสิ้นเชิงแม้จะสอบให้ดีที่สุดอย่างไรก็ตาม (กรรมปัจจุบัน) เหตุนี้เอง เราจะเสียอกเสียใจไปใยเล่าว่าต้องสอบตก เพราะการเรียนในอดีตของเราไม่ดีเอง
ดังนั้น ถ้าศึกษาให้เข้าใจเรื่องของชีวิตให้ดีมากสักหน่อยก็จะเห็นความจริงว่า ผลที่ได้รับ คือการสอบได้หรือสอบตก หาได้ขึ้นอยู่กับการสอบไล่ หรือขึ้นอยู่กับความรู้เก่า ๆ ในอดีตแต่ประการเดียวไม่ หากแต่ขึ้นอยู่กับการสอบอันเป็นปัจจุบันกับการศึกษาในอดีต (อดีตกรรม)
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:57:12 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
สลักธรรม 9
เรื่องนี้ถ้าจะพิจารณากันให้ดีแล้ว ก็จะเห็นว่าเราได้อาศัยความรู้ตั้งแต่เรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ขึ้นมาชั้นมัธยมปีที่ ๖ ซึ่งเป็นอดีตเกือบทั้งนั้นมาสนับนุนให้เราสอบได้หรือสอบตก ด้วยเหตุนี้เมื่อเราสอบตกไปแล้ว เป็นการสมควรหรือที่เราจะโทษการสอบไล่ของเรา เราจะตีโพยตีพายในเหตุต่างๆ โทษโน่นโทษนี่ที่ทำให้ผลของการสอบไล่ไม่เป็นไปดังหวังเอาไว้
ทำไมเราจึงไม่โทษการศึกษาของเราในอดีตเล่า ว่าได้ทำรากฐานไว้ไม่ดี ที่กล่าวนี่ว่าถึงเหตุในอดีตใกล้ ๆ ชาตินี้เท่านั้น แต่ถ้าว่าถึงอดีตไกลในชาติก่อนด้วยแล้ว ก็จะชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เพราะในชาติก่อนเราอบรมสั่งสมแต่วิชาวาดเขียนไว้มาก อบรมวิชาคำนวนมาน้อย ดังนั้นเราจึงชอบแต่วาดเขียน เราจึงไม่ชอบเรียนวิชาคำนวณ จึงเรียนไม่ได้ดี คะแนนวิชาคำนวนจึงได้น้อยเราจึงสอบตก
(เพราะหลักการศึกษาของชาติวางไว้เช่นนั้น ผมไม่ทราบว่า ทำไม่จึงต้องวางเอาไว้เช่นนั้น ไม่ทราบว่าจะให้นักเรียน ๆ วิชาคำนวนเก่ง ๆ กันทุก ๆ คน เ พื่อประสงค์อะไร วิชาวาดเขียนหรือศิลปะต่างๆ จริยศึกษาพลศึกษา เลวกว่าวิชาคำนวณอย่างไร จึงได้จัดคะแนนเต็มเอาไว้เพียงนิดเดียว ปีหนึ่งเด็กที่ชอบวิชาศิลปหรือพลศึกษาต้องสอบไล่ตก เพราะไม่ชอบวิชาคำนวณมิใช่เล็กน้อย
ชีวิตการเป็นครูของผม ๑๔ ปี จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เข้าใจ การสอนต้องเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมากที่จะเคี่ยวเข็ญให้เด็กที่ไม่ชอบคำนวณให้กลับชอบขึ้นมาเพราะกลัวเด็กจะสอบไล่ไม่ได้)
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [23 เม.ย. 2551 , 12:57:31 น.] ( IP = 125.26.38.172 : : )
[ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |