มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คุณป่วย เพราะคุณบาป (๒)




คุณป่วย เพราะคุณบาป


ตอนที่ผ่านมา

๒. อทินนาทาน หมายถึง การลักทรัพย์ รวมทั้ง การฉ้อโกง ยักยอก หรือหยิบฉวย โดยที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต มีองค์ประกอบในการตัดสินว่าได้ทำผิดอกุศลกรรมบถในข้อนี้คือ

๑) สิ่งนั้นมีเจ้าของ
๒) รู้ว่าสิ่งนั้นมีเจ้าของ
๓) มีจิตคิดจะขโมย
๔) มีความพยายามเพื่อให้ได้สิ่งของนั้นมา
๕) ได้สิ่งของนั้นมาไว้ในครอบครอง

ผลของบาปนั้นจะหนักหรือเบาขึ้นอยู่กับว่า ได้ทำครบองค์ประกอบหรือไม่ เช่น การถือวิสาสะหยิบของผู้อื่นมาใช้ด้วยความคิดว่าเป็นคนกันเองนั้นเท่ากับเป็นการสะสมความเคยชินในทางที่ผิด เพราะเมื่อกระทำบ่อย ๆ เข้าเกิดความชำนาญ กล้าที่จะหยิบของผู้อื่นมากขึ้น ในที่สุดก็จะเป็นขโมยอย่างแท้จริงได้ในวันข้างหน้า ผลที่ได้รับในปวัตติกาลมี ๖ ประการ คือ

(๑) ด้อยทรัพย์ ทำให้ต้องเกิดในครอบครัวที่มีฐานะต่ำ เมื่อโตแล้วก็มีความยากลำบากในการสร้างฐานะ แม้จะทำงานได้เงินเดือนสูงแต่ก็ไม่เคยพอใช้ เป็นต้น

(๒) ยากจน อาจเป็นเพราะเกิดในตระกูลต่ำ ทำให้ชีวิตต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมา บางคนอาจมีวิบากดีของการทำทานมาในอดีตชาติ แต่ผลของอทินนาทานที่ทำมารุนแรงมากแม้ชาตินี้จะมีโชคถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ก็ไม่สามารถที่จะรักษาทรัพย์นั้นได้ มีการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย และถูกปอกลอกไปจนหมดตัวอย่างเช่นนี้เคยมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน
ฉบับหนึ่งว่าคนถีบสามล้อที่มีฐานะยากจน แต่มีกรรมตัดรอนฝ่ายดีทำให้กลายเป็นเศรษฐี ในระยะเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นเงินทองที่มีอยู่ก็หมดต้องกลับมารับจ้างถีบสามล้อตามเดิม ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุในอดีตเขาได้กระทำอทินนาทาน ฉ้อโกงคนอื่นเอาไว้มากจึงต้องได้รับผลหนักเช่นนี้ บางคนอาจเกิดมาอยู่ในฐานะที่ดีมีเงิน แต่ทำงานได้เงินมาเท่าไรก็ต้องให้ภรรยาหมด ตนเองต้องเบิกจากภรรยามาใช้เป็นรายวัน เช่นนี้ก็จัดอยู่ในผลของความยากจน แต่เป็นเศษกรรม

(๓) อดอยาก นั่นคือชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น อด ๆ อยาก ๆ ซึ่งอาจเป็นผลที่ได้รับพร้อมกับการด้อยทรัพย์ หรือยากจน จึงทำให้มีความอดอยาก แต่ในบางครั้งผลเหล่านี้อาจเป็นเศษกรรมของผู้มีฐานะก็ได้ เช่น บางครั้งมีเงินแต่ไม่สามารถซื้อหาอาหารได้ทำให้ต้องอดอาหารในบางมื้อ หรือคนรวยบางคนมีความตระหนี่ไม่ค่อยซื้ออะไร คอยเก็บของเหลือจากลูกมารับประทานเพราะความเสียดาย หรือบางคนที่เรามักจะพบเห็นบ่อย ๆ ว่าเป็นคนมีเงินก็ไม่ค่อยซื้ออะไร แต่พอเห็นของกินเมื่อไรเป็นต้องขอชิมเมื่อนั้น เป็นต้น

(๔) ไม่ได้ในสิ่งที่ตนปรารถนา นั่นคือเป็นผู้ที่ได้รับความผิดหวังบ่อย อยากได้อะไรก็ไม่มีเงินซื้อ หรือมีเงินซื้อแต่ของสิ่งนั้นถูกคนอื่นชิงซื้อไปก่อน ทั้งนี้ก็เพราะเราได้เคยเบียดเบียนทรัพย์ของผู้อื่นมาก่อนนั่นเอง

(๕) พินาศในกิจการค้าและการลงทุน นั่นคือไม่มีความเจริญในกิจการงาน ลงทุนไปเท่าไรก็ถูกคนอื่นโกง หรือทำกิจการค้าอะไรก็ขาดทุน เล่นหุ้นเท่าไรก็หมด เราอาจเห็นตัวอย่างได้ในกิจการบางอย่างที่กำลังเจริญมาก เช่น ยุคหนึ่งมีการทำนากุ้ง บางคนอุตส่าห์กู้เงินไปลงทุน แต่ทำไปไม่เท่าไรกิจการเสียหมด ไม่ได้ผล ยังต้องมาใช้หนี้ธนาคาร ทำให้ฐานะยากจนลงหรือในยุคหนึ่งมีแชร์รายใหญ่ชื่อเสียงโด่งดังมาก คนอื่น ๆ เล่นได้ดอกผลมามากมาย แต่เมื่อเราไปเล่นบ้างก็เป็นช่วงที่เกิดการล้มและถูกจับ มีผลทำให้บางคนต้องด้อยทรัพย์ตามมาเหล่านี้เป็นต้น

(๖) พินาศเพราะภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น อัคคีภัย อุทกภัย โจรภัย ราชภัย เป็นต้น ในปัจจุบันนี้ นับวันชีวิตของเราจะต้องเจอะเจอกับภัยต่าง ๆ ทั้งภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และภัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นผลจากการกระทำของเราเองที่ได้เคยทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อนต้องสูญเสียทรัพย์มาแล้วในอดีตชาติ ผลที่ได้รับจึงทำให้ชาตินี้เราต้องประสบสภาวะเดือดร้อน เช่น น้ำท่วมทำให้เกิดการเสียหายทรัพย์สิน บางรายพอน้ำท่วมแล้ว ต้องกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านที่เสียหาย ทำให้เกิดภาวะลำบากทางการเงิน บ้างก็ถูกไฟไหม้บ้าน แต่บางคนได้ทำประกันไฟไว้ทำให้ความเดือดร้อนที่เกิดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำ บางรายขนย้ายของทัน สูญเสียเฉพาะบ้าน แต่บางรายไม่เหลืออะไรเลย หรือบางรายยังไม่ค่อยสูญเสียมากเพราะเป็นบ้านที่เช่าอาศัยอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นผลจากการอทินนาทาน แต่ความหนักเบาที่ได้รับนั้นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของบาปที่ได้กระทำมานั่นเอง

โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 07:04:51 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

จากเนื้อหาทั้งหมดที่ท่านได้อ่านมาแล้วถึงผลร้ายต่างๆ ที่จะได้รับจากการกระทำเหตุ แห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น ย่อมเห็นได้ว่า ผลนั้นเป็นที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด "จงอย่าประมาทเวรกรรมว่าทำน้อย" เพราะการกระทำบาปเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นย่อมสร้างความสันทัดและชำนาญ ทำให้กล้าที่จะทำบาปได้มากขึ้น และสุดท้ายไม่ว่าจะทำบาปเล็กน้อย หรือมากมาย ผลย่อมเกิดแก่ผู้ที่กระทำกรรมนั้นอย่างแน่นอน

เมื่อเรายอมรับความจริง และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ความทุรนทุรายในจิตใจย่อมลดน้อยลง เนื่องด้วยรู้ดีว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนเป็นผลที่เกิดจากเหตุที่เรากระทำมาเองทั้งสิ้น และโดยเฉพาะธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าความผิดนั้นเกิดจากการกระทำของตนเอง จะนิ่งเฉยได้ดีกว่าเหตุการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นแก่เราและคิดว่าความเดือดร้อนที่ได้รับนั้นมาจากการกระทำของบุคคลอื่น เพราะตราบใดที่คิดเช่นนั้น ความเร่าร้อนในใจย่อมเกิดขึ้นและผลักดันให้มีการกระทำเพื่อสนองตอบอารมณ์นั้นต่อไป

แต่มาบัดนี้เมื่อเราทุกคนได้ศึกษา และเรียนรู้ความจริงอันเกิดจากพระปัญญาธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและยอมรับในพระพุทธดำรัสที่ว่า

  • "ไม่มีใครทำอะไรใครได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุและปัจจัย สิ่งที่เราได้รับคือวิบาก และที่กำลังกระทำใหม่คือกรรม"

    เมื่อยอมรับแล้วก็เชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสั่งสอน ถ้าเราต้องการได้รับผลที่ดีก็ย่อมจะกระทำได้ด้วยตนเอง ด้วยการใช้ชีวิตให้เจริญอยู่ในกุศล โดยประพฤติตนตามแนวแห่ง "บุญกิริยาวัตถุ ๑๐" หลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ที่กล่าวแล้วและเพียรพยายามศึกษาถึงผลร้ายต่าง ๆ ที่จะได้รับจากการกระทำอกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้จนนึกขยะแขยงต่อผลของมัน และไม่กล้าที่จะกระทำเหตุทั้ง ๑๐ อย่างนั้นอีกต่อไป แต่ทว่าเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก เพราะสภาพโดยทั่ว ๆ ไปเที่เราทุกคนต้องยอมรับ คือ การทำงานของจิตในการรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น รับรู้ได้ทีละขณะ และแต่ละขณะนั้นย่อมมีบุญ มีบาปเกิดขึ้น

    และทุกวันนี้หากเราสำรวจตนเองและเปิดใจกว้าง ก็จะต้องยอมรับว่า บาปเกิดขึ้นมากกว่าบุญในอดีตชาติก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น บาปเหล่านี้ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในจิต พร้อมที่จะแสดงออกได้ทุกเวลาเมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม ซึ่งถ้าเปรียบแล้วก็เหมือนกับคนไทยที่มีเหตุจำเป็นต้องไปดำเนินชีวิตอยู่ในต่างประเทศ ในขณะนั้นเขาจะต้องพูดภาษาของชาตินั้น ๆ ตอนนั้นแม้เขาไม่ได้พูดภาษาไทยแต่ก็ยังคงจดจำไม่มีวันลืม เมื่อถึงเวลา เช่น พบคนไทยด้วยกัน เขาก็สามารถพูดออกมาเป็นภาษาไทยได้ทันที ฉันใดบุญ บาปที่ได้กระทำมาและยังเก็บไว้ในจิตก็ยังคงมีอำนาจพร้อมที่จะแสดงออกได้ฉันนั้น แต่เมื่อบาปที่ได้กระทำมามีมากกว่า ผลที่ได้รับส่วนใหญ่จึงเป็นผลของบาป

    ดังนั้น เราควรจะทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องรับผลของบาปที่ได้กระทำมาแล้ว โดยที่เราเองไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเคยได้ทำอะไรมาบ้าง หรือทำมาตั้งแต่ชาติไหน การที่จะไม่ต้องรับกรรมที่ได้กระทำมานั้นมีวิธีการเดียวเท่านั้น คือ "การไม่เกิด" นั่นเอง เพราะเมื่อไม่เกิดก็ย่อมไม่มีชีวิต และเมื่อไม่มีชีวิตกรรมที่กระทำมาก็ย่อมส่งผลให้ไม่ได้ จัดเป็น "อโหสิกรรม" กรรมนี้เป็นกรรมของบุคคลประเภทเดียวคือ "พระอรหันต์" เท่านั้น

    แต่พวกเราซึ่งยังไม่สามารถพาตนเองไปสู่กรรมประเภทนั้นได้ก็ตามเราก็สามารถจะปฏิบัติตนในการดำเนินชีวิตของเราเพื่อให้มีบาปเกิดขึ้นน้อยที่สุดได้ การปฏิบัติเพื่อไม่ให้บาปเกิดขึ้นก็มีอยู่วิธีการเดียวเท่านั้นคือ จะต้องมีชีวิตอย่างมี "สติ" อันเป็นหัวใจหรือหลักสำคัญของการปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา และพยายามกระทำให้ได้ทุกขณะ เพราะตราบใดที่สติซึ่งเป็นฝ่ายกุศลเกิดขึ้น เมื่อนั้นบาปต่าง ๆ ซึ่งเป็นฝ่ายอกุศลย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะจิตรับรู้ได้ทีละขณะ แต่โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์ปุถุชนอย่างเรา ท่านไม่สันทัดกับสติ มักเผลอจากสติบ่อยครั้ง และเมื่อใดที่เผลอสติบาปทั้งหลายซึ่งเป็นสิ่งที่เราสันทัดจะเกิดขึ้นทันที เราจึงต้องมีวิธีการที่จะกันมิให้เผลอไปจากสติ วิธีการเหล่านี้ท่านสามารถจะศึกษาหาความรู้ และฝึกปฏิบัติได้ด้วยตัวของท่านเองที่

    มูลอภิธรรมมูลนิธิ
    ถนนพุทธมณฑลสาย ๔ อ.พุทธมณฑล
    จ. นครปฐม ๗๓๑๗๐
    ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๕๓๐ น.

    เมื่อใดที่ท่านมีโอกาสได้ปฏิบัติแล้ว เมื่อนั้นท่านจะรู้สึกด้วยตัวของท่านเองว่า ท่ามกลางความวุ่นวายและสับสนของสังคมทุกวันนี้ ท่านได้มีชีวิตใหม่ คือ ชีวิตที่มีแต่ความสุขสงบร่มเย็นด้วยรัศมีพระธรรม ซึ่งจะคุ้มครองวิถีชีวิตของท่านได้อย่างมั่นคงตลอดไป

    ด้วยความปรารถนาดี
    บุษกร เมธางกูร
    ประธานมูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ


  • โดย พี่เณร....นำมาฝาก [29 เม.ย. 2551 , 08:27:15 น.] ( IP = 58.9.229.192 : : )


      สลักธรรม 12

    คำส่งท้ายที่ท่านอาจารย์บุษกรเขียนไว้ว่า ..ท่ามกลางความวุ่นวายและสับสนของสังคมทุกวันนี้ ท่านได้มีชีวิตใหม่ คือ ชีวิตที่มีแต่ความสุขสงบร่มเย็นด้วยรัศมีพระธรรม ..นับเป็นคำที่ให้กำลังใจอย่างยิ่งเลยค่ะ

    กราบขอบพระคุณพี่เณรที่นำมาฝากค่ะ

    โดย น้องกิ๊ฟ [29 เม.ย. 2551 , 09:33:35 น.] ( IP = 125.26.42.159 : : )


      สลักธรรม 13

    กราบขอบพระคุณค่ะพี่เณร
    อ่านแต่ข้อแล้ว มองผลไปหาเหตุแล้ว
    ทำให้รู้สึกว่าการกระทำกรรมทั้งทางกาย วาจาและใจที่เป็นอกุศลน่ากลัว
    เวลารับผลแล้ว หาความเจริญไม่ได้เลย

    โดย น้องอุ๊ [29 เม.ย. 2551 , 10:02:14 น.] ( IP = 96.227.104.222 : : )


      สลักธรรม 14

    ผลของอกุศลกรรมแต่ละข้อนั้นน่ากลัวค่ะ และเมื่อต้องได้รับผลไม่ดีเช่นนั้น ความทุกข์ร้อนใจก็มีไม่มาก เพราะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเราได้เคยทำบาปมานั่นเอง

    กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่นำมาฝาก

    โดย เซิ่น [1 พ.ค. 2551 , 21:54:24 น.] ( IP = 58.8.55.191 : : )


      สลักธรรม 15

    ลัทธินิครนถ์

    โดย เฉลิมไทย [7 ม.ค. 2553 , 07:55:42 น.] ( IP = 125.24.81.146 : : )
    [ 1 ] [ 2 ]

    ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
    จาก : *
    Code :
    กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
    อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
    รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
    รายละเอียด :
    Icon Toy
    Special command

    * *
    กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

    คำเตือน
    • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
    • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

    ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

    [ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

    ลานภาพ

    อบรมวิปัสสนา

    ค้นหา

    ค้นหา-GooGle

    สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org