มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


การนอนหลับคืออะไร? (๑๐)






การนอนหลับคืออะไร? เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร ? (๑๐)

โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร


ตอนที่ผ่านมา

รายละเอียดในการฝึกจิต

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ตอนต้นๆ ว่า ธรรมชาติของจิตนั้นจะต้องมีอารมณ์อยู่เสมอไปขาดไม่ได้ ธรรมชาติของจิตนั้นมีความคล่องแคล่วว่องไวเหลือที่จะกล่าวด้วยถ้อยคำใดๆ ชอบซัดส่ายไปสู่อารมณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ เมื่อได้รับการกระทบกระเทือนอะไรเข้าเพียงเล็กน้อย ก็จะยิ่งซัดส่ายไปมาหนักยิ่งขึ้น ไม่อาจที่จะตั้งมั่นได้เลยทีเดียว

เมื่อเราเห็นว่า จิตมีความแคล่วคล่องว่องไวหรือชอบทำงานหมั่นจับอารมณ์ หรือหมั่นยกขึ้นสู่อารมณ์อยู่มิได้หยุดหย่อนเช่นนี้ เราก็ไม่บังควรที่จะบังคับจิตให้ว่างเปล่าปราศจากอารมณ์เพราะเป็นไปไม่ได้

หากแต่เราควรหางานให้จิตทำเสีย หาหรือกำหนดอารมณ์ให้จิต อย่าให้อยู่ว่างได้ โดยเรากำหนดงานให้จิตทำเสียใหม่ มิให้จิตคิดทำไปตามอำเภอน้ำใจของจิตเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดความวุ่นวายแล้วหยุดอยู่กับที่ตามที่เราปรารถนาไม่ได้

อันการที่จะฝึกให้จิตทำงานตามที่เรากำหนดให้นั้น มิใช่จะทำให้จิตตั้งมั่นในงานที่เรากำหนดให้ได้แน่นอนเสมอไป จำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของจิตบ้าง และต้องมีความอดทนพากเพียรมิใช่เล็กน้อย แม้กระนั้นก็ดี ในบุคคลบางคนก็จะต้องอาศัยเวลาเป็นอันมาก

ในเรื่องนี้ผมขอแบ่งแยกจิตของบุคคลทั้งหลายออกไปอย่างหยาบๆ เป็น ๒ ประการเสียก่อน คือ

๑. ผู้ปฏิสนธิด้วยจิตเป็นโสมนัส
๒. ผู้ปฏิสนธิด้วยจิตเป็นอุเบกขา

โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2551 , 11:20:31 น.] ( IP = 125.26.42.159 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



๑. ผู้ปฏิสนธิด้วยจิตเป็นโสมนัส หมายความว่า เมื่อแรกเกิดขึ้นมา (ในขณะปฏิสนธิครั้งแรก ไม่ใช่คลอดออกจากครรภ์มารดา) จิตเป็นโสมนัส คือจิตแฝงอยู่ด้วยความยินดีติดมาตั้งแต่กำเนิด เพราะด้วยการสั่งสมอบรมมาแต่ชาติก่อนๆ อำนาจของโสมนัสอยู่เสมอนั้น ได้ส่งมอบให้ตั้งแต่ปฏิสนธิครั้งแรกซึ่งยังไม่มีหน้าตา ตัวตน

จิตของบุคคลชนิดนี้จะไม่มีปรากฏการณ์อย่างใดเลยเมื่ออยู่ในครรภ์มารดา หรือในเวลาต่อมาที่เราจะสามารถทราบได้ นอกจากจะเห็นได้จากการแสดงกิริยาอาการ หรือการพูดจาต่างๆ เมื่อเติบโตขึ้นแล้วเท่านั้น

เขาจะเป็นบุคคลที่มีจิตใจรื่นเริงอยู่เสมอ ชอบสนุกสนานเฮฮา ชอบพูดคำหัวเราะคำ แม้บางครั้งจะมีเรื่องทุกข์ร้อนเกิดขึ้น ก็รู้สึกไม่มากนักแล้วก็รู้สึกไม่นาน ไม่ค่อยคิดอะไรจริงๆ จังๆ แล้วเรื่องทุกข์ร้อนเหล่านี้จะจางหายไปโดยง่าย

ไม่ค่อยจะเห็นว่าโลกนี้เป็นคุกสำหรับตน ไม่ค่อยเห็นว่าการนอนไม่หลับนั้นเป็นทุกข์โทษภัย จึงชอบหาโอกาสกิน เที่ยว หรือเล่นสนุกเท่าที่จะทำได้ ชอบเปิดหูเปิดตาออกนอกบ้าน ไม่ชอบคิดอะไรนานๆ แม้บังเกิดความทุกข์ร้อนอะไรก็ไม่เศร้าเสียใจจนถึงขนาด ไม่ช้าก็จะคลาย

บุคคลชนิดนี้ถ้าได้ศึกษาชีวิตจนเข้าใจดีแล้ว ความชอบสนุกสนานเฮฮาก็จะลดลงไปบ้าง อย่างไรก็ดีย่อมทำให้สมาธิตั้งอยู่ได้พอสมควร แม้จะเป็นสาเหตุขัดขวางอยู่บ้าง

โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2551 , 11:20:48 น.] ( IP = 125.26.42.159 : : )


  สลักธรรม 2



๒. ผู้ปฏิสนธิด้วยจิตเป็นอุเบกขา หมายความว่าตั้งแต่ขณะแรกเกิดก็ติดอำนาจที่ตัวได้สั่งสมอบรมมาเหมือนกัน จิตเป็นอุเบกขาประเภทที่ ๒ ดังกล่าว เราจะสังเกตบุคคลชนิดนี้ได้จากการแสดงออกต่างๆ มีพูดจาหรือกิริยาอาการ เป็นบุคคลผู้ซึ่งมีจิตใจชอบสงบ ไม่ใคร่รื่นเริงเท่าไร แม้จะสนุกสนานรื่นเริงบ้างก็ชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็กลับเข้าที่เดิมอีก

พื้นฐานของจิตเป็นคนชอบเฉยๆ แต่เป็นคนช่างคิดช่างอ่าน และบางทีก็คิดมากจนเกินไป ความทุกข์ความเดือดร้อนไม่ค่อยจะหายไปได้เร็วนัก บางทีความทุกข์ความเดือดร้อนยังมิได้เกิดขึ้นก็คิดล่วงหน้า โดยสร้างเป็นมโนภาพให้เกิดขึ้น แล้วก็เป็นทุกข์เป็นร้อนเสียยกใหญ่ก็มี

บุคคลชนิดนี้เป็นผู้ที่ไม่ค่อยชอบเที่ยว ไม่ค่อยชอบสนุกสนานเฮฮาเท่าไร ชอบคิดอะไรมากๆ และนานๆ บุคคลชนิดนี้เหมาะแก่การทำสมาธิ เสียแต่ว่าอดชอบคิดมากไม่ค่อยได้


โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2551 , 11:21:05 น.] ( IP = 125.26.42.159 : : )


  สลักธรรม 3




ผู้ปฏิสนธิด้วยจิตทั้ง ๒ นี้ ทั้งโสมนัสและอุเบกขา ย่อมหมดโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของตนเองให้กลับเป็นคนตรงกันข้ามได้อย่างแน่นอนในชาตินี้

คือจะเปลี่ยนจากโสมนัสให้เป็นอุเบกขา หรือเปลี่ยนจากอุเบกขาให้เป็นโสมนัสก็ไม่ได้ ธรรมชาตินี้จะฝังมั่นประจำตัวตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงแก่ความตาย แต่การอบรมในปัจจุบันหรือสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันจะมาช่วยกล่อมเกลาให้ได้บ้าง

ที่เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ไม่ได้ก็เพราะว่า เป็นพื้นฐานของจิตใจที่ได้อบรมมาจนชำนิชำนาญจากอดีต แต่อย่างไรก็ดี เมื่อตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดใหม่ ก็อาจจะเป็นโสมนัสหรืออุเบกขาได้ แล้วแต่อารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนใกล้จะตาย

การที่เราศึกษาเรื่องพื้นฐานของจิตในบุคคลทั้ง ๒ นั้นก็เพราะว่า เราจะได้ทราบว่าจิตของเราอยู่ในประเภทไหน แล้วจะได้ฝึกจิตของเราให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ คือ ถ้ามากไปจะได้ถอยลงมาเสีย และถ้าน้อยไปก็จะได้เขยิบขึ้นไป

แต่ถึงอย่างไร บุคคลทั้งสองนี้ก็จะต้องมีความเพียรเป็นเดิมพัน เช่น ผู้ที่ปฏิสนธิด้วยจิตโสมนัสจะต้องมีความตั้งใจ มีความอดทนเป็นพิเศษ ที่จะต้องงดความชอบสนุกสนานเฮฮาลงเสียบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลทั้งสองนี้จะต้องฟันฝ่าความยากลำบากในการฝึกจิตมิได้ยิ่งหย่อนกว่ากันเท่าใด

โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2551 , 11:21:22 น.] ( IP = 125.26.42.159 : : )


  สลักธรรม 4




ผมได้กล่าวมาแล้วว่า ตัวการสำคัญที่จะมาบังคับให้จิตเกิดความง่วงเหงาหาวนอนแล้วหลับลงไป คือจิตเป็นภวังค์ได้นั้น จะต้องมีตัวต้นเหตุที่จะมาบังคับทำให้จิตหมดความอดทนที่จะตั้งอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่งได้ ธรรมชาตินั้นได้แก่เจตสิกถีนะกับมิทธะนั่นเองมาเกิดร่วมกับจิต ทำให้จิตหดหู่เซื่องซึม ในที่สุดก็หลับไป

การที่บุคคลทั้งหลายตั้งใจว่าจะนอนให้หลับนั้น ถ้าว่าตามสภาวะก็คือ การเพียรพยายามให้จิตหยุดคิดตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่งหรือหลายอัน ให้กำลังของจิตหมดอำนาจที่จะตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อเปิดโอกาสให้เจตสิก คือถีนะกับมิทธะ เข้ามาประกอบกับจิตได้ง่ายๆ เมื่อถีนะกับมิทธเจตสิกเข้ามาประกอบกับจิตอยูบ่อยๆ แล้ว ไม่ช้านักก็จะหลับได้อย่างแน่นอน

แต่ตามความเป็นจริงของคนที่นอนหลับยาก ก็เพราะมีอารมณ์ที่ตั้งมั่นเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เช่น อารมณ์ทุกข์ร้อน กังวล จากเหตุกระทบกระเทือนทางใจแรงทั้งในทางดีและทางร้าย ซึ่งกระทบจิตใจอยู่เสมอ จิตจึงเกิดวิตกยกขึ้นสู่อารมณ์เหล่านั้นอย่างมั่นคงเป็นขณะๆ ไป แม้จะง่วงแสนง่วงก็นอนหลับไม่ได้ อารมณ์เหล่านั้นมีกำลังมากกระทบกับจิตเสมอไม่เปิดช่องโอกาสให้ถีนะมิทธะเข้าได้เลย

นอกจากอารมณ์ต่างๆ จะกระทบกับจิตทำให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์สารพัดอย่างอยู่เสมอ ทำให้หลับ(เป็นภวังค์) ได้โดยยากแล้ว ยังมีเหตุผลภายนอกมากระทบกับจิตอีก เช่น คนเป็นโรคทางเดินอาหาร ในกระเพาะอาหารมีกรดมาก อาหารบูดเสียทำให้มีแก๊สมาก แล้วกระทบกับระบบประสาทนั่นก็คือกระทบกับภวังคจิต ทำให้จิตตั้งมั่นขึ้นมาในอารมณ์ต่างๆ เป็นจณะๆ ติดต่อกันไป จึงมีความคิดยุ่งเหยิงสับสน หรือเป็นโรคหัวใจ และเป็นโรคประสาท โรคเหล่านี้ก็กระทบกระเทือนถึงจิตใจเป็นต้น

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ศาลาธรรม [29 เม.ย. 2551 , 11:21:42 น.] ( IP = 125.26.42.159 : : )


  สลักธรรม 5

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ

ขออนุโมทนากับคุณศาลาธรรมด้วยครับ

โดย พี่เณร [29 เม.ย. 2551 , 18:46:57 น.] ( IP = 58.9.209.133 : : )


  สลักธรรม 6

น้อมระลึกและกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ

ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมมากค่ะที่นำความรู้มาฝากเสมอๆ


โดย Nong Au [29 เม.ย. 2551 , 21:25:15 น.] ( IP = 130.91.156.55 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ

ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมค่ะ ที่นำมาฝาก

โดย เซิ่น (เซิ่น) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [1 พ.ค. 2551 , 21:42:25 น.] ( IP = 58.8.55.191 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org