| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การนอนหลับคืออะไร? (๑๓)
การนอนหลับคืออะไร? เมื่อนอนไม่หลับจะแก้ไขอย่างไร ? (๑๓)
โดย อาจารย์บุญมี เมธางกูร
ตอนที่ผ่านมา
การทำสมาธิโดยหางานมาให้จิตทำให้มากขึ้น ยังมีอีกแบบหนึ่งซึ่งมีผู้ทำสำเร็จเหมือนกัน อาจจะเหมาะสำหรับบางท่านก็ได้ โดยไม่ต้องใช้การนับตามลมหายใจ แต่ใช้การกำหนดจิตนับตัวเลขเหมือนกัน โดยให้นับจากการฟังการเต้นของหัวใจร่วมด้วย
การจัดให้จิตเข้าไปนับการเต้นของหัวใจที่สูบฉีดโลหิตนั้น ก็เพื่อประสงค์ว่าจะให้จิตมีงานทำอย่างใจจดใจจ่อ เพราะการเต้นของหัวใจเต้นแผ่วเบาพอจะได้รู้สึกนิดหน่อยเท่านั้น ถ้าขาดความเอาใจใส่แม้แต่น้อยก็จะไม่ได้ยินเลย ถ้านอนตะแคงข้างซ้าย(เฉพาะคนมีหัวใจอยู่ข้างซ้าย เพราะบางคนซึ่งเป้นคนส่วนน้อยหัวใจอยู่ข้างขวาก็มี) ก็จะได้ยินชัดเจน ถ้านอนหงายหรือนอนตะแคงข้างขวาจะได้ยินน้อยที่สุด
การนับการสูบฉีดโลหิตของหัวใจนั้น ดียิ่งกว่าไปกำหนดนับเสียงอย่างอื่น เพราะว่าเสียงของหัวใจนั้นแผ่วเบาก่อให้เกิดความตั้งใจแรงขึ้น เพื่อหวังว่าจะให้ได้ยิน
อีกประการหนึ่ง การกำหนดนับอย่างอื่นนั้นไม่ค่อยจะแน่เพราะบางทีเสียงที่กำหนดนั้นหายไป หรือว่าไปนอนที่อื่นที่เสียงนั้นมิได้มี หรือต้องการจะหลับนอนในเวลาพักผ่อนในทีทำงานสัก ๑๕ นาที ก็จะหาเสียงตามที่ต้องการไม่ได้ แต่เสียงการสูบโลหิตไปเลี้ยงร่างกายของตนเองนั้น ติดตัวอยู่เสมอจะนอนที่ไหนก็กำหนดได้ทุกแห่ง
การกำหนดการเต้นของหัวใจนั้น ไม่สู้จะเหมาะสำหรับบุคคลบางคน เช่นคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว การเต้นของหัวใจเดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า เดี๋ยวแรง เดี๋ยวอ่อนไม่สม่ำเสมอ
โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2551 , 09:03:38 น.] ( IP = 125.26.39.200 : : )
สลักธรรม 1
และแม้ว่ามิได้เป็นโรคที่เกี่ยวแก่หัวใจเลยก็ดี ถ้าหากว่าเป็นโรคที่เกี่ยวแก่ระบบการย่อยอาหารพิการชนิดเรื้อรังจะเป็นกระเพาะอาหารหรือลำไส้ก็ตาม แก๊สคือลมที่เสียมีมากก็จะเกิดเป็นพิษขึ้น ขณะนี้ก็จะไปดันกระบังลมที่อยู่ภายใต้หัวใจ ซึ่งอาจทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจไม่เป็นไปตามธรรมดา
ถ้าเป็นเช่นนี้ จังหวะการเต้นของหัวใจก็จะใช้กำหนดจิตลงไปไม่ได้เลย เพราะมันจะสั่นถี่มากจนนับไม่ทัน บางทีมันก็เต้นอ่อนจนน่ากลัวจะหยุดเอาเลยก็มี แม้จะกำหนดลงไปก็ไม่ถูก บางทีมันก็เต้นแรงเสียจนเราตกใจว่าจะหลุดออกมาข้างนอก ขณะนี้จะทำให้จิตวิปริตแปรปรวนยิ่งขึ้น ทำให้ความฟุ้งซ่านกำเริบหนักขึ้น แต่เมื่อเราค่อยยังชั่วมันก็จะทำงานไปตามปกติ ด้วยเหตุนี้เอง การกำหนดจิตลงที่หัวใจจึงดูให้เหมาะสมควร
การกำหนดที่หัวใจเต้นนั้น มิใช่ว่าจะกำหนดตามชอบใจ เพราะถ้ากำหนดตามที่ได้ยินแล้ว หัวใจเต้นถี่หรือเร็วจนนับตามไปไม่ค่อยทัน ในการเต้นของหัวใจครั้งหนึ่งนั้นมีเสียงดังเป็น ๒ เสียง เสียงแรกเบากว่าเสียงที่สอง จึงจำเป็นจะต้องนับเฉพาะเสียงที่สอง ที่ดังหรือกระเทือนแรงกว่า ซึ่งเป็นจังหวะพอดี และกระเทือนพอจะให้จิตจับได้โดยง่ายสักหน่อย
วิธีที่จะกำหนดนับหัวใจเต้นนั้น ก็กำหนดนับคล้ายๆ กับที่ผมได้แสดงไปแล้วนั่นเอง
ครั้งที่ ๑ เมื่อหัวใจเต้นครั้งแรกให้นับ ๑ เต้นครั้งที่ ๒ ให้นับ ๒ แล้ว ๓, ๔ ต่อๆ ไป จนถึงหัวใจเต้นครั้งที่ ๑๐ ก็ให้นับ ๑๐ นี่เป็นตอนหนึ่ง
ครั้งที่ ๒ นับ ๑, ๒, ๓, ไปจนถึง ๙ แล้วนับ ๑, ๒, ๓, ไปจนถึง ๘ ถึง ๗ ถึง ๖ ตามลำดับจนถึง ๑
ครั้งที่ ๓ นับย้อนกลับตั้งแต่ ๑๐, ๙, ๘, ๗, ๖, ต่อๆ ไป จนถึง ๑
ครั้งที่ ๔ นับตั้งแต่ ๙ ไปจนถึง ๑ นับตั้งแต่ ๘ ไปจนถึง ๑ ต่อๆ ไปจนถึง ๑
โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2551 , 09:04:07 น.] ( IP = 125.26.39.200 : : )
สลักธรรม 2![]()
โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2551 , 09:04:24 น.] ( IP = 125.26.39.200 : : )
สลักธรรม 3
การนับทั้งหมดนี้ นับพร้อมกับการเต้นหรือการกระเทือนของหัวใจ บางครั้งบางคราวอาจกำหนดหัวใจเต้นไม่ชัดเจน ก็กำหนดนับลงไปเฉยๆ บ้างก็ได้ (เช่นเมื่อนอนหงาย) เมื่อหมดครั้งที่ ๔ แล้ว ให้นับย้อนกลับไปครั้งที่ ๑ เช่นนี้เรื่อยไป
การกำหนดนับเพื่อให้เกิดสมาธิแบบนี้ บางท่านอาจจะอิดหนาระอาใจบ้าง แต่ก็เป็นตอนแรกๆ ที่ยังไม่ชำนาญเท่านั้น ถ้าผู้ใดหมั่นทำอยู่เสมอๆ ก็ไม่เห็นว่ายากเย็นอะไร
การหางานให้จิตทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความฟุ้งซ่านโดยการนับพร้อมกับหัวใจเต้นนี้ ขอให้ทำเรื่อยๆ โดยไม่ต้องร้อนใจว่านอนยังไม่หลับ เพราะว่าถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านมากจนเกินไปแล้ว แม้ว่าจะยังไม่หลับจนดึกก็ได้ชื่อว่าได้พักผ่อนตามสมควร
เรื่องการแก้ไขนอนให้หลับเป็นปกตินั้นมีวิธีการอยู่มากมาย ผมก็ได้แสดงวิธีการแก้ไขการนอนไม่หลับมาแล้วหลายวิธีด้วยกัน แล้วแต่ว่าท่านผู้ใดเหมาะสมที่จะใช้อย่างไร หรือจะลองใช้ดูสัก ๒-๓ วิธีก็ได้ สำหรับในวันนี้จะขอนำมาแสดงต่อท่านอีกวิธีหนึ่ง
ตามธรรมดาสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ บางสิ่งบางอย่างก็เข้าร่วมกันได้เป็นอย่างดี บางอย่างก้ขัดแย้งหรือเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกัน เช่นดินกับน้ำรวมกันได้อย่างสบายไม่เป็นอันตรายซึ่งกันและกัน แต่น้ำกับไฟจะรวมกันไม่ได้เลย พบกันเข้าจะต้องหักล้างทำลายกันลงไปทีเดียว
โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2551 , 09:04:41 น.] ( IP = 125.26.39.200 : : )
สลักธรรม 4
ที่กล่าวนี้โดยทั่วไปซึ่งจะทำให้ฟังเข้าใจง่าย แต่ถ้าว่าโดยหลักวิชาที่ละเอียดแล้ว ภายในสารเดียวกันก็มีประจุไฟฟ้าที่จะดึงดูดหรือผลักดันอยู่เสมอไม่มีหยุดนิ่งเลย
ธรรมชาติของจิตที่เกิดขึ้นเป็นบาป กับธรรมชาติของจิตที่เกิดขึ้นเป็นบุญก็เหมือนกัน จะเกิดร่วมกันไม่ได้ เพราะเป็นธรรมตรงกันข้าม เมื่อบาปเกิด บุญก็หายไป เมื่อบุญเกิด บาปก็ถอยไป หรือเปรียบเสมือนแสงสว่างกับความมืดก็ได้
ถ้าบุคคลใดชอบเป้นคนช่างคิด แล้วความช่างคิดนั้นก็ชอบคิดไปในแต่เรื่องร้ายๆ ซึ่งมิได้บังเกิดผลดีอย่างไร ซึ่งคิดฟุ้งซ่านไปในเรื่องร้อยแปดเป็นต้น มีแต่จะทำให้จิตเกิดความเศร้าหมองเร่าร้อนวุ่นวายแล้วยังลามไปถึงกาย ทำให้สุขภาพของกายเสียหายไปโดยไม่จำเป็นอีกด้วย
หายคนพยายามที่จะไม่คิด แต่ก็อดคิดไม่ได้ ท้งนี้ก็เพราะกระทำเสียจนเคยชิน จะเป็นนิสัยแก้เท่าไรก้ไม่หาย หรือเป็นเพราะมีเหตุการณ์อะไรมาเร้าจิตใจให้หยุดนิ่งอยู่ไม่ได้ หรือเพราะเกิดโรคภัยทางร่างกายมาเร้าจิตให้เกิดกระเทือน จึงต้องคิดฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา
เมื่อความมืดยังคงครอบคลุมอยู่ แสงสว่างก็ยังมีไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเราต้องการให้แสงสว่างเกิดขึ้น เราก็จำเป็นที่จะต้องเปิดประตูหน้าต่างหรือจุดไฟขึ้น ความมืดก็จะถูกความสว่างทำลายลง
จิตที่เป็นบาปกับจิตที่เป็นบุญก็เหมือนกัน ตามธรรมดาย่อมจะหักล้างทำลายกันดังกล่าวแล้ว ด้วยเหตุนี้ เมื่อจิตคิดอยากจะดูภาพยนตร์เกิดขึ้นแล้วมีกำลังพอก็จะทำลายจิตที่มีอารมณ์อื่นอยู่ก่อน เช่นคิดไปวัดให้สลายตัวไป
โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2551 , 09:04:59 น.] ( IP = 125.26.39.200 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อจิตชอบคิดแต่ในเรื่องบาปอกุศล ชอบคิดแต่ในสิ่งที่ไม่ดีหรือชอบคิดฟุ้งซ่าน อันเราไม่พึงประสงค์ปรากฏขึ้นมา เราก็ไม่อาจทำลายมันลงไปได้โดยง่าย ดังนั้น จึงต้องสร้างจิตชนิดหนึ่งให้เกิดขึ้นเข้ามาแทนที่ ซึ่งจะต้องเป็นจิตที่มีลักษณะตรงกันข้าม ให้เข้ามาหักล้างทำลายลงเสีย
จิตที่จะสามารถหักล้างจิตที่เป็นบาปอกุศลได้นั้น ก็คือจิตที่เป็นบุญกุศลนั่นเอง แต่ทว่าต้องหัดสร้างให้มันเกิดกำลังขึ้น หรือหัดสร้างให้มีอำนาจมากขึ้น(เรื่องสมาธิได้กล่าวมาแล้ว)
ผมได้เคยกล่าวมาแล้วว่า การที่จิตชนิดต่างๆ เกิดขึ้นมานั้น มิใช่เกิดแต่เพียงจิตตัวเดียวโดดๆ หากแต่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพื่อช่วยเหลือการงาน คืออารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นให้สำเร็จลงทั้งในอารมณ์ที่เป็นบาปและในอารมณ์ที่เป็นบุญ
ในจิตที่เป็นกุศลนั้น มัเจตสิกอยู่ตัวหนึ่ง เราเรียกชื่อว่า "สติเจตสิก" ซึ่งเป็นเจตสิกที่ทำให้เกิดความสำนึกรู้ มิให้จิตเป็นบาปเป็นอกุศล หรือพูดง่ายๆ ว่า ถ้า "สติเจตสิก" ตัวนี้เกิดร่วมกับจิตแล้ว จิตประเภทนั้นจะเป็นบาปไม่ได้
โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2551 , 09:05:16 น.] ( IP = 125.26.39.200 : : )
สลักธรรม 6
ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าอกุศลจิตก็ดี ความฟุ้งซ่านก็ดี เกิดขึ้นและครองความเป็นใหญ่อยู่แล้ว เมื่อมีจิตที่ประกอบด้วยสติเจตสิกตัวนี้เข้ามาเมื่อใดเมื่นั้นมันก็จะมาครอบครองแทนที่อารมณ์เดิม และจิตนี้ก็ได้ชื่อว่ากุศล
บุคคลเป็นอันมากที่มิได้ฝึกหัดให้เกิดสติเจตสิกให้มีกำลังมาก มิได้ฝึกฝนสติให้เกิดขึ้นง่ายๆ และบ่อยๆ ดังนั้นช่องโอกาสจึงเปิดโล่งให้บาปอกุศลเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และบ่อยๆ เฉพาะอย่างยิ่งในที่นี้ก็คือ เปิดช่องให้โอกาสแก่อุทธัจจะ กุกกุจจะ ซึ่งเป็นฝ่ายอกุศลฟุ้งซ่านรำคาญใจอันจะมาขัดขวางการนอนหลับอย่างสำคัญ
ดังนั้นสำหรับวิธีการที่จะทำลายความฟุ้งซ่านให้หายไปก็จำเป็นจะต้องฝึกสติให้เกิดขึ้นให้มีกำลังจนมากพอที่จะทำลายล้างอกุศลที่เกิดขึ้นนั้นเสียได้ เสมือนในยามค่ำคืนอันมืดมิด เราพยายามไขตะเกียงให้สว่างขึ้นมากๆ ความมืดก็จะค่อยๆ หมดไปตามความสามารถของความสว่างว่ามีมากหรือน้อย
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ศาลาธรรม [2 พ.ค. 2551 , 09:05:35 น.] ( IP = 125.26.39.200 : : )
สลักธรรม 7
ท่านอาจารย์เปรียบเทียบตอนท้ายได้ดีจังเลยนะคะ ...ความมืดก็จะค่อยๆ หมดไปตามความสามารถของความสว่างว่ามีมากหรือน้อย ...สติเท่านั้นที่ช่วยได้เปรียบเป็นแสงสว่างทำลายความมืดคือความฟุ้งซ่าน
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์มากค่ะ
ขอบพระคุณคุณศาลาธรรมมากค่ะ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [2 พ.ค. 2551 , 10:25:47 น.] ( IP = 124.121.175.242 : : )
สลักธรรม 8กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ และเห็นได้ชัดเลยครับว่า..เมื่อใดไร้สติแล้ว เป็นการเปิดโอกาสให้ อุทธัจจะ กุกกุจจะ เข้าครอบครองจิตได้เป็นอย่างดี และยังเป็นโอกาสให้อธรรมทั้งหลายวิ่งเข้าสู่จิตใจได้ง่ายๆเลยครับ
ขอบพระคุณครับ คุณศาลาธรรม ที่นำสิ่งมีค่ามาฝากให้อ่านต่อเนื่องเสมอมาครับ.โดย พี่เณร [2 พ.ค. 2551 , 15:20:19 น.] ( IP = 58.9.209.34 : : )
สลักธรรม 9กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะ
ทำให้เห็นหนทางปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้อยู่กับกุศลได้มากขึ้น
และเห็นแนวทางการปฏิบัติที่จะยับยั้งอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น
ซึ่งก็ทำให้จิตมีกำลังและมีคุณภาพจิตที่ดี
การนอนหลับก็คงราบรื่นยิ่งขึ้น
ขอบพระคุณคุณศาลธรรมมากค่ะโดย น้องอุ๊ [3 พ.ค. 2551 , 07:58:04 น.] ( IP = 96.227.104.222 : : )
สลักธรรม 10สร้างกุศลด้วยการฝึกสติให้มีกำลังจนมากพอที่จะทำลายล้างอกุศลที่เกิดขึ้น กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ขอบพระคุณคุณศาลธรรมค่ะ ที่นำความรู้มาฝากโดย เซิ่น [3 พ.ค. 2551 , 15:14:29 น.] ( IP = 58.8.46.134 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |