มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ห้องใจภักดิ์รักกุศล (๔)









ห้องใจภักดิ์รักกุศล (๔)



เช้าวันนี้ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับทุกคนก่อนที่จะสวดมนตร์ทำวัตรเช้าว่า ...ทางนี้เป็นทางจริงสติล้ำค้ำจุนเจือ ที่กล่าวว่าเป็นทางจริงเพราะเป็นทางที่ควรดำเนินให้ไปสู่สันติสุขได้จริง และทางแห่งสันติสุขนั้นจะต้องประกอบเพียบพร้อมไปด้วยสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์แล้ว

เราคือผู้ที่กำลังเพียรสร้างและกำลังปลูกฝังจิตใจให้เป็นผู้เพียรรักษาเส้นทางนี้ จึงต้องมีความวิริยะอุตสาหะ ดั่งคำว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ซึ่งแปลว่า คนจะพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร ..ความเพียรนั้นจะนำความสุขความสำเร็จมาให้

แล้วเราก็มีความตั้งใจที่จะประพฤติตนปฏิบัติตนให้เป็นคนดีมีชีวิตเป็นไปในทางที่ดี เพราะจิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ จิตตํ ทนฺตํ สุขวหํ และวันนี้เรามาที่นี่ก็เพื่อมาสำรวมกายสำรวมใจก็เท่ากับมาฝึกจิตตนเองนั่นเอง ด้วยการทำกุศลให้ถึงพร้อมทั้งกาย วาจา และใจ ซึ่งตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะสวดมนต์ทำวัตรเช้ากันแล้ว

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [4 พ.ค. 2551 , 15:41:06 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



และหลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าเสร็จสิ้นแล้วท่านอาจารย์ได้กล่าวขึ้นว่า ในขณะที่สวดมนต์จบลงแล้วเราก็ลองนึกถึงชีวิตของเราตรงนี้ ว่าวันนี้เรามาอยู่ตรงไหน เรามาอยู่เพื่ออะไร ..ซึ่งเราอาจจะนึกได้ แต่เราจะนึกไกลไปกว่านี้ได้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้วเราเป็นใครมาจากไหน ..เราก็นึกไม่ได้เลย

แล้วเราลองนึกสิว่า เดี๋ยวเราจะไปไหน ถ้าเป็นตัวเองก็จะตอบได้ว่า ถ้ามีเวลาหรือไม่ติดขัดอะไรก็จะไปงานที่วัดศรีประวัติ แต่ถ้าถามว่าชีวิตนี้เมื่อต้องตายแล้วจะไปไหน ...เราก็ตอบไม่ได้เลยอีกเช่นกัน

เรามาจากไหน? และจะไปที่ไหน? จึงยังเป็นความมืดมนของชีวิตอยู่ แต่เราก็รู้อยู่ว่าวันนี้เราจะมาทำชีวิตให้ดีที่สุด เพราะห้าหากวันที่ผ่านมา...เรามีความซัดส่ายฟุ้งซ่านมากมาย มีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น จึงขอให้มองไปที่องค์พระปฏิมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วหายใจเข้าแบบชื่นใจว่า "เออ..หนึ่งอาทิตย์เราก็มีโอกาสที่มานั่งเพื่อสยบกิเลส สร้างเหตุพบปัญญา แม้กระทั่งจะเป็นเพียงแค่คำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังดี"

แล้วก็ขอให้ค่อยๆ หลับตาลงสักนิดนึง แล้วปล่อยใจไปกับเสียงเพลงที่จะเกิดขึ้น ..(หลักจากนั้นเพลงหนทางมนุษย์ ได้ถูกเปิดขึ้น)

"พระพุทธองค์ทรงชี้หนทางสว่าง แสงธรรมส่องทางท่ามกลางโลกอันเวียนวน
กิเลสตัณหาเหมือนม่านบังตามืดมน ไฟโลภโกรธหลงเผาลน ใจคนห่างศีลธรรม
ไขว่คว้าดิ้นรนไปบนหนทางคล้ำหม่น โอ้..ปุถุชนไม่พ้นว่ายวนเวรกรรม บ่วงกาม เกียรติ กิน รัดไว้ลืมศีลลืมธรรม
เหมือนน้ำไหลลงที่ต่ำ มืดดำคล้ำในใจคน

มนุษย์...แปลว่าผู้มีใจสูง เหมือนดั่งยูงมีดีอยู่ที่แววขน
ถ้าใจต่ำ เป็นได้ก็แต่เพียงคน ไม่อาจหลุดพ้น วังวนหลุมหล่มโลกีย์

มาสิเชิญมา...ทางนี้หนทางมนุษย์ ที่บริสุทธิ์ ห่างความหมองมัวชีวี ห่างโลภเวียนวน ของคนลุ่มหลงโลกีย์
พระพุทธองค์ทรงชี้วิถีพระธรรมนำทาง "

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:41:34 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 2



หลังจากที่เพลงจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวขึ้นว่า ขอกราบอนุโมทนากับทุกท่านที่พยายามมาทำชีวิตให้ดีขึ้น คือถ้าหากพูดตามบทเพลงก็คือว่าพยายามเปลี่ยนจากความรู้สึกเป็นคนให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะมนุษย์แปลว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง

เราก็จะเห็นได้ว่าชีวิตเราที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าจะผ่านมาใกล้หรือไกล..เราจะตอบตัวเองได้ว่า เรามีความเป็นมนุษย์เต็มที่แล้วหรือไม่ หรือรู้สึกว่ามีความเป็นคนอยู่มาก ..ฉะนั้น เมื่อมีความแตกต่างระหว่างว่ามนุษย์คือผู้มีจิตใจสูง และถ้าไม่มีจิตใจสูงก็เป็นได้แค่คน

แล้วทำไมเรามาตัดสินว่าเราแค่"คน" เพราะตั้งแต่เช้าลืมตาตื่นขึ้นมาจบหลับลงไปใหม่นั้น อารมณ์ของเราที่เข้าออกอยู่ในชีวิตก็มีพอใจกับไม่พอใจ มีโลภ มีโกรธ มีหลงเกิดขึ้น มีงหุดหงิด มีความเศร้าหมอง มีความเห็นแก่ได้และมีความเห็นแก่ตัว ...นี่คือรายละเอียดของสิ่งที่ปรากฏที่ตนนี้แหละที่บอกว่าเรายังไม่สามารถกระทำตนให้เป็นมนุษย์ได้ แต่เราก็กำลังจะพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์

โลกทุกวันนี้มีความน่ากลัวมาก คำโบราณก็กระจาบตามทีวีแล้วว่า "ข้าวจะยากหมากจะแพง " ตอนที่เราเรียนปริจเฉทที่ ๕ เรื่องภพภูมินั้นมีการแบ่งเป็นภูมิต่างๆ อย่างพวกเราก็เรียกว่าอยู่ในมนุษยภูมิ ในอบายภูมิก็มีสัตว์เดรัจเช่น แมว สุนัขก็เรียกว่าเดรัจฉานภูมิ และที่ต่ำจากนั้นก็คือพวกเปรตซึ่งเป็นผู้ที่หิวโหยมาก และก็พวกอสุรกายที่ทั้งมีความหิวโหยและความดุร้ายมาก

ในยุคนี้แทบจะเรียกได้ว่า อยู่ในภูมิเดียวแล้วมีชีวิตหลายๆ ภูมิปนอยู่แล้ว ขณะนี้น้ำมันก็มีราคาสูงทำให้ข้าวของราคาแพงขึ้น และทุกอย่างก็มีการเบียดเสียดเพื่อจะแย่งชิงกัน หลวงพ่อท่านเคยบอกว่า ถ้าพวกเรามีชีวิตอยู่กันไปจนแก่ตายคือประมาณอายุ ๘๔ ปี เราก็จะได้เห็นแน่ความน่าหวาดกลัวของโลก

เช่น จะได้เห็นมนุษย์ในคราบเดรัจฉานซึ่งจะมีการแย่งกันกิน ..เพียงแค่ตอนนี้ก็เข้าแถวแย่งกันซื้อน้ำตาลแล้ว.. ก็เป็นตัวอย่างของการแก่งแย่งกันเพื่อเอามากักตุนซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็จะมีอารมณ์ดุร้ายเข้ามาร่วม แล้วต่อไปเราก็จะได้เห็นคนชนิดที่เป็นตัวมนุษย์ใจสุนัข

และเมื่อมีความบีบคั้นเกิดขึ้นมากๆ ก็จะเกิดสงครามเพราะตอนนี้เราก็จะได้เห็นการแก่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์กันมากมายแล้ว เมื่อแย่งชิงกันก็ต้องมีผู้ที่สมหวังกับผู้ที่ผิดหวัง ..เมื่อไม่สมหวังแล้วก็จะมีความอดอยากหิวโหยมากมาย อีกหน่อยก็อาจต้องมีการเฉลี่ยข้าวแบ่งปันเป็นรายหัว ซึ่งก็มีความคล้ายเปรตมากขึ้นแล้ว

และเมื่อมีความหิวโหยมากๆ และไม่สมปรารถนานี้ก็จะทำให้เกิดพฤติกรรมไม่ได้ด้วยเล่ห์ก้เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนตร์ก็เอาด้วยคาถา เมื่อคาถาหมดก็จะยิงกันตาย เพราะมีความอาฆาตมาดร้าย มีความประทุษร้ายในอารมณ์ตนและผู้อื่นให้เกิดขึ้น ..คราวนี้แหละเราก็จะได้เห็นลักษณะของอสุรกายที่ดุร้ายมากขึ้นไปทุกที

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:42:00 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 3



ฉะนั้นการที่เราหันหน้าเข้าวัด เข้ามาศึกษาอย่างที่ได้กล่าวเปิดการเรียนปริจเฉทที่ ๕ ไว้เมื่อวานนี้ว่า การเรียนปริจเฉทที่ ๔ นี้เราเรียนเรื่องวิถีจิตคือการทำงานของจิตที่เป็นไปตามวิถี แต่ปริจเฉทที่ ๕ นั้นเราเรียนเรื่องจิตนอกวิถี ที่จะทำให้เราเห็นว่า การจุติ-ปฏิสนธิ การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเป็นไปได้อย่างไร มีภูมิอะไรมารองรับ และมีอำนาจอะไรนำให้ไป แล้วทำไมต้องจุติคือตายไป และในความตายนั้นก็มีเหตุ

ไม่ว่าจะเป็นเราคือใครก็แล้วแต่ล้วนมีความตายทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าอยากตายหรือไม่อยากตาย แต่เมื่อมีเหตุมาผลก็ย่อมต้องเกิด เหมือนตีปุ๊บแล้วต้องมีเสียง ความตายจึงอยู่เหนืออำนาจความต้องการหรือความไม่ต้องการของเรา เมื่อเราเรียนเข้าใจเราก็จะสามารถระลึกได้ว่า ช่วงสงกรานต์ที่พากันไปตายกันเพราะเมาแล้วขับนั่นก็เพียงคำพูด แต่ที่จริงแล้วมันมี "เหตุ"ให้ไปขับ ให้ไปเมา ซึ่งก็คือ "เหตุ"ให้ไปตาย หรือพิการ

หรือเราจะเห็นได้จากเด็กเล็กๆ ที่ยู่ดีๆ พอเกิดมาแล้วก็ตายเลย ..ก็น่าสงสาร แล้วทำไมต้องตายล่ะ? อ๋อ ..หมดกรรม ทำไมหลวงพ่อแสวงและท่านอาจารย์บุญมีต้องตายไปล่ะ? อ๋อ..หมดอายุขัย หรือบางท่านก็หมดทั้งกรรมทั้งอายุขัย และที่ตายหมู่ ตายคู่ ตายคี่ ตายเดี่ยว ตายแซนวิชอะไรก็แล้วแต่นั้นก็เพราะมีกรรมมาตัดรอน ฉะนั้น เมื่อเรามาศึกษาแล้วจิตใจของเราจะเศร้าโศกน้อยลง คร่ำครวญน้อยลง

พอมีใครตาย ..เราก็เสียใจน่ะแหละ แต่ไม่เสียใจเท่าเดิม เพราะเรียนธรรมะเข้าใจแล้วเราก็จะไม่เสียใจมากเท่าเดิม แต่อันนี้ก็ไม่ยืนยันนะ เพราะหลายๆ ท่านที่เรียนธรรมะแล้วว่าไม่ควรโลภก็ยังโลภเท่าเดิม ไม่ควรโกรธก็ยังโกรธเท่าเดิมก็มี ฉะนั้น โลภ โกรธ หลงนี่แหละที่เป็นตัวการให้เรากลุ้มใจ เสียใจ

ไหนใครเรียนธรรมะมาจนวันนี้แล้ว กระทบอะไรแล้วยังเสียใจบ้าง ทั้งครูทั้งนักเรียนเลยที่เรียนธรรมะกันมาถึงวันนี้แล้วเนี่ย เมื่อกระทบอารมณ์แล้วยังรู้สึกน้อยใจ ให้ยกมือขึ้น ... ที่ยกมือกันหมดทั้งห้องนี้เพราะยังมีความเหมือนกันที่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง เพราะหลวงพ่อท่านพยายามสอนว่า ที่กระทบคือวิบาก ที่กำลังกระทำคือกรรม ..แต่เราเป็นปุถุชนคนหนาแน่นด้วยกิเลส ดังนั้นเมื่อกระทบอะไรแล้ว เราก็จะเอาเราเข้าตัดสินดังเพลงนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:42:38 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 4


(เนื้อเพลง) โอ้ชีวิตคิดไปผู้ใดลิขิต ให้ชีวิตเหมือนดังอับโชคชะตา
ต้องทนเศร้าตรมขื่นขมในอุรา เหนื่อยใจอ่อนล้าเก็บกลืนไว้

ที่ผ่านมาชีวิตของเรามักจะคร่ำครวญกับความเศร้า ความอ่อนล้าที่ได้รับนั้นที่จริงเราควรจะเก็บกลืนไว้ ...แต่ไม่ใช่ เพราะเราระบายออกมาว่า ..

(เนื้อเพลง) สิ่งเลวร้ายรู้ใจไม่ใช่คนก่อ เหตุใดหนอรับกรรมชอกช้ำไม่วาย
สู้ทำความดี กลับมีอันเป็นไป โอ้..ใคร โอ้..ใคร กำหนดมา

นี่แหละคือ ความคร่ำครวญของเรา เพราะเราไม่เข้าถึงธรรม ว่าธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด เราจึงคิดว่า เราทำดี ไม่ได้ดี แล้วใครนะกำหนดโชคร้ายให้กับเรา แต่ถ้าหากเราคิดถูกเมื่อได คิดได้มีสติเกิดเมื่อใด เราก็จะมีคำปลอบใจตนเองว่า

(เนื้อเพลง) สิ่งเลวร้ายคิดไปคล้ายเมฆมัวหม่น หากเราทนสู้ไปสดใสสักครา
อย่ายอมแพ้มัน..สักวันโชคชะตา กลับมา..ให้เรากำหนดเอง

เรารอวันนั้น..แต่การที่เราจะกำหนดโชคชะตาเองได้ ก็ไม่ใช่การนั่งรอ แต่เราต้องทำใจไปด้วย คือฝึกกระทบกระทำ มีขันติ เพราะว่าเราเองนั่นแหละที่จะเป็นผู้เดินผ่านจากสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นไปได้

ทั้งๆ บางครั้งเรารู้ว่าสิ่งเลวร้ายนั้นเราไม่ใช่คนก่อ แล้วเราก็ถามตัวเองว่า เหตุใดหนอรับกรรมชอกช้ำมิวาย ....อย่างนี้เรารู้จริงว่า เราไม่ได้เป็นคนก่อในชาตินี้ แต่เราไม่เข้าใจจริงว่า ในชาติก่อนๆ นั้นเราได้ก่อมา

เรามักจะตัดสินเพียงแค่ว่าชาตินี้เราไม่ได้ก่อ แต่เราลืมดูว่าเราก่อไว้ในชาติที่แล้ว เหมือนรถบรรทุกที่วิ่งไล่ตามเราอยู่บรรทุกผลมาให้เราได้รับ อย่าเรามองไปข้างหน้าอย่างเดียวว่าเราทำดี แต่เรามองเหลียวหลังบ้างว่าเราทำความร้ายอะไรมา เพื่อจะได้ยอมรับโดยดุษฎี

บางครั้งเราก็ยังเคยบ่นเลยว่า สู้ทำความดีกลับมีอันเป็นไป แล้วก็บอกว่าเราทำดีไม่ได้ดี โอ้..ใคร โอ้..ใคร กำหนดมา ฉะนั้นจะเห็นว่า ถ้าหากเราเรียนแล้วเราเอาธรรมะมาตัดสินบอกใจตนเองได้ว่า .. สิ่งเลวร้ายคิดไปคล้ายเมฆมัวหม่น หากเราทนสู้ไปสดใสสักครา อย่ายอมแพ้มัน..สักวันโชคชะตา กลับมา..ให้เรากำหนดเอง ..

การที่เราจะสามารถกำหนดโชคชะตาของเราได้ ..เราจะต้องมีสติ ต้องมีความจริง และต้องสามารถนิ่งได้จริง จะนิ่งได้อย่างไรก็เชิญอ่านบนกระดาน ..วันนี้ ห้องใจภักดิ์รักกุศล มีสิ่งละอันพันละน้อยมาให้ท่านทำความเข้าใจ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:43:02 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 5

ห้องใจภักดิ์รักกุศล


เมื่อไฟดับ ..เราควรนั่งลงเฉยๆ ไม่ลุกลนในขณะที่ตาของตนก็มองไม่เห็นอะไร

สงบสักครู่ ..เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนขึ้นทีละน้อยในยามมืดมนนั้นฉันใด

เมื่อยามที่มีปัญหาผ่านเข้ามา จงต้อนรับมันด้วยความสงบ ตั้งสติ ใช้ปัญญา

แล้วเราจะเห็นความจริงของปัญหานั้นได้อย่างชัดเจนทีละน้อยได้ฉันนั้น

และในบางปัญหาเราก็ควรนิ่งเฉย เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรกับการที่จะไปลุกลี้ลุกลน

กับสิ่งที่ไม่อาจทำอะไรได้ เช่น วิบากและนิสัยของคนแต่ละคนนั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี

บุษกร เมธางกูร
๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑





โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:43:25 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 6



ในที่มืดเมื่อไฟดับปุ๊บ เราก็ไม่เห็นอะไรเลย เรื่องนี้เราประสบได้ด้วยเองทุกคืน เพราะเมื่อเราดูทีวีจบปุ๊บเราก็ดับไฟปั๊บ..ก็มืดเลย ถ้าตอนนั้นเราลุกวิ่งเราก็จะเตะโน่นเตะนี่ แต่ถ้าเรานิ่งๆ อยู่สักพักหนึ่ง ..ความมืดก็จะจางไป

เพราะสายตาของเราจะปรับโฟกัสกับแสงได้ เพราะที่จริงตรงนั้นมันก็มีแสงเข้ามาน่ะแหละ แต่พอไฟมันดับกระทันหันนั้นมันมีความมืดชัดกว่ามีความสว่างน้อยกว่า แต่ถ้าเรานั่งนิ่งๆ สักหน่อยเราก็จะมองเห็น เพราะที่จริงแล้วแสงสว่างมันก็มี มันไม่ได้มืดไปเสียหมดหรอก มีแสงพอที่จะทำให้เรามองเห็นได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน

เช่นเดียวกัน "เมื่อยามมีปัญหาผ่านเข้ามา จงต้อนรับมันด้วยความสงบ" ราต้องนึกถึงตัวเราว่า เมื่อมีปัญหาผ่านเข้ามา มีเรื่องแต่ละเรื่องนั้น เราต้อนรับเขาด้วยความสงบหรือเปล่า ?..เปล่า แต่เราร้อนใจว่า อุ๊ยตาย. ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ ! ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ! ตายแล้ว.. พี่ว่าต้องอย่างนี้นะ! ป้าว่าไม่ถูกนะ ! นี่แม่ไม่ชอบนะ !ฯลฯ

อย่างนี้มันไม่ใช่ความสงบ แต่มันเป็นการโต้ตอบใจกับเรื่องเลวร้าย เหมือนกับการต่อสู้กันที่มีดาบกำลังฟันกัน เสียงที่ดังก็คือเสียงดาบที่กำลังฟันกัน ..ไม่ใช่เสียงของความสงบ เสียงที่เถียงกันมันก็ไม่ใช่เสียงของความสงบ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:43:49 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 7



ฉะนั้น จงต้อนรับมันด้วยความสงบแล้วก็ตั้งสติ ใช้ปัญญา แล้วเราจะเห็นความจริงของปัญหานั้นได้อย่างชัดเจนทีละน้อยได้ เพราะอย่างที่บอกว่าปัญหาต่างๆ นี้ เราเป็นผู้ผูกปมปัญหานั้นเองผูกไว้เป็นเงื่อนใหญ่เลย

เหมือนกับที่นึกกันว่า.. สิ่งเลวร้ายรู้ใจไม่ใช่คนก่อ เหตุใดหนอรับกรรมชอกช้ำไม่วาย สู้ทำความดี กลับมีอันเป็นไป โอ้..ใคร โอ้..ใคร กำหนดมา.. เราก็คิดกันได้แค่ตรงนี้ว่า เราไม่ได้ทำ ..เราทำดีแต่ทำไมเราไม่ได้ดี ..ทำไมเราต้องมาเจอปัญหาแบบนี้ โดยเราลืมไปมองว่าที่เราทำไว้ไม่ดีนั้นมันกำลังตามล่าเราอยู่

ถ้าหากเราไม่ตีโพยตีพายแล้วลองตรวจสอบดูสิว่า เออ..กรรมใหม่เราดี เราก็ขีดถูก แต่กรรมเก่าเราล่ะ? เราหันไปเห็นกรรมเก่าไหม..ไม่เห็นฉันใด เราก็บอกไม่ได้ว่ากรรมเก่าเราดี แต่เราบอกได้ว่ากรรมเก่าเราไม่ดีเพราะผลมันปรากฏมาไม่ดี ฉะนั้น อดีตเราจึงแย่มาก

เราแต่ละคนนั้นมีแต่อดีตที่แย่ๆ ฉะนั้น เราจึงต้องยอมรับสภาพนี้

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:44:08 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 8



และในบางปัญหาเราก็ควรนิ่งเฉย เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรกับการที่จะไปลุกลี้ลุกลนกับสิ่งที่ไม่อาจทำอะไรได้ เช่น วิบากและนิสัยของคนแต่ละคน

ที่บอกว่าไม่มีประโยชน์เพราะอะไร? เพราะเราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงวิบากใครได้ และเราก็ไม่ได้เป็นผู้วิเศษที่จะไปเปลี่ยนนิสัยใครได้

สมมุติว่า ลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นเสือยิ้มยาก..แม้ว่าจะสอนธรรมะอย่างไรก็แล้วแต่ เช่นบอกว่า "นี่นะ..โสมนัสนั้นดีนะ รอยยิ้มดีเมตตาดี" แต่ถ้าหากพื้นฐานเขาเกิดด้วยอุเบกขาแล้วเราพยายามเอาธรรมะไปให้เขาเปลี่ยนนิสัยก็จะเปลี่ยนไม่ได้ แต่ถ้าเขาเอาธรรมะเข้าไปสู่ใจตนเอง ..เขาก็จะเปลี่ยนได้

ฉะนั้นสิ่งที่เราไปบอกเขานั้นไม่ทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ แม้สิ่งที่อยู่บนกระดานก็ไม่สามารถเปลี่ยนใครได้

เราดูรู้เลยใช่ไหมว่า คนนี้หน้าตาผ่องใส การกระทำงานต่างๆ แคล่วคล่อง คือรูปที่เกิดจากจิตที่มีกายวิญญัตติลหุตาทิทวาทสกกลาปซึ่งประกอบไปด้วยอวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ และกายวิญญัตติรูป ๑ จึงทำให้มีความควรแก่การงาน มีความแช่มชื่นเบิกบาน ไม่ว่าจะโยกย้ายร่างกายเต้นไปจังหวะ

ส่วนคนที่ไม่แช่มแชื่นเบิกบานนั้นมีวิการรูปไหม..ไม่มี ฉะนั้น เมื่อเราเรียนแล้วเรามองออก เช่นเมื่อก่อนนี้เราร้องเพลงใจประสานใจว่า ..มองแววตาทุกคนเปี่ยมสุขล้นระคนสุขสันต์ ยิ้มแย้มเข้าใจกันตาสบประสานไมตรีฉายมา .. เราก็ร้องไปตามเนื้อเพลงที่พาไป

แต่พอเราเรียนแล้วมีความรู้จริงมากขึ้นเมื่อร้องเพลงมองแววตาทุกคน เปี่ยมสุขล้นระคนสุขสันต์ ..(แต่เราก็รู้ว่าไม่ทุกคน) เพราะกิริยาอาการของคนเรานั้นมันบอกถึงความรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นตรงนั้น มีจิตที่แช่มชื่นเป็นกุศลหรือไม่ แล้วเราก็จะชั่งใจได้

เช่น จะเดินไปหาลูกศิษย์คนหนึ่งแต่พอเห็นวิการรูปของเขาว่าหน้างอ เราก็หยุดคุย..ซึ่งเป็นการหยุดตนเองได้เลย เพราะถ้าคุยตอนนี้เขาจะไม่เอ็นจอย..เราก็ไม่ควรจะอี้ทติ้ง เป็นต้น นี่ก็เป็นบทเรียนที่ตนเองกำลังจะเอามาใช้ ถ้าจะเดินเข้าไปหาใครแล้วเห็นวิการรูปของเขายังไม่มี ก็จะหันหลังกลับ เพราะเขาไม่ยิ้ม หรือกำลังจะไปชวนเขาทำอะไรปุ๊บแต่เขากำลังเศร้าโศกอยู่เราก็ต้องถอยออกมา

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:44:29 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 9



บางปัญหานั้นถ้าหากเราคิดจะแก้ไขอะไรก็แก้ไขไปเถอะ..แต่ต้องมีหลักการว่า คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป

แต่ในบางปัญหานั้นควรนิ่ง ปัญหานั้นก็คือปัญหาวิบากส่วนตัวของเขา คือเราช่วยแก้ไขแล้วแต่เขายังรู้สึกกระทบกระเทือน อันนี้ก็เป็นวิบากส่งไปถึงทางใจของเขาแล้ว

แต่ถ้าเป็นวิบากทางกายเราก็ช่วยเขาได้ เช่นเห็นเขาหกล้ม เราก็วิ่งไปหยิบยาดมยาแดงมาช่วยปะให้ แต่ถ้าหากปะแล้วเขาก็ยังมีอาฆาตวัตถุ ๑๐ อยู่ เช่น ไปเตะอะไรมานะ ..วิบากที่ส่งไปทางใจอย่างนี้ช่วยไม่ได้แล้ว กรรมใครกรรมมันแล้วกัน

ฉะนั้น เรื่องของใจก็ของใคร ใครจะคิดอย่างไรก็ช่างเขาเถอะ แต่เมื่อเรามีจุดยืนที่ดีแล้ว ทำดีแล้ว รอบคอบดีแล้ว เราก็เดินหน้า ไม่ว่าของเก่า ไม่เล่าอดีต แต่ถ้าหากยังดีไม่พอก็คิดแก้ไข ใจให้มีกุศล มองตนให้มาก เรื่องยุ่งยากจะหมดไป

และเรื่องนิสัยของคนนั้น ยากที่จะไปดัดแปลง ..ตอนนี้เราก็ควรมาเริ่มต้นสร้างนิสัยดัดใจของตนเองจากคนให้เป็นมนุษย์กันดีกว่า

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:44:52 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )


  สลักธรรม 10



ถาม การที่จะดัดใจจากคนสู่ควมเป็นมนุษย์นั้นจะทำอย่างไร มีธรรมะอะไรที่จะหลอมจิตใจของเราให้ไปมีความเป็นมนุษย์ให้ดี

ตอบ ต้องบอกว่าแต่ละคนที่นั่งอยู่นี้ พยายามช่วยกันพัฒนาใจตนเองแล้ว เพราะพยายามหาทางออกจากกิเลสด้วยการมาสร้างปัญญา แต่ว่ามันติดของเก่าคือนิสัย ที่เราเคยชินของเก่าๆ เรื่องนี้ก็ได้เตือนลูกศิษย์ไปท่านหนึ่งแล้วและก็เตือนท่านผู้ถามด้วย

เพราะปกติของเรานั้นมักจะมีความรักใคร่คุ้นเคยกันเป็นคนๆ เช่น พี่คนนี้ชอบไปกับพี่คนนั้นโดยไม่แยกคู่ไปกับคนอื่นด้วยความคุ้น หรือพี่คนนี้ก็ชอบคุยธรรมะกับลุงคนนั้น ซึ่งก็เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าทั้งคู่นะแต่ชอบมานั่งสอนกันเอง..ตอนนี้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยกันทั้งคู่เลย ..อันนี้เปรียบให้ฟัง ซึ่งถ้าเป็นการคุยกันในชั้นเรียนอันนี้ก็ถูกเพราะเป็นการสนทนาธรรม

หรือเวลามีเรื่องอะไรก็จะพูดคุยกันจุ๊กจิ๊กๆ เป็นคู่ๆหรืออยู่ในกลุ่มนั้น ๆ จึงเตือนไปว่า ใช่! เขาเหล่านี้อาจจะเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันมาก็ได้ (อันนี้เรามองดูจากคนที่ชอบคุยๆ กันนะ) แต่ในคู่ทุกข์คู่ยากนั้นมีการปรึกษาอะไรกัน ..มีการปรึกษาใจกันได้ปรับทุกข์กันได้ แต่อย่าลืมว่าคู่ที่คุณเดินอยู่นี้ไม่ใช่คู่ที่จะแนะนำให้พรากจากสังสารวัฏ

เพราะยิ่งคุยก็ยิ่งซ้ำเติมเรื่องเก่า เพราะไม่มีการแนะนำว่า อดีตช่างมันเถอะ ..หยุดเถอะ แต่พอมีใครมาปรึกษาหรือว่าคุยแล้วก็จะต่อความยาวสาวความยืด ไม่ได้แนะนำเขาไปว่า มันเป็นเรื่องอดีต ..นี่มันเป็นวิบาก เป็นการคุยที่ปลอบใจแต่ไม่ได้บอกความเข้าใจ จึงไม่ใช่คู่พรากสังสารวัฏ

โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ค. 2551 , 15:45:10 น.] ( IP = 58.9.103.251 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org