| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
บัญชีชีวิต
สลักธรรม 1ในทางบัญชีนั้นใคร ๆ ก็อยากมีทรัพย์สินมาก ๆ ไม่มีใครอยากมีหนี้สิน แต่ใครเล่าเป็นผู้สร้างหนี้สินให้กับตน ถ้าไม่ใช่ตนเองเป็นผู้ก่อ บัญชีชีวิตที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดดังกล่าวเรียกว่า บัญชีทางธรรม ซึ่งเป็นบัญชีที่มีความสำคัญ ดังจะกล่าวโดยละเอียดในตอนต่อไป
๑. บัญชีทางโลก
มีบัญชีชีวิตอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า บัญชีทางโลก เป็นบัญชีเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติ สิ่งของ ตลอดจนสิ่งต่าง ๆ ที่บุคคลใช้ในการดำเนินชีวิต บัญชีนี้มิได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิดจึงต่างจากบัญชีทางธรรม
บัญชีทางโลกเป็นสิ่งที่ทุกคนได้มาภายหลังจากเกิดแล้ว โดยปกติวันแรกที่คนเราเกิดมาลืมตาดูโลกก็ได้ทรัพย์สิ่งของไว้ใช้สอยตามที่มารดา-บิดา หรือผู้มีอุปการะหาให้
เป็นต้นว่า ได้เครื่องนุ่งหุ่มปกปิดร่างกาย ได้ของใช้ไม้สอยต่าง ๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ทำอะไรเลย หนังสือก็ยังไม่ได้เรียน งานการก็ยังไม่ได้ทำแต่ละคนได้รับทรัพย์สินสิ่งของมากน้อยตามฐานะของครอบครัว
ครั้นโตขึ้นทำงานหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง ต่างก็หาทรัพย์สินให้กับตนเอง หาสมบัติวัตถุ หรือหาเงินเพื่อเลี้ยงชีวิต
เมื่อมีครอบครัวก็ยิ่งทำงานหนัก ขวนขวายหาเงินมากขึ้นเพราะมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูทั้งตนเอง และครอบครัว ขณะเดียวกันทุกคนก็มีรายจ่าย เพื่อซื้อเครื่องอุปโภค-บริโภคตลอดจนบริการต่าง ๆ เพื่อความเป็นอยู่ของชีวิต
นอกจากนี้ยังมีรายจ่ายที่เป็นส่วนเกินโดยไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น เล่นการพนัน เที่ยวเตร่ สนุกสนานบันเทิง เสพสิ่งที่เป็นโทษ เป็นต้น ใครมีเงินมาก คนนั้นก็มีหน้ามีตา มีเกียรติ ได้รับความนับถือในสังคม
เพราะเงินมีสภาพคล่องสูงที่จะไปซื้อหาแลกเปลี่ยนสมบัติวัตถุอื่น ๆ และใช้ซื้อบริการต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต
เงินจึงเป็นยอดปรารถนาของคนทุกชนชั้นในสังคม ใครมีอำนาจทางการเงินสูง ก็สามารถมีอำนาจทางเศรษฐกิจทางการเมือง ทางการบริหาร และมีบทบาทในสังคมสูง
เงินจึงเปรียบเสมือนพระเจ้าของคนในยุควัตถุนิยม
บัญชีทางโลกทุกคนต้องรู้จักบริหารบัญชีของตน คือรู้นึกหารายได้และควบคุมรายจ่าย รายได้หรือรายรับของแต่ละคนไม่แน่นอน เพราะต้องได้รับจากคนอื่นขึ้นอยู่ว่าคนอื่นเขาจะให้หรือไม่ จะให้มากหรือน้อยเราก็ไปบังคับเขาไม่ได้ เป็นต้นว่า หากทำมาค้าขายไม่ว่าจะเป็นขายสินค้หรือบริการก็ตามรายได้ของแต่ละคนขึ้นอยู่กับลูกค้า ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อเป็นสิทธิ์ของเขาจะไปบังคับให้ลูกค้าซื้ออย่างที่เราต้องการไม่ได้ รายได้จึงไม่แน่นอนโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:02:33 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 2หากทำงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน หรืออื่น ๆ รายได้ของแต่ละคนขึ้นอยู่กับค่าจ้าง เงินเดือน ที่ได้ตกลงกันไว้ บางคนอาจจะได้ตามต้องการที่เรียกร้อง
เมื่อเริ่มงานครั้งแรกแต่การขึ้นเงินเดือนครั้งต่อ ๆ ไป จะไปบังคับผู้มีอำนาจพิจารณาเงินเดือนได้อย่างไรว่า ต้องขึ้นให้ตนเท่านั้นเท่านี้
บางคนเป็นเจ้าของกิจการเอง มีอำนาจกำหนดเงินเดือนหรือรายได้ของตนเอง แต่เงินเดือนและรายได้ดังกล่าว ย่อมขึ้นอยู่กับผลประกอบการในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลูกค้า หากผลประกอบการไม่ดี จะไปกำหนดเงินเดือน รายได้ ของตนสูง ๆ ให้ได้ดังใจย่อมไม่ได้
ด้วยเหตุนี้รายได้หรือรายรับของแต่ละคนจึงไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจที่จะให้เรา
สำหรับรายจ่าย ซึ่งทุกคนจะต้องจ่ายเพื่อเลี้ยงชีพ และจ่ายตามหน้าที่ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ต่อรัฐ (ภาษี) ต่อสังคม (ทำบุญ-บริจาค)
รายจ่ายบางอย่างจำเป็นต้องจ่ายเพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด บางอย่างเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ภาษี ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
แต่รายจ่ายบางอย่างอันเป็นรายจ่ายส่วนเกินความจำเป็นของชีวิตไม่ต้องจ่ายก็ได้ เช่น บริโภคเกินความจำเป็น เที่ยวเตร่สนุกสนานบันเทิง เล่นการพนัน เสพสิ่งเสพติด ส่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายก็ได้
หากบุคคลจ่ายเกินรายรับก็จะขาดทุนเป็นหนี้สิน การรู้จักควบคุมรายจ่ายไม่ให้เกินรายรับ ก็จะมีเงินออม อันที่จริงหากบุคคลรู้จักใช้สอยให้สมควรแก่อัตภาพ โดยไม่ต้องถึงกับอดมื้อกินมือ เอาพอมีอยู่มีกิน ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องมีหนี้สิน
หนี้สินส่วนใหญ่เกิดจากการใช้จ่ายเพื่อสนองกิเลสตัณหาของตัวเอง คนจำนวนไม่น้อยมีหนี้สิน เพราะใช้จ่ายตามใจตัวเองโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:06:26 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 3บางคนมีทุกข์เพราะหนี้สินซึ่งมีจำนวนมาก ผ่อนไม่ทัน และดูเหมือนว่าชาตินี้ทั้งชาติก็ไม่สามารถใช้หนี้ให้หมดไปได้ บางคนไม่ค่อยจะทุกข์ร้อนในเรื่องหนี้สิน เพราะยังผ่อนได้ เมื่อหมดหนี้เก่า ก็หาเรื่องไปซื้อของใหม่ เพื่อสร้างหนี้ใหม่ต่อไปอีก
บางคนไม่มีหนี้สิน จึงไม่ทุกข์เพราะเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามไม่ว่าบุคคลจะมีหนี้สินหรือไม่ก็ตาม ทุกคนต่างก็มีทรัพย์สิน หรือทรัพย์สมบัติของตน ไม่ว่าจะจนแค่ไหนก็ยังมีทรัพย์สมบัติติดตัวอยู่ อย่างน้อยก็ยังมีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย
ไม่เพียงแต่ทุกคนมีทรัพย์สมบัติอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ละคนก็เคยมีทรัพย์สมบัติมาแล้วในอดีต ทุก ๆ ช่วงวัยของชีวิต
แม้อยู่ในวัยทารกนอนแบเบาะ ก็มีเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มปกปิดร่างกาย แต่ละคนได้ใช้ทรัพย์สมบัติประจำตัว และทิ้งทรัพย์สมบัติไปล้วนมากมายนับไม่ถ้วน
ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่นำวัตถุดิบของโลกมาผลิตมาใช้ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายไม่ว่าจะมีค่ามาก มีค่าน้อย ซึ่งบางคนมีมากมายมหาศาล บางคนมีน้อยเพียงเพื่อยังชีพ ล้วนเป็นทรัพย์สมบัติของโลกทั้งสิ้น เพราะนำวัตถุดิบจากโลกมาผลิต
ที่ว่าเป็นสมบัติของคนนั้นคนนี้ เป็นเพียงสมมติของชาวโลกที่กำหนดกันขึ้นมา เพื่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในการครอบครองและเพื่อป้องกันการละเมิดกรรมสิทธิ์ที่ได้กำหนดขึ้น ไม่ว่าชาวโลกจะสมมติสิ่งเหล่านี้ไว้อย่างไรและบุคคลจะครอบครองตลอดจนโอนย้ายถ่ายมือในสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้เพียงใดก็ตาม วัตถุสิ่งของดังกล่าวก็ยังคงเป็นสมบัติของโลกอยู่นั่นเอง
เพราะเมื่อผู้ที่ครอบครองสมบัติเหล่านี้ตายไปวันใดก็ไม่สามารถนำสมบัติที่ตนครอบครองไปจากโลกนี้ได้เลย คงทิ้งไว้กับโลกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าบุคคลจะมีทรัพย์สินเงินทองมากเพียงใด ตายไปแล้วบัญชีนี้ก็เป็นศูนย์ (๐) หรือแม้กระทั่งบุคคลจะมีหนี้สินที่ไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินตลอดจนบุคคลอื่นๆ ไว้มากเพียงใด ตายไปแล้วบัญชีนี้ก็เป็นศูนย์ (๐) เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้บัญชีทางโลกที่แต่ละคนสร้างขึ้นในชีวิตนี้ ไม่ว่าจะมีกำไร (มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน) หรือขาดทุน (มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน) สักเท่าใดก็ตาม เมื่อตายไปแล้วบัญชีนี้ก็เป็นศูนย์
บัญชีทางโลกจึงเป็นบัญชีชั่วคราว ของแต่ละชีวิตที่เกิดมาเป็นมนุษย์ในแต่ละชาติ แม้ว่าเมื่อมีชีวิตอยู่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินซึ่งดูเหมือนว่าจะขาดทุนทางตัวเลขหรือทางบัญชี แต่โดยพฤตินัยแล้ว ถือว่าเขาได้กำไรจากการใช้สมบัติของโลก เพราะได้กินอาหาร ได้ใช้เครื่องน่งห่มได้ที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ โดยอาศัยสมบัติของโลกไปบริโภคมากมาย ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนมาตัวเปล่ากันทั้งนั้น
ทุกคนจึงเกิดมาเพื่ออาศัยโลก มาใช้และทำลายสมบัติของโลกกันคนละไม่น้อย สมบัติของโลกบางอย่าง โลกหรือธรรมชาติให้ใช้ฟรี ๆ โดยไม่ต้องไปออกแรงหามาเลย ก็ได้ใช้อยู่ตลอดเวลา เช่น อากาศที่หายใจเข้า-ออก ทุกขณะ แสงแดด (ยามกลางวัน) ความมืด (ยามราตรี) น้ำจากแหล่งธรรมชาติ พื้นดินเป็นที่รองรับเรือนกาย เป็นต้น
ส่วนสมบัติอย่างอื่นเช่น เงิน ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะและอื่น ๆ ที่แต่ละคนแสวงหาและสะสมกันอย่างไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักเบื่อ (เพราะตกอยู่ใต้อำนาจของตัณหา) โดยทุ่มเทชีวิตในการแสวงหาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ต้องทุกข์ยากลำบากทั้งกายใจนั้น เป็นสมบัติที่มีไว้ใช้ ไว้ชม เพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง ไม่จีรังยั่งยืนอะไร
กระนั้นคนทั่วไปก็ยังยึดถือสมบัติเหล่านี้เป็นสรณะของชีวิต เพราะไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตนั่นเองโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:11:44 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 4๒. บัญชีทางธรรม
บัญชีทางธรรมหรือบุญ-บาปที่ติดตัวมาข้ามภาพข้ามชาติ เป็นบัญชีที่ยืดเยื้อยาวนาน ไม่เหมือนกับบัญชีทางโลกซึ่งตายแล้วก็จบกันไป
หากพูดถึงบัญชีทางธรรมในรูปแบบของบัญชี ก็อาจจะพิจารณาในแง่มุมต่าง ๆ ได้ เป็นต้นว่า รายรับ-รายจ่าย กำไร-ขาดทุน การปิดงบบัญชีแต่ละงวด เป็นต้น ซึ่งจะยกตัวอย่างให้เห็นดังนี้
รายรับ รูปแบบของรายรับในบัญชีทางธรรม จะมีการรับเข้ามาจากประสาทสัมผัสอันมีตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทางตา รับเข้ามาเป็นภาพหรือรูป โดยการพบเห็นสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งมีอยู่มากมาย
ทางหู รับเข้ามาเป็นเสียง โดยได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ ตามที่ประสาทสัมผัสทางหู จะสามารถรับได้ในรัศมีของการได้ยิน ทางจมูก รับเข้ามาเป็นกลิ่น ทางลิ้น รับเข้ามาเป็นรสจากการกินอาหาร ทางกาย รับเข้ามาเมื่อมีสิ่งต่าง ๆ สัมผัสกาย ทางใจรับเข้ามาเป็นความรู้สึกเมื่อสิ่งต่าง ๆ มากระทบประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย นอกจากนี้แม้ไม่มีสิ่งมากระทบประสาทสัมผัส ใจก็อาจจะนึกคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ ได้
รายรับของบัญชีทางธรรมในแต่ละวัน จึงรับเอาสิ่งต่าง ๆ เข้ามามากมาย จนแต่ละบุคคลไม่สามารถจดจำได้
โดยปกติแล้วเราก็ไม่สามารถควบคุมรายรับของเราได้ เมื่อต้องไปอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งต้องได้ยิน ได้สัมผัส ได้สัมพันธ์
รายจ่าย
รูปแบบในการจ่ายของบัญชีทางธรรม จะต่างจากการจ่ายในบัญชีทางโลก เพราะทางโลกจ่ายเป็นเงินตรา วัตถุสิ่งของ เพื่อซื้อหาหรือแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่าง ๆ
ส่วนบัญชีทางธรรม การจ่ายออกไปทางกาย วาจา ใจ ในการนี้ ใจเป็นตัวสำคัญในการควบคุมการจ่าย เพราะใจรู้สึกนึกคิดอย่างไรก็จะพูด (วาจา) ทำ (กาย) ไปตามความรู้สึกนึกคิด
ในบัญชีทางโลกนั้น การจ่ายจะจ่ายให้กับผู้อื่น ส่วนบัญชีทางธรรมจ่ายให้กับบุคคลอื่นก็ได้ จ่ายให้กับตัวเองก็ได้ บัญชีทางโลกหากรายจ่ายมากกว่ารายรับจะขาดทุนเป็นหนี้
ส่วนบัญชีทางธรรมจะจ่ายมากหรือน้อยกว่ารับ ยังไม่แน่ว่าการจ่ายนั้นจะขาดทุนหรือกำไร ต้องดูสิ่งที่จ่ายออกไปนั้นว่าเป็นบุญ (ความดี-กุศล) หรือ เป็นบาป (ความชั่ว-อกุศล)
โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:17:30 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 5ในแต่ละวันทุก ๆ คนจะมีการจ่ายในบัญชีทางธรรมมากมายเหลือคณานับ เพราะได้แสดงออกทางกาย วาจา ใจ อยู่แทบตลอดเวลา นับแต่ตื่นขึ้นจนถึงหลับไป
ทุกครั้งที่คิดดี พูดดี ทำดี การจ่ายนั้นก็เป็นบุญที่ได้กับตนเอง ตรงข้ามทุกครั้งที่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว การจ่ายนั้นก็เป็นบาปที่ได้กับตนเองเช่นกัน ลำพังแต่ความคิดโดยยังไม่พูด ยังไม่ทำถามว่าเป็นบุญเป็นบาปไหม คำตอบก็คือ เมื่อมีความคิดเกิดขึ้น บุญหรือบาปก็เกิดขึ้นแล้วในดวงจิตของผู้คิด
บุญ คือความดีที่ผู้ทำทำไปแล้วไม่เดือดร้อน ทั้งขณะที่กระทำและหลังการกระทำ บุญจะนำความปีติ ความอิ่มเอิบใจ และสั่งสมคุณธรรมความดีให้กับผู้กระทำ
เมื่อบุคคลคิดว่าอยากจะทำความดี เช่น ตั้งใจจะทำบุญ ปฏิบัติธรรมช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดจนทำความดีต่าง ๆ ขณะนั้นบุญได้เกิดขึ้นแล้วในจิตใจ แม้ว่าสิ่งที่คิดบางอย่างอาจจะทำ บางอย่างอาจจะไม่ได้ทำ
เพราะทุกครั้งที่คิดถึงสิ่งที่ดีงามเป็นบุญ-กุศล ก็จะสร้างนิสัยของจิตดวงนั้นให้เป็นจิตที่มีฐานกำลังของคุณธรรมความดี ชอบคิดในสิ่งที่ดี มีทัศนคติในทางที่ดี
เมื่อจิตมีฐานของคุณธรรมอยู่อย่างเข้มแข็งเช่นนี้ การพูดในสิ่งที่ดีและทำในสิ่งที่ดีก็ง่าย นอกจากนี้ยังเป็นกำลังที่จะต่อสู้กับฝ่ายบาป-อกุศลที่จะชักนำให้คิดในทางที่ไม่ดีอีกด้วย ตรงกันข้ามกับการคิดไม่ดีหรือคิดชั่ว จะเป็นบาป-อกุศลอยู่ในจิต แม้ยังไม่พูด ไม่ทำตามความคิดนั้น เพราะการคิดไม่ดีจะสร้างนิสัยไม่ดีให้เกิดขึ้นในจิต เนื่องจากจิตจะบันทึกหรือจดจำความคิดนั้น ๆ ไว้ เป็นความเคยชินทำให้คิดไม่ดีง่ายขึ้นบ่อยขึ้น
การคิดไม่ดีอยู่เนือง ๆ จะเป็นการทำร้ายตนเอง ทำให้ตนเองได้รับความเดือดร้อน เป็นบาป เพราะบาปคือการกระทำใด ๆ ที่ทำไปแล้ว ทำให้ตนได้รับความเดือดร้อนในภายหลัง เป็นต้นว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งคิดอิจฉาริษยาผู้อื่น ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ดี
ขณะที่เขาคิดอิจฉาผู้อื่น โดยยังไม่พูด ไม่แสดงให้ผู้อื่นรู้นั้น ผู้ถูกอิจฉายังไม่รู้สึกเดือดร้อน เพราะไม่รู้ แต่ผู้คิดเป็นผู้เดือดร้อน เพราะขณะที่คิดนั้นจิตใจย่อมเร่าร้อน ไม่เป็นสุข ความคิดของตนจึงทำร้ายตนโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:21:42 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 6หากมีความคิดเช่นนี้บ่อยเข้า จะกลายเป็นคนขี้อิจฉา เห็นใครเขาดีกว่าก็อิจฉา ความคิดนี้เองจะเป็นกำลังผลักดันให้นินทาว่าร้าย (ทางวาจา) ผู้อื่น พูดจากระทบกระเทียบส่อเสียดให้ร้ายผู้อื่น ซึ่งถึงขั้นนี้เป็นการผิดศีลข้อมุสา ไม่เพียงแต่เท่านั้นหากปล่อยให้ความอิจฉารุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงกับลงมือกระทำ (ทางกาย) ด้วยการกลั่นแกล้งหรือทำร้ายผู้อื่นไปเลยก็ได้
นี่เป็นเพียงคิดไม่ดีในเรื่องอิจฉาเพียงเรื่องเดียวก็จะเห็นทุกข์โทษ ภัย ที่เกิดขึ้นกับผู้คิดถึงเพียงนี้ หากพิจารณาไปถึงเรื่องอื่น ๆ จากความคิดไม่ดี ก็จะเห็นสิ่งชั่วร้ายปรากฏต่อผู้คิดอีกมากมาย เช่น
คิดโลภอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยไม่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม นำไปสู่การคดโกงหรือคอรัปชั่น
คิดโกรธ เกลียดผู้อื่น นำไปสู่ความพยายามประทุษร้ายถึงกับฆ่าผู้อื่นได้
คิดเห็นแก่ตัว นำปสู่ความตระหนี่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
คิดเอาแต่สนุกสนานบันเทิง นำไปสู่การใช้ชีวิตที่ไม่มีแก่นสาร ไม่ประหยัด
คิดในเรื่องอบายมุข ไม่ว่าจะเป็นสุรา นารีหรือบุรุษ การพนัน เที่ยวเตร่ในยามราตรี เกียจคร้านในการงานคบคนชั่วเป็นมิตรนำไปสู่ความเสื่อม
ชอบคิดเล็กคิดน้อย ทำให้เป็นคนหวั่นไหว เปราะบางทางอารมณ์ ขาดความหนักแน่น มองอะไรคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง มีความทุกข์ในเรือนใจ
คิดในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเป็นจริงตามหลักของไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) จะเป็นผู้มีความเห็นผิด หลงยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งที่ตนรักพอใจหวงไม่อยากให้เปลี่ยน (นิจจัง) เป็นความสุข (สุขขัง) เป็นของ ๆ ตน (อัตตา)
ครั้นเมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนไป (อนิจจัง) ก็เป็นความทุกข์ (ทุกขัง) เพราะไม่ใช่ของตนจริง ๆ จึงบังคับไม่ได้ดังปรารถนา (อนัตตา) เหล่านี้เป็นต้น
ความคิดก่อให้เกิดพฤติกรรมหรือการกระทำ แต่ละวันแต่ละคนคิดถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องที่ดี (บุญ-กุศล) และเรื่องที่ไม่ดี (บาป-อกุศล) ความคิดดังกล่าว นำความสุขใจ (ดีใจ-สมหวัง) และความทุกข์ใจ (เสียใจ-ผิดหวัง-ไม่ได้ดังใจ) มาให้แต่ละคนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
มีผู้ทูลถามพระพุทธองค์ว่า..
อะไรนำ (สัตว์) โลก
อะไรทำให้ (สัตว์) โลกต้องดิ้นรน
สัตว์ทั้งปวงตกอยู่ใต้อำนาจของอะไร
พระพุทธองค์ตรัสว่า จิต (ความคิด) ถ้ารักษาจิตไว้ได้ก็รักษาได้ทุกอย่าง
เมื่อเป็นเช่นนี้บุคคลควรระวังความคิด และควบคุมความคิดของตนโดยมีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังคิดอะไร หากคิดในสิ่งที่ไม่ดี เป็นบาป-อกุศล ก็ให้หยุดเสีย ในขณะที่ความคิดนั้นเพิ่งก่อตัวขึ้น เหมือนไฟกองยังเล็กอยู่ย่อมดับง่าย เพราะถ้าปล่อยให้ความคิดนั้นสืบสานต่อไปเรื่อย ๆ ก็จะมีกำลังผลักดันให้เกิดการกระทำ ทางกาย วาจา ใจทางที่ไม่ดี เหมือนไฟได้เชื้อกองโตลุกโชนดับได้ยาก ฉันใดฉันนั้น
ขอให้เข้าใจว่าถ้าคิดถึงสิ่งไหน สิ่งนั้นก็จะย้อมใจให้เป็นไปตามความคิด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคิดอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น
ถ้าคิดดี ก็จะพูดดี ทำดี มีพฤติกรรมในทางที่ดี แต่ถ้าคิดไม่ดี ก็จะพูดไม่ดี ทำไม่ดี สร้างนิสัยไม่ดีให้กับตนเองโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:28:30 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 7ธรรมชาติของจิตไม่อยู่นิ่ง คิดได้สารพัดเรื่อง เหมือนน้ำที่ไหลไปเรื่อยและไหลลงสู่ที่ต่ำ หากใส่ในภาชนะหรือสร้างที่เก็บกักไว้ ก็จะส่งแรงดันไปรอบทิศทาง หาทางที่จะออกอยู่ตลอดเวลา แม้มีรูเล็ก ๆ ก็จะแทรกซึมออกไป ครั้นเมื่อไหลไปสัมผัสสิ่งใด ก็ปนเปื้อนสิ่งนั้น ถูกสิ่งที่สัมผัสย้อมสี กลิ่น รส ให้เป็นไปตามนั้น
จิตก็เช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ตรัสว่า
ผู้มีปัญญาพึงควบคุมจิต จิตที่เห็นได้ยากยิ่งละเอียดยิ่ง ชอบใฝ่หาอารมณ์ที่ปรารถนาอยู่เสมอ จิตที่ควบคุมได้แล้วย่อมนำสุขมาให้ (สุสุท ทะสัง สุนิปุณัง ยัตถะ กามะนิ ปาตินัง จิตตัง รักขะถะ เมธาวี จิตตัง คุตตัง สุขาวะหัง) นอกจากนี้ยังตรัสว่า
จิตที่เที่ยวไปไกล เที่ยวไปตามลำพัง ไม่มีรูปร่างอาศัยอยู่ในกาย
ผู้ใดควบคุมได้ ผู้นั้นย่อมพ้นจากบ่วงแห่งมาร (กิเลส)
(ทูรัง คะมัง เอกะจะรัง อะสะรีรัง คุหาสะยัง
เย จิตตัง สัญญะเมสสันติ โมกขันติ มาระพันธะนา)
ความคิดของจิตเร็วมาก และไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น ไม่มีสิ่งใดที่จะมาคุมขังหรือพันธนาจิตไว้ได้ การตามดูจิตและรักษาจิตจึงเป็นเรื่องยากยิ่งกระนั้นก็ตามบุคคลควรจะฝึกดูจิต (ความคิด ความรู้สึก) ของตนอยู่เสมอ ซึ่งจะพบว่าเมื่อใดที่มีสติดูว่าจิตจะคิดอะไร หรือกำลังคิดอะไรจิตก็จะหยุดคิด ครั้นสติอ่อนกำลังหรือเผลอจิตก็จะคิดต่อไป เป็นอยู่เช่นนี้ เหมือนโปลิสไล่จับขโมย แต่เราก็ไม่ควรย่อท้อ
ยามใดที่ว่างจากภาระกิจ ควรฝึกควบคุมจิตใจให้หยุดคิดเสียบ้าง เพราะความคิดของจิตส่วนใหญ่จะคิดไปตามอำนาจของตัณหาที่ครอบงำจิตอยู่เป็นต้นว่า คิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่ายินดี (กามตัณหา) คิดอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือคิดถึงสถานะที่น่ายินดีพอใจ (ภวตัณหา) คิดขุ่นเคืองขัดใจในสิ่งที่ไม่ยินดี ไม่พอใจ แต่ต้องพบ ต้องสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งนั้น หรือคิดถึงสิ่งที่พลัดพรากไปแล้วด้วยความอาลัยอาวรณ์ (วิภวตัณหา)
ความคิดดังกล่าวล้วนสร้างกิเลสให้สั่งสมทับทวีขึ้นในจิต กล่าวคือ ความคิดที่เป็นกามตัณหา ภวตัณหา ทำให้อยากได้ ยินดี พอใจ นำไปสู่ความโลภ หรือ ราคะ โลภะ
ความคิดที่เป็นภวตัณหา นำไปสู่ความขุ่นเคือง ความโกรธ หรือโทสะ ความคิดที่เป็นทั้งกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา เกิดจากความเห็นผิดของจิต เป็นความหลง หรือ โมหะโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:33:38 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 8การควบคุมจิตให้หยุดคิด จึงเป็นการปิดช่องไม่ให้กิเลสตัณหาได้ทำงาน จิตที่หยุดคิด จะเป็นจิตว่าง (จากอารมณ์) ทำให้จิตได้พัก มีความสงบ เยือกเย็นนำปีติและสุขมาให้เหมือนน้ำที่ขุ่นกระเพื่อมไหวอยู่ตลอดเวลา ครั้นหยุดกระเพื่อมไหว ฝุ่นละอองและตะกอนก็จะนอนก้น เห็นน้ำใสสะอาดตา
หากสามารถควบคุมให้จิตหยุดคิดได้อย่างช่ำชอง จนจิตเข้าสู่ความสว่างหรือความประภัสสรของจิตได้แล้ว การรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ของชีวิตตามความเป็นจริงก็จะตามมา จิตจะละความหลงที่เคยโง่เขลา หลงยึดมั่นสิ่งต่าง ๆ เป็นเหตุให้ตัณหาเข้าไปอาศัยครอบงำจิตอยู่อย่างยืดเยื้อยาวนานจนเกิดอุปาทานยินดีพอใจต่อการเกิดในภพน้อยภพใหญ่
เมื่อแสงสว่างของปัญญาเต็มรอบอยู่ในจิต จิตก็จะสลัดตัณหาออกไปได้ เมื่อนั้นชีวิตถูกพันธนาการไว้ในภพทั้ง ๓ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) ก็จะเป็นอิสระ หลุดพ้นจากวัฏสงสารออกไปได้
อย่างไรก็ตามแม้การฝึกควบคุมจิตยังไม่บรรลุถึงขั้นดังกล่าว ก็จะช่วยให้มีสติว่องไว รู้ว่าจิตกำลังคิดอะไร อยู่ในอารมณ์ใด ได้เร็วขึ้นกว่าก่อนและสามารถปรับความคิดของจิต ให้ว่างจากอารมณ์หรือความคิดที่เป็นอกุศลได้
กำไร-ขาดทุน (บุญ-บาป)
บัญชีทางโลกถ้ารายรับหรือรายได้มีน้อยกว่ารายจ่ายถือว่าขาดทุนต้องหาเงินมาโดยการกู้หนี้ยืมสิน แต่บัญชีทางธรรมไม่เหมือนทางโลก การกำไรขาดทุน ไม่ได้หมายถึงจ่ายมากกว่ารับแล้วขาดทุนเสมอไป บางครั้งแม้จ่ายเพียงครั้งเดียวก็ขาดทุนย่อยยับไปเลยก็มีหรือจ่ายมากยิ่งได้กำไรมากขึ้นอยู่กับว่ารายจ่ายสิ่งที่เป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นบุญหรือเป็นบาป
ถ้าจ่ายสิ่งที่เป็นบุญ ยิ่งจ่ายมาก ยิ่งกำไรมาก
ถ้าจ่ายสิ่งที่เป็นบาป ยิ่งจ่ายก็ยิ่งขาดทุน
ตัวอย่างเช่นบ้านสองหลังปลูกติดกัน เจ้าของบ้านทั้งสองไม่ค่อยจะกินเส้นกันอยู่แล้ว
วันหนึ่งหมาทั้งสองบ้านกัดกัน เจ้าของบ้านหลังหนึ่งช่วยหมาของตนไปตีหมาของเพื่อนบ้าน ฝ่ายเพื่อนบ้านรู้เข้าก็โกรธ ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันอย่างรุนแรง ถึงกับลงไม้ลงมือชกต่อยกัน ฝ่ายที่สู้ไม่ได้ก็วิ่งไปเอาปืนในบ้านยิงอีกฝ่ายหนึ่งตาย ฝ่ายที่ยิงเขาตายก็ต้องไปติดคุก เสียอนาคต ไม่เพียงแต่เท่านั้น เมื่อตายไป วิบากกรรมจากฆ่าคนตายก็จะติดตามไปในภพหน้า อาจจะไปเกิดในอบายภูมิ (นรก เปตร อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน) หรือเมื่อกลับมาเกิดเป็นคนก็ถูกคู่อริฆ่าตาย เป็นกงกรรมกงเวียน จากการผูกอาฆาตพยาบาทจองเวรแก้แค้นกันไม่จบสิ้น
จะเห็นว่าการจ่าย (พฤติกรรม) ของทั้งสองฝ่าย ขาดทุนกันอย่างย่อยยับ ฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต ฝ่ายหนึ่งติดคุก ต้องรับกรรมทั้งชาตินี้และชาติหน้า ที่เป็นเช่นนี้เพราะความหลงของทั้งสองฝ่าย หลงยึดมั่นว่าเป็นหมาของฉัน (ถ้าเป็นหมาคนอื่นคงไม่มีเรื่องกัน) เมื่อหมากัดหมาฉัน ตีหมาฉัน จึงทำให้ฉันโกรธ ความโกรธเกิดขึ้นที่จิต ความยึดมั่นก็เกิดขึ้นที่จิต เมื่อขาดสติปัญญาควบคุมจิต ตัววิภวตัณหา (ไม่ยินดี ไม่พอใจในสิ่งที่ประสบ) จึงชี้นำจิตให้โกรธ ผลก็คือการแสดงออกทางวาจา (ทะเลาะกัน) และทางกาย (ทำร้ายกันฆ่ากัน) จึงตามมา ความดีที่สองฝ่ายเคยทำจึงถูกความชั่วจากอารมณ์ชั่ววูปมาบั่นทอนตัดรอนอย่างน่าเศร้าใจเรื่องทำนองอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:39:15 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 9มาดูอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสมัยบรรพกาล ปรากฏในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องของนางขุชชุตตรา ซึ่งเป็นหญิงค่อมเป็นคนรับใช้ของพระนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งแคว้นวังสะ กรุงโกสัมพี นางค่อมเป็นผู้มีสติปัญญามาก ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ครั้งเดียวก็มีดวงตาเห็นธรรมได้เป็นพระโสดาบัน สามารถนำธรรมมาถ่ายทอดให้พระนางสามาวดีฟังจนได้บรรลุเป็นพระโสดาบันได้เช่นกัน
ในอดีตชาติของนางนั้น สมัยหนึ่งมีพระปัจเจกพุทธเจ้า (ผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในสมัยที่ว่างจากพระพุทธศาสนา แต่ไม่ประกาศศาสนา คือ ไม่นำสิ่งที่ตรัสรู้มาเผยแผ่) นางชอบทำบุญใส่บาตร นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอุ้มบาตรที่มีข้าวร้อน ๆ อยู่ทำให้มือร้อน จึงถวายวลัยงาเป็นที่รองบาตรให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑๘ อัน ผลจากการถวายทานกับพระอริยเจ้าชั้นสูงเป็นบุญติดตัวมา ทำให้ชาตินี้นางมีปัญญามาก ได้ฟังธรรมครั้งเดียวก็มีดวงตาเห็นธรรม (เป็นพระโสดาบัน) อันเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น รองจากพระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
ถามว่าเหตุใดนางจึงหลังค่อม มูลเหตุก็คือพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งหลังค่อม นางได้ล้อเลียนพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น โดยทำแกล้งเดินหลังค่อม ผลของบาปอกุศลทำให้นางเกิดมาพิการหลังค่อม
ถามว่า เหตุใดนางจึงเป็นคนรับใช้ของพระนางสามาวดี มูลเหตุก็คือนางเกิดเป็นลูกเศรษฐีมหาศาล (มหาเศรษฐี) วันหนึ่งมีพระภิกษุณีซึ่งเป็นพระอรหันต์มาเยี่ยมบิดาและพี่สาวของนาง เศรษฐีและพี่สาวไม่อยู่นางจึงต้อนรับแทน นางถือวิสาสะใช้ให้พระภิกษุณีไปหยิบเครื่องสำอางมาให้ พระภิกษุณีรูปนั้นพิจารณาว่า ถ้าไม่ไปหยิบมาให้นาง นางอาจจะโกรธ จะเป็นเหตุให้นางตกนรกในชาติต่อไป ครั้นจะไปหยิบมาให้นาง ชาติต่อไปนางจะเป็นหญิงรับใช้ ด้วยความเมตตาภิกษุณีจึงเลือกวิบากกรรมสถานเบาอันจะเกิดแก่นาง จึงไปหยิบมาให้ ผลของวิบากกรรมจึงทำให้นางเกิดมาเป็นหญิงรับใช้ของพระนางสามาวดี จะเห็นว่ากรรมดี ของนาง ขุชชุตตรา ในอดีตชาติ ส่งผลให้นางเป็นพระโสดาบัน กรรมชั่ว (ฝ่ายไม่ดี) ส่งผลให้นางเป็นหญิงค่อม คนรับใช้
ในแต่ละวันแต่ละบุคคล ทำกรรมไว้มากมาย ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม กรรมเหล่านี้ ล้วนอยู่ในบัญชีทางธรรมทั้งสิ้น ซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตของแต่ละคน ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ด้วยเหตุนี้ การคิดดี พูดดี ทำดี จึงเป็นการจ่ายที่เป็นบุญ-กุศล เป็นกำไรของชีวิต ซึ่งจะมีอุปการะคุณต่อตนเอง ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
ส่วนการคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เป็นการจ่ายที่เป็นบาป-อกุศลทำให้ชีวิตขาดทุน มีวิบากกรรมที่จะต้องชดใช้ ทั้งในชีวิตที่เป็นอยู่และในโลกหน้า ดังนั้นการระมัดระวังกาย วาจา ใจ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:43:59 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
สลักธรรม 10การปิดงบบัญชี
บัญชีทางโลก หากเป็นองค์กร เช่น บริษัท ห้างร้าน รัฐวิสาหกิจ จะมีการปิดงบบัญชี เพื่อตรวจดูรายรับรายจ่ายที่ผ่านมาว่ากำไรขาดทุน มีทรัพย์สินหรือหนี้สินอยู่เท่าใด ทั้งนี้เพื่อให้รู้ถึงสถานะขององค์กร จากการดำเนินกิจกรรมที่ผ่านมาในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ บางองค์กรมีการปิดงบดุลปีละครั้ง หรือ ๒ ครั้ง หรือรายไตรมาส (๓ เดือนครั้ง) บางองค์กรมีการปิดงบกระแสเงินสดทุกเดือนเพื่อให้รู้ถึงสภาพคล่องทางการเงิน
หากเป็นบุคคลแต่ละคน ยากนักที่จะมีใครทำบัญชีรับจ่ายรายวันของตน จึงไม่สามารถปิดงบบัญชีส่วนตัวได้ ทำได้แต่เพียงดูว่าตอนนี้เป็นหนี้เขาอยู่เท่าไร หรือหากไม่มีหนี้สินมีเงินฝากอยู่กับสถาบันการเงินอยู่เท่าใด บางคนมีทั้งหนี้และเงินฝาก หากมีหนี้มากกว่าเงินฝาก และทรัพย์สินที่ตนมีอยู่ ก็ถือว่าขาดทุนในรูปของบัญชี แต่ถ้ามีเงินฝากและทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน ก็ถือว่ายังมีกำไรในรูปของบัญชี พออุ่นใจได้ว่าหากต้องชำระหนี้ทั้งหมด ยังมีเงินที่จะชำระได้ แม้ว่าเงินสดที่มีอยู่จะไม่พอชำระหนี้ ขายทรัพย์สินบางอย่างออกไป ก็สามารถชำระหนี้ได้
ด้วยเหตุนี้การกำไร-ขาดทุนในรูปแบบบัญชีทางโลกจึงเห็นได้ง่ายหรือพอจะดูออกเพราะเป็นรูปธรรม
แต่ในทางธรรมใครเลยจะรู้ว่าชีวิตของตนที่ผ่านมามีกำไรหรือขาดทุนมีบุญอยู่เท่าใด บาปอยู่เท่าใด ใครจะรู้ได้ เพราะบุญบาปในบัญชีทางธรรมนั้น มีต้นทุนติดตัวมาตั้งแต่เกิด นอกจากนี้บัญชีทางธรรมยังมีลักษณะทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา สิ่งเสพติด ซึ่งพอจะนับการกระทำแต่ละครั้งได้ แต่ใครเลยจะคอยนับ และผลของการกระทำจะมีโทษมากน้อยเพียงใดก็ยังไม่ทราบ เพราะบางอย่างยังไม่แสดงออกเป็นรูปธรรม การกระทำบางอย่างเป็นนามธรรม เช่น ความคิดซึ่งไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงไม่สามารถทราบปริมาณ-คุณภาพได้
ยิ่งไปกว่านั้น บัญชีทางธรรมยังมีของเก่าที่สะสมมาแต่ในอดีตชาติ ในชาตินี้ยังมาทำสมทบเข้าไปอีกทั้งบุญทั้งบาป จึงเพิ่มความสลับซับซ้อนทำให้ไม่สามารถประเมินได้
บางคนสงสัยว่าทำไมตนเองทำบุญใส่บาตรอยู่เป็นประจำ จึงไม่เห็นรวยสักที เพื่อนบ้านซึ่งมีฐานะดีกว่าตนไม่เห็นจะทำบุญอย่างตน ทำไมจึงรวยกว่า ทำให้สงสัยว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มีจริงหรือ
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาพิจารณาแต่บัญชีทางธรรมในชาตินี้ ไม่ได้ตระหนักว่าชาติก่อนตนทำทานไว้น้อย หรืออาจตระหนี่ถี่เหนียว หรือไม่อุปการะบุคคลที่ควรจะอุปการะ เช่น มารดา-บิดา เป็นต้น ส่วนเพื่อนบ้านเขาทำบุญในอดีตชาติไว้มาก กำลังของบุญเก่ายังส่งผลอยู่ เขากำลังกินบุญเก่าในชาตินี้
อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวอย่าเป็นสาเหตุให้ผู้ทำบุญท้อถอย หมั่นสะสมบุญของตนต่อไป ไม่ช้ากำลังบุญที่รวมกันไว้ก็จะส่งผล แม้ว่าตนจะยังไม่รวย แต่ก็ไม่ถึงกับอดอยาก ยังมีอยู่มีกิน ซึ่งก็ถือว่าดีแล้ว หากรู้จักใช้จ่ายให้สมควรแก่อัตภาพ ก็หาความสุขได้ และพัฒนาคุณธรรมให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปได้ ที่ทุกข์ใจก็เพราะอยากจะรวยอย่างคนอื่นเขานั่นเอง
ส่วนผู้มีฐานะดีแต่ไม่สนใจทำบุญนั้น ปลอ่ยเขาไป หากบุญเก่าเขาหมดลงไม่หาของใหม่เข้าเติม วันหนึ่งเขาจะลำบากขัดสนเองโดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [7 พ.ค. 2551 , 08:50:44 น.] ( IP = 58.9.141.50 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |