มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


บัณฑิตและปริญญาในพระพุทธศาสนา




บัณฑิตและปริญญาในพระพุทธศาสนา
ช่วงนี้เป็นช่วงของการมุทิตากับพระสงฆ์องค์และฆราวาสที่อุตสาห์ร่ำเรียนจนจบเป็น
บัณฑิตและปริญญาในพระพุทธศาสนา ที่พุทธมณฑลในเดือนนี้ อย่างนี้เขาเหล่านั้นก็รู้จัก
พระพุทธศาสนาว่าคืออะไร แม้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคล เป็นบัณฑิต ในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง แต่ก็ยังชื่อว่าได้ผ่านกระบวนเรียนรู้ทางธรรมไม่มากก็น้อย ทำให้สังคมมีคนดีมากขึ้น
มหาวิทยาลัยทั่วประเทศผลิตบัณฑิตมากมาย พ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายต่างชื่นชมแสดงความยินดี แต่พอมองกลับไปยังพระที่จบบ้าง มีหลายคนกลับดูหมิ่นดูถูก ว่าเรียนไปทำไมไม่
ปฏิบัติตนไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะสังคมมองกันด้วยผลประโยชน์ บัณฑิตทางโลกสร้างงานสร้างเงินเลี้ยงครอบครัวได้ แต่บัณฑิต มีแต่ความรู้เพื่อพร่ำสอน
ในคำว่าบัณฑิตนั้นมี กลอนมงคล ๓๘ ประการ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) ประพันธ์ไว้ในมงคลข้อที่ ๒ คบด้วยบัณฑิตว่า
ควรคบหาบัณฑิต เป็นมิตรไว้ จะช่วยให้ พ้นทุกข์สบสุขสันติ์
ความคิดดี - เลิศล้ำยิ่งสำคัญ ควรคบกันอย่าเขว ทุกเวลา
ในสังคมประเทศไทยถือว่าผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา เรียกว่า บัณฑิต จะมีอยู่ ๓ ขั้น คือ
ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต
ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิต
ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต
ดูคนอย่างธรรมดาว่าใครจบมากน้อยแค่ไหน ดูได้ที่ปริญญาบัตร เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ คำว่า บัณฑิต และคำว่า ปริญญา ในทางพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้อย่างไรบ้าง จะเลือกเอามาพอเป็นตัวอย่าง เริ่มบัณฑิตก่อน


เป็นบัณฑิตได้อย่างไร
“ผู้ที่เว้นจาก ฟัง คิด ถาม เขียน จะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร”
ดังนั้นผู้ที่ประกอบไปด้วยการฟัง การคิด การถาม และการเขียน จึงจะเป็นบัณฑิตได้
คนโง่เป็นบัณฑิตได้ไหม
“คนโง่ใด ย่อมสำคัญความที่ตนเป็นคนโง่ คนนั้นพอจะเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนคนโง่ใดสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต คนโง่นั้นแล คือคนโง่อย่างแท้จริง”
บัณฑิตเป็นชายหรือเป็นหญิง
“บุรุษจะเป็นบัณฑิตในที่ทั้งปวงก็หาไม่ แม้สตรีก็เป็นบัณฑิตได้เหมือนกัน”
เกี่ยวกับการศึกษาของบัณฑิต
“บัณฑิตไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่ขุ่นเคืองเพราะเสื่อมลาภ ไม่ยินร้ายเพราะตัณหา และไม่ติดในรส”

โดย ธีรวัสMAดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 พ.ค. 2551 , 16:30:28 น.] ( IP = 58.8.35.54 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เกี่ยวกับความประพฤติ
“บัณฑิตย่อมฝึกตน”
“บัณฑิตย่อมทำตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต”
“บัณฑิตย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท”
“บัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์และไม่แสดงอาการขึ้นลง”
เกี่ยวกับอารมณ์
“ภูเขาหินแท่งทึบ ไม่สั่นสะเทือนเพราะลมฉันใด บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญฉันนั้น”
“บัณฑิตย่อมไม่ประพฤติกรรมชั่ว เพราะเหตุแห่งสุขเพื่อตน”
“ชื่อว่าบัณฑิตย่อมทำประโยชน์ได้สำเร็จ”
รวมความว่า
“คนมีปัญญาท่านเรียกว่า บัณฑิต เพราะรู้จักประโยชน์ 2 ประการ คือ ประโยชน์ปัจจุบันเฉพาะหน้า และประโยชน์ระยะยาวในอนาคต”


คำว่า ปริญญา แปลว่า กำหนดรู้ กำหนดรู้ภายนอกสารพัดที่จะอ้างถึง แต่ในทางพระพุทธศาสนาท่านให้กำหนดรู้ภายใน เริ่มจากสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ เมื่อกำหนดรู้แล้วให้พิจารณาสาวไปหาเหตุปัจจัย เหตุคือต้นตอ ปัจจัยคือสิ่งหล่อเลี้ยง การกำหนดรู้ภายในนี้แหละที่ทำให้คนธรรมดากลายเป็นบัณฑิต หรือเป็นบัณฑิตของบัณฑิต สุดท้ายก็คือ กำหนดด้วยการละวาง ว่าง สงบ สะอาด สว่าง กระจ่างปัญญา
สรุปว่า บัณฑิตและปริญญา ถ้ามองแบบสามัญมีเป้าอยู่ที่การศึกษา ผ่านการศึกษาชั้นต่าง ๆ เช่น ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต เป็นต้น แต่ในทางพระพุทธศาสนา ท่านพุ่งเป้า ลักษณะ นิสัย และอารมณ์เป็นสำคัญ โดยเฉพาะคำว่า บัณฑิต มีกิจที่ต้องผ่านไปอย่างลอยนวลถึง ๔ คือ การรู้ (ปริญญา) การละ (ปหานะ) การรุ่ง (ภาวนา) และการเรือง (สัจฉิกิริยา) ดังโคลงว่า
รู้ลึกนึกแน่แน่วแนวขันธ์ละ โขดเขาภูฐานตัณห์ต้น
รุ่งแจ้งอรุณฉาน ฉายส่อง
เรืองรองส่องแสงโพ้น บันชั้น บัณฑิตา

เรียนปริญญาโทพุทธศาสตร์ไปทำไม ?
วิชาก็เก่า คนเรียนก็แก่ !
หางานทำก็แสนจะลำบาก !
หาความทันสมัยไม่ได้เลย !
เข้ากับยุคโลกาภิวัตรกับเขาได้อย่างไร !
เข้าเรียนที่ไหนไม่ได้ จึงมาเข้าเรียนพุทธศาสตร์ !

และยังมีอีกหลาย ๆ ประโยคที่วิชาพุทธศาสตร์ถูกกล่าวหาจากนักวิชาเกิน (เกินกว่านักวิชาการ) เพราะวิชาไหนก็ตามที่มีคำว่าศาสตร์ วิชานั้นย่อมเต็มไปด้วยเหตุผลของมันเอง และจะมีคุณค่าสำหรับบุคคลที่มีดวงตาที่ดีอย่างวิญญูชน
“เรียนปริญญาโทพุทธศาสตร์ไปทำไม ?”

โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 พ.ค. 2551 , 16:32:34 น.] ( IP = 58.8.35.54 : : )


  สลักธรรม 2

ก่อนอื่นคำทางพระ ก็มีความหมายที่จะเข้าไปเรียนรู้
พุทธ หมายถึง ผู้ตื่น
พุทธ หมายถึง ผู้เบิกบาน
ศาสตร์ (Science) หมายถึง หลักการ วิธีการ หรือทฤษฎีที่ประกอบด้วยเหตุและผล สามารถทดลองและพิสูจน์ได้ โดยเฉพาะหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็น“อกาลิโก”ไม่ประกอบด้วยกาล แม้ล่วงเลยมากว่า ๒๕๕๑ ปีแล้วก็ตาม ใครปฏิบัติก็ยังได้รับผลอยู่เสมอ พระพุทธองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับธรรมะไว้อย่างละเอียดมาก โดยเฉพาะเกี่ยวกับจิตได้ตรัสไว้เป็นพิเศษ รวมไว้เป็นปิฎกหนึ่ง เรียกว่า พระอภิธรรมปิฎก
คาร์ล กุสตาฟ จุง ชาวสวิตเซอร์แลนด์ นักจิตวิทยาเอกของโลกถึงกับกล่าวสรรเสริญว่า “พระพุทธองค์ทรงรอบรู้จิตศาสตร์ของมนุษย์อย่างลึกล้ำ ยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้”
ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก ได้กล่าวชื่นชมพระพุทธศาสนาไว้ว่า “ศาสนาที่ดีเป็นสากลก็คือพุทธศาสนา” อีกทั้งมหาวิทยาลัยในโลกตะวันตกและตะวันจำนวนมากที่เปิดสอนสาขาวิชาพระพุทธศาสนา (Buddhist Study)


ทุกวันนี้ทั่วโลกโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยดังๆของโลกเปิดการเรียนการสอนพุทธศาสนาถึงขั้นปริญญาเอก เช่น ออฟฟอร์ด เครมบริค ที่อังกฤษ เขาอยากได้วิทยากรไปบรรยาย ผู้ที่มีความรู้พระพุทธศาสนาที่แท้จริงมีอยู่ แต่มีปัญหาทางด้านภาษา เขาจึงส่งนักการศึกษาของเขามาเรียนรู้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งบ้าง และที่อื่น ๆ อีก แล้วกลับไปประเทศของตน นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเข้าไปสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนักศึกษาเหล่านั้นได้ร่วมกันจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นที่น่าพอใจยิ่ง แม้มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ก็ช่วยส่งเสริมด้านวิชาการ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพราะซีกโลกตะวันตกเริ่มมีความอิ่มตัวในทางด้านวัตถุ สิ่งที่เขาขาดคือที่พึ่งทางใจ จึงพากันหันมายอมรับนับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งงานพระธรรมทูตตั้งอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารก็ผลิตออกไปไม่เพียงพอกับความต้องการ เนื่องจากวิทยากรของเราน้อย สถานที่ก็คับแคบ อุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่เพียงพอ คำสอนของพุทธองค์ยังคงทันสมัย ไม่ล้าสมัยและไม่ล้ำสมัย อย่างเช่นการตั้งครรภ์ของมารดาพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้อย่างละเอียด นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเมื่อเข้ามาศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกถึงกับตะลึงว่า พระพุทธองค์ทรงรู้ได้อย่างไร เพราะในสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือใด ๆ ที่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน ทุกวันนี้ นายแพทย์ทางสูตินารีเวชยังถือแนวทางของพระพุทธองค์เป็นหลักการเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ของมารดา จึงขอนำจากพระสูตรมาสรุปกล่าวไว้ในที่นี้ ดังนี้


“การที่จะปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา ต้องประกอบด้วยองค์ ๓ คือ
๑. มาตา อุตุนี โหติ มารดามีประจำเดือน
๒. มาตาปิตโร สนฺนิปติตา โหนฺติ บิดามารดาอยู่ร่วมกัน
๓. คนฺธพฺโพ ปจฺจุปฏฺฐิโต โหติ มีสัตว์มาเกิด

ในอินทกสูตร ยักขสังยุต พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการก่อกำเนิดของมนุษย์ที่เจริญเติบโตอยู่ในครรภ์ไว้ว่า
ปฐมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํ
อพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโน
ฆนา ปสาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาปิ จ
ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ
เตน โส ตตฺถ ยาเปติ มาตุกุจฺฉิคฺคโต นโร


รูปนี้เป็นกลละก่อน จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา) ต่อจากนั้นก็มีผม ขน และเล็บ เป็นต้น เกิดขึ้น มารดาของทารกในครรภ์นั้นบริโภคข้าวน้ำ โภชนาหารอันใด ทารกที่อยู่ในครรภ์นั้น ย่อมมีชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารนั้น ในครรภ์มารดานั้น

ในอรรถกถาสารัตถัปปกาสินีได้อธิบายถึงการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์มารดาไว้ว่า
ในสัปดาห์แรกแห่งการปฏิสนธินั้น เกิดเป็นกลลรูป คือ มีลักษณะเป็นหยาดน้ำใสเหมือนน้ำมันงา ในสัปดาห์ที่สอง หลังจากกลลรูปได้เกิดเป็นอัพพุทรูปขึ้น มีลักษณะเป็นฟอง มีสีเหมือนสีน้ำล้างเนื้อ ในสัปดาห์ที่สาม หลังจากเป็นอัพพุทรูปแล้ว ก็เกิดเป็นเปสิรูป ซึ่งมีลักษณะเหมือนชิ้นเนื้อที่เหลว ๆ สีแดง ๆ ในสัปดาห์ที่สี่ หลังจากเป็นเปสิรูปแล้ว ก็ได้เกิดเป็นฆนรูปขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นก้อน มีสัณฐานเหมือนไข่ไก่ ในสัปดาห์ที่ห้า หลังจากเป็นฆนรูปแล้ว จึงเกิดเป็นปัญจสาขา คือ รูปนั้นงอกเป็น ๕ ปุ่ม คือ เป็นศีรษะ ๑ มือ ๒ เท้า ๒ ต่อจากนั้น คือ ในระหว่างสัปดาห์ที่ ๑๒ ถึงสัปดาห์ที่ ๔๒ ผม ขน เล็บ เป็นต้น ก็ปรากฏขึ้น”

บรรพบุรุษไทยเป็นผู้มีความฉลาดเฉียบคมล้ำเลิศที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของตนมาตั้งแต่สมัยบรรพกาลจนถึงปัจจุบัน เพราะเป็นศาสนาที่ประกอบด้วยเหตุผล มีความรู้ทุกกลุ่มประสบการณ์สอดแทรกอยู่อย่างครบถ้วน คนที่รู้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงจึงเป็นคนที่รู้แจ้งซึ่งโลก อย่างเช่น ท่านประยุทธ์ ปยุตโต ชาวโลกรู้จักทั่ว จนกระทั่งได้รับการยกย่องจากองค์การของสหประชาชาติ

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 พ.ค. 2551 , 16:34:22 น.] ( IP = 58.8.33.89 : : )


  สลักธรรม 3


พุทธศาสตร์จึงไม่คร่ำครึ คนเรียนพุทธศาสตร์เป็นคนทันสมัย เป็นคนที่มีความคิดเห็นไม่คับแคบ (น มัจฉรี) อาชีพครูก็ดี อาชีพตำรวจก็ดี อาชีพนักการเมืองก็ดี อาชีพนักบริหารก็ดี หรืออาชีพอื่น ๆ ก็ดี ยังต้องการคนที่มีความรู้คู่คุณธรรมอย่างแท้จริง แต่คนที่รู้พุทธศาสตร์มีจำนวนน้อย เพราะสถาบันที่ผลิตบุคคลากรด้านนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างจริงจัง เยาวชนจึงเป็นเช่นนี้ ตำรวจจึงเป็นอย่างนี้ นักการเมืองจึงเป็นเยี่ยงนี้ และนักบริหารจึงเป็นฉะนี้ สังคมไทยเราแต่เดิมมาจะเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ทุกวันสังคมไทยกลายเป็นสังคมที่มีน้ำใจอันแห้งแล้ง “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา” แม่ทิ้งลูก ลูกทิ้งแม่ ศิษย์ลืมครู ครูห่างศิษย์ สังคมเปลี่ยนไป เพราะเราขาดคุณธรรม ไม่ส่งเสริมคุณธรรม ไม่เคารพเชื่อถื่อคนที่มีคุณธรรม ไม่ตั้งอยู่ในศีล ไม่ตั้งอยู่ในธรรม บ้านเมืองจึงเดือดร้อน สับสน วุ่นวาย ชิงดีชิงเด่นกัน เอารัดเอาเปรียบกัน ใส่ร้ายป้ายสีกัน เข่นฆ่ากัน มีการปล้นชิงวิ่งราว ถูกปั่นให้ลุ่มหลงในอบายมุข ไม่รักษากติกา “ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ”


เมื่อชาวพุทธหรือนักศึกษาเริ่มมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนามากขึ้น ก็น่าจะอนุโมทนาเพราะเขาเรียนเพื่อรู้ความจริง ไม่ได้หวังความร่ำรวย ความเป็นใหญ่ในบ้านเมือง จึงขอมุทิตากับท่านเรียนพุทธศาสตร์นั่นถูกทางแล้ว อย่าท้อแท้ เมื่อเรียนจบขอให้ช่วยกันปลูกฝังศีลธรรมแก่เยาวชน แก่ครอบครัว และแก่สังคมที่เกี่ยวข้อง ศีลธรรมจะได้กลับมา สักวันหนึ่ง ประเทศไทยที่รักและหวงแหนของเราจะมีความสงบสุขร่มเย็น เมื่อนั้นแหละเราจะตอบคำถามได้ด้วยตนเองว่า “เรียนปริญญาโทพุทธศาสตร์ไปทำไม ?” หรือ ที่คำกล่าวกันว่า มหาบัณฑิตที่ไร้ค่าในสายตาของสังคม

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [12 พ.ค. 2551 , 16:38:02 น.] ( IP = 58.8.33.89 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org