
บัณฑิตและปริญญาในพระพุทธศาสนา
ช่วงนี้เป็นช่วงของการมุทิตากับพระสงฆ์องค์และฆราวาสที่อุตสาห์ร่ำเรียนจนจบเป็น
บัณฑิตและปริญญาในพระพุทธศาสนา ที่พุทธมณฑลในเดือนนี้ อย่างนี้เขาเหล่านั้นก็รู้จัก
พระพุทธศาสนาว่าคืออะไร แม้จะไม่ได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคล เป็นบัณฑิต ในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง แต่ก็ยังชื่อว่าได้ผ่านกระบวนเรียนรู้ทางธรรมไม่มากก็น้อย ทำให้สังคมมีคนดีมากขึ้น
มหาวิทยาลัยทั่วประเทศผลิตบัณฑิตมากมาย พ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายต่างชื่นชมแสดงความยินดี แต่พอมองกลับไปยังพระที่จบบ้าง มีหลายคนกลับดูหมิ่นดูถูก ว่าเรียนไปทำไมไม่
ปฏิบัติตนไปสู่ความพ้นทุกข์ เพราะสังคมมองกันด้วยผลประโยชน์ บัณฑิตทางโลกสร้างงานสร้างเงินเลี้ยงครอบครัวได้ แต่บัณฑิต มีแต่ความรู้เพื่อพร่ำสอน
ในคำว่าบัณฑิตนั้นมี กลอนมงคล ๓๘ ประการ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) ประพันธ์ไว้ในมงคลข้อที่ ๒ คบด้วยบัณฑิตว่า
ควรคบหาบัณฑิต เป็นมิตรไว้ จะช่วยให้ พ้นทุกข์สบสุขสันติ์
ความคิดดี - เลิศล้ำยิ่งสำคัญ ควรคบกันอย่าเขว ทุกเวลา
ในสังคมประเทศไทยถือว่าผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญา เรียกว่า บัณฑิต จะมีอยู่ ๓ ขั้น คือ
ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต
ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิต
ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต
ดูคนอย่างธรรมดาว่าใครจบมากน้อยแค่ไหน ดูได้ที่ปริญญาบัตร เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ คำว่า บัณฑิต และคำว่า ปริญญา ในทางพระพุทธศาสนาท่านแสดงไว้อย่างไรบ้าง จะเลือกเอามาพอเป็นตัวอย่าง เริ่มบัณฑิตก่อน
เป็นบัณฑิตได้อย่างไร
ผู้ที่เว้นจาก ฟัง คิด ถาม เขียน จะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร
ดังนั้นผู้ที่ประกอบไปด้วยการฟัง การคิด การถาม และการเขียน จึงจะเป็นบัณฑิตได้
คนโง่เป็นบัณฑิตได้ไหม
คนโง่ใด ย่อมสำคัญความที่ตนเป็นคนโง่ คนนั้นพอจะเป็นบัณฑิตได้บ้าง ส่วนคนโง่ใดสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต คนโง่นั้นแล คือคนโง่อย่างแท้จริง
บัณฑิตเป็นชายหรือเป็นหญิง
บุรุษจะเป็นบัณฑิตในที่ทั้งปวงก็หาไม่ แม้สตรีก็เป็นบัณฑิตได้เหมือนกัน
เกี่ยวกับการศึกษาของบัณฑิต
บัณฑิตไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่ขุ่นเคืองเพราะเสื่อมลาภ ไม่ยินร้ายเพราะตัณหา และไม่ติดในรส