มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


นักแต่งนิยายน้ำเน่า




นักแต่งนิยายน้ำเน่า


โดยพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

เมื่อพูดถึงนิยายน้ำเน่าหรือหนังละครน้ำเน่าเรามักจะเข้าใจว่า เป็นเรื่องที่วนเวียนซ้ำซากอยู่กับเค้าโครงเรื่องเก่าๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการอิจฉาริษยาของตัวละคร อาจจะระหว่างนางตัวโกงชอบอิจฉาริษยากลั่นแกล้งนางเอก หรือแม่ผัวเกลียดชังข่มเหงลูกสะใภ้ หรือเศรษฐีดูหมิ่นเหยียดหยามพระเอกซึ่งเป็นคนจน ฯลฯ ผลสุดท้ายฝ่ายนางเอก พระเอกซึ่งมีความอดทน เอาความดีเข้าสู้ก็เป็นฝ่ายมีชัยชนะเรื่องจบอย่างมีความสุขสมหวัง (happy ending) เรื่องนี้เน้นหนักทางด้านบันเทิงอารมณ์ แต่ไม่ค่อยประเทืองปัญญาเท่าใดนัก นิยายประเภทดังกล่าวมีเค้าโครงเรื่องที่วนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่คนดูก็ชอบดู คนแต่งก็ชอบแต่ง คนสร้างก็ชอบสร้าง

ดังนั้นการพูดถึงนิยาย หนัง ละคร น้ำเน่า จึงเป็นการพูดในเชิงดูแคลนเรื่องนั้นๆ

แต่ผู้พูดหรือบุคคลทั้งหลาย หารู้ไม่ว่าตนนั่นแหละเป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

แต่ละคนมีความคิดมากมายในชีวิตประจำวัน โดยคิดถึงเรื่องต่างๆสารพัดเรื่อง ทั้งเรื่องที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ความคิดของแต่ละคนก็คือการแต่งเรื่องขึ้นมาให้กับตัวเองนั่นเองเป็นนิยายที่ทุกคนขยันแต่ง (เพราะชอบคิด) เรื่องที่แต่งก็มักจะวนเวียนอยู่กับเค้าโครงหรือพลอท (plot) เรื่องเดิม ดุจดังนิยาย หนัง ละครน้ำเน่า

แต่ละคนจึงเป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่า โดยเรื่องที่แต่งไม่ค่อยจะตรงกับความเป็นจริงเท่าใดนัก แต่ก็ยังไม่พัฒนาปรับปรุงการประพันธ์ของตนให้ตรงกับความเป็นจริง คงยินดีแต่งนิยายเพ้อฝัน เป็นเรื่องประโลมโลกปลอบใจตนเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

เหตุใดผู้เขียนจึงกล่าวเช่นนี้ กล่าวอย่างเจตนาดูหมิ่นผู้อ่านหรืออย่างไร หาไม่หรอก เพราะเมื่อก่อนผู้เขียนก็เป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่าเช่นกันถึงปัจจุบันนี้ก็เถอะ เผลอๆ ก็แต่งเหมือนกัน เพียงแต่ว่าพยายามแต่งเรื่องจริงของชีวิตให้มากขึ้น

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:30:24 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ที่ว่าแต่ละคนแต่งนิยายน้ำเน่า ซ้ำๆ ซากๆ ในชีวิตประจำวันหมายความว่าอย่างไร

ผู้เขียนหมายความว่า คนส่วนใหญ่มีเค้าโครงเรื่องของความคิดในชีวิตอยู่ ๔ เค้าโครงด้วยกันคือ

๑. ชอบสิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (ฉันทาคติ)

โดยคิดถึงสิ่งนั้นในทางที่ดี (เกินความเป็นจริง) ไม่มองด้านเสียที่มีอยู่ เช่น อยากจะซื้ออุปกรณ์ของใช้อันใหม่สักอัน เอาเป็นว่าอยากซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ที่มีกล้องถ่ายภาพอยู่ในตัว มีจอสี อัดเสียงได้ ฟังเพลงได้ หรือรุ่นที่ทันสมัยกำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่น และพวกรสนิยมของใหม่ทั้งหลาย

เมื่อความคิดดังกล่าวเกิดขึ้น (จากกามตัณหา - อยากได้ของที่รูปสวยทันสมัย) ก็พยายามหาเหตุผล (มาสนับสนุนกามตัณหา) ว่า ดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ เช่น ถ่ายรูปได้ด้วยดี มีประโยชน์ เมื่อมีประสบเหตุการณ์ที่สำคัญควรจะบันทึกภาพไว้จะได้บันทึกได้ทันการณ์ หรือดีอัดเสียงได้จะได้อัดเรื่องสำคัญที่เป็นประโยชน์ หรือดีเป็นประโยชน์...อย่างนั้นอย่างนี้

เหล่านี้ล้วนเป็นการมองข้อมูลในด้านดีด้านเดียว บางครั้งดีหรือเวอร์ (over) จนเกินไป โดยไม่พยายามมองในด้านเสีย หรือถึงแม้จะเห็นแต่ก็ไม่อยากคิด ทำแกล้งมองผ่านด้านเสียไป

แท้จริงแล้วข้อเสียที่จะนำมาหักล้างข้อดีที่อ้างมานั้นมีอยู่มากมาย เช่น ราคาแพงเกินไป เพราะเป็นรุ่นใหม่ ราคาสูงเกินมูลค่าความเป็นจริง รออีกปี ราคาจะลดลงอย่างน้อย ๓๐% ประสิทธิภาพที่อ้างว่าดีอย่างนั้นเป็นประโยชน์อย่างนี้ ซื้อมาแล้วก็ไม่ได้ใช้ให้คุ้มค่า ดูของเก่าๆ ที่ผ่านมาเป็นประจักษ์พยานก็ได้ ของที่ซื้อมาหลายอย่างที่มีประสิทธิภาพเหล่านั้น คงใช้งานพื้นๆ เป็นส่วนใหญ่ อีกไม่นานของนั้นก็ล้าสมัยไป

นอกจากนี้ของเก่าที่มีอยู่ก็ยังใช้งานได้ดี ที่อ้างว่าของใหม่ที่อยากซื้ออย่างนั้นอย่างนี้ อ้างขึ้นมาเพื่อสนองความอยาก (ตัณหา) ของตนเองนั่นเอง

ข้อมูลที่จะนำมาหักล้างการตัดสินใจอยากซื้อของใหม่ดังกล่าว เจ้าตัวก็รู้แต่เวลาอยากได้มากๆ กลับไม่นำมาคิด หรือไม่อยากจะคิด เพราะถ้าคิดแล้วกลัวว่าเปลี่ยนใจไม่ซื้อ จะทำให้ตัณหาผิดหวัง

กรณีที่เป็นบุคคล หากรักชอบผู้ใด ก็มองเขาแต่แง่ดี ทั้งๆ ที่ข้อเสียของเขามีอยู่มากมาย เช่น ถ้าบุคคลที่เรารักไปมีเรื่องกับใคร เราก็จะเข้าข้างไว้ก่อน หาว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด ถึงแม้มีประจักษ์พยานว่าฝ่ายเราเป็นฝ่ายผิด ก็ยังเข้าข้างว่าฝ่ายตรงข้าม ผิดมากกว่า โดยไม่วางใจเป็นกลาง หรือ มีความเที่ยงธรรม

สำหรับผู้ที่ดำเนินธุรกิจส่วนตัว ในช่วงที่ธุรกิจขาขึ้น อะไรๆก็ดีไปหมด มีรายได้ดี กำไรดี จึงคิดขยายการลงทุน หวังจะได้กำไรมากๆ ครั้นลงทุนเพิ่มไปแล้ว กลับไม่เป็นอย่างที่คิด บางรายถึงกับขาดทุน เพราะค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น มีภาระดอกเบี้ย ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้เกิดจากข้อผิดพลาดที่เขามองด้านดีเกินไป เข้าข้างตัวเองมากเกินไป ทำให้ประมาท ไม่รอบคอบใคร่ครวญ

ความลำเอียงอันเกิดจากความรัก ความชอบหรือฉันทาคติดังกล่าวนำความเสียหายมาให้ผู้คิดอยู่เสมอ จึงควรคิดอะไรตามความเป็นจริง

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:31:27 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )


  สลักธรรม 2

๒. ไม่ชอบสิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (โทสาคติ)

โดยเห็นแต่สิ่งไม่ดีหรือข้อบกพร่องของสิ่งนั้นๆ ทั้งๆที่ความดีหรือคุณค่าของสิ่งนั้นก็มีอยู่แต่ไม่นำมาคิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจ หรือวัตถุสิ่งของ

ตัวอย่างเช่น สามีภรรยาปลูกบ้าน พอบ้านจวนจะเสร็จค่าใช้จ่ายบานปลายเกินงบที่ตั้งไว้มาก สามีจึงเริ่มประหยัด เพราะโดยนิสัยสามีเป็นคนประหยัดอยู่แล้ว แต่ภรรยาเป็นคนชอบสวยชอบงามมีรสนิยมวิไล แรกๆสามีก็ตามใจ แต่เห็นว่าค่าก่อสร้างเกินที่ประมาณไว้ไปมาก จึงหาทางลดค่าใช้จ่าย

เมื่อถึงรายการทำห้องน้ำ สามีสั่งกระเบื้องปูผนัง และสุขภัณฑ์สีขาวมา เพราะสีขาวถูกกว่าสีอื่นๆ โดยไม่ได้ปรึกษาภรรยาก่อน ฝ่ายภรรยาชอบสีสันสวยงามมีลวดลายบ่งบอกรสนิยม ครั้นภรรยาเห็นของที่สามีสั่งมาถึงกับโกรธ ระงับอารมณ์ไม่อยู่ เป็นปากเป็นเสียงกัน ภรรยาไม่ชอบสีขาวเลย เห็นทีไรก็หงุดหงิดขัดเคืองแทบไม่อยากเข้าห้องน้ำ

ห้องน้ำกลายเป็นห้องทุกข์ขา แทนที่จะเป็นห้องสุขา สำหรับเธอหลายวัน

ความจริงแล้วจะเป็นกระเบื้องหรือสุขภัณฑ์ไม่ว่าจะสีอะไร ประโยชน์ใช้สอยก็เหมือนกัน สีขาวมีราคาถูกกว่าสีอื่นๆ แต่ความงามอาจจะด้อยกว่าสีอื่น (ในทัศนะของบางคน) เมื่อภรรยาไม่ได้สีที่ตนชอบ จึงมีอคติไม่ชอบสีขาวยิ่งขึ้น ทำให้ขัดเคืองใจ เป็นวิภวตัณหา คือไม่ยินดีพอใจในสิ่งที่ได้ที่มี

สีไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่คนไม่ชอบสีคิดทำร้ายตนเอง

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในแต่ละบุคคล บางคนชอบของยี่ห้อนั้น ไม่ชอบยี่ห้อนี้ บางคนชอบของรูปทรงนั้น ไม่ชอบรูปทรงนี้ บ้างก็ชอบเสียงแบบนั้น ไม่ชอบเสียงแบบนี้ บ้างชอบกลิ่นแบบนั้น ไม่ชอบกลิ่นแบบนี้ บ้างชอบรสนั้น ไม่ชอบรสนี้ บ้างก็ชอบสัมผัสกับสิ่งนั้น ไม่ชอบสัมผัสกับสิ่งนี้ เป็นต้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ล้วนเป็นธาตุ ๔ บุคคลมายึดติด (อุปาทาน) สิ่งที่ตนชอบในเรื่องดังกล่าว เท่ากับมาหลงธาตุ ๔ ของโลกนั่นเอง

หากบุคคลไม่ยึดติดในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (มากเกินไป) ย่อมใจกว้างที่จะเปิดรับสิ่งทั้งหลายได้ จะช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆได้ง่าย เป็นผู้ที่มีเหตุมีผลในการวิเคราะห์สิ่งทั้งหลาย ให้เห็นคุณค่าสาระประโยชน์ของสิ่งนั้นๆมากกว่าจะเห็นเพียงความฉาบฉวยในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ตามที่ตนเคยพอใจ

ในกรณีที่มีอคติต่อตัวบุคคลที่ตนไม่ชอบมีผลเสียหายต่อความสัมพันธ์ของคู่กรณี บางคนไม่ชอบหน้าอีกคน เพราะเคยมีเรื่องผิดใจกันมาถึงกับไม่พูดกัน ไม่มองหน้ากัน ไม่ให้ความร่วมมือกัน

บางกรณีเรื่องนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เป็นเด็ก ตามประสาเด็ก แต่ยังยึดมั่นเอาไว้ แม้โตเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่พูดกัน

พฤติกรรมเช่นนี้นำความทุกข์มาให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ส่งผลเสียต่องานการหากทั้งคู่ทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกัน

ความไม่ชอบกันชิงชังกันของบางคู่ ยังขยายผลไปถึงความไม่ชอบกันระหว่างเครือญาติ พวกพ้อง ตลอดจนบริวารของทั้ง ๒ ฝ่าย ทั้งๆที่บุคคลอื่นๆ ที่เข้ามาร่วมอารมณ์ความรู้สึกนี้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เบื้องต้น ที่คู่กรณีทำไว้เลย

ราวกับนิยายเรื่องโรเมโอและจูเลียตของเชคสเปียร์

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:32:35 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )


  สลักธรรม 3

การเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ไม่ถูกกันมีแต่ผลเสีย เพราะทำให้หวาดระแวงกัน คอยจับผิดกัน เห็นแต่ความไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่งและพยายามจะเอาจุดอ่อนของฝ่ายนั้นมาขยายผล เช่น นำไปนินทาว่าร้าย บอกเล่าให้คนอื่นได้ฟังอย่างสะใจ ซึ่งมักจะแต่งเติมเกินความเป็นจริงเข้าไปด้วย

แม้หากฝ่ายตรงข้ามทำดี มีความสำเร็จ ก็อิจฉาริษยาหาจุดอ่อนเข้ามากลบข้อดีของเขา จิตที่คิดเช่นนี้มีแต่ความรุ่มร้อนเป็นทุกข์ ขาดคุณธรรม เสียเครดิตในความเชื่อถือ ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็ใหญ่แต่ชื่อ ใหญ่แต่ตำแหน่งหน้าที่ แต่เป็นคนที่ใช้ไม่ได้

เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากศัตรูคู่แค้น นอกจากความหวาดระแวง ความขัดแย้ง การใส่ร้ายป้ายสีกัน มุ่งหาทางทำลายกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างแบกเอาความทุกข์ไว้

แต่เราจะได้ประโยชน์จากมิตรมากมาย เพราะมิตรเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ พึ่งพาอาศัยกันได้ ปรับทุกข์ปรับร้อนเป็นที่ปรึกษากันได้

ถึงจะมีมิตรนับร้อย ก็ยังน้อยกว่ามีศัตรู ๑ คน (ภาษิตจีนว่าทำนองนี้)

ด้วยเหตุนี้ผู้ฉลาดมีปัญญาย่อมไม่สร้างศัตรูแต่จะแสวงหามิตร

สำหรับคนที่เคยเป็นปฎิปักษ์กันมาก่อน ต้องพยายามผูกมิตรกับเขาให้ได้

ครั้งหนึ่งมีญาติโยมได้พากันมาทำบุญกับผู้เขียน และขอฟังธรรมผู้เขียนได้แสดงธรรมให้ข้อคิดแก่ญาติโยมไปตามสมควร อยู่มาวันหนึ่ง โยมท่านหนึ่งมาบอกผู้เขียนด้วยด้วยกระตือรือร้นว่า ธรรมะที่ได้รับฟังในวันนั้นเขาได้นำไปปฏิบัติเป็นผลแล้ว

โยมบอกว่า เรื่องอภัยทานที่ผู้เขียนให้ไว้เป็นเรื่องติดอยู่ในใจของโยมเพราะโยมมีคู่กรณีที่ไม่ชอบกันถึงกับไม่ยอมมองหน้ากันหลายปี เมื่อวานนี้มีการประชุมชาวบ้าน โยมได้พบหน้าคู่กรณีอีก โยมตัดสินใจให้อภัยในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว พูดจาทักทายเขา ปรากฎว่าเขาตอบรับโยมด้วยดี มีท่าทีเป็นมิตร แถมยังได้ร่วมมือกันทำกิจการงานของหมู่บ้านอีกด้วย ความบาดหมางที่ผ่านมาได้ถูกขจัดออกไปสิ้น ทำให้โยมรู้สึกสบายใจ

การดึงศัตรูมาเป็นมิตร ไม่ใช่เรื่องยากเลย ถ้าเรารู้จักให้อภัย ลดทิฐิมานะ (ความคิดเห็นที่ถือตัว หยิ่งในศักดิ์ศรีของตน) รู้จักยอมแพ้ (ความจริงชนะใจตนเอง) ด้วยการเริ่มเปิดสัมพันธ์ในทางที่ดีกับเขาก่อน อย่างน้อยก็เป็นรอยยิ้ม (แทนหน้าบึ้งไม่สบตา) พูดจากทักทายด้วยดี หากครั้งแรกที่ทอดสะพานมิตรภาพให้ไม่เป็นผล ก็อย่าด่วนท้อถอย ทำต่อไปอย่างน้อยสัก ๔-๕ ครั้ง ถ้าคู่ปรปักษ์ไม่ใจอ่อนตอบสนอง ก็ปล่อยเขาไป ทางใครทางมัน

มีโครงโลกนิติบทหนึ่งกล่าวว่า

ให้ท่านท่านจักให้……………ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง................นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง.............ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้.......................แต่ผู้ทรชน

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:36:49 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อเราส่งยิ้มให้กับใคร เราก็มักจะได้รอยยิ้มตอบกับมา เมื่อเราไหว้ใคร เขาก็ไหว้ตอบกลับมา (ยกเว้นพระ เพราะธรรมเนียมของพระจะไม่ไหว้โยม) เมื่อเรามอบความรักให้กับใคร เราก็จะได้รับความรักจากเขาตอบกลับมา

ยกเว้นให้กับทรชน คนพาลสันดานหยาบ ถึงจะให้สามสิ่งนี้สักเท่าใดก็ไม่ได้รับการตอบสนองในไมตรีกลับคืนมา หากเป็นเช่นนั้น ก็ปล่อยเขาไปไม่ต้องสนใจใยดีต่อกัน

บางคนสร้างกำแพงขวางกั้นให้กับตนเอง โดยคิดว่าการแสดงมิตรไมตรี (ยิ้ม พูด ทักทาย ให้สิ่งของ) กับคู่ปรปักษ์ก่อน เป็นการเสียศักดิ์ศรีต่างก็วางท่าปั้นปึ่งต่อกัน แบกทุกข์กันไว้ทั้งสองฝ่าย บางรายแบบทุกข์ไว้จนวันตาย หากไม่อภัยต่อกัน ชาติต่อไปพบกันก็ไม่ชอบหน้ากันอีก เป็นศัตรูกันอีก

แท้จริงแล้วการเริ่มสร้างสัมพันธ์กับคู่แค้นก่อน ไม่ได้เป็นการเสียศักดิ์ศรี แต่เป็นการเพิ่มศักดิ์ศรีให้กับตนเอง เพราะศักดิ์ศรีคือคุณงามความดีที่มีอยู่ในตัวบุคคล ทำให้บุคคลนั้นๆ เป็นที่ยอมรับนับถือของคนโดยทั่วไป

การเริ่มสัมพันธ์กับคู่แค้นเป็นการลดทิฐิมานะและอัตตาตัวตน เป็นคุณธรรมของจิต ที่รู้จักให้อภัย รู้จักอ่อนน้อม รู้จักให้เกียรติผู้อื่น แม้ผู้นั้นจะเคยทำร้ายตน ผู้ที่มีธรรมะหรือมีคุณธรรมจึงจะทำเช่นนี้ได้

วิธีการเริ่มสัมพันธ์กับคู่แค้นก็ทำได้ง่ายไม่ยากเย็นอะไรเลย เพียงยิ้มให้ ซึ่งทุกคนก็ยิ้มกันอยู่แล้ว พูดจาทักทาย ทุกคนก็พูดกันอยู่แล้วเช่นกัน ไม่เห็นจะยากเย็นอะไร การแสดงออกเป็นคุณธรรมของผู้แสดง ส่วนผู้รับจะตอบรับหรือไม่อย่างไร เป็นคุณธรรมของเขา ตัวเขาไม่ตอบรับแสดงว่าจิตใจกระด้างขาดคุณธรรม เป็นจิตใจของคนพาลหรือทรชน ดังโครงโลกนิติว่าไว้

แต่คนที่ทำไม่ได้ เพราะใจไม่ยอมลดทิฐิมานะ เนื่องจากมีอัตตาอยู่เต็มตัว ใจเช่นนี้ก็สมควรแบกความทุกข์ต่อไป

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:37:32 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )


  สลักธรรม 5

๓.ไม่รู้สิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (โมหาคติ)

โดยคิดปรับปรุงแต่งเรื่องนั้นๆ เกินเลยความจริง เป็นต้นว่าเมื่อองค์กรจะมีการปรับปรุงระบบการบริหาร อาจจะมีการจัดโครงสร้างขององค์กรใหม่หรือนำเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์มาใช้ หรือโครงการ ๓๐ บาท รักษาทุกโรค นโยบายให้เกษียณตัวเองก่อนครบเกษียณอายุราชการ (early retire) เหล่านี้เป็นต้น

ทันทีที่มีข่าวออกมา คนในองค์กร ก็แตกตื่นวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่แทบจะไม่มีจิตใจทำงานกัน เอาแต่จับกลุ่มสุมหัววิจารณ์กัน คิดไปอย่างโน้น กลัวกันไปอย่างนี้ ต่างๆนานา ส่วนใหญ่แล้วกลัวตัวเองจะได้รับความกระทบกระเทือนเสียผลประโยชน์ ขาดความมั่นคง จึงเกิดอคติต่อต้านต่อการเปลี่ยนแปลงหรือนโยบายเหล่านั้น

ในช่วงที่หวั่นวิตกเสียขวัญกำลังใจดังกล่าว ประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละคนลดลง หากคิดรวมเป็นผลเสียขององค์กรแล้ว สร้างความเสียหายมากมาย โดยเฉพาะองค์กรที่มีขนาดใหญ่

ครั้นเมื่อได้ทราบข้อมูลโดยละเอียดตามความเป็นจริงแล้วเรื่องกลับไม่เป็นอย่างที่หลายๆ คนคิดและวิตกกังวลกัน กลับเป็นเรื่องที่นำผลดีมาสู่องค์กร ตลอดจนผู้บริโภคโดยส่วนรวม

ความไม่รู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสำเร็จ เช่น ไม่รู้วิธีใช้เทคโนโลยีถึงจะมีอยู่ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือใช้ได้ก็เพียงพื้นฐาน ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีนั้นมีขีดความสามารถทำงานให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย เป็นต้น

การไม่รู้นิสัยใจคอของคน ตลอดจนภูมิหลังและศักยภาพของบุคคลที่เราสัมพันธ์ด้วย อาจจะนำไปสู่ความลำเอียงหรือมีอคติในทางที่ไม่ดีต่อเขา เป็นต้นว่า

หัวหน้าคนเก่าเป็นที่รักนับถือของลูกน้อง เพราะท่านเป็นคนใจดี ให้ความเป็นกันเอง สนิทสนมกับลูกน้อง มีอันจะต้องย้ายไปตามวาระ หัวหน้าคนใหม่กำลังจะมาแทนที่

มีนักสืบ (เสาะ) หาข้อมูลข่าวสารในองค์กร มาบอกข่าวเกี่ยวกับหัวหน้าคนใหม่ที่กำลังจะมาว่า เป็นคนดุ เอาจริงเอาจัง เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย ลูกน้องกลัวกัน ไม่ค่อยชอบหน้า

เท่านั้นเองคนในองค์กรต่างก็อกสั่นขวัญแขวน ยิ่งอาลัยอาวรณ์หัวหน้าคนเก่าไม่อยากให้ย้ายไปเลย และไม่อยากได้หัวหน้าคนใหม่ มีอคติต่อต้านหัวหน้าคนใหม่ตั้งแต่ยังไม่มา บางคนถึงขนาดเครียดมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ คิดหางานใหม่ (เป็นเอามากถึงขนาดนั้น)

ครั้นการเปลี่ยนแปลงมาถึง หัวหน้าคนใหม่มารับงานไม่ถึง ๖ เดือนเกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ มีความก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพอย่างเห็นได้ชัด

จริงอยู่หัวหน้าคนใหม่เป็นคนเอาจริงเอาจัง (เอาการเอางาน) เคร่งครัดในเรื่องระเบียบวินัย โดยเฉพาะการกระทำที่ผิดระเบียบแบบแผน ล่าช้า เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริต หัวหน้าคนใหม่จะคอยสอดส่องแก้ไขปรับปรุงระบบการทำงานให้ชัดเจน เป็นคนเสียสละทุ่มเทให้กับงาน ให้ความเป็นธรรมกับผู้ใต้บังคับบัญชา เอาใจใส่ในผลงานและพัฒนาผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผลให้งานของแต่ละแผนกพัฒนาและรวดเร็วขึ้น

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:38:07 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )


  สลักธรรม 6

ในระยะแรกผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกอึดอัด เพราะยังไม่คุ้นเคยกับวิธีการทำงาน แอบสุมหัวนินทา สร้างกระแสต่อต้านหัวหน้าคนใหม่ หวังจะสร้างแรงกดดันให้หัวหน้าคนใหม่ออก แต่ด้วยความเป็นคนจริง มากด้วยประสบการณ์ จึงไม่สามารถขัดขวางการดำเนินงานของหัวหน้าคนใหม่ได้

เมื่องานพัฒนาไปในหลาย ๆ ด้าน องค์กรก็มีผลตอบแทนสูง สมาชิกขององค์กรก็ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ระบบการเล่นพรรคเล่นพวกประจบสอพลอ ซึ่งเคยมีมาแต่เดิมก็หมดไป เปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ ซึ่งมีศักยภาพแต่ถูกทอดทิ้งให้ได้แสดงความสามารถ ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทำงานและมีขวัญกำลังใจยิ่งกว่าเดิม

เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นกับหลายๆ องค์กร แต่กว่าหัวหน้าคนใหม่จะฟันฝ่ามาได้ก็แทบย่ำแย่ ดีแต่ว่าเป็นของจริง

ความไม่รู้ที่ยกตัวอย่างมาสองเรื่องดังกล่าวเป็นความไม่รู้ในเรื่องทางโลก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ความไม่รู้เรื่องทางธรรม ทำให้คนที่ไม่รู้ ไม่สามารถนำธรรมะมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิตได้

ความเป็นจริงในโลกนี้มีอยู่ ๒ ด้าน คือ ความเป็นจริงทางโลก และ ความเป็นจริงทางธรรม

ความเป็นจริงทางโลก เป็นสิ่งที่ชาวโลกสมมุติกันขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เกิดความสงบสุขต่อสังคม ช่วยให้การดำเนินชีวิตของแต่ละคนมีความมั่นคง มีความสะดวกสบายจากการบริโภควัตถุ ตลอดจนการทำมาหาเลี้ยงชีพ

สิ่งที่ชาวโลกสมมุติกันขึ้นมา (สมมุติ = เห็นพ้องต้องกัน , ยอมรับในสิ่งที่กำหนดขึ้น) บางอย่างก็บัญญัติหรือตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบต่างๆ รวมถึงการกำหนดเป็นประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนชื่อของสิ่งต่างๆ

สมมุติดังกล่าวขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศ เช่น ประเพณีและวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น สมมุติ (กำหนดขึ้นมา) ไม่เหมือนกัน กฎหมายของแต่ละประเทศบัญญัติขึ้นไม่เหมือนกัน ภาษาของประเทศหนึ่งหรือเผ่าพันธุ์หนึ่ง ต่างไปจากอีกประเทศหนึ่ง เผ่าพันธุ์หนี่ง การเรียกชื่อสิ่งต่างๆของแต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศ เหล่านี้เป็นต้น

นอกจากนี้สมมุติของชาวโลกยังเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา หรือตามสถานการณ์ เช่น ค่าของเงินที่มีอัตราแลกเปลี่ยนไม่คงที่ ระเบียบข้อบังคับกฎหมาย มีการยกเลิกของเก่า ตราของใหม่ขึ้นมาใช้ เป็นต้น

สมมุติของชาวโลกเป็นสิ่งที่คนในโลกจะต้องเรียนรู้และปฎิบัติตามสมมุติบัญญัติ ที่กำหนดเป็นวัฒนธรรม ระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย อันมีผลครอบงำบุคคลในท้องถิ่นและประเทศนั้นๆ ไว้

เช่นพูดภาษาที่ใช้ในท้องถิ่นของตน ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับในหน้าที่การงาน ตามหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ ปฏิบัติตามกฏหมายในประเทศที่ตนอาศัยอยู่ ใช้เทคโนโลยีตามที่องค์กร หรือชุมชนในสังคมของตนใช้อยู่ เป็นต้น

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:38:45 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )


  สลักธรรม 7

ไม่เพียงแต่เท่านั้น บุคคลในสังคมยังเรียนรู้ถึงค่านิยม กระแสของวัฒนธรรม ตลอดจนกระแสของวัตถุ และพฤติกรรมการบริโภคอื่นๆ ของประเทศที่เจริญแล้ว เพื่อเลียนแบบพฤติกรรมทางวัฒนธรรม และการบริโภคตามความต้องการของตน

กล่าวได้ว่ากระแสโลก มีอิทธิพลครอบงำความเป็นอยู่ของบุคคลทำให้บุคคลต้องปฏิบัติตาม ในด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ อาจรวมถึงจารีต ประเพณี และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นอยู่ตามค่านิยมใหม่ ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา โดยเฉพาะค่านิยมเกี่ยวกับการบริโภควัตถุซึ่งนำความสะดวกสบายมาสู่ชีวิต

ด้วยเหตุนี้กระแสโลกจึงมีบทบาทเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของบุคคล ทำให้ต้องปรับตัวให้สอดคล้องไปตามกระแสโลก ซึ่งไม่หยุดนิ่งอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันกระแสของการบริโภควัตถุมีกำลังแรงมาก เพราะวัตถุที่เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สามารถตอบสนองการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกต่อความเป็นอยู่ของบุคคล จึงตอบสนองกิเลสของคนได้อย่างมากๆ คนในยุคปัจจุบันจึงคลั่งไคล้ต่อการบริโภควัตถุยิ่งกว่าคนในยุคสมัยใดในอดีตที่ผ่านมาและในอนาคตก็จะยิ่งคลั่งไคล้มากกว่าปัจจุบันอีก

การบริโภควัตถุต้องใช้จ่ายเงินมาซื้อหา ด้วยเหตุนี้คนในยุคปัจจุบันจึงต้องหาเงินกันตัวเป็นเกลียว หาทางประกอบอาชีพเพื่อจะหาเงินมามาก ๆ ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ต้องเครียด และส่งผลกระทบต่อสภาพการดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งโดยส่วนตัวและครอบครัวซึ่งเสียความสมดุลไปจากที่เคยเป็นมาในอดีต ทำให้ชีวิตมีความทุกข์ ความเครียด และความเห็นแก่ตัวมากขึ้น เรื่องทำนองนี้พรรณาได้ทั้งวันก็ไม่จบ

คนในยุคปัจจุบันเมื่อหลงกระแสโลกมากเข้า ก็ยิ่งไม่รู้กระแสธรรม แท้จริงแล้วกระแสธรรมมีความยิ่งใหญ่กว่ากระแสโลก เป็นกระแสที่มีมาตั้งแต่บรรพกาล ก่อนเผ่าพันธุ์ของมนุษย์จะอุบัติขึ้น ก่อนที่มนุษย์จะมีพัฒนาการจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ มาสู่มนุษย์ยุคเทคโนโลยี แม้ว่ากระแสโลกโดยชาวโลกจะเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าใด แต่กระแสธรรมยังคงยิ่งยงครอบงำกระแสโลกอีกชั้นหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลง

กระแสโลกครอบงำหรือมีอิทธิพลต่อชาวโลก เฉพาะในสังคมหนึ่งๆในประเทศหนึ่งๆ ซึ่งมีวัฒนธรรมแตกต่างกัน และใช้กฎหหมายไม่เหมือนกันแต่กระแสธรรมครอบคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ทุกพื้นที่ตารางนิ้ว ทุกเผ่าพันธุ์ประชากรของโลก ไม่ว่าบุคคลจะนับถือศาสนาที่มีความแตกต่างกัน แต่ทุกคนตลอดจนทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิต ต่างก็ตกอยู่ใต้การครอบงำของกระแสธรรมแบบเดียวกันหมด

กระแสธรรมจึงยิ่งใหญ่ยืนยงยิ่งกว่ากระแสโลก ควรหรือที่เราผู้ตกอยู่ใต้กระแสธรรม จะไม่เรียนรู้ถึงกระแสธรรม

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [14 พ.ค. 2551 , 07:40:14 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )


  สลักธรรม 8


นิยายน้ำเน่า สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวของชีวิตที่ยังคงเกิดขึ้นจริง ซึ่งมีทุกรสดังที่ท่านได้แจงขยายความให้ทราบเลยค่ะ มีทั้งชอบ เกลียด หลง ครบจริงๆ

แต่ทุกสรรพสิ่ง ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิต ต่างก็ตกอยู่ใต้การครอบงำของกระแสธรรมแบบเดียวกันหมด

อันนี้น่าสนใจที่จะต้องติดตามอ่านค่ะ

ขอบพระคุณคุณทับตะวันมากค่ะ ที่นำบทความดีๆ มาให้ได้อ่านค่ะ

โดย ดวงรัตน์ [14 พ.ค. 2551 , 08:33:09 น.] ( IP = 124.121.175.189 : : )


  สลักธรรม 9


เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการเข้ามาอ่านสิ่งดีๆ ในลานธรรมแห่งนี้ แล้วก็ได้มีโอกาสขบคิดและได้รับความรู้อย่างความสบายใจในการอ่านกระทู้นี้อย่างมากมายอีกด้วย

กราบขอบพระคุณที่นำมาให้อ่านค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [14 พ.ค. 2551 , 09:17:50 น.] ( IP = 125.26.42.235 : : )


  สลักธรรม 10

ความมีอคติ ๔ ทำไห้มีการปรุงแต่งเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้เกิดความขัดแย้งกันทะเลาะกันได้ง่ายๆ

ขอบพระคุณคุณทับตะวันค่ะ แล้วจะติดตามตอนต่อไปค่ะ

โดย เซิ่น [14 พ.ค. 2551 , 18:49:48 น.] ( IP = 58.8.52.28 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org