| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อารมณ์นั้น
สำคัญไฉน (๔)
อารมณ์นั้น สำคัญไฉน
ตอนที่ผ่านมา
เมื่อพูดถึงกุศลที่มีกำลังอ่อนเพราะกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง ทำให้เธอนึกถึงการสอนปริจเฉทที่ ๕ ของพ่อ ในเรื่องภพภูมิต่างๆ เธอจึงพูดต่อไปว่า
...แล้วถ้ากุศลที่มีกำลังอ่อนเช่นนี้มีขึ้นบ่อยๆ แล้วเกิดมันมีอำนาจมาทำให้เพียงใจระลึกได้ในมรณาสันนกาลแล้ว เพียงใจรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น? เพราะทันทีที่จุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็ต้องเกิด แล้วปฏิสนธิจิตที่เกิดนั้นเพียงใจก็เคยเรียนมาแล้วนี่ว่าจะต้องเป็นดวงไหน?...
อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก....!
ใช่...อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ซึ่งแม้จะนำเกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์(หรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา)ก็จริง แต่เป็นผู้ที่ทุพพลภาพ คือพิการทางร่างกายและจิตใจ เป็นอเหตุกบุคคล ไม่สามารถเรียนรู้ความจริงเพื่อเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ได้ บุคคลเช่นนี้เพียงใจคิดว่าน่าสงสารไหม?
น่าสงสารค่ะ
นี่ไง พี่เพียงดาวของหนูน่ะเขาเกิดมาด้วยปฏิสนธิจิตดวงนี้ เขาจึงขาดสติ ขาดความรู้ผิดชอบชั่วดี หากถามว่าเขาชอบที่จะเป็นเช่นนี้หรือไม่ ต้องไม่ชอบแน่นอน แต่เขาเลือกได้ไหม เลือกไม่ได้แล้ว เพราะอารมณ์ใกล้ตายในชาติที่แล้วของเขาจับกุศลที่มีกำลังอ่อน เมื่อปฏิสนธิจิตเขาเป็นอย่างนี้ ภวังคจิต และจุติจิตในชาตินี้ของเขาก็มีอารมณ์อย่างเดียวกัน แล้วเพียงใจจะไปแก้เขาได้ไหม ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม เขาทำกรรมอย่างนั้นมา เขาก็ต้องเป็นไปตามกรรมนั้น อาจารย์จึงบอกไงว่า เพียงใจโชคดีกว่าเขา จะว่าไปแล้วเขาเป็นคนน่าสงสารนะที่เขาไม่มีโอกาสอย่างเพียงใจได้เลย เพราะผู้ที่เกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากนั้นเป็นอาภัพบุคคล ไม่มีโอกาสสร้างทางมรรคผลได้ ในขณะที่เพียงใจยังได้มาศึกษาธรรมะ ได้เรียนรู้ว่าหนทางใดที่จะพาเราไปสู่ความพ้นทุกข์ แล้วชาตินี้ก็แค่ชั่วคราว เพราะเราเกิดมาแล้วเป็นอนันตัง แล้วยังต้องเดินทางต่อไปในสังสารวัฏอีกไม่รู้เท่าไรต่อมิเท่าไร แล้วตราบใดที่เรายังต้องเกิด เราก็ต้องประสบเรื่องราวอันเป็นผลของกรรมที่เราทำมาเองทั้งสิ้น ....
สิตางศุ์พยายามโน้มน้าวให้เพียงใจบังเกิดความสงสารเพียงดาว ทั้งนี้เพราะเธอจำได้ว่าพ่อเคยสอนว่าการกล่อมเกลากิเลสที่เป็นโทสะให้เบาบางลงได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเมตตาธรรม เพราะถ้ามีเมตตาเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว กำลังของโทสะก็จะลดลง แต่ทว่าเมตตาจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยปัญญาที่ได้ศึกษาพิจารณาความจริงในเรื่องของชีวิต
แล้วหนูควรวางใจอย่างไรคะโดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 14:57:29 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1ก็ขอตอบว่าต้อง..วางใจให้ถูกต่อสภาพธรรมตามความเป็นจริง และต้องรู้จักความจริงเสียก่อน จึงจะได้ไม่วางใจผิดๆไป การวางใจจะไม่ลำบากหรอกถ้าเข้าใจชีวิตถูกต้องจริง แต่เพราะเราไม่เข้าใจถูกจริง ต่างจึงยกเอาสิ่งนั่นสิ่งนี่มาเป็นข้ออ้าง อาจารย์อยากบอกเพียงใจว่า สิ่งแรกที่ควรทำ คือต้องแยกแยะให้ออกระหว่างพฤติกรรม(กรรม) ...กับ...ผลของกรรม(วิบาก)เก่าๆของเราเอง ไม่เหมาเอามารวมกันไปหมดโดยขาดสำนึกด้วยปัญญา เพียงใจเชื่อไหมว่าในชาติก่อนๆ เพียงใจก็เคยเกิดมาด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากเป็นอเหตุกบุคคล และเคยมีการกระทำทั้งพูดจา และกลั่นแกล้งพี่ๆน้องๆ อย่างที่เพียงดาวกระทำในชาตินี้....
จริงหรือคะ อาจารย์
....ที่อาจารย์กล้าพูดอย่างนี้เพราะพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่า ไม่เคยมีใครไม่เกิดเป็นสัตว์ชนิดใดเลย ที่ผ่านๆมาเราเกิดมาแล้ว เป็นมาแล้วทุกๆ อย่าง ยกเว้นพระอริยบุคคลเท่านั้นที่เราไม่เคยเป็น แล้วชาตินี้สิ่งที่เราได้รับอยู่นั้นมันเป็นกระจกสะท้อนให้เราเห็นว่า เราทำอะไรมา เป็นอะไรมาแล้วในอดีต(ชาติ) บอกได้เลยว่ารอบๆ ตัวเราทุกวันนี้เป็นแค่เงากรรมในอดีตของเราเองที่มาปรากฏให้เห็นเป็นวิบาก แต่ความสำคัญอยู่ที่พฤติกรรมของเราในขณะนั้นว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่ทำนั่นแหละคือเหตุใหม่(กรรม)ที่จะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเราต่อไปในอนาคต อาจารย์จึงบอกมาตอนต้นแล้วไงว่า ผู้ที่กุมชะตาชีวิตของเราจึงไม่ใช่ใครที่ไหน ..คือตัวเรานั่นเอง...
หนูไม่น่าปล่อยให้ตัวเองเกิดโทสะเลยนะคะ ....อาจารย์
เป็นเรื่องธรรมดานะเพียงใจ ...ผู้ที่หมดจากโทสะแล้วคือพระอนาคามี แม้แต่พระโสดาบัน และพระสกหาคามีท่านก็ยังตัดโทสะไม่ได้ แล้วเราล่ะ เป็นใคร ? แต่ในเมื่อเรายังเดินทางอยู่ก็ต้องเรียนรู้โทษภัยของกิเลส เรียนให้รู้ว่า กิเลสนั้นเกิดขึ้นทางไหน มีวิธีการอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้กิเลสเกิด ซึ่งมีหนทางเดียวเท่านั้น ที่พระพุทธองค์ทรงบอกว่า เป็นหนทางสายเอก คือ สติปัฏฐาน ๔ หรือการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง แต่สิ่งสำคัญตอนนี้ เราต้องรู้ว่า เราควรแก้ไขตนเองอย่างไร ในเมื่อเรายอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นกุศล หรืออกุศล จิตเราย่อมเก็บอำนาจกรรมทั้งหมดนั้นไว้ แล้วจะมีใครจะมารับประกันให้กับเราว่า ก่อนตายในมรณาสันนกาลนั้นอารมณ์ใดจะมาปรากฏ เพราะอารมณ์สุดท้ายนั้นจะเป็นตัวหนดปฏิสนธิจิตในชาติใหม่ให้กับเรา เพียงใจก็เรียนเรื่องปฏิสนธิจิตมาแล้วไม่ใช่หรือ?
หนูลืมไปแล้วค่ะ อาจารย์โดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 15:01:29 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )
สลักธรรม 2หากอาจารย์จะยกตัวอย่างของการเกิดเป็นมนุษย์ เพียงใจคิดว่า มนุษย์ที่เกิดมานั้น ปฏิสนธิจิตจำเป็นต้องเหมือนกันหรือไม่?
หนูคิดว่า ไม่น่าจะเหมือนค่ะ
ใช่ ....มนุษย์เกิดมาต่างกันด้วยปฏิสนธิจิต ๒ แบบ คือ แบบแรก เป็นผู้ที่เกิดด้วย ปฏิสนธิจิต ที่เป็น อเหตุกกุศลวิบาก ซึ่งเป็นกุศลวิบากจิตที่ไม่ประกอบด้วยโสภณเหตุ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ(ปัญญา) ส่วนแบบที่ ๒ เป็นผู้ที่เกิดด้วย ปฏิสนธิจิต ที่เป็น สเหตุกกุศลวิบาก ซึ่งเป็นกุศลวิบาก ที่ประกอบด้วยโสภณเหตุ
สำหรับผู้ที่เกิดด้วยปฏิสนธิจิตที่เป็นอเหตุกกุศลวิบากซึ่งมีอยู่ ๑ ดวงชื่อว่า อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากจิตนั้น เป็นผลของกามาวจรกุศลกรรมที่มีกำลังอ่อนเพราะมีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง....
ขอโทษค่ะอาจารย์ หนูเคยได้ยินมานานแล้ว คำว่ากุศลที่มีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลังนี่เป็นอย่างไรคะ
หนูก็เคยเรียนแล้วนี่ว่า กำลังของกุศลกรรม (เจตนา)นั้นมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ว่าเราทำได้ครบ ๓ กาลหรือไม่ หากครบกุศลนั้นย่อมมีกำลังมาก ๓ กาลที่ว่านี้ คือ บุพพเจนา มุญจเจตนา และอปรเจตนา บางคนก่อนทำบุญวุ่นวายไปหมด ทำเสร็จไปแล้วก็ยังไม่พอใจอีก อย่างนี้ถือว่าบุญที่ทำนั้นกำลังอ่อน
...หนูพอเข้าใจแล้วค่ะ
หนูก็เหมือนกัน อย่างที่หนูบอกว่าตอนแรกหนูก็ตั้งใจดี มีความปรารถนาดีต่อพี่เพียงดาว อย่างนี้เรียกว่ามีบุพพเจตนาดีเป็นกุศล แต่พอถึงเวลา(มุญจเจตนา) พูดไปพูดมาไม่ทันไรก็โกรธแล้ว แถมยังมาคิดต่อให้เกิดโทสะในอปรเจตนาอีก ...อย่างนี้เรียกว่ากิเลสล้อมหน้าล้อมหลังหรือเปล่าล่ะ?
....ตายแล้ว ที่ผ่านมาชีวิตหนูทำบุญแต่มีกิเลสล้อมเต็มไปหมด
.แล้วถ้ากุศลกรรมที่มีกำลังอ่อนนี้มาปรากฏในมรณาสันนกาล ทันทีที่จุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตในภพภูมิใหม่ก็จะเป็น อเหตุกปฏิสนธิจิตซึ่งทำให้ผู้นั้นทุพพลภาพตั้งแต่เกิด
โดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 15:05:21 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )
สลักธรรม 3ส่วนปฎิสนธิจิตซึ่งเป็นสเหตุกวิบาก (ประกอบด้วยโสภณเหตุ) นั้น เป็นผลของกุศลกรรมที่ไม่มีกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง แล้วสเหตุกวิบากจิต (มหาวิบาก) ที่ทำกิจปฏิสนธิในกามสุคติภูมิ (คือเป็นมนุษย์ และเทวดา) มีถึง ๘ ประเภท ดังนั้นจะเห็นได้ว่า คนเราเกิดมามีนิสัยแตกต่างกัน บางคนก็มีปัญญามาก บางคนมีปัญญาน้อย และบางคนก็ไม่มีปัญญาเลย เพราะปฏิสนธิจิตของแต่ละบุคคลต่างกัน สเหตุกปฏิสนธิจิตทุกดวงมีอโลภะ และอโทสะเกิดร่วมด้วย แต่บางดวงก็มีปัญญาเกิดร่วมด้วย แล้วแต่กรรมซึ่งเป็นปัจจัยให้ปฏิสนธิจิตนั้นเกิด ท่านจึงจำแนกสเหตุกปฏิสนธิจิตออกเป็นทวิเหตุกปฏิสนธิจิตอย่างหนึ่ง หมายถึงมีแค่ ๒ เหตุ คือ อโลภะ และอโทสะ แต่ยังขาดอโมหะ(ปัญญา) กับติเหตุกปฏิสนธิจิตอย่างหนึ่ง คือมี ๓ เหตุ ได้แก่ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ(มีปัญญา) แล้วยังต่างกันอีกหลายอย่างตามกุศลกรรมซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิจิตนั้นว่าเป็นกุศลจิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนาหรืออุเบกขาเวทนา (เกิดเป็นคนที่ร่าเริง หรือเฉยๆ) อีกทั้งกรรมนั้นเป็นกุศลอสังขาริก หรือสสังขาริก (เด็ดเดี่ยว หรือ อ่อนแอ) ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจัยหลายอย่างเป็นเหตุให้เกิดกุศลกรรมขั้นต่างๆ (มหากุศล ๘ อย่าง) จึงทำให้เกิดผลที่เป็นปฏิสนธิจิต(มหาวิบาก ๘)สมควรแก่กรรมนั้นๆ
เห็นไหมเพียงใจ... การรู้เรื่องปฏิสนธิจิตให้ละเอียดนี้ย่อมเป็นประโยชน์ เพราะจะทำให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดคนเราจึงต่างกัน แล้วสเหตุกปฏิสนธิจิต ๘ ประเภท ซึ่งเป็นผลของกามาวจรกุศลนั้น มิได้นำเกิดเฉพาะในมนุษย์ภูมิเท่านั้น แต่เกิดในสวรรค์ซึ่งเป็น กามภูมิ ด้วย เพราะภูมิทั้งหมดมี ๓๑ ภูมิ เป็นกามภูมิ ๑๑ ภูมิ คือ อบายภูมิ ๔ มนุษยภูมิ ๑ เทวภูมิ ๖ และยังมีเทวภูมิอื่นๆที่ไม่ใช่กามภูมิอีก นั่นก็คือ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ทั้งนี้เพราะผู้ที่เกิดในกามภูมิแล้วเจริญฌานด้วย นอกจากมีกามาวจรจิตแล้วก็ยังมี รูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต อีกด้วย กุศลกรรมในขณะที่บรรลุฌานไม่ใช่กามาวจรกุศล (ขณะที่เป็นฌานนั้น ไม่มีกามอารมณ์) ฌานกุศลไม่ได้ให้ผลในชาติเดียวกันก็จริง แต่ให้ผลโดยเป็นปัจจัยให้ฌานปฏิสนธิจิตเกิดในชาติต่อไป ซึ่งฌานจิตจะเกิดก่อนจุติจิต แล้วฌานวิบากซึ่งเป็นปฏิสนธิจิตของชาติต่อไปจึงมีอารมณ์เดียวกันกับฌานกุศลจิต (ผลของ รูปาวจรกุศลจิต คือเกิดในเทวภูมิซึ่งไม่ใช่กามภูมิ แต่เป็น รูปพรหมภูมิ ซึ่งมี ๑๖ ภูมิ ส่วนผลของ อรูปาวจรกุศลจิต คือเกิดในเทวภูมิซึ่งเป็น อรูปพรหมภูมิ มี ๔ ภูมิ)โดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 15:10:45 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )
สลักธรรม 4แล้วที่เราเรียนมานั้น รูปฌานมี ๕ ขั้น รูปาวจรกุศลจิตจึงมี ๕ ดวง ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดรูปาวจรวิบากปฏิสนธิจิต ๕ ดวง อรูปฌานมี ๔ ขั้น อรูปาวจรกุศลจิตจึงมี ๔ ดวง ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดอรูปาวจรวิบากปฏิสนธิจิต ๔ ดวง ฉะนั้นฌานวิบากปฏิสนธิจิตซึ่งเป็นผลของฌานกุศลจิตจึงมี ๙ ดวง ฌานปฏิสนธิจิตนี้จัดเป็นสเหตุกวิบากจิต (ประกอบด้วยโสภณเหตุ) และประกอบด้วยปัญญา
เมื่อสรุปรวมแล้วปฏิสนธิจิตทั้งหมดจึงมี ๑๙ ดวง คือ
- สันตีรณอกุศลวิบากจิต ๑ ดวง (อเหตุกจิต เป็นผลของอกุศลกรรม) นำเกิดใน อบายภูมิ ๔
- สันตีรณกุศลวิบากจิต ๑ ดวง (อเหตุกจิต เป็นผลของกามาวจรกุศลกรรม)นำเกิดเป็นมนุษย์ หรือเทวดาชั้นต่ำที่ทุพพลภาพ
- มหาวิบากจิต ๘ ดวง (สเหตุกจิต เป็นผลของกามาวจรกุศลกรรม) นำเกิดเป็นมนุษย์ หรือเทวดา
- รูปาวจรวิบากจิต ๕ ดวง (สเหตุกจิต เป็นผลของรูปฌานจิต) นำเกิดเป็นรูปพรหม
- อรูปาวจรวิบากจิต ๔ ดวง (สเหตุกจิต เป็นผลของอรูปฌานจิต) นำเกิดเป็นอรูปพรหมโดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 15:12:46 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )
สลักธรรม 5โดยทั่วไปแล้ว เราไม่รู้เลยว่ากรรมใดจะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดในภพหน้า เพราะเราทำมาหมดทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว กรรมหนึ่งในชาตินี้หรือในชาติใดๆก็ได้ย่อมสามารถทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นในชาติหน้าได้ทั้งสิ้น แม้ชาตินี้ที่เรามีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ อย่างเช่นเพียงดาว แม้เขาจะเกิดด้วยกุศลวิบากก็จริง แต่ก็ถือว่าพิการ เพราะกุศลวิบากจิตที่ทำกิจปฏิสนธินั้นเป็นผลของกุศลกรรมอย่างอ่อนมาก กุศลวิบากจิตที่ทำปฏิสนธิกิจนั้นจึงไม่ประกอบด้วยโสภณเจตสิก เมื่อเป็นผลของกุศลกรรมอย่างอ่อนมากเช่นนี้ อกุศลกรรมที่ทำมาไว้จึงเบียดเบียนให้เป็นผู้พิการมาแต่กำเนิดได้ ไม่ว่าจะเป็นตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อน หรือแม้แต่ออทิสติก และสมาธิสั้นที่ปัจจุบันเป็นกันมากก็จัดอยู่ในประเด็นเดียวกัน
สำหรับผู้ที่เกิดเป็นมนุษย์ที่ไม่พิการแต่กำเนิดนั้น ก็ยังแตกต่างกันโดยฐานะ ยศศักดิ์ บริวาร เพราะกุศลวิบากที่ทำกิจปฏิสนธินั้นต่างกันตามกำลังของกุศลกรรมซึ่งเป็นเหตุ ถ้าปฏิสนธิจิตเป็นผลของกุศลกรรมที่ประกอบด้วยปัญญาเจตสิกอย่างอ่อน หรือไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย ปฏิสนธิจิตที่เป็นกุศลวิบากนั้นก็เกิดร่วมกับโสภณเจตสิกและเหตุ ๒ คือ อโลภเจตสิกและอโทสเจตสิก เป็นทวิเหตุกบุคคล คือ เป็นบุคคลที่ปฏิสนธิจิตไม่มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย บุคคลนั้นจึงไม่สามารถบรรลุฌานหรือโลกุตตรธรรมในชาตินั้นได้
แต่ถ้าหากบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ปฏิสนธิจิตเป็นผลของกรรมที่ประกอบด้วยปัญญา และปฏิสนธิจิตมีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วยนั้นก็เป็นติเหตุกบุคคล เพราะมีเหตุ ๓ คือ มีอโลภเจตสิก อโทสเจตสิก และอโมหะ (ปัญญา) เจตสิกเกิดร่วมด้วย บุคคลเช่นนี้จะสามารถอบรมเจริญปัญญาจนบรรลุฌานจิตหรือรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ๔ บรรลุมรรค ผล นิพพาน สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในชาตินี้ได้ตามควรแก่การสะสมของเหตุปัจจัย แต่ก็ไม่ควรประมาท
เพราะบางท่านเป็นผู้ที่มีสติปัญญา ปฏิสนธิจิตเป็นติเหตุกะก็จริง แต่ถ้าประมาทการเจริญกุศล ประมาทการฟังพระธรรม ก็จะเป็นผู้ที่ฉลาดแต่ในทางโลก ในวิชาการแขนงต่างๆ แต่เมื่อไม่อบรมเจริญปัญญาในทางธรรมก็ย่อมไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ โดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 15:15:16 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )
สลักธรรม 6เพราะพ่อเคยพูดให้สิตางศุ์ฟังว่า
ในอดีตกาลนานมาแล้ว... บางท่านอาจจะเป็นผู้ที่เคยสนใจธรรม อาจจะเป็นผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรม หรือจะบวชเป็นพระภิกษุก็ตาม แต่การรู้แจ้งในพระอริยสัจจธรรมนั้น ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าจะรู้แจ้งในเพศใด จะเป็นในเพศบรรพชิตหรือฆราวาส แต่เป็นที่แน่นอนว่าทุกคนจะต้องอบรมเจริญปัญญา รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงทุกๆ ชาติ จนกว่าจะถึงชาติที่ปัญญาคมกล้า จึงจะสามารถรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจจธรรมได้ และแม้ว่าในกาลครั้งหนึ่งหรือชาติใดชาติหนึ่งเขาอาจจะเคยสนใจธรรม ฝักใฝ่ในการศึกษาในการปฏิบัติธรรม แต่อย่าลืมว่ากว่าจะได้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมนั้น ก็ยังมีอกุศลที่สะสมมามากมายพอที่จะทำให้หลงเพลิดเพลินไปในอกุศลนั้นได้
ฉะนั้นแม้ว่าปฏิสนธิจิตจะเป็นติเหตุกะก็ตาม แต่เมื่อใดเป็นผู้ที่ประมาท ปัญญาในชาตินั้นก็จะไม่เจริญขึ้น เพราะไม่ได้อบรมด้านปัญญา ขาดการเรียนรู้ความจริง(ของชีวิต) ขาดการพิจารณาด้วยเหตุและผล และด้วยการปฏิบัติธรรม พูดง่ายๆก็คือ ไม่เข้าถึง ปริยัติศาสนา ปฏิบัติศาสนา ผลสุดท้ายปฏิเวธศาสนาก็เกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งทั้งสามนี้มีปรากฏในพระพุทธศาสนาเท่านั้น
จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งหากผู้นั้นมีปฏิสนธิจิตเป็นติเหตุกะ แต่ไม่ได้อบรมปัญญาให้เจริญขึ้น เพราะในชาติต่อไปนั้น ธรรมใดจะทำให้ปฏิสนธิจิตประเภทใดเกิดขึ้นก็ยังไม่แน่ อาจจะเป็นอกุศลวิบากจิตทำกิจเป็นบุคคลพิการตั้งแต่กำเนิด หรือทวิเหตุกกุศลวิบากจิตทำกิจปฏิสนธิเป็นทวิเหตุกบุคคลในสุคติภูมิ ซึ่งยังไม่สามารถอบรมเจริญปัญญาให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นติเหตุกวิบากจิตทำกิจปฏิสนธิเป็นติเหตุกบุคคลในสุคติภูมิ แต่ยังอบรมบ่มปัญญาไม่พอก็ไม่สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมในชาตินี้ได้ ไม่ใช่ว่าผู้ที่เป็นติเหตุกบุคคลแล้วจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ในปัจจุบันชาติทุกคนเสมอไป โดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 15:18:43 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )
สลักธรรม 7สิตางศุ์จึงพูดต่อไปว่า
มาถึงตอนนี้ เพียงใจคงจะได้ข้อคิดแล้วนะว่า ขนาดผู้ที่เป็นติเหตุกะบุคคลซึ่งมีโอกาสได้รับสิทธิ์ของการเป็นพระอริยบุคคลก็ตาม หากประมาทขาดการเจริญกุศล ประมาทในฟังพระธรรม ไม่อบรมเจริญปัญญาก็ย่อมไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ ฉะนั้นเราล่ะ ยังไม่รู้เลยว่าเป็นทวิเหตุกบุคคล หรือ ติเหตุกบุคคล แต่ที่เรารู้แน่ๆ ก็คือว่า เราปรารถนาความพ้นทุกข์ ฉะนั้นเราจะต้องไม่ประมาทต่อการใช้ชีวิต อาจารย์ถึงมาสอนพวกเราให้เจริญกุศลนานาประการ เพราะกุศลกรรมทุกอย่างมีค่ายิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ทาน ศีล ภาวนา ที่กระทำมา ทุกอย่างย่อมให้ผลไม่เร็วก็ช้า แล้วผลของกุศลเหล่านั้นก็จะมาเป็นบันใดทำให้เราก้าวขึ้นที่สูงต่อไป ทำให้มีโอกาสทำกุศลอันประณีตต่อไปได้
แล้วตอนนี้เพียงใจเองก็ได้ประจักษ์บ้างแล้วว่า การเกิดนำมาซึ่งความทุกข์ และกำลังพยายามสร้างหนทางเพื่อไปให้พ้นจากความทุกข์นั้นอยู่ การที่เพียงใจมาเรียนพระอภิธรรมก็เป็นมหากุศล การที่เพียงใจหมั่นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็เป็นมหากุศล แล้วเป็นมหากุศลญาณสัมปยุตด้วย ซึ่งหากมีกำลังก็จะส่งผลให้ปฏิสนธิจิตในชาติหน้าของเราเป็นมหาวิบากญาณสัมปยุต ก็เท่ากับว่าเรามีโอกาสได้เกิดเป็นติเหตุกบุคคลผู้ได้รับสิทธิ์อันสูงสุดนั้น
แล้วเมื่อเราดำเนินชีวิตไปด้วยความไม่ประมาท หมั่นเจริญในธรรมต่อๆไป ทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ทำไปอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แล้วตั้งเจตนาไปเลยว่าทุกภพทุกชาติที่ยังเกิด ขอให้มีความมั่นคงในการกระทำเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าปัญญาจะแก่กล้าสามารถทำลายกิเลสเป็นเหตุให้ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป แล้วสักวันหนึ่งความพ้นทุกข์ย่อมปรากฏขึ้นกับเราอย่างแน่นอน แม้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงประกาศว่า ชาติ ปิ ทุกขา - การเกิดเป็นทุกข์ยิ่งนัก เพราะไม่ว่าจะเกิดภพภูมิใดใน ๓๑ ภูมิ ล้วนนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งสิ้น
แล้วพระพุทธองค์ยังทรงตรัสเตือนให้เห็นภัยของการเกิด อีกทั้งยังทรงสอนให้เราอบรมเจริญสติเพื่อที่จะได้บรรลุถึงความไม่ตายคือพระนิพพาน อีกด้วย
มาถึงตอนนี้สิตางศุ์รู้สึกดีใจที่ตนเองได้เดินตามทางของพ่ออย่างสมบูรณ์ เพราะนอกจากจะมีโอกาสทำงานที่พ่อมอบหมายไว้ให้แล้ว เธอยังได้ช่วยเหลือ แก้ไข และให้ความเห็นถูก แก่ผู้ที่กำลังประสบกับความทุกข์ใจ จนสามารถทำให้เขายอมรับความจริงได้ด้วยปัญญา จริงตามที่พ่อสอน... เมื่อมีปัญญาความเร่าร้อนอันเป็นโทสะก็จะคลายตัวลงไปเอง แล้วตอนนี้เธอก็ได้เติมน้ำเย็นอันเป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า คือ ธรรมะให้กับเขาแล้ว เพราะเธอคิดว่าเป็นหน้าที่ของเธอที่นอกจากจะต้องให้กำลังใจแก่ลูกศิษย์แล้ว เธอควรมอบอาวุธคือ ปัญญา ให้กับเขาไว้ต่อสู้กับอุปสรรค เพื่อเขาจะได้พ้นไปจากมรสุมชีวิตในที่สุด เธอไม่เคยลืมคำพูดของพ่อที่เคยบอกกับเธอเมื่อตอนเล็กๆ ว่า
สิตางศุ์ ชื่อของลูกนี้แปลว่าพระจันทร์ พระจันทร์ที่ให้ความสว่าง และความเย็น ลูกพ่อจะต้องเป็นพระจันทร์เต็มดวง เป็นพระจันทร์ข้างขึ้นที่สามารถช่วยฉุดผู้คนขึ้นจากความเห็นผิด ด้วยการให้แสงสว่าง คือปัญญาที่จะทำให้พวกเขาได้รู้จักความจริงของชีวิต ลูกพ่อต้องทำให้ได้นะลูก...
เธอรำพึงบอกพ่อว่า พ่อจ๋า ลูกทำได้แล้ว
![]()
อารมณ์นั้น สำคัญไฉน
ตอนที่ ๑ การเกิด นำมาซึ่งความทุกข์จบลง
โปรดติดตามตอนที่ ๒ เร็วๆนี้
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 15:30:21 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : )
สลักธรรม 8ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร แต่การเกิดก็นำมาซึ่งความทุกข์ อยู่ที่เราที่จะต้องอบรมจิตสร้างบารมีเพื่อยุติการเกิดนั้น
ขอบพระคุณและอนุโมทนาด้วยค่ะโดย เซิ่น [14 พ.ค. 2551 , 18:30:29 น.] ( IP = 58.8.52.28 : : )
สลักธรรม 9
สวัสดีครับ ผมอ่านแล้วมีข้อข้องใจหลายประการ อยากจะขอเรียนถามหน่อยครับ
๑. การที่เราเห็นบุคคลใดขาดสติ ขาดความรับผิดชอบ เช่นตัวละครที่ชื่อเพียงดาว หรือคนที่ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อน หรือแม้แต่ออทิสติก และสมาธิสั้น ดังที่บอกไว้ในสลักธรรม ๕นั้น เราจะสรุปบอกได้เลยหรือครับว่าเขาเหล่านั้นปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก
๒. ในสลักธรรม ๔ กล่าว่า...แล้วที่เราเรียนมานั้น รูปฌานมี ๕ ขั้น รูปาวจรกุศลจิตจึงมี ๕ ดวง ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดรูปาวจรวิบากปฏิสนธิจิต ๕ ดวง ......
อ่านแล้วไม่เข้าใจครับ ผู้ที่ได้รูปฌานขั้นสุดท้ายคือปัญจมฌาน ก็จะมีรูปาวจรกุศลตั้ง ๕ ดวงเลยหรือครับ เพราะผ่านมา ๕ ขั้นดังที่เขียนไว้
๓. ในสลักธรรม ๖ กล่าว่า...จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งหากผู้นั้นมีปฏิสนธิจิตเป็นติเหตุกะ แต่ไม่ได้อบรมปัญญาให้เจริญขึ้น เพราะในชาติต่อไปนั้น ธรรมใดจะทำให้ปฏิสนธิจิตประเภทใดเกิดขึ้นก็ยังไม่แน่ อาจจะเป็นอกุศลวิบากจิตทำกิจเป็นบุคคลพิการตั้งแต่กำเนิด หรือทวิเหตุกกุศลวิบากจิตทำกิจปฏิสนธิเป็นทวิเหตุกบุคคลในสุคติภูมิ....
ขอถามว่าผู้ที่ปฏิสนธิเป็นไตรเหตุแล้ว (ซึ่งเท่าที่ทราบนั้นการจะได้ปฏิสนธิเป็นไตรเหตุนั้นยากมาก) โอกาสที่จะมีปฏิสนธิด้วยอกุศลวิบากจิตเป็นบุคคลพิการตั้งแต่กำเนิดนั้นมีมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วปัญญาที่เพียรอบรมมาในอดีตไม่ช่วยเหลือบ้างเลยหรือครับโดย ชาญชัย [15 พ.ค. 2551 , 09:41:38 น.] ( IP = 124.121.177.92 : : )
สลักธรรม 10สวัสดีครับคุณชาญชัย
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความนับถือในความรู้ของคุณจริงๆครับ ที่เขียนข้อข้องใจถามไว้นะครับ พี่เณรเองก็มองอยู่นะครับ แต่ด้วยคิดว่าภาษาเขียนนั้นยากที่จะอธิบายอะไรๆที่เป็นพระปรมัตถธรรมได้ละเอียดถ้าไม่กระจ่างใจจริงๆครับ แต่พี่เณรขอมีส่วนเข้ามาไขข้อข้องใจไว้ก่อนบ้างนะครับว่า..
ที่ถามว่า๑. การที่เราเห็นบุคคลใดขาดสติ ขาดความรับผิดชอบ เช่นตัวละครที่ชื่อเพียงดาว หรือคนที่ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อน หรือแม้แต่ออทิสติก และสมาธิสั้น ดังที่บอกไว้ในสลักธรรม ๕นั้น เราจะสรุปบอกได้เลยหรือครับว่าเขาเหล่านั้นปฏิสนธิด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก
แสดงความเห็น อุเบกขา สันตีรณ กุศลวิบาก ๑ ดวง เป็นผลของกุศลกรรมอย่างอ่อนไม่มีกำลัง จึงทำปฏิสนธิกิจในมนุษย์และสวรรค์ชั้นต้น คือ สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา โดยมีอกุศลกรรมเบียดเบียน ทำให้เป็นบุคคลพิการ บ้า ใบ้ บอด หนวก เป็นต้น ตั้งแต่กำเนิด ทั้งนี้ อุเบกขา สันตีรณ กุศลวิบาก ๑ ดวง นี้กล่าวนี้ จะให้ผลตรงปฏิสนธิในขณะแรกเท่านั้น ที่เรียกว่าปฏิสนธิกาลนะครับ ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ชัดลงไปว่า คนที่ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อน หรือแม้แต่ออทิสติก และสมาธิสั้น จะเกิดจากอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากดวงนี้ ยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นร่วมด้วยอีกมากครับ เช่นผลของบาปที่เคยทำไว้ในอดีตมาเป็นตัวการเบียดเบียนให้ ความทุพลภาพนั้นๆเกิดขึ้นได้ครับ แต่วิสัยอย่างเราๆจะไปเห็นไม่ได้ว่า ความตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อน แม้แต่ออทิสติก ที่เกิดขึ้นกับบุคคลนั้นๆเป็นตั้งแต่ปฏิสนธินะครับ เพราะยังมีกรรมที่สามารถให้ผลได้ในปวัตติกาลได้อีกนะครับ
ที่ถามว่า ๒. ในสลักธรรม ๔ กล่าว่า...แล้วที่เราเรียนมานั้น รูปฌานมี ๕ ขั้น รูปาวจรกุศลจิตจึงมี ๕ ดวง ซึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดรูปาวจรวิบากปฏิสนธิจิต ๕ ดวง ..
อ่านแล้วไม่เข้าใจครับ ผู้ที่ได้รูปฌานขั้นสุดท้ายคือปัญจมฌาน ก็จะมีรูปาวจรกุศลตั้ง ๕ ดวงเลยหรือครับ เพราะผ่านมา ๕ ขั้นดังที่เขียนไว้
แสดงความเห็นถ้ากล่าวโดยจิตทั้งหมดโดยรวม จะเห็นได้ว่า รูปาวจรมี ๑๕ ดวง เป็นรูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง รูปาวจรวิบาก ๕ ดวง และรูปาวจรกิริยา ๕ ดวง รวมเป็น ๑๕ ดวง นะครับ แต่ถ้าตรงนี้ที่ถามมาว่า..รูปฌานขั้นสุดท้ายคือปัญจมฌาน ก็จะมีรูปาวจรกุศลตั้ง ๕ ดวงเลยหรือครับ เพราะผ่านมา ๕ ขั้นดังที่เขียนไว้..นั้น ผมเห็นว่า ถ้าได้ปัญจมฌานแล้ว ก็คือจิตดวง ๑ ครับ ไม่ใช่ ๕ ดวงครับ แต่ด้วยอำนาจที่เคยผ่านฌานขั้นต่ำๆมาก่อน จึงสามารถเข้าออกในฌานขั้นต่ำกว่าได้ครับ ไม่ใช่มีจิตถึง ๕ ดวงแน่นอนครับผม.
ที่ถามว่า๓. ในสลักธรรม ๖ กล่าว่า...จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งหากผู้นั้นมีปฏิสนธิจิตเป็นติเหตุกะ แต่ไม่ได้อบรมปัญญาให้เจริญขึ้น เพราะในชาติต่อไปนั้น ธรรมใดจะทำให้ปฏิสนธิจิตประเภทใดเกิดขึ้นก็ยังไม่แน่ อาจจะเป็นอกุศลวิบากจิตทำกิจเป็นบุคคลพิการตั้งแต่กำเนิด หรือทวิเหตุกกุศลวิบากจิตทำกิจปฏิสนธิเป็นทวิเหตุกบุคคลในสุคติภูมิ.... ขอถามว่าผู้ที่ปฏิสนธิเป็นไตรเหตุแล้ว (ซึ่งเท่าที่ทราบนั้นการจะได้ปฏิสนธิเป็นไตรเหตุนั้นยากมาก) โอกาสที่จะมีปฏิสนธิด้วยอกุศลวิบากจิตเป็นบุคคลพิการตั้งแต่กำเนิดนั้นมีมากน้อยแค่ไหนครับ แล้วปัญญาที่เพียรอบรมมาในอดีตไม่ช่วยเหลือบ้างเลยหรือครับ
แสดงความเห็นการที่ปฏิสนธิเป็นพวกไตรเหตุนั้น ขอเรียนให้ทราบนะครับว่า บุคคลเหล่านั้นมีเหตุปัจจัยที่ก่อสร้างนิสัยที่อบรมมาดีแล้วได้อย่างมากและค่อนข้างจะใช่คำว่ามั่นคงแล้วก็คงน่าจะได้นะครับ เช่น ผู้ที่กระทำฌานจิตได้นะครับ เพราะผู้ที่จะทำได้นั้นต้องเป็นพวกไตรเหตุครับ และท่านเหล่านี้ก็จะสร้างสมสิ่งนั้นๆให้สูงขึ้นตามลำดับครับ หรืออีกตัวอย่างนะครับ คือถ้าปฏิสนธิด้วยไตรเหตุแล้ว ด้วยอำนาจกุศลอุกกัฏฐนี้ จะผลักดันให้ชีวิตดำเนินไปข้างหน้าแน่นอนครับ เรียกว่าถอยหลังได้ยากยิ่งแล้วละครับ
ใช่ครับปฏิสนธิจิตประเภทใดเกิดขึ้นก็ยังได้ เพราะกรรมวิถียังไม่ได้เป็นอโหสิกรรมนะครับ แต่ก็ยากยิ่งที่จะเบียดแซงกำลังของกุศลขั้นอุกกัฏฐได้นะครับ แต่ถ้ากล่าวโดยรวมแห่งวัฏฏสงสาร ก็กล่าวได้เช่นนั้นครับ ...ปฏิสนธิจิตเป็นติเหตุกะ แต่ไม่ได้อบรมปัญญาให้เจริญขึ้น เพราะในชาติต่อไปนั้น ธรรมใดจะทำให้ปฏิสนธิจิตประเภทใดเกิดขึ้นก็ยังไม่แน่...ดังในสลักธรรมที่คุณถามมานะครับ
พี่เณรขอแสดงความเห็นเพียงเท่านี้นะครับผม
โดย พี่เณร [16 พ.ค. 2551 , 09:10:59 น.] ( IP = 58.9.143.8 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |