มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อารมณ์นั้น… สำคัญไฉน (๔)




อารมณ์นั้น… สำคัญไฉน


ตอนที่ผ่านมา

เมื่อพูดถึงกุศลที่มีกำลังอ่อนเพราะกิเลสล้อมหน้าล้อมหลัง ทำให้เธอนึกถึงการสอนปริจเฉทที่ ๕ ของพ่อ ในเรื่องภพภูมิต่างๆ เธอจึงพูดต่อไปว่า

“...แล้วถ้ากุศลที่มีกำลังอ่อนเช่นนี้มีขึ้นบ่อยๆ แล้วเกิดมันมีอำนาจมาทำให้เพียงใจระลึกได้ในมรณาสันนกาลแล้ว เพียงใจรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น? เพราะทันทีที่จุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตก็ต้องเกิด แล้วปฏิสนธิจิตที่เกิดนั้นเพียงใจก็เคยเรียนมาแล้วนี่ว่าจะต้องเป็นดวงไหน?...”

“อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก....!”

“ใช่...อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ซึ่งแม้จะนำเกิดในสุคติภูมิเป็นมนุษย์(หรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา)ก็จริง แต่เป็นผู้ที่ทุพพลภาพ คือพิการทางร่างกายและจิตใจ เป็นอเหตุกบุคคล ไม่สามารถเรียนรู้ความจริงเพื่อเดินทางสู่ความพ้นทุกข์ได้ บุคคลเช่นนี้เพียงใจคิดว่าน่าสงสารไหม?”

“น่าสงสารค่ะ”
“นี่ไง พี่เพียงดาวของหนูน่ะเขาเกิดมาด้วยปฏิสนธิจิตดวงนี้ เขาจึงขาดสติ ขาดความรู้ผิดชอบชั่วดี หากถามว่าเขาชอบที่จะเป็นเช่นนี้หรือไม่ ต้องไม่ชอบแน่นอน แต่เขาเลือกได้ไหม เลือกไม่ได้แล้ว เพราะอารมณ์ใกล้ตายในชาติที่แล้วของเขาจับกุศลที่มีกำลังอ่อน เมื่อปฏิสนธิจิตเขาเป็นอย่างนี้ ภวังคจิต และจุติจิตในชาตินี้ของเขาก็มีอารมณ์อย่างเดียวกัน แล้วเพียงใจจะไปแก้เขาได้ไหม ไม่มีอะไรเก่งเกินกรรม เขาทำกรรมอย่างนั้นมา เขาก็ต้องเป็นไปตามกรรมนั้น อาจารย์จึงบอกไงว่า เพียงใจโชคดีกว่าเขา จะว่าไปแล้วเขาเป็นคนน่าสงสารนะที่เขาไม่มีโอกาสอย่างเพียงใจได้เลย เพราะผู้ที่เกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากนั้นเป็นอาภัพบุคคล ไม่มีโอกาสสร้างทางมรรคผลได้ ในขณะที่เพียงใจยังได้มาศึกษาธรรมะ ได้เรียนรู้ว่าหนทางใดที่จะพาเราไปสู่ความพ้นทุกข์ แล้วชาตินี้ก็แค่ชั่วคราว เพราะเราเกิดมาแล้วเป็นอนันตัง แล้วยังต้องเดินทางต่อไปในสังสารวัฏอีกไม่รู้เท่าไรต่อมิเท่าไร แล้วตราบใดที่เรายังต้องเกิด เราก็ต้องประสบเรื่องราวอันเป็นผลของกรรมที่เราทำมาเองทั้งสิ้น ....”

สิตางศุ์พยายามโน้มน้าวให้เพียงใจบังเกิดความสงสารเพียงดาว ทั้งนี้เพราะเธอจำได้ว่าพ่อเคยสอนว่าการกล่อมเกลากิเลสที่เป็นโทสะให้เบาบางลงได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเมตตาธรรม เพราะถ้ามีเมตตาเกิดขึ้นในจิตใจแล้ว กำลังของโทสะก็จะลดลง แต่ทว่าเมตตาจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยปัญญาที่ได้ศึกษาพิจารณาความจริงในเรื่องของชีวิต

“แล้วหนูควรวางใจอย่างไรคะ”

โดย วยุรี [14 พ.ค. 2551 , 14:57:29 น.] ( IP = 58.9.139.54 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11


ได้ติดตามอ่านมาตลอดรวมทั้งได้อ่านคำถามของคุณชาญชัย และคำตอบของพี่เณรแล้ว.....ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากที่พี่เณรกล่าวไว้เล็กน้อยนะคะคือ

คำถามแรก... การที่เราเห็นใครคนใดคนหนึ่งผิดปกติมาตั้งแต่คลอดออกมานั้น นั่นมิได้หมายความว่าเขาผู้นั้นพิการมาแต่กำเนิดตามหลักพระพุทธศาสนานะคะ เพราะว่าที่เราเห็นคนใดคนหนึ่งผิดปกติมาตั้งแต่คลอดออกมา เช่นตาบอดเป็นต้น ทางโลกเราเรียกว่าเด็กคนนั้นว่าตาบอดมาแต่กำเนิดค่ะ

แต่ตามหลักพระพุทธศาสนานั้นผู้ที่ผิดปกติมาแต่กำเนิด หมายเอาแค่ปฏิสนธิขณะเดียวเท่านั้น ดังที่พี่เณรแสดงความเห็นไว้ค่ะ

คำถามที่สอง...เมื่อว่าโดยสภาวะ คุณชาญชัยก็คงจะทราบแล้วว่าในสภาวะที่จิตมิได้ทำงานในวิถีตามหน้าที่ต่างๆ จิตเป็นภวังค์ ทำหน้าที่รักษาภพชาติ ซึ่งเป็นการงานที่พ้นวิถี ต่อเมื่อทำงานในวิถีเมื่อใดก็เรียกชื่อจิตเสียใหม่เท่านั้น เช่นถ้าเจริญสมถกรรมฐานจนกระทั่งได้รูปฌานที่๑ จิตแนบแน่นเป็นอัปปนาจิต ประกอบด้วยองค์ฌาน ๕ ทำหน้าที่ข่มกิเลสไว้ได้ ก็เรียกชื่อจิตนั้นไปตามองค์ฌานที่ได้ ว่า วิตกฺกวิจารปีติสุเขกคฺคตาสหิตํ ปฐมฌานกุสลจิตฺตํ แต่เรามักเรียกสั้นๆว่า รูปฌานที่ ๑ ต่อเมื่อเจริญฌานต่อไปอีก จนจิตแนบแน่นมากยิ่งขึ้นอีกสามารถละองค์ฌานคือวิตก ได้รูปฌานที่ ๒ เกิดขึ้น และปฏิบัติต่อเรื่อยไปจนได้รูปฌานที่ ๕ หรือปัญจมฌาน เกิดขึ้น องค์ฌานเหลือเพียง สองคืออุเบกขาและเอกัคคตา จึงเห็นได้ว่ามิได้หมายความว่าเขาจะมีรูปาวจรกุศลตั้ง ๕ ดวง และก็ดังที่พี่เณรกล่าวไว้นะคะว่า...แต่ด้วยอำนาจที่เคยผ่านฌานขั้นต่ำๆมาก่อน จึงสามารถเข้าออกในฌานขั้นต่ำกว่าได้ครับ ไม่ใช่มีจิตถึง ๕ ดวงแน่นอนครับผม.

คำถามที่สาม.... ไม่มีอะไรจะแจมค่ะ พี่เณรตอบได้ชัดเจนแล้วค่ะ

ขอแจมเพียงเท่านี้ค่ะขอบพระคุณมากค่ะ

โดย พี่ดา [16 พ.ค. 2551 , 09:57:46 น.] ( IP = 124.121.174.246 : : )


  สลักธรรม 12


ขอบพระคุณพี่เณรและพี่ดามากครับที่แสดงความคิดเห็น ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นครับ

โดย ชาญชัย [16 พ.ค. 2551 , 12:48:09 น.] ( IP = 124.121.178.159 : : )


  สลักธรรม 13

เพิ่งมีโอกาสเปิดเข้ามาอ่านค่ะ ..และเมื่อพบกับคำถามของคุณชาญชัยก็ทำให้รู้สึกชื่นชมผู้ที่ถามเพราะไม่ได้สักแต่ว่าอ่านอย่างเดียวโดยไม่ได้พิจารณา


สำหรับคำตอบนั้นพี่เณรนั้นอ่านแล้วก็ได้ความกระจ่างชัดเจนมากเลยค่ะ .. โดยเฉพาะการที่ไม่ควรตัดสินใครว่ามีปฏิสนธิกาลด้วยจิตชนิดไหน เพราะ"วิสัยอย่างเราๆจะไปเห็นไม่ได้นั่นเอง" ซึ่งอำนาจกรรมนั้นพร้อมที่จะส่งผลได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นปฏิสนธิหรือปวัตติกาล แม้เพียงในขณะจิตดวงถัดมาก็นับเป็นปวัตติกาลแล้ว


และก็มีความเห็นอย่างเดียวกับพี่เณรในคำถามข้อที่สามว่า ..แต่ถ้ากล่าวโดยรวมแห่งวัฏฏสงสาร ก็กล่าวได้เช่นนั้น เพราะก็มีตัวอย่างเหมือนกันในพระสูตรให้เราได้ทราบกันก็เช่นพระเทวทัตที่สามารถกระทำสมาธิได้ถึงฌานแต่ก็ได้กระทำอนัตริยกรรมจนต้องไปปฏิสนธิในอเวจรมหานรก เป็นต้น ...


ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้เรามีความระมัดระวังในการกระทำกรรมให้มากๆ เนื่องจากกรรมวิถียังไม่ได้เป็นอโหสิกรรมทั้งหมดแล้วนั่นเอง

โดย น้องกิ๊ฟ (น้องกิ๊ฟ) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 พ.ค. 2551 , 16:15:54 น.] ( IP = 58.9.100.30 : : )


  สลักธรรม 14


เรียนทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านเรื่อง "อารมณ์นั้น สำคัญไฉน”

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจอ่านเรื่องนี้

เรื่องนี้ ผู้เขียนได้เขียนขึ้นมาจากประสบการณ์จริงที่ต้องประสบ ซึ่งบางครั้งทำให้ตนเองต้องเกิดอกุศลอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งก็พยายามนำคำสอนของครูบาอาจารย์ และนำเนื้อหาพระอภิธรรมที่ได้เรียนมาสอนใจตัวเอง ต่อมาก็ได้คิดนำเรื่องนี้มาเรียบเรื่องให้เป็นเรื่องราว โดยสมมุติเป็นตัวละครขึ้นมาพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เป็นวิชาการมากเกินไป

จุดประสงค์ของการเขียนเรื่องนี้ ตอนนี้ก็เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่า การเกิดนำมาซึ่งความทุกข์ อย่างหลีกหนีไม่พ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเผชิญนั้นล้วนเป็นเรื่องที่เราทำมาเองทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าเราจะแก้ไขอย่างไรเท่านั้น ....นี่คือที่มาของเรื่องนี้

สำหรับปฏิสนธิจิตที่ยกขึ้นมากล่าวนั้น เพื่อต้องการบอกแต่เพียงว่า ในการเวียนว่ายตายเกิดนั้น ไม่ว่าจะเกิดไปในภพภูมิใด ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ในเรื่องของรูปภูมิ และอรูปภูมินั้นจึงเขียนเพียงสั้นๆ เพื่อให้มีครบ ๓๑ ภูมิ ที่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดใดๆ เพราะไม่ได้เป็นจุดสำคัญของเรื่องนี้ที่ต้องการเน้นไปในเรื่องของการแก้ไขอกุศลที่กำลังเกิด

สำหรับที่เขียนไปในเรื่อง ติเหตุกบุคคล ในสลักธรรมที่ ๕ และ ๖ นั้นเป็นการเตือนใจไม่ให้ประมาท และเพื่อเป็นกำลังใจให้กับตนเองว่าหากชาตินี้เราหมั่นทำกุศลอย่างเช่นทุกวันนี้ คือ เรียนพระอภิธรรม และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โอกาสที่เราจะเกิดเป็นติเหตุกะบุคคลย่อมมีแน่นอน

ก็ขอขอบคุณคุณชาญชัยเป็นอย่างมาก ที่เมื่อถามมาแล้วทำให้เห็นจุดบกพร่องของการเขียนเรื่องนี้ ก็ต้องขออภัยที่ทำให้เกิดความสับสน

แล้วก็ขอกราบขอบพระคุณทั้ง พี่เณรและพี่ดา ที่กรุณาเข้ามาตอบคำถามคุณชาญชัยทำให้กระจ่างในเรื่องที่สงสัยได้

โดย วยุรี (วยุรี) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [16 พ.ค. 2551 , 17:22:06 น.] ( IP = 118.174.51.246 : : )


  สลักธรรม 15

ผมเบื่อ การเกิด เต็มทนแล้ว

โดย sombun [27 พ.ค. 2551 , 19:03:02 น.] ( IP = 124.120.13.62 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org