มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


นักแต่งนิยายน้ำเน่า (๒)





นักแต่งนิยายน้ำเน่า
โดยพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ


ตอนที่ผ่านมา

กระแสธรรมที่ว่านี้คืออะไร

คือ กฎธรรมชาติ
คือ สามัญลักษณะ หรือลักษณะที่มีอยู่โดยทั่วไปทุกหนทุกแห่ง
คือ กฎเหล็กประจำโลกมี ๓ ข้อ ซึ่งทุกสรรพสิ่งไม่อาจจะหลีกเลี่ยงหลบรอดจากกฎ ๓ ข้อนี้ได้
นั่นคือ กฎของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเรียกว่า ไตรลักษณ์

อนิจจัง คือความเปลี่ยนแปลง ความไม่คงที่ ความไม่แน่นอน ความไม่เที่ยง ความเป็นของชั่วคราว

ทุกขัง คือความยากลำบากที่จะคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ หรือความไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ความขัดแย้ง ความบีบคั้น กดดัน ความไม่สมบูรณ์ ความทุกข์

อนัตตา คือความไม่สามารถบังคับได้ดังใจปรารถนา ความไม่เป็นของใครจริง ความไม่ใช่ตน ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของๆตน ทุกสิ่งเกิดจากส่วนประกอบย่อยๆ

กฎทั้ง ๓ ข้อนี้สิ่งใดในโลกไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วนถูกกฎไตรลักษณ์ครอบงำอยู่ทุกขณะ กล่าวคือ

คนทุกคนเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกวัน ทุกเวลา
ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ไม่เที่ยง
สิ่งต่างๆ เป็นของชั่วคราว เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
ของที่เรามีอยู่เก่าไปเสื่อมไปตลอดเวลา คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
สรรพสิ่งทั้งหลายมีความขัดแย้ง บีบคั้นกดดันกันอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งไหนเลยที่มีความสมบูรณ์

ไม่มีสิ่งไหนเป็นของ ๆ ใครจริงๆ (เป็นจริงตามที่ชาวโลกสมมุติกันขึ้นมาเพื่อสิทธิในการครอบครอง) แท้จริงแล้วทุกอย่างเป็นสมบัติของโลก เราต่างพากันยืมสมมุติของโลกมาใช้ วันหนึ่งก็ต้องคืนให้โลกไป เพราะเมื่อตายไปไม่มีใครเอาสมมุติของโลกไปได้เลย

สิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ เป็นเพียงแต่ส่วนประกอบย่อยๆ ของธาตุทั้ง ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่มารวมตัวกันตามเหตุปัจจัยในห้วงเวลาหนึ่งๆ หมดเหตุปัจจัยก็แตกสลายเป็นธาตุ ๔ คืนสู่โลก

ไม่มีใครบังคับสิ่งต่างๆให้ได้ดังปรารถนาว่า ขอให้รูปร่างของฉันอย่าแก่เลย อย่าเจ็บไข้ได้ป่วยเลย อย่าตายเลย

ขอให้สิ่งที่ฉันรักฉันหวงแหน อย่าเสื่อมไปเลย อย่าพลัดพรากจากฉันไปเลย อย่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ฉันไม่ปรารถนาเลย มีใครทำได้?

การไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นจริงทางธรรมหรือกระแสธรรม นำทุกข์มาให้

เพราะทุกคนต่างมีความมุ่งมาดปรารถนา ที่จะให้สิ่งที่ตนสัมผัสสัมพันธ์อยู่เป็นไปอย่างที่ตนต้องการ นั่นคืออยากบังคับสิ่งต่างๆให้ได้ดังใจ

ในเมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่สามารถบังคับได้ดังปรารถนาแล้วจะบังคับให้ได้ดังใจได้อย่างไร

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:04:02 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

หลายคนโต้แย้งประเด็นนี้ทันทีว่า ทำไมจะบังคับไม่ได้ ฉันยังเคยบังคับคนโน้นคนนี้ให้ทำอย่างที่ต้องการได้ ขับรถฉันก็บังคับให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาได้ ตัวฉันเองก็บังคับได้ว่าฉันจะนั่ง จะยืน จะเดิน จะหยุด แล้วอย่างนี้จะว่าบังคับไม่ได้ดังใจได้อย่างไร

การบังคับคนโน้นคนนี้ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเขาทำตาม เป็นการใช้บทบาทสถานะขอให้เขาให้ความร่วมมือ บางครั้งเขาก็ร่วมมือทำตาม บางครั้งเขาก็ไม่ร่วมมือ ใช่ว่าเขาจะทำตามที่เราบอกทุกครั้ง ขณะที่เขาทำตาม เขาอาจจะทำด้วยความเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ได้ และถึงแม้เขาทำตามสิ่งที่เขาทำผลอาจจะไม่ได้ดังใจก็ได้

สิ่งสำคัญไม่ว่าจะบังคับให้ใครคนใดคนหนึ่งทำตาม บังคับรถให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา บังคับอิริยาบถของตนในการเคลื่อนไหว

ขณะที่สิ่งต่างๆเป็นไปตามที่ตนบังคับนั้น ถามว่าบังคับให้สิ่งนั้นๆไม่ให้เสื่อมไปได้หรือไม่ คนที่เคยบอกเคยใช้ได้ดังใจ บังคับให้เขาซื่อสัตย์จงรักภักดีอยู่กับตนจนวันตาย และทำตามที่ตนสั่งทุกครั้ง ได้หรือไม่ ไม่ได้เลย

อย่าเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะครั้งคราวมาเป็นมาตรฐาน ว่าสิ่งนั้นจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่แน่นอน

เมื่อบุคคลรักชอบพอในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็อยากให้สิ่งนั้นๆ คงอยู่อย่างเดิม (นิจจัง) ไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงไป (ในทางที่เสียผลประโยชน์) แต่สิ่งทั้งหลายต้องเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา (อนิจจัง) ตามเหตุปัจจัย การเปลี่ยนอาจจะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นก็ได้ หรือเสียประโยชน์ก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ว่าสิ่งใดๆจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม หากสิ่งนั้นเกิดจากองค์ประกอบของธาตุ ๔ ที่สุด ก็แตกสลายจากสภาพเดิม หมดอายุที่จะดำรงอยู่ได้

ด้วยเหตุนี้บุคคลจึงต้องพลัดพรากจากของรักของชอบด้วยกันทั้งสิ้นอาจจะพลัดพรากทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือพลัดพรากเมื่อตาย (แตกสลาย) ไปจากกัน

พระพุทธองค์ตรัสว่า ชีวิตตั้งอยู่บนฐานของความทุกข์ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นอกจากทุกข์เกิดไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ดับ ไม่มีอะไรดับ

ทุกข์ของวัตถุสิ่งของ เกิดจากสิ่งนั้นๆ ไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพเดิมได้ ถูกบีบคั้นกดดัน และมีความขัดแย้งในมวลสาร (ธาตุทั้ง ๔) ให้เสื่อมไปอยู่ตลอดเวลา

ทุกข์ของบุคคลเกิดจากทุกข์กาย และทุกข์ใจ ทุกข์กายเพราะร่างกาย (ธาตุ ๔) เดินทางไปสู่ความแก่ (ชรา) ความเจ็บป่วย (พยาธิ) และความตาย (มรณะ) นอกจากนี้ร่างกายยังต้องหิว ต้องปวดเมื่อยเหนื่อยล้า ต้องขับถ่าย ต้องนอนพักผ่อน จึงต้องคอยดูแลหาให้อยู่หาให้กินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และเมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ก็จะเห็นทุกข์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงใกล้ตาย เห็นทุกข์ภัยของสังขาร สังขารจึงเป็นที่เกิดของทุกข์ เป็นกองทุกข์กองใหญ่ที่ติดอยู่กับตัวของทุกคน

ทุกข์ทางด้านจิตใจ พระพุทธองค์ตรัสในอริยสัจ ๔ ว่า ทุกข์เพราะ ตัณหา (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) และอุปาทาน โดยเฉพาะตัวอุปาทานหรือความยึดในตนของๆตน นั่นแหละเป็นตัวทุกข์

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:04:52 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 2

หากบุคคลอยากได้อะไรสักอย่าง ซึ่งโดยปกติแล้วแต่ละวันใครๆก็อยากได้โน่นอยากได้นี่ อยากให้สิ่งนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างที่ตนต้องการ

ลำพังความอยากยังไม่ใช่ตัวแท้ๆ ของความทุกข์ เพียงแต่เป็นต้นเหตุของทุกข์ เหมือนกับการเล่นการพนันเป็นความเสื่อม คนเข้าบ่อนการพนันใช่ว่าจะเสื่อมถ้าเขาไม่เล่นการพนัน เขาอาจจะเข้าไปเป็นสายสืบ หรือเข้าไปส่งอาหารตามที่คนเล่นการพนันสั่ง แต่ถ้าเล่นการพนันเมื่อใด เมื่อนั้นคนนั้นจะเสื่อมทันที

ฉันใดก็ฉันนั้นวันหนึ่งๆ แต่ละคนมีความอยาก (ตัณหา) มากมายแต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (ไม่ทุกข์) การไปยึด (อุปาทาน) ว่าจะต้องให้ได้ดังใจที่อยาก ตัวนี้แหละเป็นตัวทุกข์ เพราะถ้าไม่ได้ก็ขัดเคืองมีทุกข์ใจเกิดขึ้น ถึงได้สิ่งนั้นมา ก็ใช่ว่าจะมีความสุข ความจริงได้สิ่งไหนก็เป็นทุกข์ต่อสิ่งนั้นหากไปยึดว่าเป็นของตน

เมื่อได้ครั้งแรกดูเผินๆว่าเป็นสุข แท้จริงความยินดีพอใจที่ตัณหาได้รับการตอบสนอง บดบังความทุกข์ไว้ชั่วคราว ครั้นเมื่อความยินดีพอใจเปลี่ยนไป ก็จะเห็นทุกข์เข้ามาแทนที่

เช่น บุคคลซื้อรถมา ทันทีที่ซื้อรถเป็นกรรมสิทธิ์ ความยินดีพอใจก็ท่วมท้นอยู่ในใจ รู้สึกเป็นสุขใจที่ตัณหาได้รับการตอบสนอง ตราบที่ยังเห่อของใหม่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นสุข ทั้งๆที่ซื้อรถมาเป็นทุกข์ เหตุใดจึงว่าเช่นนั้น

ทุกข์เพราะเงินที่ซื้อเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของการทำงาน กว่าจะหาเงินได้มากพอที่จะซื้อรถได้ต้องแลกกับทุกข์ยากขนาดไหน ทุกข์เพราะเป็นภาระที่ต้องดูแลรักษา ยิ่งเป็นของใหม่ยังเห่อๆ ยิ่งดูแลรักษาเป็นพิเศษชนิดเช็ดทุกวัน ใครเอามือไปลูบคลำตัวรถไม่ได้ เดี๋ยวจะสกปรก ใครไปยืนพิงก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะบุบ

ทุกข์เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา ทุกข์เพราะรถเสื่อมลงไปทุกวัน อาจจะเสีย อาจถูกเฉี่ยวชน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องทุกข์กับรถสารพัด จึงกล่าวได้ว่า ได้สิ่งไหนมาก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น หาไปยึดมั่นว่าเป็นของตน แม้ว่าสิ่งที่ได้จะสร้างความยินดีชื่นใจให้สักเท่าใดก็ตาม ซึ่งยิ่งรักมาก็ยิ่งทุกข์มาก เพราะที่สุดวันหนึ่งก็ต้องพลัดพรากจากของรักไป การพลัดพรากขณะที่กำลังรักกำลังหลง ยิ่งทำให้ทุกข์ทับทวี

การรู้ธรรม เข้าใจธรรม นำธรรมมาเป็นเครื่องสอนใจ เว้นที่ว่างในห้องหัวใจไว้ให้ธรรมะสถิตย์อยู่ ธรรมะให้ความร่มเย็นในจิตใจ ช่วยแก้ทุกข์ให้คลายลง แม้กระทั่งช่วยดับทุกข์ได้สนิท

อย่าปล่อยให้ห้องหัวใจมีแต่กิเลส ตัณหา ครอบงำไปหมดชีวิตจะมีแต่ความเร่าร้อน ทุกข์กาย ทุกข์ใจ

ทางโลกก็ต้องเรียนรู้ เพราะต้องอยู่กับโลก ต้องอาศัยโลกทำมาหากินเลี้ยงชีวิต ถ้าไม่รู้ทางโลกก็ยากที่จะเอาตัวรอด จะยากจน ขัดสน จะเชย จะเฉิ่ม จะเป็นคนขวางโลก

แต่รู้ทางโลกอย่างเดียวก็จะหลงโลกหลงสมมุติของโลกเอาตัวไม่รอด (จากทุกข์) อย่าให้ความรู้ (ทางโลก) ท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด (จากทุกข์)

จึงต้องรู้ทางธรรมด้วย เพราะธรรมเป็นสัจจะที่ยืนยงมาทุกยุคทุกสมัย พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ก็มารู้ของที่มีอยู่ในโลก ไม่ได้รู้ของใหม่เลย เมื่อรู้แล้วก็นำมาสั่งสอนพุทธบริษัท ถ้าไม่รู้ทางธรรมก็เป็นคนเขลามีความเห็นไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะโมหาคติบดบังไว้

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:05:30 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 3

๔. กลัวสิ่งใดก็คิดลำเอียงต่อสิ่งนั้น (ภยาคติ)

โดยคิดวิตกกังวลไปต่างๆนานาเกินความเป็นจริง

ความกลัวเป็นสิ่งที่ปิดกั้นโอกาสให้กับตน นอกจากนี้ยังนำความทุกข์มาให้บุคคล

ความกลัวเป็นอคติอย่างหนึ่ง เพราะถ้ากลัวสิ่งไหนก็คิดปรุงแต่งเรื่องนั้นเกินความเป็นจริง

แต่ละคนมักจะมีความกลัวกันคนละแบบ หรือบางคนกลัวหลายสิ่งหลายอย่าง

บางคนกลัวความมืด บางคนกลัวความเปล่าเปลี่ยวไม่กล้าอยู่คนเดียว บางคนกลัวผี บางคนกลัวสัตว์บางชนิด เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก แมลงสาบ ฯลฯ

บางคนกลัวจน บ้างกลัวจะน้อยหน้าคนอื่น บ้างก็กลัวว่าลูกจะลำบาก เป็นห่วงคนที่ใกล้ชิด กลัวว่าจะมีอันตราย ชีวิตจะลำบากขัดสนสารพัดสารพัน

บางคนกลัวเป็นผู้แพ้ บางคนกลัวเสียศักดิ์ศรี บางคนกลัวเสื่อมลาภ ยศ สรรเสริญ สุข บางคนกลัวการพลัดพรากจากของรักของหวง บางคนกลัวตาย ฯลฯ

ความกลัวบางอย่างเกิดจากการได้รับข้อมูลผิดมาแต่เด็กๆ (ถูกผู้ใหญ่หลอก) จึงจำฝังใจ เช่น กลัวตุ๊กแก เพราะตอนเป็นเด็กอาจจะชอบร้องงอแงหรือซน ผู้ใหญ่จึงขู่เอาว่าอย่าร้องนะ อย่าซนนะ เดี๋ยวตุ๊กแกจะกินตับ ยิ่งขู่ตอนที่ตุ๊กแกกำลังร้องด้วยแล้วเท่ากับตอกย้ำความกลัวให้กับเด็กเข้าไปถึงจิตใต้สำนึก

มีคนกลัวตุ๊กแกกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะคนกรุงหรือคนในเมืองใหญ่ ที่วัดตาดน้ำพุที่ผู้เขียนอยู่ มีกุฏิอยู่ร่วม ๕๐ หลัง ไม่น่าเชื่อว่ากุฏิทุกหลังมีตุ๊กแกอาศัยอยู่ ไม่ว่ากุฏิไม้หรือกุฏิปูน

ในแต่ละปีมีฆราวาสไปปฏิบติธรรมที่วัดจำนวนไม่น้อย และช่วงเข้าพรรษาจะมีพระบวชใหม่หลายรูป บางรูปเป็นผู้มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ

โยมผู้หญิงจำนวนไม่น้อยกลัวตุ๊กแก ไม่กล้านอนลำพังคนเดียว บ้างไม่กล้าเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน เพราะมีตุ๊กแกอยู่ในห้องน้ำ จึงต้องอั้นไว้จนรุ่งเช้า หากอยู่ปฏิบัติธรรมไปนานวัน น่ากลัวว่ากระเพาะปัสสาวะจะอักเสบ

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:06:06 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 4

มีพรรษาหนึ่งมีพระบวชใหม่มาจากกรุงเทพฯ เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีเตรียมตัวเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ พระรูปนี้กลัวตุ๊กแกมากๆ ที่กุฏิของท่าน มีตุ๊กแกอาศัยอยู่ด้วย อาทิตย์แรกท่านนอนแทบไม่หลับเพราะกลัวตุ๊กแก เมื่อไม่ไหวจึงขอให้เณรช่วยไปจับตุ๊กแก

เณรที่วัดเชี่ยวชาญในการจับตุ๊กแกมาก ถ้าตุ๊กแกอยู่สูงก็ทำห่วงติดปลายไม้คล้องคอตุ๊กแก กระตุกห่วงก็คล้องได้ตุ๊กแกแล้วเอาไปปล่อยแต่ตุ๊กแกก็กลับมาอีก ไม่รู้ว่าตัวเก่าหรือตัวใหม่ พระก็ไปขอให้เณรช่วยจับตุ๊กแกให้อีก

คราวนี้เณรจับตุ๊กแกได้ก็จับตุ๊กแกด้วยมือเปล่า เอาไปจ่อที่หน้าพระเพื่อให้ท่านดูถนัดตา

เณรบอกพระว่าตุ๊กแกมันตัวแค่นี้ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัว มันไม่กัดคน ไม่กระโดดกอดคอคน ไม่กินตับคน ไม่ทำร้ายคน ท่านดูสิผลยังจับมันได้ ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร เอ้าท่านลองจับมันดูบ้าง ถ้าไม่กล้าจับก็ลองเอามือแตะๆมันดู เณรกล่าวสำทับ

พระกลัวจะเสียหน้า เพราะขนาดเป็นเณรยังกล้าจับตุ๊กแกอย่างหน้าตาเฉย ตนเป็นพระกลับกลัวตุ๊กแกขึ้นสมองจึงกลั้นใจเอานิ้วจิ้มแตะตุ๊กแก แล้วรีบหดมือโดยเร็ว พระรู้สึกว่า เฮ้อ โล่งอกไปที พอจะกู้หน้ากับเณรไว้ได้

เณรยังรุกต่อไปอีกว่า เอาใหม่ท่านลองจับมันดู ถ้าไม่กล้าจับตัวจะจับหางมันก็ได้ ผมจะจับคอมันเอาไว้ รับรองมันไม่กัดท่านหรอก

คราวนี้พระต้องกลั้นใจเป็นครั้งที่สอง เอามือไปจับหางตุ๊กแกแล้วรีบปล่อย

เณรยังคงตอกย้ำว่าเห็นไหมมันไม่เห็นน่ากลัวเลย แล้วเณรก็เอาตุ๊กแกไปปล่อยเสียไกล แล้วตุ๊กแกก็กลับมาอยู่ที่กุฏิหลังนั้นอีก (ก็ไม่รู้ว่าเป็นตัวเก่าหรือตัวใหม่)

ตั้งแต่นั้นมาพระก็ค่อย ๆ หายกลัวตุ๊กแก นอนหลับได้สนิท หลังจากหน้าซีดหน้าเซียวน้ำหนักลด เพราะนอนไม่หลับอยู่หลายคืน

ความกลัวทำให้บุคคลสร้างจินตนาการไปในทางที่ผิด ๆ แต่งเรื่องหลอกตัวเองขึ้นมา คนที่กลัวความมืดหรือกลัวเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ยามอยู่ตามลำพัง ก็สร้างจินตนาการว่า เดี๋ยวผีโผล่ออกมาหลอก แล้วก็คิดถึงผีแม่นาคพระโขนง หรือผีตัวอื่น ที่ตนเคยดูในหนังในทีวี ยิ่งคิดปรุงแต่งว่าผีหน้าตาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จะมาหลอกเราอย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งกลัวไปใหญ่ ทั้งๆที่ความมืดเป็นธรรมชาติของกลางคืน เสียงก๊อกๆแก๊กๆ ก็เป็นเสียงของสัตว์ที่หากินกลางคืน หรือเป็นเสียงลม

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:06:37 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อเขียนถึงเรื่องนี้ ผู้เขียนนึกถึงประสบการณ์ของตนเองที่ต้องเผชิญกับความกลัวครั้งสำคัญของชีวิต ขอนำมาเล่าบางทีอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง

ราวปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผู้เขียนมุ่งต่อการปฏิบัติธรรมจึงชวนกัลยาณมิตรไปปฏิบัติธรรมที่วัดภูทอก จ.หนองคาย ผู้เขียนเคยไปวัดนี้มาก่อนแล้ว ๒ ครั้ง รู้สึกชอบในความสงบและทัศนียภาพ โดยเฉพาะเมื่อขึ้นไปอยู่ชั้น ๕-๖ รอบ ๆ ภู

คณะที่ร่วมไปปฎิบัติธรรมครั้งนั้นมี ดร.สมชัย รักวิจิตร คุณณรงค์ โชควัฒนา (ผู้บังคับบัญชาของผู้เขียนในขณะนั้น) อ.สุพร ชนะพันธ์ คุณสมบัติ (คนขับรถ) และผู้เขียน รวม ๕ คน กำหนดเวลาปฎิบัติธรรม ๗ วัน

คณะของเราขึ้นไปทำสมาธิภาวนาอยู่ชั้น ๕ เราสังเกตว่ามีผู้เดินทางท่องเที่ยวมาชมความงามของวัดในแต่ละวัน และได้ข่าวว่าหากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีผู้มาชมวัดมากกว่าวันธรรมดา เมื่อเป็นเช่นนี้คณะของเราจึงขอให้ทางวัดช่วยแนะนำสถานที่สงบ ปลอดจากคนรบกวน เพื่อเราจะย้ายไปปฎิบัติภาวนาในช่วงเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งทางวัดแนะนำว่า ควรไปที่ภูกิ่วห่างจากวัดไปไม่ไกลนัก จะให้เณรพาไป

ภูกิ่วเป็นสำนักสงฆ์ร้าง รถเข้าไปไม่ถึงจึงต้องเดินเท้าเข้าไประยะหนึ่ง มีกุฏิหลายหลัง พอที่คณะของเราและเณรจะอาศัยปฏิบัติภาวนา กุฎิแต่ละหลังอยู่ห่างกัน มองไม่เห็นกัน

ผู้เขียนเลือกกุฏิหลังหนึ่งในป่าลึกเป็นกุฎิชั้นเดียวเตี้ยๆสูงเพียงบันได ๓ ขั้น ด้านซ้ายเป็นภูเขา ด้านหลังกุฏิเป็นที่ลาดชันลึกลงไป

ครั้นพลบค่ำ หลังสวดมนต์แล้ว ผู้เขียนนั่งภาวนาอยู่ในกลดภายในกุฏิ เมื่อความมืดครอบคลุมพื้นที่สนิท ลมเริ่มแรงขึ้น พัดประตูซึ่งไม่มีกลอนเสียงดังออดแอด ผู้เขียนก็กำหนดรู้ไปว่าเสียงลมพัดประตูเป็นของธรรมดา

ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงกระทบกิ่งไม้ใบไม้แห้ง ที่ร่วงหล่นทับถมกันบนพื้นรอบกุฏิ คล้ายเสียงสิ่งมีชีวิตเดินเหยียบย่ำอยู่รอบกุฏิ ผู้เขียนก็กำหนดรู้ไปว่าเสียงสัตว์หากินยามกลางคืนเป็นของธรรมดา

ต่อมาลมพัดแรงขึ้น เสียงเหยียบย่ำรอบกุฏิหนักขึ้น เสียงกิ่งไม้ลู่ลงมาเสียดสีหลังคา คราวนี้ผู้เขียนชักเอะใจว่าท่าจะไม่ธรรมดา เพราะเมื่อเย็นยังยืนพิจารณาดูว่ากุฏิอยู่ใต้ต้นไม้สูง ไม่มีทางที่กิ่งไม้จะลู่มาเสียดสีหลังคาได้เพราะอยู่ห่างกัน

เท่านั้นเองจิตที่ตั้งมั่นอยู่ภายในก็ส่งออกคิดปรุงแต่งเสียงรอบข้างโดยเฉพาะเสียงเหยียบย่ำอยู่รอบกุฏิหนักขึ้น ราวกับมีสัตว์ใหญ่ หรือคนเดินวนอยู่รอบกุฏิ

เมื่อจิตส่งออกไปปรุงแต่งเรื่องข้างนอก ความกลัวก็เกิดขึ้น ยิ่งปรุงแต่งมาก ก็ยิ่งกลัวมาก กลัวจนจับใจได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ

ขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว ก็ได้ยินเสียงดังชัดเจนมาทางหูด้านขวาว่า มรณานุสติ

เท่านั้นเองสติเริ่มกลับคืนมา ถามตัวเองว่ากลัวอะไร ตอบว่ากลัวเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำอยู่รอบกุฏิ อาจจะเป็นสัตว์ใหญ่ เช่น หมี เดี๋ยวจะขึ้นมาทำร้ายเรา เพราะประตูกุฏิปิดไม่ได้ กุฏิเตี้ย ๆ แค่นี้เอง

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:07:12 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 6

ถามตัวเองต่อไปว่า ถ้ามันมาทำร้ายแล้วจะเป็นอย่างไร ตอบว่าถึงตายนะ

ถามตัวเองว่า ตายแล้วจะเป็นอย่างไร ตอบว่า ตายแล้วก็ต้องกลับมาเกิดอีกสิ

ถามอีกว่า กลับมาเกิดเป็นอะไร ตอบว่า การกลับมาเกิดเป็นอะไรย่อมขึ้นอยู่กับบุญกุศลของแต่ละคน

ถามต่อไปว่าตอนนี้เรามีบุญกุศลอยู่หรือไม่ ตอบว่า มี มีอยู่ไม่น้อยทีเดียวนะ ทานเราก็ทำ ศีลก็รักษาได้ (แล้ว) ภาวนาก็ทำมาหลายปี นี่ก็กำลังภาวนาอยู่นะ

ถามต่อไปว่า ถ้าตายตอนนี้แล้วจะกลับมาเกิดเป็นอะไร ตอบว่า อย่างน้อยก็กลับมาเกิดเป็นคน เชื่อมั่นว่าต้องดีกว่าเก่าแน่ๆ

ถามอีกว่า ถ้าไม่ตายตอนนี้แล้วจะต้องตายไหม ตอบว่า ไม่ตายวันนี้ วันหน้าก็ต้องตาย ต้องตายกันทุกคนอยู่แล้ว

คราวนี้จิตกลับมามีกำลัง สติปัญญาก็กลับคืนมาไม่กลัวตายแล้ว เอ้าตายเป็นตาย มันจะตายเดี๋ยวนี้ก็ไม่ว่า พร้อมที่จะตายอย่างอาจหาญ

เท่านั้นเอง เสียงลมพัดตีประตูดังตึงตัง เสียงกิ่งไม้ระหลังคา เสียงดังเหยียบย่ำรอบ ๆ กุฏิก็หยุดลงราวปลิดทิ้ง หยุดสนิทในบัดดล

อัศจรรย์จริงหนอ ธรรมะช่างอัศจรรย์จริงหนอผู้เขียนอุทานอยู่ในใจ

เสียงดังที่เหยียบย่ำรอบกุฏิ หากเป็นเสียงสัตว์ มันก็ต้องมีเสียงเดินจากไปจางหายไป แต่นี่หยุดสนิททันทีทันใด

จากนั้นผู้เขียนก็สามารถนั่งสมาธิภาวนาได้ต่อไปเป็นปกติ มาประจักษ์ความจริงว่าที่สุดแห่งความกลัวของบุคคลคือความตาย หากไม่กลัวตายเสียอย่างก็ไม่ต้องกลัวอะไร

ประสบการณ์ครั้งนั้น สร้างกำลังใจให้ผู้เขียนที่จะปลีกวิเวกอยู่ตามป่าเขาตามลำพังได้ โดยไม่หวาดหวั่น

เรื่องการภาวนาที่ภูกิ่วของคณะ ๒ คืน แทบทุกคนมีประสบการณ์ในการเผชิญสิ่งทดสอบอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในคืนที่ ๒ เณรโดนทดสอบหนักกว่าเพื่อน ดีแต่ว่าทุกคนกุมสติไว้อยู่ มีกำลังใจเข้มแข็ง จึงผ่านแบบทดสอบไปได้ กลับมาภูทอกจึงได้รู้ว่า ภูกิ่วไม่ใช่สถานที่ธรรมดา ส่วนใหญ่เจอกันมาแล้วทั้งนั้น...

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:07:45 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 7

มีข้อแนะนำสำหรับคนกลัวความมืด กลัวเสียงดัง ก๊อกๆ แก๊กๆ กลัวสัตว์บางชนิด กลัวผี หรือกลัวสิ่งต่างๆ

ทันทีที่รู้สึกกลัวให้หยุดคิดปรุงแต่งว่าเดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะการคิดปรุงแต่งเป็นการส่งจิตออกนอกตัว สร้างเรื่องหลอกตนเองให้กลัวยิ่งขึ้น ให้รวมจิตเข้ามาอยู่ข้างใน อยู่กับกายกับจิตปัจจุบัน

สั่งให้จิตหยุดคิดเสีย ให้นิ่ง ไม่คิดถึงเรื่องอะไรทั้งนั้น คุมจิตให้นิ่งอย่างเดียว

หากจิตนิ่ง สังขารหรือการปรุงแต่งของจิตก็ไม่ทำงาน ความกลัวก็ไม่เกิดขึ้น เพราะจิตอยู่ในความว่าง ความสงบ ไม่สร้างเรื่องหลอกตนเอง

หรือถ้ากำลังทำอะไรอยู่ให้กำหนดจิตมีสติ รู้เฉพาะสิ่งที่กำลังทำ เช่น กำลังเดิน ก็กำหนดซ้าย-ขวาที่เท้าก้าวไป หรือเคลื่อนไหวส่วนไหนของร่างกายก็กำหนดจิตมีสติรู้ไปตามอิริยาบถ การกำหนดเช่นนี้จิตจะอยู่ภายในกาย-จิตของตนเอง ไม่ส่งไปคิดปรุงแต่งเรื่องข้างนอก

หรืออาจจะสวดมนต์ก็ได้เอามาเป็นกำลังใจจดจ่ออยู่กับบทสวด ก็จะไม่ปรุงแต่งเรื่องข้างนอก

ทั้ง ๓ วิธีดังกล่าว เป็นยุทธวิธีถอยเข้าป้อมค่าย ปิดประตูตั้งมั่นอยู่ในป้อมปราการ อีกวิธีเป็นยุทธวิธีประจัญบานคือกลัวสิ่งไหนเผชิญกับสิ่งนั้น เช่น กลัวตุ๊กแกก็ให้ไปยืนดูตุ๊กแกอย่างใกล้ชิด จับได้จับเลย หรือหากกลัวความมืดก็ออกไปเผชิญกับความมืด เป็นต้น ยุทธวิธีนี้ต้องสะสมพลังความกล้าและสติไว้ให้มั่นคง จะเลือกวิธีใดก็สุดแต่ท่าน...

หรือไม่เอาสักวิธี ยังคงรักษาวิธียอดนิยมคือกลัวต่อไป...

ความกลัวบางอย่างสร้างทุกข์ให้กับผู้กลัวอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะความกลัวว่าบุคคลที่ตนรักว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในสิ่งที่ตนไม่อยากให้เป็น

แม่บางคน (หลายคน) รักและเป็นห่วงลูก เมื่อลูกยังเป็นเด็กเรียนหนังสือกลับบ้านค่ำ ก็เป็นห่วง กลัวว่าจะเถลไถลไปในทางที่ไม่ดี กลัวว่าจะเป็นอันตราย ตั้งหน้าตั้งตาคอยลูกด้วยใจกระวนกระวาย กระสับกระส่าย ดูนาฬิกาแล้วดูอีก ไม่เป็นอันทำอะไร บางคนข้าวปลาไม่ยอมกิน ถึงกินก็กินไม่ลง เพราะความเป็นห่วงลูก ทั้งๆที่กลัวสักเท่าใด เป็นห่วงสักเท่าใดก็ไปช่วยอะไรเขาไม่ได้ และความจริงหลาย ๆ ครั้งเขาก็ไม่ได้เป็นอย่างที่แม่คิดหรืออย่างที่ห่วง เขาอาจจะมีงานหรือกิจกรรมพิเศษที่ต้องทำ ซึ่งไม่ได้ไปเหลวไหลหรือตกอยู่ในอันตรายอย่างที่แม่เป็นห่วงแต่อย่างใด ตัวแม่เองสมัยเป็นนักเรียนก็เคยเป็นอย่างนี้

บางคนลูกโตแล้วมีครอบครัวไปแล้วอยู่คนละแห่ง แม่ก็ยังอุตส่าห์ส่งใจตามไปเป็นห่วงเป็นใยลูก เขาจะอยู่อย่างไรหนอ จะมีทุกข์สุขอย่างไรหนอ คู่ครองของเขาจะรักและซื่อสัตย์ต่อเขาหรือไม่หนอ แม้มีหลานก็ห่วงไปถึงหลาน แม่ขยันส่งจิตส่งใจไปคิดเป็นห่วงทำให้นอนไม่ค่อยหลับเป็นการทำร้ายตนเอง

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:08:21 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 8

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีแม่คนหนึ่งมาสารภาพกับผู้เขียนว่านอนไม่หลับ เครียดต้องไปเข้าโรงพยาบาลเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลมา ผู้เขียนดักคอไปว่า คิดถึงลูกหลานสิ แม่ผู้นั้นสารภาพว่าใช่เลย

เพราะก่อนหน้านี้ดูทีวีมีข่าวน้ำท่วมที่ต่างประเทศ คนตายกันมาก บ้านเรือนถนนหนทางรถราจมอยู่ในน้ำ ประจวบกับช่วงเดียวกันฝนตกหนักที่บ้านเรา ทางภาคเหนือและภาคอีสาน ลูกมีกำหนดจะเดินทางไปขอนแก่นแม่เป็นห่วงลูก กลัวว่าลูกจะไปเผชิญกับฝนตกหนักระหว่างทาง เดี๋ยวจะมีอันตรายเหมือนข่าวที่ดูมา คิดไปสารพัดสารพันจนนอนไม่หลับ รู้สึกปวดที่ท้ายทอย อึดอัด หายใจไม่ออก เหมือนจะขาดใจ ทนทุกข์ทรมานอยู่แทบทั้งคืน โทรศัพท์ในหมู่บ้านก็เสีย ที่บ้านไม่มีโทรศัพท์มือถือถึงมีก็ไม่มีสัญญาณไม่รู้จะทำอย่างไรใจคิดห่วงลูกไปสารพัดสารพัน (ทั้งๆที่ลูกมีครอบครัวแล้ว)

วันรุ่งขึ้นต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอให้นอนพัก ๑ คืน ติอต่อกับลูกได้ ลูกรีบเดินทางกลับมาเยี่ยมแม่ เมื่อแม่เห็นหน้าลูก ความเจ็บไข้ก็หาย ปรากฎว่าคืนที่แม่เป็นห่วงลูกนั้น ลูกอยู่สุขสบายกับสามีไม่ได้เดินทางไปไหน

ความคิดวิตกกังวลห่วงใยในสิ่งต่างๆ ทำให้เกิดความเครียดเป็นเหตุให้ร่างกายหลั่งสารแอดรินาลิน (adrenalin) ออกมา สารดังกล่าวเป็นโทษต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกาย เป็นตัวเสริมให้เกิดโรคร้ายแรงหลายชนิดที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน เช่น โรคหัวใจ (ตายเป็นอันดับ ๑) โรคมะเร็ง (ตายเป็นอันดับ ๒) โรคความดันโลหิต โรคกระเพาะ โรคไมเกรน เป็นต้น

บุคคลชอบทำร้ายตนอยู่เสมอ ด้วยความคิดของตนเอง การไม่ศึกษาธรรม ไม่รู้ธรรม จึงไม่รู้จักคำว่าปล่อยวาง ไม่รู้ความเป็นจริงตามหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเหตุให้ใจยึดมั่นถือมั่น (อุปทาน) ห่วงหาอาลัยในของรักของตน จึงสร้างทุกข์ให้กับตน

บางคนบางครอบครัว เมื่อเป็นเด็กเคยยากจนมาก่อน ชนิดอดมื้อกินมื้อ ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตด้วยความลำบากยากเข็ญ อาศัยใฝ่ดีมีมานะ สร้างเนื้อสร้างตัว เป็นปึกแผ่นมั่นคงขึ้นมาได้ ครั้นมีลูกกลัวว่าลูกจะลำบาก ขัดสนเหมือนกับตน จึงเลี้ยงดูลูกให้ได้อยู่ได้กินได้ใช้อย่างดี ไม่ให้ลูกน้อยหน้าใคร นอกจากนี้ยังสะสมเงินทองทรัพย์สมบัติเอาไว้ให้ลูก

หลายคนที่ผู้เขียนเห็นทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ทุ่มเทชีวิตจิตใจ หาเงินหาทองเอาไว้เพื่อลูก แม้จะมีฐานะมั่นคงแล้วตัวเองก็ยังประหยัดกินประหยัดใช้ แต่ลูกกลับใช้เงินทองอย่างฟุ่มเฟือย เกียจคร้าน ไม่ใฝ่ดีเหมือนพ่อแม่ นอนก็ตื่นสาย งานบ้านก็ไม่ช่วยทำ ตื่นขึ้นมาก็ไม่เก็บพับผ้าห่ม ปล่อยให้ห้องนอนรก สกปรก (รอให้คนรับใช้-บางทีก็เป็นแม่มาทำให้) กินอาหารเสร็จจานชามก็ไม่ล้าง ซ้ำยังทิ้งเอาไว้บนโต๊ะอาหาร (รอให้คนรับใช้-บางทีก็เป็นแม่มาทำให้)

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:08:59 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 9

ถามว่าเรารักลูกอย่างไรกัน เลี้ยงลูกอย่างไรกัน จะเลี้ยงให้เป็นคนเกียจคร้าน ไม่เอางานเอาการ มีชีวิตเปราะบาง เอาแต่ใจตัว ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเช่นนั้นหรือ เราอยากให้ลูกเป็นคนดี มีความสุข มีความเข้มแข็ง มีสติ ปัญญาที่จะต่อสู้ยืนหยัดชีวิตในสังคม ท่ามกลางกระแสของการแข่งขันทางทำมาหากิน และกระแสของวัตถุนิยม ตลอดจนอบายมุขที่ถั่งโถมเข้ามาทำลายคุณธรรมของคนในสังคม แต่กลับไม่เลี้ยงลูกให้มีวินัย ใฝ่ดี ขยัน อดทน

ที่ลูกมีนิสัยเช่นนี้ เพราะพ่อแม่เลี้ยงลูกให้เป็นอย่างนั้น แล้วก็มาทุกข์ใจกับลูกว่าทำไมจึงมีนิสัยเช่นนี้ จะแก้อย่างไร ความรักอันเกิดจากความกลัว (ลูกจะลำบาก) ของเรา กลับทำร้ายลูกรักของเราเอง

ความกลัวบางเรื่องไม่เพียงแต่กระทบต่อตัวบุคคลเท่านั้น ยังส่งผลสะเทือนไปถึงสังคม ประเทศชาติ แม้ในระดับโลกอีกด้วย ดังเช่น กรณีไข้หวัดนก เป็นต้น

คงจำกันได้ว่าในช่วงที่ไข้หวัดนกระบาดในสัตว์ปีก คนตื่นตระหนกกันไปในหลายประเทศถึงกับไม่ยอมกินสัตว์ปีก โดยเฉพาะไก่ เป็ด แม้กระทั่งไข่ซึ่งเป็นอาหารหลักประจำวัน ไม่เพียงแต่คนในประเทศที่มีไข้หวัดนกระบาดเท่านั้น แม้คู่ค้าต่างประเทศที่เคยสั่งผลิตภัณฑ์ไก่เข้าไป ก็งดการนำเข้า สร้างความเสียหายให้แก่ผู้เลี้ยงและผู้ส่งออกมากมาย

ความกลัวว่าโรคไข้หวัดนกจะระบาดอย่างกว้างขวาง ถึงกับสั่งให้ฆ่าไก่ ฆ่าเป็ด ในพื้นที่ที่มีการระบาดและพื้นที่ใกล้เคียง ไก่ เป็ด นับล้าน ๆ ตัวถูกฝังทั้งเป็นหรือไม่ก็ถูกเผาทั้งเป็น เป็นภาพที่น่าเอน็จอนาจใจยิ่งนัก

ความกลัวทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจอย่างน่าสะพรึงกลัว

เมื่อหลายปีก่อนหลายคนคงจะจำได้ เพราะเป็นข่าวใหญ่พาดหัวในหน้าหนังสือพิมพ์ มีบริษัทค้าไก่รายใหญ่รายหนึ่งกลัวว่าไก่จะล้นตลาด จะทำให้ราคาตก จึงขนลูกเจี๊ยบไปทิ้งกลางทะเล ลูกไก่นับแสนๆตัว (จำไม่ได้ว่านับล้าน ๆ ตัวหรือไม่) ลอยฟ่องอยู่กลางทะเลได้แค่อึดใจแล้วก็จมน้ำตาย ข่าวดังกล่าวเป็นที่น่าสลดหดหู่ใจแก่ผู้อ่าน

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวต่างประเทศออกทางโทรทัศน์ ญาติโยมมาเล่าให้ฟังว่า ที่ประเทศอิรักคนเหยียบกันตายนับพัน เหตุเพราะฝูงชนเรือนล้านพากันเดินทางไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ขณะแออัดอยู่บนสะพานแห่งหนึ่ง มีผู้ปล่อยข่าวว่ามีระเบิดพลีชีพอยู่ข้างหน้า เท่านั้นเองผู้คนแตกตื่นกันราวฝูงผึ้งแตกรัง บ้างกระโดดลงน้ำ บ้างวิ่งหนีไม่คิดชีวิตเหยียบย่ำกันตายนับพัน ๆ คน เพราะตื่นตระหนกตกใจในข่าวลือ ได้ฟังแล้วก็สลดสังเวช

ในช่วงที่โลกแบ่งเป็นค่ายคอมมิวนิสต์กับค่ายเสรีนิยม ทั้ง ๒ ฝ่ายต่างเป็นปฏิปกษ์ต่อกัน มุ่งทำร้ายทำลายกัน เป็นเหตุให้เกิดสงครามอย่างกว้างขวางในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ทั้งสงครามร้อน สงครามเย็น และสงครามตัวแทนเป็นเหตุให้ผู้คนล้มตายกันเป็นจำนวนมาก สังคม เศรษฐกิจและประเทศชาติ ในประเทศที่เกิดสงครามถูกทำลายเสียหายมากมายเหลือคณานับ นี่เพราะความกลัว

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:09:40 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )


  สลักธรรม 10

อคติอันเกิดจากความกลัว ทำให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพรรค ทั้งในองค์กรเล็กเช่นครอบครัว ที่ทำงาน พรรคการเมือง ไปจนถึงสังคม ประเทศชาติและประชาคมโลก การจำแนกแยกแยะแบ่งเป็นฝ่ายเขาฝ่ายเรา นำไปสู่ความหวาดระแวง ความแตกแยก ควมกลัว ถึงกับทำร้ายทำลายกัน ทั้งที่ลับและที่แจ้ง ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขอยู่ทั่วไป

แม้มนุษย์จะมีศักยภาพ พัฒนาเทคโนโลยีให้รุดหน้าไปอย่างรวดเร็วสักเพียงใดก็ตาม หรือต่อให้ในอนาคตมนุษย์สามารถไปได้สุดขอบจักรวาล แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่พัฒนาจิตใจขจัดอคติความกลัวออกไปได้ จะหวังความสงบและสันติสุขให้เกิดขึ้นในองค์กรในสังคม ในประเทศชาติ แม้ในประชาคมโลก ไม่ได้เลย

สรุป
โดยที่ปุถุชนส่วนใหญ่ยังมีอคติอยู่ใน ๔ เรื่องดังกล่าว คือ
ลำเอียงเพราะความรัก (ฉันทาคติ)
ลำเอียงเพราะความชัง (โทสาคติ)
ลำเอียงเพราะความไม่รู้ (โมหาคติ)
ลำเอียงเพราะความกลัว (ภยาคติ)

ความคิดของบุคคลจึงซ้ำซากอยู่ในโครงเรื่องเหล่านี้ หรือที่ผู้เขียนเรียกว่า เป็นนักแต่งนิยายน้ำเน่า อคติทำให้ความคิดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง หรือขาดความเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นผลเสียต่อชีวิต บางเรี่องนำความเสียหายมาสู่ตนเอง ครอบครัว องค์กร สังคม ประเทศชาติ และประชาคมโลก ดังได้กล่าวมาแล้ว

ด้วยเหตุนี้การขจัดอคติที่มีอยู่ในจิตใจ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่บุคคลควรฝึกหัดขัดเกลา เอากิเลสดังกล่าวออก แม้ไม่ได้หมด อย่างน้อยก็ให้เบาบางลง

เมื่อบุคคลปราศจากอคติแล้ว ความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ก็จะมีความเที่ยงธรรม หรือตรงกับความเป็นจริง การแต่งนิยายชีวิต แทนที่จะเป็นนิยายน้ำเน่าก็จะเป็นนิยายชีวิตจริง

นักแต่งนิยายชีวิตจริงจะแต่งอย่างไรนั้นจะได้กล่าวในเรื่องต่อไป



นำมาจาก หนังสือบัญชีชีวิต ของพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญโญ ครับ

โดย ทับตะวัน...นำมาฝาก [15 พ.ค. 2551 , 07:12:21 น.] ( IP = 58.9.142.237 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org